จารึกที่ 269 : สดับข่าวร้าย : โทสะของยอดคนหน้าเงิน
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วลานกว้างของสาขาหลักที่ 3 แห่งสำนักอัสนีบาต ยอดเขาที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและการกดขี่ บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประหนึ่งพรมโลหิต ซากศพของศิษย์สำนักอัสนีบาตนับ 1000 ชีวิตนอนระเกะระกะ ไร้ซึ่งเสียงครวญคราง มีเพียงเสียงลมพัดผ่านเศษซากปรักหักพังของตำหนักที่ถูกพลังกายเนื้อของอาเจียบดขยี้จนราบเป็นหน้ากลอง
ท่ามกลางลานประหารที่เงียบสงัด หลงจู๊แห่งหอสุวรรณดารา ผู้มีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่างจากการถูกแส้อัสนีเฆี่ยนตี กำลังคุกเข่าอยู่แทบเท้าของอาเจีย หยาดน้ำตาของชายวัยกลางคนผู้เคยเป็นถึงผู้จัดการขุมทรัพย์ใหญ่ ไหลอาบแก้มที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดิน
"อาเจีย... สวรรค์มีตาจริงๆ ที่ท่านยังรอดชีวิตกลับมา..." หลงจู๊สะอื้นไห้ ร่างกายสั่นเทา "แต่ท่านต้องรีบหนีไป... ยอดเขาหลักของสำนักอัสนีบาตในยามนี้ มิใช่สถานที่ที่ผู้ใดจะล่วงล้ำได้อีกแล้ว พวกมันร่วมมือกับนิกายมารโลหิต และวิหารศัสตราสวรรค์ เปลี่ยนยอดเขาให้กลายเป็นป้อมปราการนรก!"
อาเจีย ยืนนิ่งงัน แผ่นหลังของเขาเหยียดตรงประหนึ่งกระบี่ที่ยังไม่ได้ชักออกจากฝัก นัยน์ตาสีเงินยวงจ้องมองลงมาด้วยความเยือกเย็น ทว่าภายในจุดตันเถียนของเขา ปราณแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์กำลังหมุนวนอย่างเกรี้ยวกราด
"ลุกขึ้นเถิดหลงจู๊..." เสียงของอาเจียราบเรียบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นอารมณ์ ทว่ามันกลับทำให้ทุกคนที่ได้ยินรู้สึกหนาวสั่นไปถึงก้นบึ้งวิญญาณ "เล่าทุกอย่างที่เจ้าเพิ่งเผชิญมาให้ข้าฟัง พวกมันทำอะไรกับสมบัติของข้า... และพวกมันทำอะไรกับปู่หลิน"
ในจังหวะนั้นเอง จากซากคุกศิลาใต้ดินที่พังทลาย ฉินมู่หลาง และ เฟิงอี้หราน ได้ช่วยประคองร่างของผู้บำเพ็ญอิสระอีกหลาย 10 คนที่ถูกคุมขังออกมา หนึ่งในนั้นคือชายชราสวมชุดนักพรตเต๋าที่ขาดวิ่น ผู้ซึ่งเพิ่งถูกย้ายตัวมาจากยอดเขาหลักเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนเพื่อนำมาประหารที่นี่
ชายชรานักพรตเมื่อเห็นความแข็งแกร่งของอาเจียที่สังหารผู้อาวุโสหมิงได้ในหมัดเดียว เขาก็รีบคุกเข่าลงตะโกนด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
"ท่านผู้ยิ่งใหญ่! ข้าน้อยเพิ่งหนีตายมาจากยอดเขาหลัก... หากท่านคือ 'อาเจีย' ผู้เป็นหลานชายของตาเฒ่าหลิน ท่านจงรีบหนีไปเถิด! บัดนี้ เจ้าสำนักอัสนีบาตได้ตั้ง 'เสาทัณฑ์อัสนีมารโลหิต' ขึ้นที่กลางลานประหารยอดเขาหลัก! พวกมันนำร่างของปู่ท่าน... ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักหมึกวารี ไปมัดตรึงไว้เพื่อแขวนประจาน และใช้ 'ค่ายกลหลอมวิญญาณ' ของนิกายมารโลหิต ค่อยๆ แผดเผาวิญญาณและกลืนกินปราณของชายชราอย่างโหดเหี้ยมที่สุด!"
เปรี้ยง!
มิติอากาศรอบตัวอาเจียพลันเกิดเสียงลั่นร้าว! เส้นเลือดสีดำปูดโปนขึ้นที่ขมับของชายหนุ่ม
"ค่ายกลหลอมวิญญาณ..." เย่ปิงอวิ๋น เบิกตากว้าง ใบหน้าซีดเผือด "นั่นมันสัจธรรมวิชาของมารบรรพกาล... มันมิใช่การสังหารในดาบเดียว ทว่ามันคือการลบหลู่และแผดเผาสายใยแห่งวิญญาณ! พวกมันต้องการให้ปู่หลินทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตกนรกหมื่นกัป! ช่างเป็นวิถีมารที่ต่ำช้าเยี่ยงเดรัจฉาน!"
"ทำไมพวกมันถึงต้องอาฆาตคนแก่ถึงเพียงนี้!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ กำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นแทนชายหนุ่มที่นางรัก
นักพรตชราตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "พวกมันต้องการบีบบังคับให้มิตรสหายและคนที่รู้เบาะแส คายความลับเรื่อง 'สถานที่ที่แท้จริง' ที่ท่านอาเจียถือกำเนิด! พวกมันรู้เรื่องตำนานทารกและกิ่งไม้แห้งสีดำ เจ้าสำนักอัสนีบาตที่ทะลวงสู่ระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์ เกิดความโลภและหวาดหวั่นต่อวิถีที่พวกท่านครอบครอง มันจึงต้องการขุดรากถอนโคน และแย่งชิงความลับของหุบเขาต้องห้ามมาเป็นของตน!"
"นอกจากนี้..." หลงจู๊หอสุวรรณดารากัดฟันเสริม "พวกมันปล้นชิงคลังสมบัติของหอสุวรรณดาราสาขาเราไปจนหมดสิ้น ศิลาปราณนับ 10 ล้าน สมุนไพรวิญญาณ และศัสตราวิเศษที่ท่านเคยฝากข้าลงทุนไว้... ถูกพวกมันขนย้ายไปไว้ที่ยอดเขาหลักทั้งหมด! และในวันพรุ่งนี้ยามเที่ยงตรง...หากท่านยังไม่ปรากฏตัว พวกมันจะบดขยี้วิญญาณของปู่หลินให้แตกซ่านเป็นธุลี และประหารคนของหอสุวรรณดาราทุกคนเพื่อสังเวยแก่ค่ายกลมาร!"
ความเงียบ... เข้าปกคลุมลานกว้างอีกครั้ง
ทว่ามันมิใช่ความเงียบที่สงบสุข แต่มันคือความเงียบก่อนที่พายุไต้ฝุ่นระดับทำลายล้างสวรรค์จะอุบัติขึ้น!
"นายท่าน... ทรัพย์สินของพวกเรา... ดอกเบี้ยที่ข้าเฝ้าคำนวณมาตลอด 5 ปี... ถูกพวกสวะขโมยไปจนหมดเกลี้ยงเลยขอรับ..." เสียงกระแสจิตของพยนต์เทวะผู้เคยตั้งฉายาให้ตนเองว่าราชันทองคำทวงสวรรค์ ที่เพิ่งบินกลับมาจากการค้นคลังสมบัติของสาขานี้ สั่นสะท้านไปด้วยความโกรธแค้นระดับล้างผลาญ แววตาสีอำพันของมันลุกโชนด้วยไฟแห่งความหน้าเงินที่ถูกลบหลู่
อาเจียไม่ได้ตอบรับกระแสจิตของพยนต์เทวะ เขายืนนิ่งงันก้มหน้ามองพื้นศิลาที่เปื้อนเลือด
พริบตานั้น อุณหภูมิบนยอดเขาลดต่ำลงอย่างฉับพลัน! มิใช่จากวิถีเหมันต์ของหลินชิงเสวี่ย ทว่ามันเกิดจาก 'รังสีสังหาร' ที่เย็นเยียบและลึกล้ำประหนึ่งความว่างเปล่า ปะทุออกมาจากร่างของบุรุษผู้สวมเสื้อคลุมสีดำ!
มวลอากาศถูกกดทับจนหนักอึ้ง ผู้บำเพ็ญอิสระที่อยู่รอบข้างถึงกับหายใจไม่ออก แม้แต่ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานยังต้องก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยสัญชาตญาณระวังภัย!
"อาเจีย..." หลินชิงเสวี่ยเอ่ยเรียกเบาๆ นางสัมผัสได้ว่าวิญญาณของชายหนุ่มกำลังก้าวเข้าสู่สภาวะที่อันตรายที่สุด มันคือสภาวะเดียวกับตอนที่เขาลบล้างสัจธรรมของมารบรรพกาล
"สวรรค์มักชอบทดสอบขีดจำกัดของข้าเสมอ..."
เสียงของอาเจียดังขึ้น มันราบเรียบจนน่าขนลุก ทว่าทุกถ้อยคำกลับแฝงด้วยสัจธรรมที่หนักอึ้ง ชายหนุ่มค่อยๆ เงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท... มืดมิด ไร้ก้นบึ้ง และปราศจากแสงสว่างใดๆ! เนตรสูญตา ถูกกระตุ้นขึ้นเองโดยอัตโนมัติจากจิตใต้สำนึกที่เต็มไปด้วยโทสะ!
วงแหวนสีเงินยวง 3 ชั้นปรากฏขึ้นและหมุนวนช้าๆ ภายในดวงตาคู่นั้น
"พวกมันปล้นเงินที่ข้าหามาด้วยหยาดเหงื่อ... ข้ายังพอทนคิดบัญชีทีหลังได้... แต่พวกมันบังอาจ... นำตาแก่ที่เลี้ยงดูข้ามาตั้งแต่ยังเป็นทารกไร้ค่า... นำครอบครัวเพียงคนเดียวของข้า ไปแขวนประจานไว้บนเสาทัณฑ์ทรมาน..."
อาเจียก้าวเดินไปข้างหน้า 1 ก้าว แผ่นดินศิลาใต้ฝ่าเท้าของเขากลายเป็นผุยผงในทันที กฎเกณฑ์รอบกายถูก 'ลบเลือน' ไปทีละน้อยจากรังสีสังหารที่ไร้รูป!
"ปู่หลินคือผู้อาวุโสที่หลบลี้หนีภัย... ท่านเป็นเพียงชายชราที่พยายามปกป้องสำนักและเก็บเด็กถูกทิ้งมาเลี้ยงดู... สวรรค์หน้าเหม็น! พวกมันถือสิทธิ์อันใดมาใช้พลังอำนาจระดับวิญญาณแรกเริ่ม ทารุณกรรมคนแก่จนปางตาย!"
ชายหนุ่มตวาดก้องฟ้า! เสียงนั้นดังกัมปนาทจนเมฆหมอกบนน่านฟ้าแตกกระจาย!
"หากวิถีแห่งธรรมะคือการรังแกผู้อาวุโส... หากสัจธรรมของโลกเซียนคือการขูดรีดผู้บริสุทธิ์เพื่อสนองความโลภ... เช่นนั้น บิดาก็จะขอเป็น 'มารแห่งความว่างเปล่า' ที่จะลบล้างสัจธรรมจอมปลอมเหล่านั้นให้สิ้นซาก!"
อาเจียหันขวับไปทาง มหาราชรถแห่งสูญตา ที่ลอยตระหง่านอยู่
"มิตรสหายทั้งหลาย! หากพวกเจ้าคิดว่าการต่อสู้ในนรกภูมิเมื่อครู่มันบ้าคลั่งแล้ว... จงเตรียมตัวให้ดี! เพราะสิ่งที่ข้ากำลังจะทำต่อจากนี้... มันจะป่าเถื่อนและหน้าเลือดกว่านั้นเป็น 100 เท่า!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า! พวกข้ารอคำนี้มานานแล้วศิษย์น้อง!" เฟิงอี้หรานคำราม เปลวเพลิงสีทองแดงลุกพรึบขึ้นทั่วร่าง
"กระบี่ของข้า กระหายเลือดของพวกอัสนีบาตมานานเต็มทน!" ฉินมู่หลางชักกระบี่นิรันดร์ออกมา เจตจำนงกระบี่สั่นพ้องกับความโกรธของสหาย
หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเอ๋อร์ ไม่กล่าวคำใด พวกนางเพียงแค่พุ่งทะยานขึ้นไปประจำตำแหน่งบนแท่นบัญชาการของมหาราชรถ แววตาของสตรีทั้ง 3 ดุดันและพร้อมจะแช่แข็งทุกชีวิตที่บังอาจมาลบหลู่ครอบครัวของชายที่พวกนางผูกพัน
"เจ้าถุงเงิน... เลิกซ่อนตัว! คายศิลาปราณทั้งหมดที่เจ้าเพิ่งปล้นมาได้จากศพพวกมันออกมายัดใส่เตาหลอมของข้า! วันนี้เราจะเผาผลาญมันให้หมดเพื่อขับเคลื่อนราชรถชนยอดเขาให้พังพินาศ!" เจ้าสัวตะโกนสั่งแมงมุมมิติสูญตา แม้จะงกเงินเพียงใด แต่ยามนี้ความแค้นของเจ้านายต้องมาก่อนผลกำไร!
อาเจียหันไปมอบขวดโอสถฟื้นฟูระดับสูงให้หลงจู๊และนักพรตชรา "พวกท่านพารอดำเนินชีวิตและผู้บริสุทธิ์หนีไปซ่อนตัวเสีย... ที่เหลือ ข้าจัดการเอง"
สิ้นคำ อาเจียทะยานร่างขึ้นสู่จุดสูงสุดของมหาราชรถแห่งสูญตา!
เขาไม่สนแม้กระทั่งการออมพลัง ชายหนุ่มกัดปลายลิ้นพ่นโลหิตแก่นแท้ออกมาชโลมลงบนแท่นควบคุม! อาเจียใช้เจตจำนงสูญตา ผสานเข้ากับ 'พลังแห่งโลกใบเล็ก' ที่ซ่อนอยู่ในพู่กันนิรันดร์ ดึงเอากฎเกณฑ์ที่เหนือกว่าโลกภายนอกมาเป็นเชื้อเพลิง!
"ครืนนนนนนนน!"
อักขระทวนกระแสสัจธรรมบนตัวถังราชรถ สว่างวาบเป็นสีแดงฉานประหนึ่งโลหิต! ป้อมปราการโลหะสีดำทมิฬส่งเสียงคำรามดุจเทพอสูรที่ตื่นจากภวังค์!
"สำนักอัสนีบาต... นิกายมารโลหิต... วิหารศัสตราสวรรค์... ใครก็ตามที่ยืนอยู่บนยอดเขานั่นในวันนี้..."
ดวงตาของราชันหน้าเงินที่ดำสนิท จับจ้องไปยังทิศทางของยอดเขาหลักที่ห่างออกไปหลายหมื่นลี้!
"ข้าจะไม่ให้พวกมันตายดีแม้แต่คนเดียว!"
"ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!"
มหาราชรถแห่งสูญตาพุ่งทะยาน แหวกมิติข้ามภพ ออกไป! แรงอัดอากาศจากการพุ่งตัวทำลายลานกว้างของสาขาที่ 3 จนถล่มทลายลงไปทั้งแถบ!
ความเร็วของราชรถในยามนี้ เร็วยิ่งกว่าสายฟ้า! ท้องฟ้าเหนือทวีปผู้แสวงมรรคถูกลากยาวเป็นเส้นสีดำแห่งความว่างเปล่า! กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างที่แผ่ซ่านออกมา กดทับวิหคสวรรค์และสัตว์อสูรตลอดเส้นทางให้ต้องหมอบราบกับพื้นด้วยความหวาดกลัว!
ข่าวร้ายได้จุดประกายไฟแค้นที่เย็นเยียบที่สุด... ราชันผู้หวนคืนพร้อมมหาราชรถแห่งสูญตา กำลังพุ่งตรงไปทวงหนี้สวรรค์ และชำระบัญชีเลือดที่ยอดเขาอัสนีบาต!
การสังหารหมู่เพื่อปกป้องเกียรติยศของคนตายและทวงคืนทรัพย์สิน... กำลังจะเบิกม่านขึ้นอย่างเหี้ยมโหดที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์!