ตอนที่ 31 ค่ำคืน
“นายท่านแกริค” พ่อบ้านเฟรดก้มหัวทำความเคารพลูอิสด้วยใจจริงในตอนนั้นเองระบบก็เตือนลูอิสว่า คะแนนความศรัทธาของพ่อบ้านเฟรดนั้นมาถึง 90แต้มแล้ว
‘เอ๊ะ! เพิ่มขึ้นสิบแต้มง่าย ๆ แบบนี้เลยอย่างนั้นเหรอ’ลูอิสมองไปที่พ่อบ้านอย่างแปลกใจ ‘อย่าบอกนะว่าที่พลังงานศรัทธาเพิ่มขึ้นเพราะว่าฉันกลายเป็นผู้นำตระกูลต่อจาก บารอนไรแลนด์ และพ่อบ้านเฟรดสาบานจะรับใช้ตระกูลแกริคพอไรแลนด์ตาย ฉันกลายเป็นผู้นำตระกูลแกริค พ่อบ้านเฟรดก็ภักดีกับฉันเพิ่มขึ้นทันทีแต่ก็ยังไม่หนึ่งร้อยแต้ม เห้อ...คนแก่เอาใจยากชะมัด’
ลูอิสพยักหน้าให้พ่อบ้านเฟรด
หลังจากเรื่องของบารอนไรแลนด์และแหวนจบลงแอนเดรียก็เอาแหวนให้กับลูอิสเก็บไว้ก่อนจะกลับมาพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมากันต่อ
การลงมือของลูอิสในครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่มากเพราะคนที่เขาพึ่งจัดการไปคือ มาลก้า บุตรชายสุดรักของบารอนเมสัน ซึ่งไม่นานก็คงจะมีคนพยายามตามหาตัวพวกเขาทุกคนโดยเฉพาะแอนเดรียและพ่อบ้านเฟรดที่มีคนของมาลก้าเห็นหน้าเยอะสุด
อีกทั้งเขตผู้อพยพยังอยู่ในพื้นที่ของบารอนเมสัน ก็ยิ่งยากจะหลบซ่อนไปอีก
“นายหญิง ทำแบนั้นจะดีอย่างนั้นเหรอ” พ่อบ้านเฟรดถามด้วยสีหน้ากังวล
“พวกเราคงหลบซ่อนได้ไม่นานแน่นอน ถึงอย่างไรลูอิสก็เป็นบารอนแกริคคนต่อไปแม้จะมาจากอาณาจักรล่มสลายไปแล้ว แต่ก็ยังถือเป็นสายเลือดขุนนางไวเคาน์คาริสจะต้องช่วยเหลือพวกเราแน่นอนถ้าใช้สิ่งนั้น”แอนเดรียกล่าวมาอย่างมั่นใจ
“นายหญิงแบบนั้นจะดีเหรอ บางทีสักวันเราอาจจะกลับไปเอาของพวกนั้นก็ได้”บ้านเฟรดพูดอย่างไม่เห็นด้วย
“มีมันแล้วจะไปสำคัญอะไร สู้เอาไปใช้ต่อรองยังดีซะกว่า ฉันตัดสินใจแล้วพรุ่งนี้เราจะไปพบไวเคานต์คาริส พวกเราจะเลิกหนีถ้าลูอิสจะเป็นผู้นำตระกูลก็ควรจะสร้างตระกูลขึ้นมาใหม่ที่นี่”แอนเดรียตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
“ถ้านายหญิงต้องการสร้างตระกูลแกริคขึ้นมาใหม่ชายชราคนนี้ก็จะติดตามพวกท่านทั้งสองและช่วยอย่างสุดกำลัง”พ่อบ้านเฟรดกล่าวและยอมรับการตัดสินใจของแอนเดรีย
“ท่านแม่ ของที่พูดถึงคืออะไร” ทารกน้อยลูอิสเอียงคอถามอย่างสงสัย
