กำเนิดใหม่ : จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 49 การลงโทษ

            บางคนมีความสุข และบางคนกังวล

            ผู้ที่มีความสุขต่างตั้งหน้าตั้งตารอคำขอต่อไปที่น่าตื่นเต้นของหลัวเลี่ยที่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของแคว้นเป่ยสุ่ยได้ในคราวเดียว

            สำหรับหลิวจื่ออั๋งแล้ว เขาสามารถบรรยายโครงสร้างของแคว้นเป่ยสุ่ยได้ในประโยคเดียว

            ผู้คนที่เป็นกังวลเมื่อได้ยินเสียงตบหน้าของเกาช่วงดังลั่นก็รู้สึกราวกับว่าพวกเขาถูกตบหน้าไปด้วยเพราะอีกสักครู่พวกเขาอาจจะเจ็บปวดเช่นนี้ก็ได้

            บางคนสงสัยว่า ทำไมหลิวจื่ออั๋งถึงเต็มใจทำตามคำขอของหลัวเลี่ย?

            เช่นชงจ้านหยวนและหลานฉายหลิงซึ่งรู้ภูมิหลังของเกาช่วง ก็อดสงสัยและไม่เข้าใจพวกเขารู้ว่าอาจารย์ของเกาช่วงและหลิวจื่ออั๋งเป็นเพื่อนสนิทกัน เช่นนั้นหลิวจื่ออั๋งก็ควรช่วยเกาช่วงสิหรือแม้ว่าเขาจะไม่ช่วย แต่ก็ไม่ควรปฏิบัติกับเกาช่วงอย่างเลวร้ายถึงขนาดนี้

            แต่ใครจะรู้ ขณะที่ทุกคนจ้องมองไปที่หลัวเลี่ยเกาช่วง และคนอื่นๆ รถม้าที่หลิวจื่ออั๋งนั่งมาได้มีร่างเล็กๆ พุ่งเข้าไปด้านในด้วยความเร็วเกินกว่าที่ตาเปล่าจะมองทันได้มันพุ่งมาจากภายในคุกกลืนอสูร

            เพราะมันเร็วเกินไปจึงไม่มีใครสังเกตเห็น

            ครู่ต่อมาร่างเล็กที่กลับมาอย่างเงียบเชียบก็ไปลงเกาะบนไหล่ของหลิวจื่ออั๋ง

            นี่เป็นทักษะพิเศษของนกฟินิกซ์สวรรค์ที่สามารถหดตัวได้

            “สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง”หลิวจื่ออั๋งถาม

            “ข้างในยังเย็นอยู่มากแต่ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของลูกแก้วอัคคีณาน” นกฟินิกซ์สวรรค์ตอบ

            ไม่มีใครรู้ว่าความพิเศษของนกฟินิกซ์สวรรค์นอกจากมีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดาแล้ว ยังมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมมากซึ่งเหนือกว่าผู้ที่อยู่ในระดับทลายยุทธ์เสียอีก

            ในความเป็นจริงแล้ว หลัวเลี่ยไม่ได้ใช้ลูกแก้วอัคคีณานในทางเดินปกติและทางเดินปกติยังคงถูกปิดกั้นด้วยน้ำแข็งกล่าวได้ว่าเขาใช้มันในทางเดินด้านในที่เปิดอยู่ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าอาจมีการรั่วไหลของพลังออกมาเล็กน้อย

            ยิ่งไปกว่านั้นช่องทางที่ถูกเปิดไว้ก็ถูกแช่แข็งอีกครั้งและไม่มีการรั่วไหลอีกต่อไป

            ถึงอย่างนั้นมันก็ยังถูกจับกลิ่นอายได้โดยนกฟินิกซ์สวรรค์

            หลิวจื่ออั๋งยิ้มเล็กน้อย “แบบนี้หลัวเลี่ยต้องเป็น‘มีมังกรอยู่ในเป้า’แน่ๆ ฮ่าๆ ในที่สุดเราก็พบเขาแล้ว ในเมื่อเขาอยู่ในคุกกลืนอสูรได้เช่นนั้นเขาก็สามารถช่วยตัวเองได้โดยการใช้ตราหยกเชื่อมวิญญาณเชื่อมไปที่ภพจิตมังกรไม่ผิดแน่ในเมื่อหลัวเลี่ยก็คือเขา ดังนั้นขอเพียงไม่ใช่คำขอที่ให้สังหารเกาช่วงเสียจะคำขออะไรข้าล้วนทำให้ได้ทั้งนั้น!”

