ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่118 ราชสีห์กับจิ้งจอก

    “อวี้เหวิน พอได้เเล้ว! หากยังลงมือต่อ เกรงว่ามันจะขาดใจตายเสียก่อน ถึงตอนนั้นต่อให้เจ้าอยากถามสิ่งใด ก็คงสายเกินไป” เสียงของซ่งเหยียนเฟยดังขึ้นในห้วงสำนึก น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเคร่งเครียด


    “แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร!” อวี้เหวินกัดฟันแน่น เสียงในใจสั่นไหว “ท่านพ่อเกือบต้องตายเพราะแผนของพวกมัน... หรือจะให้ข้าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น?!”


    “หลบไปด้านหลังเสีย... ปล่อยให้ข้าจัดการเอง... ภายในหอคอยจิตวิญญาณของข้า มีวิชาลับโบราณนามว่า ‘เนตรกลืนวิญญาณ’ แม้พลังของข้ายามนี้จะถดถอย จนมิอาจสืบค้นความทรงจำของมันได้ทั้งหมด... แต่หากเพียงดึงภาพจำล่าสุดออกมาก่อนที่มันจะสิ้นใจ เรื่องแค่นี้ยังอยู่ในกำลังของข้า”


    สิ้นเสียงของซ่งเหยียนเฟย อวี้เหวินค่อยๆ ปล่อยการยึดกุมเหนือร่างกายลง 


    ทันใดนั้น นัยน์ตาที่เดิมแดงก่ำด้วยโทสะ พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีชาดเข้มลึกล้ำ ราวกับมีเปลวเพลิงโบราณลุกไหม้อยู่ในส่วนลึกของดวงตา ไอพลังสายหนึ่งที่เก่าแก่และยากหยั่งถึงค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาจากสร้อยคอ ก่อนจะหลอมรวมเข้ากับสายตาคู่เดิม


    ‘หมับ!’


    อวี้เหวินยกมือขึ้น ก่อนกดฝ่ามือลงบนกลางกระหม่อมของหัวหน้านักฆ่าอย่างรุนเเรง แสงสีชาดพลันปะทุขึ้นจากดวงตาคู่เดิม ร่างของนักฆ่ากระตุกเฮือก ดวงตาเบิกกว้าง วิญญาณทั้งร่างราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นดึงออกจากส่วนลึก


    ครู่ต่อมา ภาพเหตุการณ์อันพร่าเลือนและบิดเบี้ยวก็เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่สายตาของซ่งเหยียนเฟย ก่อนถ่ายทอดต่อเข้าสู่ห้วงจิตของอวี้เหวินโดยตรง


    ท่ามกลางม่านหมอกแห่งความทรงจำอันเลือนลาง ภาพของห้องโถงมืดสลัวหลังหนึ่งปรากฏขึ้น... เบื้องหน้าของนักฆ่าผู้นี้ คือร่างอ้วนท้วมอันคุ้นตาของชายผู้หนึ่งที่กำลังยืนเอามือไพล่หลัง ใบหน้าที่เคยฉาบด้วยรอยยิ้มใจดีบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมสะอิดสะเอียน


    ‘...ค่ำคืนนี้... บุกเข้าไป จัดการพวกมันให้สิ้น... โยนความผิดทั้งหมดให้เป็นฝีมือของอสูรมารคุ้มคลั่ง... ข้าฟ่านเจิ้นไห่จะจัดการส่วนที่เหลือเอง...’


    ‘เพล้ง!’


    เศษเสี้ยวภาพจำพลันแตกกระจายราวกระจกที่ถูกบดขยี้ พร้อมกันนั้น จิตวิญญาณของหัวหน้านักฆ่าก็ถูกฉีกออกจากกันอย่างสมบูรณ์ ดวงตาของมันแข็งค้าง สีหน้าหยุดอยู่ที่ความหวาดกลัว และร่างทั้งร่างก็ไร้การเคลื่อนไหว


    ทว่าทางด้านอวี้เหวิน... สติของเขาค่อยๆ หวนคืนสู่ร่าง พร้อมกับความจริงที่ถาโถมเข้ามาราวอัสนีผ่ากลางใจ เด็กหนุ่มสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เบาะแสที่กระจัดกระจายก่อนหน้านี้พลันเชื่อมโยงเข้าหากันในพริบตา... และคำตอบที่ได้ กลับเจ็บปวดยิ่งกว่าคมดาบ


    ‘ที่แท้... ก็เป็นมัน! เถ้าแก่ฟ่านเจิ้นไห่!’


    หัวใจของราชสีห์หนุ่มบีบรัดแน่นจนแทบแตกสลาย ความจริงที่เพิ่งได้รับรู้ช่างน่ารังเกียจและโหดร้ายเกินกว่าจะยอมรับได้ ชายผู้ที่เขาและท่านพ่อเคารพและไว้ใจมาโดยตลอด ชายที่เมื่อกลางวันยังทำทีเป็นร้อนใจ ยืนเฝ้าข้างเตียงและเอ่ยคำปลอบโยนด้วยสีหน้าเป็นทุกข์... แท้จริงแล้ว กลับเป็นอสรพิษร้ายที่ซ่อนเขี้ยวพิษไว้ใต้รอยยิ้ม!


    คนผู้นั้นส่งนักฆ่ามาสังหารพวกเขา... เช่นนั้นเรื่องพิษมารก่อนหน้านี้เล่า? เรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา... เป็นเพียงความบังเอิญจริงหรือ? หรือแท้จริงแล้ว ตั้งแต่ต้น พวกเขาสองพ่อลูกได้ก้าวเข้าไปอยู่บนกระดานของอีกฝ่ายมาโดยตลอด?


    “ทำไม... เพราะอะไรกัน...” อวี้เหวินพึมพำเสียงแผ่ว ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน “พวกเราสองพ่อลูก... ไปทำอะไรให้มัน? ท่านพ่อปฏิบัติต่อมันด้วยความจริงใจมาตลอด แล้วเหตุใด... มันถึงอยากให้พวกเราตายถึงเพียงนี้?”


    อวี้เหวินยังคงจมอยู่กับความจริงที่เพิ่งได้รับรู้ โดยไม่อาจคาดคิดได้เลยว่า เรื่องทั้งหมดยังเป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง เบื้องหลังเถ้าแก่ฟ่าน... ยังมีมือที่มองไม่เห็นอีกข้างหนึ่ง และมือข้างนั้น เชื่อมโยงไปถึง ‘ตระกูลเฉินแห่งดินแดนภาคกลาง’


    “อวี้เหวิน! ยามนี้มิใช่เวลามาคร่ำครวญหาเหตุผล!” เสียงของซ่งเหยียนเฟยตวาดขึ้นเพื่อดึงสติเด็กหนุ่มกลับมา “อสรพิษร้ายตัวนั้นไม่มีทางหยุดเพียงเท่านี้ หากมันรู้ว่านักฆ่าล้มเหลว มันจะลงมืออีกครั้ง”


    เขาหยุดชั่วครู่ “เเละที่สำคัญคือศัตรูยังมีชีวิตอยู่ เจ้าเเละบิดาของเจ้ายังอยู่ในอันตราย”


    คำเตือนของซ่งเหยียนเฟยราวค้อนหนักที่ทุบลงกลางความสับสน อวี้เหวินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาซึ่งเคยสั่นไหวจะค่อยๆ สงบนิ่งลงทีละน้อย


    โทสะมิได้หายไป มันเพียงถูกกดลึกลงไป... จนกลายเป็นเจตนาสังหารที่เย็นเยียบและคมชัดกว่าเดิม


    “เหตุผล...” อวี้เหวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นช้าๆ


    “ข้าจะไปถามมันด้วยตัวเอง” น้ำเสียงนั้นสงบนิ่ง แต่เย็นเยียบยิ่งกว่าตอนที่เขาโกรธเสียอีก


    ‘เคร้ง!’


    กระบี่เล่มหนึ่งพลันปรากฏจากแหวนมิติราวถูกเรียกขาน ก่อนตกลงสู่มือของอวี้เหวิน เด็กหนุ่มกำด้ามกระบี่แน่น แล้วสะบัดคมดาบเบาๆ จนเกิดเสียงหวีดต่ำในอากาศ


    เขาไม่กล่าวสิ่งใดอีก เพียงทอดสายตาเย็นเยียบไปยังเรือนพักของฟ่านเจิ้นไห่ จากนั้น... ร่างทั้งร่างก็พุ่งหายเข้าไปในม่านหมอกยามราตรี ทิ้งไว้เพียงซากศพของนักฆ่า... และค่ำคืนที่กำลังจะถูกฉีกกระชากด้วยคมกระบี่!


    ‘ฟุบ...’


    ร่างของอวี้เหวินพุ่งทะยานฝ่าม่านหมอกราตรีราวอสนีบาตที่ผ่าความมืดออกเป็นสองส่วน ลมรอบกายถูกความเร็วของเขากดอัดจนเกิดเสียงหวีดต่ำ กระบี่สีเงินในมือทอดเป็นเส้นแสงเย็นเยียบ กรีดผ่านม่านหมอกและทิ้งร่องรอยพลังไว้เบื้องหลัง เพียงไม่กี่ลมหายใจ เด็กหนุ่มก็ปรากฏตัวบนหลังคาศิลาของเรือนพักส่วนตัวเถ้าแก่ฟ่านเจิ้นไห่โดยไร้สุ้มเสียง


    สายตาของอวี้เหวินทอดลงสู่ห้องโถงกลางเปลวตะเกียงยังเต้นไหวอยู่ใต้ลมบางเบา บนโต๊ะยังมีถ้วยชาที่รินเอาไว้ครึ่งหนึ่ง และไออุ่นที่ยังมิทันจางหาย ราวกับเจ้าของเรือนเพิ่งลุกจากที่นั่งไปเพียงชั่วครู่ แต่ภายในห้อง... กลับไร้ผู้คน ราวกับอีกฝ่ายรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าเขาจะมา


    อวี้เหวินก้าวลงจากหลังคาเข้าสู่ห้องโถงอย่างเงียบงัน สายตากวาดผ่านตะเกียงที่ยังส่องแสง ถ้วยชาที่ยังเหลือไออุ่น และเก้าอี้ที่ถูกเลื่อนออกจากโต๊ะเพียงเล็กน้อย


    เขาขมวดคิ้วแน่น “หนีไปแล้วงั้นรึ...?”


    เขากำลังจะก้าวเท้าพุ่งออกไปตามล่า ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น แววตาของอวี้เหวินพลันไหววูบ


    ร่างสูงชะงักลงทันที ปลายกระบี่ที่เดิมชี้ออกไปข้างหน้า ค่อยๆ ลดต่ำลงสามนิ้ว ราวกับเด็กหนุ่มเพิ่งนึกถึงบางสิ่งที่ถูกมองข้ามไป


    อวี้เหวินเงียบไปครู่หนึ่ง ‘หากเป็นข้า และรู้ว่าการลอบสังหารล้มเหลว... ข้าจะไม่อยู่รอให้คนมาล้างแค้นถึงประตู’


    ‘มันกำลังหนี... หรือกำลังรออยู่กันแน่’ ความร้อนรุ่มในใจค่อยๆ ถูกกดลง เหลือเพียงความสงบนิ่งที่คมชัดขึ้นเรื่อยๆ


    “อวี้เหวิน อย่าให้โทสะแย่งสติของเจ้า” เสียงของซ่งเหยียนเฟยดังขึ้นในห้วงสำนึก “กลิ่นอายของมันเพิ่งจากที่นี่ไปไม่นาน...”


    เขาแค่นหัวเราะเบาๆ “น่าสนใจ... ดูเหมือนจิ้งจอกเฒ่านั่นยังคิดว่าตัวเองคุมกระดานอยู่”


    ซ่งเหยียนเฟยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ประกายสีชาดเสี้ยวหนึ่งจะหลุดออกจากสร้อยหิน และลอยกลับเข้าสู่ห้องของอวี้หลาน “ข้าจะทิ้งเศษจิตไว้ ต่อให้มีคนคิดลอบลงมือ ข้าก็ยังพอถ่วงเวลาได้”


    เขาหยุด ก่อนเอ่ยต่ออย่างเฉยเมย “ส่วนเจ้า ไปเถอะ”


    “แต่อย่าลืมว่าตอนนี้... คนที่รีบร้อนกว่า มักเป็นฝ่ายแพ้”


    อวี้เหวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้าๆ “ฝากทางนี้ด้วย”


    เขากำกระบี่แน่น ดวงตาที่เคยร้อนระอุบัดนี้กลับเย็นเยียบจนน่าหวั่นใจ “ข้าจะไปดูเองว่า... จิ้งจอกเฒ่านั่นเตรียมอะไรเอาไว้”


    สิ้นคำ เด็กหนุ่มสะบัดชายเสื้อ ก่อนทะยานร่างหายเข้าไปในม่านหมอกราตรี มุ่งตรงไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายเพิ่งจากไปทันที


    ในเวลาเดียวกัน ณ หอโถงสมาคมการค้าประจำเมืองซูไห่...


    ‘เพล้ง!’


    ถ้วยชาในมือของฟ่านเจิ้นไห่หลุดร่วงกระแทกพื้นศิลาจนแตกเป็นเสี่ยง รอยยิ้มอ่อนโยนที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าอ้วนท้วมหยุดค้างไปชั่วขณะ


    ดวงตาของเขาหดแคบลงเล็กน้อย มีเพียงหยาดเหงื่อบางๆ ที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก บอกให้รู้ว่าในใจของจิ้งจอกเฒ่าผู้นี้... มิได้สงบนิ่งดังภายนอก


    เมื่อครู่นี้... อาคมโลหิตสัมผัสจางๆ ที่เขาผูกไว้กับหัวหน้านักฆ่าขอบเขตหลอมรวมกายขั้นสมบูรณ์พลันดับสูญสิ้น!