“แผนที่ซ่อนสมบัติของเมืองอิกเน็ต ที่สำรองไว้ใช้ในกรณีที่เมืองล่มสลาย”แอนเดรียหันมาตอบลูอิส
‘เมืองอิกเน็ต เมืองที่แอนเดรียและพ่อบ้านเฟรดพูดถึงบ่อย ๆว่าหนีออกมาตอนสงครามสินะ ฉันยังไม่เกิดเลยตอนนั้น’
‘สมบัติสำรองของเมืองอย่างนั้นเหรอ สุดยอด!มันเยอะแค่ไหนกันแล้วจะมีอะไรบ้างอยากเห็นแล้วสิ แต่ว่าตอนนี้จะยังกลับไปเอาได้หรือเปล่า’
‘ไม่สิตอนนี้คงยังไม่มีทางไปเอาได้แน่นอนเพราะทั้งเมืองคงโดนยึดครองโดยพวกทหารเอเรอาร์ตแน่นอนและดูเหมือนแอนเดรียจะมั่นใจว่าพวกนั้นจะหาที่อยู่ของสมบัติไม่เจอเพราะอาจจะมีคนที่รู้เรื่องนี้ไม่มากสินะ’
‘แต่ถึงอย่างนั้นแค่แผนที่ซึ่งระบุตำแหน่งของสมบัติที่ซ่อนก็มีค่าแล้วถ้ารู้จักใช้มัน’
ลูอิสพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของแอนเดรีย เพราะสำหรับบางคนแล้วขอแค่มีความหวังว่าจะได้มาครอบครองก็ถือว่าแผนที่นั้นมีค่าแล้วไม่ต่างจากคนที่ชอบซื้อลอตเตอรี่ ขอแค่มีโอกาสได้ลุ้นในใจก็คิดถูกรางวัลได้เงินมาครอบครองไปแล้ว แต่จะถูกจริง ๆ หรือไม่นั้นก็ยังไม่รู้
...
คฤหาสน์หลังหนึ่งในเมืองเอลดิลของตระกูลเมสัน
บารอนเมสันผลักประตูเดินเข้าไปในด้วยท่าทางรีบร้อนเมื่อเข้าไปในห้องตอนนี้ในห้องนั้นเต็มไปด้วยหมอและพยาบาลชุดขาวสามสี่คนที่ช่วยกันยื้อชีวิตของมาลก้าที่ในตอนนี้นอนไม่ได้สติโดยรอบตัวนั้นเต็มไปด้วยเศษผ้าที่เช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากแผลอยู่เป็นจำนวนมาก
เมื่อสังเกตดี ๆ หน้าอกมีรอยแผลจากดาบลึกมากถึงกระดูกเป็นรูปกากบาทตามตัวยังมีรอยฟกช้ำหลายจุด ที่หัวมีคราบเลือดจากบาดแผลที่ศีรษะ
“ท่านบารอน ผมสามารถยื้อชีวิตนายน้อยด้วยยารักษาที่ได้มาจากผู้เยียวยาได้แค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นถ้าไม่ได้ผู้เยียวยามาช่วยคงยากที่จะรอด” หมอที่รักษามาลก้ากล่าวออกมาอย่างร้อนใจ
บารอนเมสันได้ยินก็ขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจนักถึงอย่างนั้นก็รู้ว่าความสามารถของหมอนั้นมีขีดจำกัดเขาหันไปมองลูกน้องที่พามาลก้ามาส่งที่คฤหาสน์เมื่อชั่วโมงก่อน
“เกิดอะไรขึ้น?” บารอนเมสันหันไปถามคนของมาลก้าที่พาเขามาส่ง
“นายน้อยโดนผู้ครองพลังโจมตีที่คฤหาสน์หลังใหม่ที่พึ่งสร้างในเขตบุกเบิกตอนนี้คฤหาสน์ชั้นสองเสียหายหนักจากไฟไหม้ พวกเรารีบไปช่วยนายน้อยออกมาได้ทันแต่ผู้ครองพลังที่บุกมาหายตัวไปแล้วขอรับ” ชายคนนั้นตอบ
บารอนเมสันได้ยินก็มีสีหน้าเงียบขรึมเขาจำได้ว่าเมื่อปีก่อนให้คนไปสร้างคฤหาสน์ไว้ที่นั้นเพราะพอพัฒนาเขตบุกเบิกจะได้มีที่พักที่สมฐานะ“มาลก้าไปทำอะไรที่นั้น แล้วทำไมผู้ครองพลังต้องโจมตีเขาด้วย”
“เรื่องนี้คือว่า...นายน้อยสั่งห้ามไว้ขอรับ”ชายคนนั้นลังเลเล็กน้อยที่จะตอบ
“บอกมา!” บารอนเมสันขึ้นเสียงเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ
“ได้..ขอรับ...” ชายคนนั้นพยักรัว ๆ ก่อนจะพูดไปตามจริง“นายน้อยลักพาตัวหญิงชั้นสูงที่ชื่อ แอนเดรีย นางเป็นผู้หญิงของบารอนแกริคที่หนีมาจากเมืองอิกเน็ตหลังจากนั้นก็มีผู้ครองพลังบุกเข้ามาช่วยนางคาดว่าน่าจะเป็นผู้ครองพลังที่ติดตามรับใช้นางขอรับ”
“แอนเดรีย...ภรรยาของบารอนแกริค? นางมาที่นี่อย่างนั้นเหรอเล่ามาให้ละเอียด”บารอนเมสันหันไปถาม
หลังจากนั้นคนติดตามของมาลก้าก็เล่าเรื่องทุกอย่างตั้งแต่ตอนพบกับซอมบี้จนได้แหวนและเรื่องของแอนเดรีย ซึ่งหลังจากฟังก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“เรื่องนี้พวกแกต้องรับผิดชอบด้วยถ้ามาลก้าเป็นอะไรขึ้นมา ออกไปซะ”บารอนเมสันไล่คนติดตามของมาลก้าออกไป พร้อมกับกล่าวคาดโทษไว้จากนั้นก็หันไปพูดกับคนสนิท “อาร์ไปเชิญผู้เยียวยาไลกิ้นที่คฤหาสน์ของท่านไวเคาตน์คาริสมาบอกเขาว่าฉันติดหนีเข้าครั้งหนึ่ง”
“ขอรับ” อาร์พยักหน้า แต่ขณะที่จะเดินออกไปตอนนั้นบารอนเมสันก็พูดขึ้นมาต่อว่า “ส่งคนไปสืบมาด้วยว่าเธอพักอยู่ที่ไหน”
“นายท่านคิดจะ...” อาร์เหมือนจะรู้ว่านายตัวเองต้องการจะทำอะไร
“พวกมันทำร้ายมาลก้า แม้เขาจะผิด แต่เขาคือบุตรชายของฉันอีกอย่างเธอเป็นแค่ชนชั้นสูงที่เหลือแต่ชื่อ ดังนั้นจะต้องชดใช้โดยการส่งผู้ครองพลังที่กล้าฟันมาลก้ามารับโทษตาย”บารอนเมสันพูดออกมาด้วยความโกรธ
“ขอรับนายท่าน” อาร์กล่าวอย่างนอบน้อม เพราะรู้ว่าถ้านายท่านโกรธขึ้นมาจะมีคนซวยอย่างแน่นอนเขารีบไปตามผู้เยียวยามาช่วยมาลก้าทันที
...
สถานที่ภายในเขตผู้อพยพ บริเวณพื้นที่โกดังร้างที่ไม่มีใครเข้ามาปรากฏชายสองคนอายุไล่เรี่ยกัน คนหนึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ ผมสีน้ำตาล ในหน้าขรึมขังแต่งกายด้วยชุดเกราะยุทธวิธีที่มีแผ่นเหล็กติดอยู่บนไหล่องข้างด้านหลังสะพายดาบยาวไว้
ส่วนอีกคนนั้นเป็นหนุ่มผมบอนสูง 180 กว่า ๆ มีรูปร่างสูงโป่ง ดวงตาสีฟ้าผิวขาว ใช้ดาบคู่สีเงินเป็นอาวุธเดินตามมาด้านข้าง ทั้งสองถือไฟฉายคนละกระบอกก่อนจะหยุดอยู่หน้าประตูรั้ว ซึ่งบนพื้นนั้นเต็มไปด้วยคราบเลือดที่ยังใหม่อยู่
ทั้งสองเดินเหยียบคราบเลือดเข้าไปด้านในโดยไม่ได้รู้สึกกลัวแม้แต่น้อยคราบเลือดลากยาวไปจนถึงหน้าโกดังผุจนขึ้นสนิมหลังที่สาม
“ที่นี่อย่างนั้นเหรอ”ผู้พิทักษ์รีดินเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าโกดังที่สาม ตอนนี้รอบด้านนั้นมืดมากแล้วด้านในจึงแทบไม่มีแสงเลยแม้แต่น้อย ทำให้มองไม่เห็นอะไร
“ทำไมต้องให้ฉันมาด้วย นายเป็นผู้พิทักษ์ระดับ 2แค่คนเดียวก็น่าจะจัดการได้แล้ว” ชายหนุ่มผมบอนผู้ได้ชื่อว่าผู้เคลื่อนไหวกล่าวออกมาด้วยท่าทางเบื่อหน่ายเพราะคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งตนมาด้วยในครั้งนี้
“การมีอันเดดปรากฏในเมืองถือเป็นเรื่องใหญ่ไวเคานต์คาริสให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ดังนั้นนายจึงต้องมาช่วยงานฉัน แล้วก็นะออสก้า...ถ้ายังบ่นอีกฉันจะบีบนายให้เละเลย”รีดินอธิบายด้วยใบหน้าตายด้านและหันมากล่าวเตือนด้วยสายตาดุดันกับออสก้า
“รู้แล้วน่า เอาตามที่นายว่าก็แล้วกัน ถ้าอย่างนั้นเข้าไปเลยไหม”ออสก้าไม่ได้รู้สึกกลัวรีดินแม้แต่น้อย ยังพูดออกมาอย่างสบาย ๆ
รีดินไม่สนใจกับท่าทางออสก้าเขาส่งไปฉายเข้าไปด้านในและเดินเข้าไปเป็นคนแรกออสก้าเดินตามหลังมาก่อนจะสองไฟฉายไปทั่วทั้งหน้าและหลัง
ออสก้าสูดจมูกสองสามที ก่อนขมวดคิ้วชนกัน “กลิ่นเลือดรุนแรงมากโอ้...ตรงนั้นมีเศษเนื้อด้วย ดูท่าจะเป็นตัวชอบกินนะเนี่ย”
ออสก้าเดินแซงรีดินไปข้างหน้าหยุดอยู่หน้ากองเศษเนื้อที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นและใช้เท้าเขี่ยดูอย่างสนใจ
“น่าจะหลายศพแต่คงมีไม่เกินสองตัวแหละมั้ง”
“ไม่...มีแค่ตัวเดียว” รีดินพูดอย่างมั่นใจ ขณะที่เงยหน้ามองขึ้นไปบนหลังคาโกดังที่คานเหล็กของหลังคาโดยมีไฟฉายส่องอยู่
ออสก้าเหมือนจะนึกขึ้นได้ จึงเงยหน้าตามมองขึ้นไปไฟฉายในมือของเขาส่องไปที่ด้านบนซึ่งมีสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ ผิวสีเทาคล้ำเล็บที่แหลมยาวและปากที่เต็มไปด้วยเขียวแหลมกับน้ำลายที่ไหลยืดหยดลงมากำลังจ้องมองมาที่เขา
“กูลอย่างนั้นเหรอ” ออสก้าพูดออกมาอย่างสนใจ
กูลที่อยู่บนคานกัดฟันและขยับกามไปมาจากนั้นก็อ้าปากกว้างจนมุมปากสองข้างแทบจะฉีกจากนั้นก็กระโดดลงมาใส่ออสก้าในทันที