            ไม่มีใครได้ยินบทสนทนาระหว่างคนหนึ่งคนกับนกหนึ่งตัวนี้

            แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ตัดสินทิศทางของเหตุการณ์ต่อไป

            เมื่อตบหน้าตัวเองครบหนึ่งร้อยทีแล้ว

            ใบหน้าของเกาช่วงก็บวมเป็นหัวหมูและดวงตาบวมเป่งจนแทบมองไม่เห็นนี้ก็ไม่อาจปกปิดความเกลียดชังที่มีต่อหลัวเลี่ยไว้ได้

            ในทางกลับกัน หลัวเลี่ยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจและพูดว่า “ผู้อาวุโสหลิว ข้ามีคำขอข้อที่สอง”

            “พูดมาสิในเมื่อข้าเป็นคนทำตามคำขอของท่าน ท่านก็ขอมาได้เลย”หลิวจื่ออั๋งยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าของเขา เขาตัดสินใจแล้วว่าหลัวเลี่ยต้องเป็น‘มีมังกรอยู่ในเป้า’ อย่างแน่นอนดังนั้นเขาจึงต้องการทำให้หลัวเลี่ยพึงพอใจ

            หลัวเลี่ยกล่าวว่า “เพื่อที่จะใส่ร้ายข้าข้าไม่คิดว่าผู้อาวุโสรองแห่งคณะผู้อาวุโสจะสามารถตัดสินใจเรื่องนี้เพียงคนเดียวได้แม้ข้าจะเป็นถึงผู้สืบทอดตำแหน่งอ๋องถึงสองตำแหน่งของแคว้นเป่ยสุ่ย และข้าเองก็ไม่เคยมีตำแหน่งสูงเช่นนี้ดังนั้นเรื่องที่จะสั่งขังข้าได้คงต้องมีการปรึกษาเห็นชอบกันภายในจากเหล่าคณะผู้อาวุโสแล้วจึงมีผู้อาวุโสรองมากล่าวโทษข้าได้ ดังนั้นคำขอประการที่สองของข้า คือขอให้ปลดตำแหน่งพวกคณะผู้อาวุโสที่เกี่ยวข้องกับการสั่งขังข้าซะให้พวกเขากลับไปเป็นแค่ประชาชนธรรมดา ริบทรัพย์สิน และเนรเทศพวกเขาออกจากแคว้นเป่ยสุ่ยเสีย”

            พรึ่บ!

            ทันทีที่หลัวเลี่ยพูดคำขอออกมาผู้อาวุโสบางคนก็เป็นลมไปด้วยความตกใจ

            ผู้อาวุโสที่ถูกเรียกว่าคาบช้อนทองมาเกิดพวกเขาทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง หากยึดฐานันดรศักดิ์และริบทรัพย์สินไปนี่ไม่เท่ากับว่าให้พวกเขารอความตายหรือ

            “ได้”หลิวจื่ออั๋งพูดเบาๆ “ข้าเชื่อว่าคงจะไม่มีใครในแคว้นเป่ยสุ่ยปฏิเสธข้า”

            มันยังไม่สายเกินไปที่หลิวหงเหยียนจะมีความสุขนางจะปฏิเสธคำขอนี้ได้อย่างไร นางตอบตกลงในทันที

            คนที่เศร้าซึมมีเพียงคนเดียวคือชงโหวหู่

            คณะผู้อาวุโสถือเป็นอาวุธที่คอยทิ่มแทงหลิวหงเหยียนมาโดยตลอด

            แม้ว่าเขาจะสละตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้อาวุโสโดยสมัครใจแต่ผู้อาวุโสทั้งหมดก็ถูกควบคุมโดยเขาอย่างสมบูรณ์ และทุกอย่างก็ยังขึ้นอยู่กับเขาหลิวหงเหยียนที่ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าคนใหม่นั้นเป็นเพียงหุ่นเชิด

            ตอนนี้เมื่อคณะผู้อาวุโสสูญเสียการควบคุมแล้วหลิวหงเหยียนก็สามารถใช้ไพ่ลับของแคว้นเป่ยสุ่ยที่ถูกควบคุมโดยคณะผู้อาวุโสมาต่อสู้กับชงโหวหู่หรือแม้แต่จะทำลายชงโหวหู่ก็ย่อมทำได้

            อาจกล่าวได้ว่า การเคลื่อนไหวของหลัวเลี่ยนั้นโหดร้ายเกินไปแล้ว

            หลัวเลี่ยและชงโหวหู่สบตากันราวกับว่ามีประกายไฟพุ่งออกมาจากดวงตาของทั้งสอง

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งชงโหวหู่เขารู้สึกเหมือนถูกแทงเข้าที่หัวใจโดยหลัวเลี่ย หัวใจของเขาเจ็บปวดแทบตาย แต่เขาทำได้แค่ต้องอดทนเท่านั้นรสชาติความเจ็บปวดเช่นนี้ทำให้ชีวิตของเขาเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย

            หลัวเลี่ยยิ้มให้เขาเล็กน้อยราวกับจะบอกเขาว่า นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น ยังมีเรื่องที่โหดร้ายกว่านี้อีก

            ใบหน้าของชงโหวหู่ซีดเซียว

            หลังจากที่คณะผู้อาวุโสถูกขับไล่พวกเขาลอบสาปแช่งและได้แต่โกรธแค้น ตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็อยู่ห่างจากวังวนอำนาจของแคว้นเป่ยสุ่ยโดยสิ้นเชิงและสำหรับเรื่องที่ว่า พวกเขาจะเป็นหรือจะตายไม่มีใครสนใจอีกต่อไป

            ตั้งแต่นั้นมาคณะผู้อาวุโสก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างมากและหลิวหงเหยียนก็ได้ทำหน้าที่หัวหน้าอย่างแท้จริง

            “คำขอข้อที่สาม”หลัวเลี่ยกล่าวต่อ “ผู้อาวุโสรองเคยกล่าวใส่ร้ายข้า ด้วยบอกว่ามีหลักฐานและพยานชัดเจนแน่นอนว่าหลักฐานและพยานที่ว่ามานั้นล้วนเป็นเท็จทั้งหมด เขาให้พยานตัวปลอมมาข้าหวังว่าผู้อาวุโสหลิวคงช่วยข้าหาตัวพยานพวกนั้นได้”

            หลิวจื่ออั๋งทำเพียงมองไปที่เกาช่วงอย่างเฉยเมย

            เกาช่วงเคยถามเกี่ยวกับแผนการทั้งหมดของชงจ้านหยวนและต่อหน้าหลิวจื่ออั๋งเขาทำได้เพียงกัดฟันและพูดว่า “คนนั้นคือหลัวชื่อสิง”

            หืม?

            หลัวชื่อสิงอีกแล้วหรือ!

            ความอาฆาตรุนแรงเกิดขึ้นในใจของหลัวเลี่ย

            ครั้งแรกหลัวชื่อสิงปรากฏตัวในฐานะลูกชายนอกสมรสของอ๋องหนานหลี่คนเก่าและเขายังต้องการยึดบัลลังก์ของอ๋องหนานหลี่ ในเวลานั้นหลัวเลี่ยเกลียดคนคนนี้มาก

            ต่อมาเพียงการแสดงของหลัวชื่อสิงไม่เพียงพอที่จะคุกคามเขาเพราะฐานะต่างกันเกินไป ดังนั้นเขาจึงเพิกเฉย แต่ไม่คาดคิดว่าหลัวชื่อสิงจะเป็นหนึ่งในคนที่เล่นงานเขาในครั้งนี้

            หากเป็นครั้งแรกก็ไม่เป็นไรแต่นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว หลัวเลี่ยจะเมตตาได้อย่างไร

            “คำขอที่สี่ของข้าคือ ชีวิตของหลัวชื่อสิง!”ในที่สุดหลัวเลี่ยก็เอ่ยคำแห่งความตายขึ้นมาอย่างเย็นชา

            ก่อนหน้านี้แม้ว่าจะมุ่งเป้าไปที่คณะผู้อาวุโสทำให้พวกเขาถูกขับไล่และถูกทิ้งให้ดูแลตัวเอง แต่กับหลัวชื่อสิงคนนี้กลับเป็นคนแรกที่ทำให้หลัวเลี่ยคิดอยากสังหาร

            หลัวชื่อสิงอยู่ท่ามกลางฝูงชน

            ความจริงแล้วหลัวชื่อสิงไม่ต้องการมาแต่เมื่อหลิวจื่ออั๋งมา เกาช่วงจึงขอให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาที่นี่ด้วยดังนั้นหลัวชื่อสิงจึงทำได้เพียงมาอยู่ที่นี่ด้วย

            เมื่อเขาได้ยินเกาช่วงเอ่ยถึงชื่อเขาหลัวชื่อสิงแทบอยากจะวิ่งหนีทันที แต่ก่อนที่เขาจะหันกลับไปแสงสีฟ้าก็สว่างวาบขึ้น และพลังที่น่าสะพรึงกลัวก็เข้ามา ส่งผลให้หลัวชื่อสิงพุ่งออกมาจากฝูงชนและล้มลงอย่างแรงต่อหน้าของหลัวเลี่ย

            ผู้ที่ทำการลงมือคือนกฟินิกซ์สวรรค์ซึ่งกำลังบินกลับมาเกาะที่ไหล่ของหลิวจื่ออั๋ง

            “เจ้าฆ่าข้าไม่ได้หรอกข้าเป็นพี่ชายต่างมารดาของเจ้านะ” หลัวชื่อสิงร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว

            หลัวเลี่ยเยาะเย้ย และพูดว่า“อูไท่ไหลบอกความจริงมานานแล้ว ว่าเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจวนหนานหลี่เลยเจ้าเป็นเพียงสุนัขตัวหนึ่งที่ถูกคนอื่นใช้เพื่อมายึดบัลลังก์ของอ๋องหนานหลี่”

            หลัวชื่อสิงตะโกนว่า “ไม่ข้าเป็น ข้าเป็นจริงๆ”

            หลัวเลี่ยไม่คุยกับเขาแต่พูดอย่างเฉยเมยว่า “คนที่ข่มเหงข้าหลายครั้ง ถ้าข้าเก็บเขาไว้ข้าคงจะเป็นคนโง่เง่าแล้ว เจ้า หลัวชื่อสิง ต้องตาย!”

            ทันทีที่พูดจบเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังออกมาจากฝูงชน

            “เขาจะตายไม่ได้!”

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน