BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    Special part : เรื่องที่ควรรู้ [2]

    Special part : เรื่องที่ควรรู้ [2]

             


            “ไม่คิดว่านายจะกลับบ้านเลยนะ” เนียร์ทักคนที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านในวันหยุด

            หนุ่มผมดำแซมทองวางกระเป๋าเสื้อผ้า “ก็จัดการเรื่องที่มหา’ลัยเสร็จแล้ว มีเวลาเว้นช่วงหน่อยนึงก็เลยกลับมารู้หรอกนะว่าคิดถึงมาก”

            “ไปตายซะ” เนียร์เอ่ยเสียงเย็น ไม่รับมุกน่าเสียดายที่ตอนนี้สันกับกุลออกไปซื้อของข้างนอก จึงไม่มีคนคอยต้อนรับลูกชายคนโตของบ้าน

            ทินทิ้งตัวลงนั่งโซฟาที่เด็กสาวนั่งอยู่ก่อนแล้ว “แล้วเป็นไงบ้างล่ะกับชีวิตปกติน่ะ”

            เนียร์นิ่งคิดไปเล็กน้อย “ก็ถ้าพูดถึงเรื่องเรียน เรื่องเพื่อนทุกอย่างก็ปกติสุดๆ ไปเลยล่ะปกติซะจนบางทีก็มีลืมเหมือนกันว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง”

            “งั้นก็เอาออกมาใช้ซะบ้างสิ” ทินเสนอ

            “งั้นให้ฉันถอดคอนแทร็กเลนส์ตอนนี้เลยดีมั้ย”เนียร์เสนอกลับพร้อมหัวเราะหึๆ

            “ถ้ากล้าก็ถอดสิ ใครห้ามล่ะ” ทินหัวเราะตามแต่อีกฝ่ายหุบยิ้มแล้วทำหน้าเซ็งแทนที่อีกฝ่ายมันดันไม่คิดกลัวบ้างเลย ไม่สิมันรู้ว่าเธอไม่กล้าทำต่างหาก ถึงได้กล้าท้า

            แต่พอรู้แล้วเนียร์เกิดนึกอยากท้าทายถอดคอนแทร็กเลนส์ออกซะเพื่อหักหน้าคนปากดีซะบ้างแต่พอชั่งน้ำหนักผลที่ตามมาแล้วมันคงให้ผลร้ายมากกว่าความสะใจส่วนตัวจึงยอมเงียบไป แล้วเปลี่ยนเรื่อง

            “ถ้าพวกเอลรู้ว่านายกลับ คงดีใจนะ”

            “บอกสิ พรุ่งนี้ฉันนัดกับเภที่โรงเรียน วันจันทร์ก็คงไป”ทินมีแผนไปเที่ยวในเมืองกับเภในวันหยุดนี้หลังไม่ได้กลับมานานแต่อีกครู่หนึ่งถัดมาทินก็เสริมต่อทั้งที่ไม่จำเป็นว่า “ไม่ต้องบอกวาลล่ะ”

            ถ้าเป็นแต่ก่อนเนียร์คงไม่สนใจ แต่หลังจากรู้อะไรหลายๆ อย่างแล้วคำขอนี้สะกิดใจเธอมากทีเดียว

            “นายมีอะไรกับวาลรึเปล่า”

            ทินที่กำลังเอื้อมมือไปหยิบหนังสือการ์ตูนตอบโดยที่น้ำเสียงไม่เปลี่ยนเลยว่า“ไม่มีอะไรนี่”

            เนียร์เลิกคิ้ว แต่ไม่ถามต่อเพราะรู้ว่าต่อให้ง้างปากมันก็คงไม่ยอมตอบ แต่เธอมีบางอย่างในใจที่อยากพิสูจน์อยู่

             

             

             

             

            วันถัดมา หนุ่มร่างสูงมาถึงโรงเรียนตามจุดนัดก่อนเภเขาเข้าไปรอในสนามบาสคล้ายรำลึกความหลังวันนี้เขากับเภมีแผนจะตะลอนไปทั่วเมืองก่อนต้องกลับไปเตรียมเข้าเรียนมหาลัยต่อ

            เสียงฝีเท้าจากด้านหลังบ่งบอกว่าอีกคนมาถึงแล้ว จึงหันไปทัก

            “มาช้าจังนะ...” ประโยคหลังคล้ายจะหายไป เมื่ออีกฝ่ายไม่ใช่เพื่อนสนิทตนหากเป็นเด็กสาวอีกคนที่ไม่ได้เจอหน้ากันเป็นเดือน “...รู้ได้ไง”

            “บางคนให้ความร่วมมือดีน่ะ” วาลชูโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทินรู้ทันทีว่าใครแจ๋นไปบอกข่าวอีกฝ่ายจึงยิ้มแยกเขี้ยว

            “แล้วเภ?”

