รถม้ามิติของหยางมี่

    ผู้สาวขาเลาะ

            ยังไม่ได้ตรวจคำผิด


            คำเตือน

            นิยายเรื่องนี้ไรท์มโนขึ้นมาความสมเหตุสมเหตุสมผลมีบ้างไม่มีบ้าง รบกวนอ่านเพื่อความบันเทิงใจ ขอบคุณค่ะ


            +++++++++++++++++++++++



            "มี่เอ่อร์ไปตามน้องให้พี่ทีสิ น้องยังไม่ได้ไปฝั่งเข็มกับลุงอี้เลยไม่รู้ว่าลุงอี้ตื่นหรือยัง "


            "เจ้าค่ะพี่ใหญ่"


            หยางมี่เดินเข้าห้องนอนของท่านพ่ออีกครั้ง ก็เห็นว่าน้องชายของนางกำลังหลับคาอกท่านพ่ออยู่


            "อ้าว...ภารกิจล้มเหลว…..หึหึ อย่างนี้ท่านพ่อต้องเจอกับเสียงอันไพเราะของเด็กสาวที่งดงามที่สุดในปฐพี"


            หยางมี่เดินไปลากน้องชายให้ลงนอนดีๆ พร้อมกับห่มผ้าให้ จากนั้นก็เดินไปอีกด้านหนึ่งของท่านพ่อ และก้มลงไปที่ใบหู


            "ไฟไหม้!!!"


            หลังจากที่ตะโกนปลุกท่านพ่อแล้วหยางมี่ก็วิ่งออกไปข้างนอกทันที เสียงที่ดังก้องไปทั่วหูของหยางเจี้ยน  ทำให้หยางเจี้ยนสะดุ้งตื่นจนสุดแรง


            ความรู้สึกเมื่อครู่นี้ราวกับว่าฟ้าทล่มแผ่นดินทลาย แต่เมื่อตั้งสติได้แล้วก็ได้แต่ตะโกนต่อว่าลูกสาวตัวแสบสุดเสียง


            "ฮึ้ย!! มี่เอ๋อร์!! เจ้าเด็กแสบ"


            หยางมี่วิ่งหัวเราะออกมาจากห้องท่านพ่อ แต่ก็ต้องเจอกับพี่ใหญ่ที่กำลังยืนหรี่ตากอดอกอยู่


            "แหะ!!พี่ใหญ่ ยังไม่ไปดูช่างทำงานอีกหรือเจ้าค่ะ"


            "มี่เอ๋อร์ แกล้งท่านพ่อหรือ"


            "ข้าแค่ปลุกท่านพ่อเองเจ้าค่ะ"


            "ระวังท่านพ่อเอาคืนนะ อย่าหาว่าพี่ไม่เตือน หึหึ"


            อ่า..อยู่ๆ ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ



            ..บรื้อ...



            "พี่ใหญ่ล้อข้าเล่นแล้ว ไม่เอาไม่พูด..."


            หยางมี่รีบหนีออกมาด้านนอกทันที อยู่ในบ้านก็ขนลุกขนชัน


            "หวังเฉาหม่าฮั่น พวกเราไปเลาะกันเถอะ"


            หวังเฉากับหม่าฮั้นรีบเดินตามหยางมี่ไปอย่างยินดี เพราะว่าพวกมันกำลังเบื่อหน่ายอยู่พอดี แต่จางหลงกับเจ้าหู่ต้องนอนรอหยางเฉินอยู่ด้านนอกที่เดิม


            "หวังเฉา หม่าฮั่นพาข้าสำรวจนอกเหนือจากเส้นทางกลับบ้านได้หรือไม่"


            'ได้สิ'


            หยางมี่เดินตามหวังเฉากับหม่าฮั่นที่ตอนนี้กำลังเดินลงเขาลัดเลาะมาอีกเส้นทางหนึ่งแล้วก็เจอเข้ากับลำธารสายหลัก

    หยางมี่ต้องเดินย้อนไปทางต้นน้ำถึงจะเจอป่าหลังบ้านของตัวเอง


            แต่ตอนนี้นางอยากสำรวจหมู่บ้านให้ทั่วก่อนแล้วค่อยกลับบ้านแต่แล้วนางก็เจอเข้ากัับกลุ่มสตรีสี่คนที่กำลังซักผ้าอยู่ที่ลำธาร


            "เจ้าคือหยางมี่ใช่หรือไม่"


            "เจ้าค่ะ ข้าคือหยางมี่"


            "น้าชื่อเฉาซือน้าเป็นเพื่อนสนิทกับแม่ของเจ้า"


            "ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าค่ะท่านน้าซือ"


            "น้าเสียใจด้วยนะเสี่ยวมี่เรื่องแม่ของเจ้า แม่ของเจ้าเคยสัญญากับน้าว่าจะกลับมาหาน้า แต่อาเฟยก็ไม่กลับมา เสียดายที่สุสานของนางอยู่ที่แคว้นหนาน"


            ตอนที่นางรู้เรื่องของอี้เฟย นางเสียใจเป็นอย่่างมาก อี้เฟยเคยสัญญาว่าจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง แต่อี้เฟยก็ผิดสัญญา

    หยางมี่เห็นแววตาเจ็บปวดของท่านน้าเฉาซือ นางก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงใบหน้าของท่านแม่อี้เฟยอีกครั้ง


            "ท่านพ่อบอกว่า เมื่อสงครามยุติลง จะให้หลวงจีนทำพิธีขุดกระดูกขึ้นมาและย้ายมาฝังสุสานที่นี่เจ้าค่ะ"


            "น้าจะรอวันที่ได้เคารพสุสานของอาเฟยนะเสี่ยวมี่"


            "เจ้าค่ะท่านน้า"


            ระหว่างที่พูดคุยกับท่านน้าเฉาซืออยู่นั้นก็มีสตรี2นางเดินเชิดหน้าคอตั้งใบหน้าขาวราวกับไปตกถังแป้ง ถือถังผ้าเข้ามาปรายตามองหยางมี่อย่างดูแคลนและพูดจีบปากจีบคอ


            "เจ้าเป็นลูกของนังอี้เฟยสินะ"


            หยางมี่ชะงักค้างทันทีที่ได้ยินคนเรียกท่านแม่ว่า 'นัง'


            'เอาแล้วไง นี่ข้าเจอโจทก์เก่าของท่านแม่ใช่หรือไม่'


            "ใช่เจ้าค่ะ ท่านยายมีอะไรกับข้าหรือเจ้าคะ"


            พูดจบกลุ่มเพื่อนของท่านแม่ต่างก็หัวเราะเยาะให้กับสตรีสองคนที่มาทีหลัง


            "นี่เจ้า!! เด็กอะไร พูดจาราวกับว่าไม่มีใครสั่งสอน อ่อ...ข้าก็ลืมไปว่าแม่ของเจ้าตายก่อนจะได้สั่งสอนบุตร"


            "อืม...แต่เท่าที่ข้าจำได้ ท่านพ่อท่านแม่สั่งสอนข้าเป็นอย่างดีเลยเจ้าค่ะ ข้าถึงได้ไม่มีนิสัยระรานใคร"

    หยางมี่เอียงคอทำท่าทำทางราวกับเด็กน้อยไร้เดียงสา


            "เจ้าเด็กบัดซบนี่..มาให้ข้าตีปากสั่งสอนสักทีเถอะ"


            "อ๊ะ!!ท่านยายทั้งสอง..เสี่ยวมี่ผิดอะไรหรือเจ้าคะ"


            หยางมี่วิ่งไปหลบด้านหลังท่านน้าเฉาซือพร้อมกับทำสายตาน่าสงสาร ทำให้กลุ่มของท่านน้าเฉาซืออดสงสารไม่ได้


            "นี่พวกเจ้าสองคน เสี่ยวมี่นางก็พูดตามประสาเด็ก เสี่ยวมี่เจ้ารีบกลับบ้านไปก่อนเถอะทางนี้น้าจัดการเอง"


            "ขอบคุณเจ้าค่ะท่านน้า แต่ว่า..ท่านน้าจะเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ"


            "น้าไม่เป็นอะไรหรอก พวกนี้ไม่กล้าทำอะไรน้าหรอก เสี่ยวมี่รีบกลับบ้านเถอะ"


            "เจ้าค่ะ"


            หยางมี่เดินย้อนขึ้นไปทางต้นน้ำพร้อมกับหันหลังกลับไปมองท่านหน้าอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าท่านน้าเฉาซือกำลังท้าวเอวเถียงกับสตรีหน้าวอก

    นางก็รีบเดินกลับบ้านทันที หวังเฉากับหม่าฮั่นที่แอบอยู่ก็เดินตามออกมาสมทบ


            "พวกเจ้าจะไปแอบทำไมเนี่ย"


            'ข้ากลัวชาวบ้านตกใจ'


            "คราวหลังไม่ต้องแอบซ่อนนะ พวกเจ้าออกจะน่ารักน่าชังเช่นนี้"


            หยางมี่หยิกแก้มหมาน้อยของนางทั้งสองตัวอย่างเอ็นดู


            'มี่มี่ข้าทั้งสองไม่ใช่เด็กๆ เหมือนแต่ก่อนแล้วนะ เจ้าจะหยิกแก้มข้าเช่นนี้ไม่ได้'


            "ทำไมล่ะหม่าฮั่น ก็ข้ารักพวกเจ้าอ่ะ"


            'ไม่พูดด้วยแล้ว'


            "ฮ่าๆๆ พวกเจ้าเขินอายหรือ "


            นางตั้งใจว่าจะเดินสำรวจพืชพักแถวนี้ เผื่อมีผักอะไรที่นางรู้จัก แต่เท่าที่เห็นก็จะมีต้นหอมป่า และผักบุ้งแตกยอดออกมาได้หน่อยเดียว

    แต่หมาน้อยทั้งสองของนางก็เตือนว่าให้รีบกลับบ้านเพราะท่านพ่อของนางกำลังโมโห


            หยางมี่จึงรีบเดินกลับบ้านด้วยใจเป็นกังวล เพราะตอนนางออกมานางไม่ได้บอกใคร แล้วตอนนี้มันก็สายมากแล้วด้วย

    ทันทีที่เดินเข้าบ้านนางก็เห็นท่านพ่อที่มีใบหน้าบึ้งตึงเดินไปมาอยู่หน้าบ้าน


            "มี่เอ๋อร์!!นี่ลูกหายไปไหนมา"


            "ท่านพ่อ ข้า ข้าเดินลัดเลาะไปสำรวจอีกเส้นทางหนึ่งเจ้าค่ะ"


            "ว่าไงนะ!! เจ้าเดินออกนอกเส้นทางโดยที่ไม่บอกพ่อเช่นนั้นหรือ เจ้าจะกล้าหาญเกินไปแล้วมี่เอ๋อร์"


            "ท่านพ่อ..ขะ ข้าไม่ได้ตั้งใจเจ้าค่ะ"


            หยางมี่ส่งสายตาอ้อนวอนและขอโทษไปให้ท่านพ่อ เมื่อหยางเจี้ยนเห็นสายตาของลูกสาวตัวแสบก็ทำให้ใจของเขาก็อ่อนยวบทันที


            "เห้อ..มี่เอ๋อร์ต่อไปลูกจะไปไหนต้องบอกกล่าวให้คนในบ้านรับรู้ด้วยเข้าใจหรือไม่ พ่อเป็นห่วงเจ้าแทบตายเกรงว่าหลงป่า"


            "ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าขออภัยท่านพ่อนะเจ้าคะ"


            "หวังเฉา หม่าฮั่น ต่อไปอย่าตามใจนางเช่นนี้อีก"


            'ขอรับ'


            'ขอรับ'


            หมาน้อยทั้งสองตวัดมองนางด้วยหางตาแล้วก็สะบัดหน้าหนีแล้วเดินออกไป


            "โดนท่านพ่อดุแล้วยังจะโดนหมางอนใส่อีก...เฮ้อ"


            หยางมี่เดินเข้ามาในบ้านก็เห็นน้องชายกำลังหัดใช้ไม้ง่ามพยุงเดินอยู่กลางบ้าน


            "เฉินเอ๋อร์ลุงหมออี้ให้เจ้าหัดเดินแล้วหรือ"


            "ขอรับพี่สาว พี่เจี้ยนหัวทำไม้พยุงให้ข้าด้วยขอรับ"


            "เจ้าก็ค่อยๆ หัดนะ ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อเจ้าหายดีแล้ว เราจะได้ออกไปเดินเล่นข้างนอกด้วยกัน แล้วก็หัดยิงธนูด้วยกันดีหรือไม่"


            "ดีที่สุดขอรับ"


            "หัดใช้ไม้พยุงเช่นนี้...อีกไม่นานเจ้าก็จะเดินคล่องและเร็วขึ้น"


            "ขอรับ...แล้วพรุ่งนี้พี่สาวไปขายของหรือไม่"


            "ไป..ทำไมหรือ"


            "ข้าจะไม่ไปกับท่านแล้วนะขอรับ"


            "อ้าวทำไม่ล่ะ"


            "ข้าจะหัดเดินกับไม้ง่ามให้คล่องก่อนขอรับ"


            "ได้สิ...เอาไว้พี่จะซื้อขนมมาให้นะ"


            "ข้าอยากกินถังหูลู่ขอรับ"


            "ได้ พี่จะซื้อมาให้เจ้า"


            "2ไม้ขอรับ"


            "เจ้าค่ะๆ "




            ในที่สุดบ้านของหยางมี่ก็เสร็จเรียบร้อยทั้งหมด นางได้บอกลูกค้าไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะหยุดขาย2วัน เพราะเป็นหน้าที่ของนางกับพี่ใหญ่ที่ต้องช่วยกันทำความสะอาดอีกครั้ง โดยมีพี่เจี้ยนหัวมาช่วยด้วยอีกแรง