    เมื่อครู่นี้... อาคมโลหิตสัมผัสที่เขาผูกไว้กับหัวหน้านักฆ่าพลันดับลงอย่างไร้สัญญาณเตือน


    ฟ่านเจิ้นไห่นิ่งไปชั่วขณะ


    หัวหน้านักฆ่า... ตายแล้ว และจากการดับลงของอาคมอีกหลายสาย คนที่ส่งไปด้วยกันก็คงไม่ต่างกันนัก


    สีหน้าของจิ้งจอกเฒ่าค่อยๆ แข็งขึ้น ‘เป็นไปไม่ได้... เด็กนั่นเพิ่งเข้าสำนักได้เพียงปีเดียว เหตุใดถึงเติบโตได้ถึงขั้นนี้’


    ‘หรือข้าจะประเมินมันต่ำไปตั้งแต่ต้น...’’


    ฟ่านเจิ้นไห่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นลูบเคราช้าๆ ความแตกตื่นในดวงตาค่อยๆ เลือนหาย ราวกับไม่เคยปรากฏมาก่อน คนที่เดินมาถึงตำแหน่งนี้ได้ ย่อมมิใช่ผู้ที่พังทลายเพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว รอยยิ้มบางๆ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของจิ้งจอกเฒ่าอีกครั้ง


    ‘หึ... ตายก็ช่างมัน’ ฟ่านเจิ้นไห่หัวเราะเย็นในใจ ‘คนพวกนั้นเป็นเพียงนักฆ่ารับจ้างที่ข้าใช้ทรัพยากรสะสมมาหลายปีรวบรวมไว้’


    ‘เสียไปก็น่าเสียดาย... แต่ยังไม่ถึงขั้นตัดเนื้อเฉือนกระดูก’


    มุมปากของจิ้งจอกเฒ่าค่อยๆ ยกขึ้น ‘อย่างน้อย ข้าก็ยังคิดถูกที่เตรียมงานคืนนี้ไว้ล่วงหน้า’


    ฟ่านเจิ้นไห่มิได้หนี และมิได้ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดดังที่ผู้ใดคาดคิด


    ณ ห้องโถงใหญ่ของสมาคมการค้า แสงโคมไฟยังสว่างไสว เสียงหัวเราะและบทสนทนายังคงดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย พ่อค้ารายใหญ่ คนมีหน้ามีตาในเมืองซูไห่ รวมถึงผู้อาวุโสบางท่านของตระกูลใหญ่ในเเถบนี้ ต่างนั่งอยู่ครบถ้วน


    และตรงตำแหน่งประธานของงาน ฟ่านเจิ้นไห่กำลังยกถ้วยชาขึ้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนดังเดิม


    ‘บุกเข้ามาเถอะ อวี้เหวิน...’ มุมปากของฟ่านเจิ้นไห่ค่อยๆ ยกขึ้น ‘พุ่งเข้ามาพร้อมจิตสังหารของเจ้า’


    ‘แล้วลงมือกลางงานเลี้ยงนี้ต่อหน้าคนทั้งเมือง... ถึงตอนนั้น ต่อให้เจ้ามีเหตุผลร้อยพัน... ผู้ใดจะยังฟังเจ้า’


    ฟ่านเจิ้นไห่ลอบส่งสัญญาณมือให้แก่หัวหน้าคุ้มกันสมาคมการค้าอย่างเงียบเชียบ ทันใดนั้น เงาร่างของยอดฝีมือคุ้มกันสมาคมและยอดฝีมือรับจ้างร่วมสิบคนก็เคลื่อนตัวเข้าประจำตำแหน่งในเงามืดรอบห้องโถง พร้อมกับสั่งการเปิดใช้งาน ‘ค่ายกลม่านวารีป้องกัน’ ซึ่งเป็นค่ายกลระดับกลางที่เน้นการตั้งรับและกักขังอย่างแน่นหนา ม่านพลังใสกระจ่างดุจผืนน้ำแผ่ขยายครอบคลุมรอบเรือนงานเลี้ยงอย่างเงียบเชียบ


    ฟ่านเจิ้นไห่ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ พลางหัวเราะต่ำในลำคอ สายตาของเขาทอดไปยังบานประตูใหญ่ที่ขยับไหวตามแรงลม


    แขกยังดื่มกิน เสียงหัวเราะยังดังอยู่ ทุกอย่างดูสงบดังเดิม และเขาก็เพียงนั่งรอ... ว่าราชสีห์หนุ่มผู้นั้นจะเลือกพุ่งเข้ามาหรือไม่?


    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน