จูจื้อโหยวตื่นขึ้นมาท้องฟ้าด้านนอกก็มืดไปแล้ว แต่เดี๋ยวนะ! มันไม่ใช่ฟ้ามืด แต่มันเป็ใบหน้าอ้วนกลมของสามีที่บังแสงด้านนอกเอาไว้ต่างหาก
ฟู่ซีซวนเห็นภรรยาของตนเองนอนลืมตาและจ้องมองใบหน้าของตนอยู่นานก็เริ่มหน้าแดงอย่างเขินอาย
“เอ่อ...น้องหญิง...ข้ารู้ว่าเ้าชื่นชอบใบหน้าของข้ามาก แต่เ้าจะเอาแต่มองหน้าข้าอยู่อย่างนี้ไม่ได้ เ้าลุกขึ้นมากินอะไรสักหน่อยเถอะ ท่านหมอกำชับไว้ว่าให้เ้าตื่นมาแล้วหาอะไรรองท้องสักหน่อย จากนั้นค่อยดื่มยา”
จูจื้อโหยวได้แต่พูดไม่ออกกับความเข้าใจผิดของสามี แต่พอเห็นท่าทางและสายตาที่ดูจริงใจของเขา อีกทั้งเวลานี้นางได้ย้อนเวลากลับมาอยู่ในยุคโบราณแล้ว จากความทรงจำของร่างเดิม ครอบครัวของนางไม่เหลือใครแล้ว ดังนั้นคงมีแต่สามีผู้อ้วนท้วนสมบูรณ์ท่านนี้ของนางเท่านั้นที่นางจะต้องพึ่งพาเขาได้
“ด้านนอกฝนตกหรือเ้าคะ” จูจื้อโหยวถามออกไปเพราะได้ยินเสียงครืนดังขึ้น เสียงดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลจากนางมากนัก
“ไม่...ไม่ใช่หรอก เป็เสียงท้องของข้าเอง” คราวนี้ฟู่ซีซวนหน้าแดงไปถึงหูแล้ว “ข้ารอให้เ้าตื่นก่อนถึงค่อยกินข้าวพร้อมกัน”
จูจื้อโหยวยิ้มขำให้กับความใสซื่อของสามี หากนับกันตามจริง ก่อนที่นางจะทะลุมิติมาในยุคนี้ นางก็อายุยี่สิบหกปีแล้ว ส่วนสามีของนางตอนนี้เพิ่งมีอายุแค่สิบหกปีเท่านั้น สายตาที่นางมองไปที่เขาจึงเจือไปด้วยความเอ็นดู
“น้องหญิงลุกไหวหรือไม่ ให้ข้าช่วยนะ” ฟู่ซีซวนทำท่าว่าจะเข้าไปช่วยประคองภรรยา
แต่จูจื้อโหยวกลัวว่านางจะถูกก้อนไขมันั์ทับอีกรอบ นางรีบลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงทันที “ข้าลุกเองได้เ้าค่ะ แค่นี้สบายมาก”
“จะสบายได้อย่างไร เ้าถูกโบยไปตั้งหลายไม้” ฟู่ซีซวนมองภรรยาอย่างเป็กังวล
“ข้าไม่เป็ไรแล้วเ้าค่ะ ท่านดูสิ าแที่ตัวไม่มีเลยสักนิด ไม่ใช่เพราะความกล้าหาญของท่านพี่หรือเ้าคะที่เอาตัวเข้าไปรับไม้ของพ่อบ้านไว้แทนข้า” จูจื้อโหยวตั้งใจจะเปิดแขนเสื้อให้สามีดู
“ข้าเชื่อแล้วว่าเ้าไม่ได้าเ็ตรงไหน เ้าไม่ต้องเปิดเสื้อให้ดูแล้ว” ฟู่ซีซวนรีบห้ามนางไว้ก่อน “น้องหญิงจะทำอย่างนี้ไม่ได้ ถึงแม้เราสองคนจะเป็สามีภรรยากันแล้ว แต่มันก็ไม่เหมาะที่เ้าจะมา เอ่อ...ทำอะไรโจ่งแจ้งเช่นนี้”
“เราแต่งงานกันมาจะเดือนหนึ่งแล้วนะเ้าคะ ท่านยังจะอายอะไรอีก ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ก็เคยทำอย่างอื่นกันมาแล้วหรือ คนเป็สามีภรรยาคงไม่อายเพราะแค่ข้าเปิดเสื้อให้ท่านดูหรอกจริงไหมเ้าคะ” จูจื้อโหยวอยากแกล้งสามีเมื่อเห็นท่าทางเขินอายของเขา แต่อีกใจหนึ่งนางก็อยากจะรู้ว่าเขากับนางมีความสัมพันธ์กันไปถึงขั้นไหนแล้ว เพราะความทรงจำเกี่ยวกับเื่นี้ไม่มีเลยสักนิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ความทรงจำต่างๆ ของร่างเดิมนางรับรู้ได้เป็อย่างดี
ฟู่ซีซวนมีสีหน้ากังวลใจอย่างเห็นได้ชัด “ข้าไปเชิญท่านหมอให้มาดูอาการเ้าอีกทีดีกว่า”
จูจื้อโหยวไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆ สามีก็เปลี่ยนเื่ ทั้งสีหน้าเขาก็ดูจริงจังมาก “ข้าพูดอะไรผิดไปหรือเ้าคะ ทำไมท่านถึงไม่ตอบคำถาม แต่กลับจะไปเชิญท่านหมอให้มาตรวจดูอาการของข้า”
“ก็เ้าพูด...พูดเื่ความสัมพันธ์ของเรา” ฟู่ซีซวนหน้าแดงเป็เืแล้วในเวลานี้ “พวกเรายังไม่เคยทำเื่ที่สามีภรรยาควรทำด้วยกันเสียหน่อย เ้าให้ข้านอนบนพื้นทุกคืน เพราะเ้าบอกว่าข้านอนกรน เ้ากลัวว่าหูเ้าจะะเิ”
จูจื้อโหยวหัวเราะออกมาเสียงดัง “แล้วท่านก็เชื่อฟังโดยยอมลงไปนอนบนพื้นทุกคืนอย่างนั้นหรือเ้าคะ”
“ก็ถ้าข้าไม่ทำตาม เ้าบอกว่าเ้าจะทำร้ายตัวเอง”
คราวนี้จูจื้อโหยวเงียบไป “แล้วข้าเคยทำร้ายตัวเองสำเร็จหรือไม่เ้าคะ”
“ยังไม่สำเร็จหรอกเพราะข้าช่วยเ้าไว้ได้ทัน” ฟู่ซีซวนแบมือออก “นี่คือรอยมีดที่ข้าแย่งกับเ้าในวันนั้น”
รอยแผลที่มือของฟู่ซีซวนยังเห็นได้ชัดเจนเพราะเหตุการณ์เพิ่งผ่านมาได้ไม่กี่วัน จูจื้อโหยวรู้สึกผิดกับสามีมาก นางไม่รู้หรอกว่าแม่นางน้อยจูจื้อโหยวในอดีตปฏิบัติกับฟู่ซีซวนยังไง แต่ตอนนี้นางได้มาอาศัยในร่างนี้แล้ว และฟู่ซีซวนก็ดูจะเป็คนดีกว่าบรรดาหนุ่มๆ ที่เข้ามาปอกลอกเธอในชีวิตที่แล้วเสียอีก ในเมื่อได้คนดีอย่างนี้มาเป็สามี นางก็ไม่จำเป็ต้องปฏิเสธเขา เพียงแต่ว่านางกับเขาจะพัฒนาความรู้สึกกันไปได้ถึงขั้นไหนนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับเวลาแล้ว
“ข้าหิวแล้วเ้าค่ะ เราไปกินข้าวกันเถอะ” จูจื้อโหยวเอื้อมไปจับมือสามีเอาไว้ “จับมือแค่นี้คงได้กระมัง”
ฟู่ซีซวนมองมือเล็กที่จับมือเขาไว้อย่างใ ั้แ่แต่งงานกันมา ภรรยายอมให้เขาเข้าใกล้เสียที่ไหน ฟู่ซีซวนแอบยิ้มอยู่ในใจ ‘หรือว่าน้องหญิงจะมองเห็นความดีของข้าแล้ว’
จูจื้อโหยวกับฟู่ซีซวนนั่งประจำอยู่โต๊ะกินข้าว ในขณะที่ฟู่ซีซวนกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย แต่จูจื้อโหยวกลับไม่ขยับตะเกียบ นางเอาแต่มองอาหารที่อยู่ตรงหน้าอย่างพูดไม่ออก สิ่งนี้เรียกว่าอาหารแน่หรือ นางไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมสามีถึงได้อ้วนเป็หมูเช่นนี้
“ท่านพี่กินอาหารอย่างนี้ทุกวันหรือเ้าคะ”
“อืม...ท่านแม่บอกว่าอาหารพวกนี้เป็อาหารบำรุงร่างกายที่ดีที่สุด ท่านตั้งใจกำชับแม่ครัวให้ปรุงมาเพื่อพวกเราโดยเฉพาะ” ฟู่ซีซวนยิ้มหยัน ถึงแม้จะแค่แป๊บเดียว แต่จูจื้อโหยวก็มองเห็น
“ท่านพี่ก็เชื่อหรือเ้าคะ” จูจื้อโหยวแสร้งถาม
“เชื่อไม่เชื่อแล้วจะมีประโยชน์อะไร หากอยากรักษาชีวิตเอาไว้ เราก็จำเป็ต้องหาอะไรกินเพื่อประทังชีวิตไม่ใช่หรือ มีอาหารให้กินก็ดีกว่าอดตาย” ฟู่ซีซวนก้มหน้าอย่างละอาย “ข้าพาเ้ามาลำบากด้วยแล้ว ขอโทษนะ”
“ท่านพี่เคยบอกเื่นี้กับท่านพ่อหรือไม่เ้าคะ”
“กินข้าวเถอะ อาหารเย็นหมดแล้ว เอาไว้ให้ข้าออกไปข้างนอกเมื่อไหร่ ข้าจะซื้อของอร่อยกลับมาฝากเ้านะ”
จูจื้อโหยวหยิบตะเกียบขึ้นมา แต่นางทำใจกินของพวกนี้ไม่ลงจริงๆ หนังหมูต้มเค็ม หนังไก่ผัดเกลือที่ไม่ได้เจียวน้ำมันออกเลยแม้แต่น้อย น้ำซุปกระดูกหมูที่มีแต่กระดูกไม่มีเนื้อติดมาเลยสักชิ้น ผักดองที่เปลี่ยนสีจนแทบจะกลายเป็สีดำแล้วอีกหนึ่งจาน รวมถึงข้าวต้มที่มีแต่น้ำถ้วยนั้น นี่มันคืออาหารหมูชัดๆ
คืนนั้นจูจื้อโหยวอนุญาตให้ฟู่ซีซวนขึ้นมานอนบนเตียงกับนางด้วย บนพื้นทั้งแข็งทั้งเย็น นางทำใจให้เขานอนตรงนั้นไม่ได้หรอก อีกอย่างถึงแม้เขาจะนอนกรนเสียงดังขนาดไหน แต่มันก็ไม่เป็ปัญหาสำหรับนาง เพราะในชีวิตที่แล้ว บ้านเช่าที่จูจื้อโหยวเช่าอยู่ติดกับสถานีรถไฟ มีเสียงรถไฟเข้าออกสถานีอยู่ตลอดเวลา นานวันเข้านางก็ชินกับเสียงดังเ่าั้ ดังนั้นไม่ว่าจะมีเสียงรอบข้างดังขนาดไหน หากนางตั้งใจจะนอนก็ไม่มีเสียงใดมารบกวนนางได้
จูจื้อโหยวนอนคิดถึงชีวิตที่ต้องอยู่ในสกุลฟู่ก็ได้แต่ถอนหายใจ สามีของนางดูไปแล้วก็คงไม่ใช่คนโง่เขลา สังเกตจากที่เขาพูดเื่อาหารที่กินด้วยกันเมื่อตอนเย็นแล้วก็รู้สึกว่าที่เขาแสร้งทำเป็อ่อนแอต้องมีเหตุผลอย่างอื่นอยู่แน่ แต่จะเป็เหตุผลอะไร นางคงต้องถามเขาอีกที เพราะเื่สำคัญตอนนี้คือนางจะหาเงินจากไหนเพื่อมาใช้จ่าย หากนางกับสามีไม่อยากกินอาหารหมูอย่างวันนี้ พวกนางก็ต้องหาเงินมาซื้ออาหารกินเองแล้ว
ฟู่ซีซวนที่แกล้งนอนหลับอยู่ข้างๆ ก็ขมวดคิ้วอยู่ตลอดเวลา ั้แ่ที่จูจื้อโหยวถูกตีจนสลบไป พอนางฟื้นขึ้นมาก็เหมือนกับว่านางจะเปลี่ยนไปเป็คนละคน สายตาที่นางมองเขามันเปลี่ยนไป ไม่มีความรังเกียจอยู่ในนั้นเหมือนแต่ก่อน ทั้งนางยังใจดียอมให้เขาขึ้นมานอนบนเตียงร่วมกับนางอีก
หากการถูกทำร้ายครั้งนี้จะทำให้นางเปลี่ยนไปและดูฉลาดขึ้น เขาก็รู้สึกยินดีและขอบคุณ์เป็อย่างมาก เพราะนางจะได้ไม่ต้องตกเป็เครื่องมือให้ฟู่เซียงหรูหลอกใช้เอาอีก เพียงแต่หากนางฉลาดเกินไป เขาก็กลัวว่าเขาจะปกป้องนางไม่ได้ ลำพังแค่ตัวเขาก็แทบจะเอาตัวไม่รอดแล้ว ไม่เช่นนั้นเขาจะยอมกินอาหารหมูพวกนั้นให้ตัวเองกลายเป็คนอ้วนเช่นนี้หรือ