            "พี่ใหญ่บ้านของเรากว้างขึ้นเยอะเลยเจ้าคะ่"


            "ใช่..น่าอยู่มาก ห้องของเจ้าก็ติดกับบ้านลุงอี้ อย่าตะโกนอะไรให้มันเสียงดังมากนักนะมี่เอ๋อร์ เกรงใจลุงอี้"


            "พี่ใหญ่เสียงข้าไม่ได้ดังถึงเพียงนั้นนะเจ้าคะ"


            "เจ้าแน่ใจหรือ"


            "ข้าแน่ใจที่สุด"


            "เหอะ!!...เสียงของเจ้าสามารถทำให้นกแตกรังได้ แบบนี้หรือที่เรียกว่าเสียงเบา"


            "พี่ใหญ่ใส่ร้ายข้าอีกแล้ว"


            หยางจื่อหมั่นไส้น้องสาวเป็นอย่างมาก เขาจึงหยิกแก้มแดงๆ อวบๆ ไปเสียหลายที


            "พี่ใหญ่ข้าเจ็บนะ!!"


            หยางมี่ไม่ยอมให้ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว จึงวิ่งกระโดดขึ้นหลังพี่ใหญ่จับล็อกคอกัดหู แล้วกระโดดลงพื้นก่อนจะวิ่งหนีไปหลังบ้านทันที


            "มี่เอ๋อร์ เจ้าเด็กแสบบบบ"


            หลังจากที่แกล้งพี่ใหญ่ก็ต้องรีบวิ่งหนีมาหลังบ้านเพราะกลัวพี่ใหญ่จะจับนางห้อยหัวอีก

    ส่วนหยางจื่อก็ตะโกนอย่างสุดเสียง เพราะเสียท่าให้กับน้องสาวอีกแล้ว และเสียงตะโกนของหยางจื่อก็ดังไปถึงบ้านของหมอต้วนอี้


            ต้วนอี้ ภรรยาและลูกคนชายคนเล็กกำลังอ่านตำราม้วนไม้ไผ่อย่างสงบ และพวกเขาก็ได้ยินเสียงของหยางจื่อที่ตะโกนว่า 'มี่เอ๋อร์ เจ้าเด็กแสบ' ต่างก็พากันเงยหน้าสบตากัน จากนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาทันที


            "มี่เอ๋อร์แกล้งพี่ชายอีกแล้ว เดี๋ยวอีกสักพักก็คงจะได้ยินเสียงของเฉินเอ๋อร์ นางช่างเป็นเด็กซุกซนยิ่งนัก หึหึ"


            ทุกคนอมยิ้มให้กับความสดใสของมี่เอ๋อร์ จนไม่มีใครใส่ใจเรื่องกิริยาที่พึงมีของสตรีเลย  ส่วนหยางเจี้ยนตอนนี้กำลังเดินทางไปที่หอการค้ากับท่านปู่เพื่อจ่ายเงินที่ค้างไว้อีกครึ่งหนึ่ง


            การสร้างบ้านในครั้งนี้ ท่านลุงออกตำลึงทองให้ครึ่งหนึ่ง ทำให้ตอนนี้เขาเหลือตำลึงทั้งหมดที่มี 58ตำลึงทอง กับอีก50ตำลึงเงินเท่านั้น

    ยังไม่รวมกับรายได้ของมี่เอ๋อร์ที่ทุกวันหลังจากกลับมาจากขายของ มี่เอ๋อร์จะต้องส่งเงินให้เขานับและให้เขาเป็นคนเก็บเอาไว้ตลอด


            แล้วเขาก็จะไม่ใช้เงินส่วนนี้เด็ดขาดเพราะจะเก็บเอาไว้ให้กับลูกๆ แต่เขาก็ยังคงเหลือดอกบังหิมะ3ดอก โสมซานซีของมี่เอ๋อร์อีก10หัว ต้นฉั่งฉิกอีก57ต้น แต่ถ้าหากมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ คงต้องนำสมุนไพรพวกนี้มาขาย


            "อาเจี้ยน ลุงเหมือนลืมอะไรไปสักอย่าง"


            "อายุเยอะแล้วก็เป็นเช่นนี้แหละขอรับ"


            "เจ้าเด็กบ้า ว่าข้าแก่หรือ"


            "..."


            +++++++++++++++++++

            ขอบคุณค่าา





    คล้ายกับเรื่องรถม้ามิติของหยางมี่ ที่คุณอ่าน