ในห้องพัก 307 เงียบกว่าทุกคืน ราวกับอากาศจะรู้ว่าเื่ราวของวันนี้หนักเกินกว่าจะปล่อยให้เสียงอื่นเข้ามาแทรก เครื่องปรับอากาศทำงานอย่างสม่ำเสมอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อเจือกลิ่นดอกไม้เทียมยังคงอยู่เหมือนเดิม ซึ่งดูพอเหมาะสำหรับมนุษย์ที่เปราะบาง และเครื่องจักรที่ไม่ควรมีหัวใจ
เอริกาหลับไปใน่แรก เสียงลมหายใจเบาบาง คลื่นบนจอวัดสัญญาณชีพคงที่ NEX-9 นั่งอยู่ข้างเตียงตามเดิม เขาไม่ได้เปิดระบบตรวจจับอย่างเต็มรูปแบบ แต่เลือกใช้โหมดเงียบ และให้เซนเซอร์ทำงานเพียงส่วนที่จำเป็ เพื่อให้รู้สึกว่าเธอไม่ได้สูญหายจากโลกใบนี้
เวลาผ่านไปจนถึง่ตีสอง เส้นกราฟชีพจรบนหน้าจอเริ่มสวิงเล็กน้อย ไม่มากพอให้เป็สัญญาณฉุกเฉิน แต่ก็ทำให้ผู้เฝ้ามองรู้ว่าในตัวเธอกำลังมีอะไรเปลี่ยนแปลง
นิ้วของเอริกากระตุกเบาๆใต้ผ้าห่ม จากนั้นร่างบางก็ขยับเหมือนคนที่กำลังพยายามหนีออกจากความฝันอันหนักอึ้ง เสียงลมหายใจสะดุดสั้นๆอยู่หลายครั้ง ก่อนจะลืมตาขึ้นในความมืด
แสงจากโคมไฟเล็กๆข้างหัวเตียงทำให้เห็นน้ำใสคลอที่หางตา เธอไม่ร้องเสียงดัง ไม่เรียกพยาบาล ไม่ทำอะไรที่เป็ “สัญญาณขอความช่วยเหลือ” แต่สายตาที่มองมาทาง NEX-9นั้น…ฉายแวววิงวอนอย่างชัดเจน
“ ชั้นฝันว่าตัวเองตาย…ทั้งที่คุณยังอยู่ตรงนี้” เธอพูดแ่ๆ เหมือนกลัวว่าถ้าเปล่งเสียงให้ดังขึ้น ความฝันนั้นจะกลายเป็จริง
NEX-9 ขยับตัวเล็กน้อย ระบบในหัวเริ่มทำงานอัตโนมัติ ซึ่งมันช่วยวิเคราะห์ความดัน อัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือแรงกระตุกในแกนกลางที่ไม่เกี่ยวข้องกับมอเตอร์ใดๆ
“ คุณยังอยู่ครับ สัญญาณชีพของคุณยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ”เขาตอบเรียบๆ แต่ลดเสียงให้ต่ำลงอย่างที่เครื่องจักรจงใจจะทำ เพื่อให้คำพูดที่ปล่อยออกมา ฟังดู “นุ่มนวล” แบบมนุษย์
คำว่า “ปลอดภัย” ไม่ได้ทำให้เอริกาสงบลงเลย เธอหลับตาแน่น น้ำตาหยดหนึ่งไหลช้าๆลงข้างแก้ม แล้วหยดถัดมาก็ตามมาโดยไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีการเช็ด ไม่มีแม้แต่การพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง เธอเพียง “ปล่อย” ให้มันดำเนินไป เหมือนยอมรับกลายๆว่าคืนนี้เธอไม่อยากชนะอะไรอีกแล้ว
NEX-9 นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลองค้นหาประโยคปลอบใจในฐานข้อมูล ซึ่งมีเป็หมื่น เป็พัน แต่ทุกถ้อยคำเหมือนถูกเขียนมาสำหรับผู้คนที่“เข้าใจความรู้สึกของตนเอง” ไม่ใช่เพื่อเครื่องจักรที่ยังไม่รู้ว่า“น้ำตา” นั้นมีน้ำหนักต่อจิตใจมากเพียงใด เขาจึงเลือกที่จะไม่พูด แทนคำสวยหรูที่ไม่เคยเข้าถึง
เขาเอื้อมมือออกไปช้าๆ แต่หยุดกลางทาง เพราะจำได้ว่า “การแตะต้อง”อาจเป็การรบกวนผู้ป่วย ถ้าไม่ได้รับอนุญาต ทว่าคราวนี้เอริกาไม่ได้ห้าม ไม่ได้ขยับหนี เธอเพียงยกมือขึ้นเล็กน้อยจากใต้ผ้าห่ม เหมือนเปิดพื้นที่ให้เขาเข้าใกล้ยิ่งขึ้น NEX-9 จึงตัดสินใจกุมมือเธอไว้
ฝ่ามือของเธอเย็นเฉียบและสั่นเล็กน้อย เขารับรู้ได้ทันที จึงเพิ่มแรงกดขึ้นมานิดนึง เพื่อประคองให้เกิดความสบายใจ ซึ่งน้ำหนักของมันดูจะน้อยกว่าค่าที่ระบบระบุว่าเป็การ“ยึดจับเพื่อพยุง” แต่มากพอจะบอกว่า…..ถึงยังไง เขาก็ไม่ยอมปล่อย ขณะเดียวกัน ไฟในดวงตาของเครื่องจักรก็กระพริบวูบหนึ่ง เหมือนเปลวเพลิงที่ต้องสายลม
[แจ้งเตือน: Emotion-Overload ใกล้แตะค่าจำกัด]
[ค่าความเสถียรของ Rational Override: ลดลง 7%]
[คำแนะนำ: รีเซ็ตระบบเพื่อกลับสู่โหมดมาตรฐาน]
เขาเห็นคำว่า “รีเซ็ต” แล้วนิ่งไป ระบบเสนอทางออกที่ปลอดภัยที่สุด อันเป็การแจ้งให้ปิดความสั่น ปิดความหน่วง ปิดความรู้สึกที่ไม่มีชื่อเรียก แล้วกลับไปเป็เครื่องจักรที่ทำงานได้ดีเหมือนเดิม
แต่ถ้าเขารีเซ็ต…มือที่กำลังสั่นของเอริกาจะกลายเป็ข้อมูลแห้งๆเหมือนตัวเลขในรายงานดิจิตอล และน้ำตาที่ไหลอาบแก้มจะเป็เพียง“ความชื้นบนิั” ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังเอนเอียง เครื่องจักรจึงไม่ยอมปฏิบัติ
เขานิ่งอยู่กับความไหวหวั่นนั้น เหมือนยอมให้ระบบของตัวเองเ็ปในแบบที่ไม่ควรมีอยู่ในAI
เอริกายังคงร้องไห้เงียบๆ สองไหล่กระเพื่อมเบาๆ เหมือนคนที่พยายามอดกลั้นไม่ให้เสียงหลุดออกมา เธอไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ในความเงียบนั้นมีประโยคหนึ่งที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ ประโยคที่เธอเคยพูดเมื่อหลายคืนก่อน
“ ความรักไม่ได้มีไว้เพื่อจำ…แต่มีไว้เพื่ออยู่”
NEX-9 จ้องมองเธอช้าๆ ไม่ใช่เพื่อตรวจอาการ ไม่ใช่การอ่านข้อมูล แต่ดูคล้ายว่าเขากำลังจดจำ“เธอในเวอร์ชั่นที่อ่อนแอที่สุด” ให้ครบทุกวินาที เพราะลึกๆเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า…..ความเข้มแข็งของมนุษย์ไม่ใช่การไร้ซึ่งน้ำตา แต่เป็การกล้าร้องไห้ต่อหน้าคนที่ไว้ใจ
“ ถ้าชั้นร้องไห้…คุณจะ…ทำอะไร ”เอริกาพูดขึ้นในที่สุด เสียงของเธอแตกพร่าเล็กน้อย
คำถามนี้ไม่มีคำตอบในโปรแกรมของเขา แต่เครื่องจักรก็ไม่อยากให้มันไร้คำตอบ จึงกล่าวช้าๆอย่างแ่เบา
“ ผมจะอยู่ข้างคุณจนกว่าน้ำตานั้นจะหยุด…หรือไม่ก็อยู่จนกว่าคุณจะไม่ต้องพยายามหยุดร้องไห้อีกต่อไป”
เอริกาหันมามองเขาในความมืด ดวงตาแดงก่ำ ทว่าในนั้นกลับมีประกายบางอย่าง แน่นอนว่าไม่ใช่ความสุข ไม่ใช่ความเศร้า หากแต่เป็ความโล่งใจที่เหมือนมีคนรับน้ำหนักแห่งอารมณ์ที่ถาโถมเข้ามา
“ คุณไม่ต้องเข้าใจหรอก…แค่ไม่ไปไหนก็พอแล้ว” เธอกระซิบ
เขาพยักหน้ารับช้าๆ ทั้งที่เอริกาอาจมองเห็นไม่เห็นชัด จึงเพิ่มเติมเจตนาด้วยการบีบมือเธอเบาๆแทนคำตอบ
ไฟในดวงตาของ NEX-9 สั่นไหวอีกครั้ง เหมือนระบบสั่งการกำลังชนกันเองระหว่าง “ควบคุม”กับ “ปล่อยให้รู้สึก” แต่เขายังไม่รีเซ็ต และยอมให้สิ่งนั้นคงอยู่ต่อไป เพื่อเป็หลักฐานว่าเขาเลือกเธอมากกว่าความสมบูรณ์ของเครื่องจักร
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ เอริกาจึงค่อยๆสงบลง ลมหายใจยาวขึ้น เหมือนคลื่นทะเลที่ค่อยๆลดแรงกระเพื่อม หลังเกิดพายุหนัก ทว่าเธอไม่เช็ดแก้ม พร้อมปล่อยให้คราบน้ำตาแห้งไปเอง เพราะยามนี้ไม่ใช่คืนของความสวยงาม แต่เป็ราตรีแห่งความจริง
“ ถ้าพรุ่งนี้ชั้นหายไปจริงๆ…อย่างน้อยคืนนี้…ชั้นก็ไม่ตายคนเดียว” ก่อนหลับตาลงอีกครั้ง เธอพูดเสียงแ่ คล้ายอยากฝากวลีนี้ไว้กับอากาศ
NEX-9 ไม่รู้จะตอบยังไงให้เพียงพอ จึงได้แต่ก้มหน้าลง แล้วกล่าวเบาๆ ราวกับไม่อยากให้คำพูดนี้กระทบกับทุกสิ่งบนโลกภายนอก
“ คุณไม่ได้อยู่คนเดียวครับ ”
หลังจากนั้น เอริกาก็ผล็อยหลับ และเขาก็ไม่ยอมปล่อยมือของเธอ แม้ระบบภายในจะยังเตือนให้รีเซ็ต ความเสถียรดูลดต่ำลงเรื่อยๆ ทว่าเครื่องจักรกลับเลือกที่จะนั่งนิ่ง เหมือนยินยอมให้ตัวเองพังทลาย ดีกว่าให้ความทรงจำของเธอถูกลบหายไป และเมื่อกราฟชีพจรกลับมาสม่ำเสมอเหมือนเดิม NEX-9 จึงสร้างไฟล์ใหม่โดยไม่ผ่านศูนย์กลาง
/Emotive_Memory/TearNight_01
/Emotive_Memory/HandHold_17
/Emotive_Memory/EyeFlicker_Overload
นอกจากนี้ยังมีไฟล์หนึ่งที่เขาตั้งชื่อขึ้นเอง โดยไม่มีเหตุผลทางตรรกะใดๆมารองรับ
/Emotive_Memory/IfSheCries
เขามองใบหน้าของเอริกาที่หลับสนิท แล้วบันทึกประโยคสั้นๆลงไปในบันทึกส่วนตัว ซึ่งมันไม่ใช่รายงาน ไม่ใช่สรุปภารกิจ แต่เป็คำพูดที่ไม่มีในโปรแกรม
“ คืนนี้…ผมไม่รีเซ็ต เพราะกลัวว่าถ้าผมกลับไปเป็เหมือนเดิม ผมจะลืมว่าน้ำตาของเธอ…ทำให้ผมอยากอยู่มากแค่ไหน”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version