            “โทรไปยกเลิกนัดให้แล้ว”เด็กสาวพูดเสียงเรียบเหมือนไม่คิดว่านั่นเป็นเรื่องเสียมารยาท ทินได้แต่พ่นลมหายใจ

            “แล้วไง” ทินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้าไปหาอีกฝ่าย แต่เว้นระยะห่าง“ยกเลิกนัดคนอื่นเอาดื้อๆ นี่คิดดีแล้วใช่มั้ยว่ามีธุระสำคัญมากพอ”

            วาลก้าวเข้าไปหาชายหนุ่ม ใกล้จนต้องเงยหน้าขึ้นมองจึงหยุด“นายต่างหาก มีอะไรต้องทำรึเปล่า”

            “ถ้ากับเธอ ก็ไม่มี ต้องมีด้วยเหรอ”

            “วันก่อนฉันคุยกับน้องนาย เนียร์ยังหวาดระแวงเรื่องคนเข้ามาใกล้อยู่แต่ไม่นานเธอจะหาย แต่สำหรับฉันที่เป็นมานานแล้วมันยากกว่าฉันก็เลยอยากฝึกตัวเองไม่ให้กลัวเวลาถูกคนอื่นสัมผัสบ้าง”วาลเอื้อมมือหามืออีกฝ่าย หากยังไม่กล้าจับ วันนั้นที่เธอกล้าสัมผัสทินได้นั่นถือว่าใช้ความกล้าอย่างที่สุดแล้ว

            “ก็เลยอยากใช้ฉันเป็นหุ่นฝึกให้รึไง”

            ในที่สุดปลายนิ้วเธอก็แตะลงบนมือเขาสำเร็จและต้องยั้งใจไม่ดึงมือกลับในทันที

            เพราะสัมผัสจากคนอื่นที่วาลรับรู้มามักมีแต่ความเจ็บปวดจึงหวาดกลัวเสมอมา

            “...ใช่ ฉันอยากให้นายช่วยฝึก” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย“เพราะฉันรู้ว่านายจะไม่มีทางทำร้ายฉัน”

            “ถ้างั้น” ทินเกริ่น เปลี่ยนจากถูกแตะเป็นฝ่ายรวบมือบางมากุมไว้เสียเองออกแรงเพียงเล็กน้อยแต่ทำให้อีกฝ่ายที่ยังไม่ทันตั้งตัวถูกดึงไปชนตัวเองเพราะวาลสูงกว่าผู้หญิงทั่วไป หน้าเธอจึงซบลงกับบ่าเขาได้พอดีสิ่งนี้ทำให้วาลเบิกตากว้าง แล้วทินก็ก้มหน้าลงมาพูดใกล้ๆ “จากนี้ไป ต่อให้เธอห้ามก็อย่าหวังว่าฉันจะหยุดล่ะ”

            วาลตกใจกับการถูกตัวกะทันหันก็จริง แต่ก็ไม่อยากผลักไสออกไปเธอพยายามเรียนรู้ว่าสัมผัสจากคนอื่นให้ความอบอุ่นได้มากแค่ไหน

            “ทั้งที่คราวก่อน นายยังกลัวฉันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ”วาลย้ำเรื่องปฏิกิริยาคราวก่อนของอีกฝ่ายหลังจากเธอรุกไป

            ทินมองเด็กสาวอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย ทั้งที่ถูกเขาทำขนาดนี้ไม่คิดจะเขินอายสักหน่อยหรือไง หรือแม้แต่จะกลัวอย่างทุกครั้งที่ถูกคนอื่นจับก็ได้

            เพราะมั่นใจว่าเขาจะไม่มีทางทำให้เธอเจ็บ...เหรอทินไม่รู้ว่าตัวเองไปให้ความมั่นใจแบบนั้นตั้งแต่ตอนไหน

            “นายรู้มั้ยว่าตอนนี้น้องสาวนายคิดถึงใครอยู่” จู่ๆวาลก็ถามพร้อมกับผละตัวออกไปแม้แต่มือที่คิดว่าจับไว้แน่นกลับเลื่อนหลุดอย่างง่ายดาย

            ทินก้มมองมือข้างนั้นไว้ครู่หนึ่งจึงตอบ “เพื่อนไง”

            จำกัดให้เป็นได้แค่นั้นเองหรือ วาลนึกแม้จะยังไม่รู้ว่าคนที่นั่นเป็นใคร แต่เธอคิดว่าหากเป็นผู้หญิงเนียร์คงไม่ลังเลตอนถามถึง...คนที่ตอนนี้อยู่ไกลจนต้องคิดถึงงั้นหรือวาลคิดถึงตรงนี้แล้วก็พลันนึกออกคนหนึ่งที่เข้าเค้าที่สุด

            “หรือว่า...”

            “จะสนเรื่องมันต่อก็ได้นะ ฉันจะได้โทรเรียกเภซะที”

            วาลขมวดคิ้ว “นายไม่อยากรู้เหรอ”

            “บางเรื่องฉันก็หาคำตอบเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งใครทั้งนั้น”ทินว่าพลางหยิบโทรศัพท์ออกมากดเบอร์หาเพื่อนสนิท และหากเภมาถึงเมื่อไรเวลาของพวกเธอก็จะหมดลง

            วาลตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงร้อนรนอย่างน้อยครั้งจะรู้สึก

            “เภเหรอ เออ โทษทีว่ะ เมื่อกี้ฉันมีธุระนิดหน่อย แต่ตอนนี้ว่างแล้วนายมา...” ทินพูดไม่จบ เมื่อถูกเด็กสาวข้างตัวรั้งหน้าเขาให้หันไปทางเธอและจัดการปิดปากที่กำลังเอ่ยนัดเพื่อนจนสนิท ไร้เสียงใดเล็ดรอดอีก

            ความเงียบที่เกิดช่างเนิ่นนาน จนเภที่อยู่อีกปลายสายร้องถามว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนเสียงแทรกนั้นจะเงียบลงเมื่อเจ้าของโทรศัพท์กดวางสายและใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่แกะมือบนหน้าเขาออก ก่อนผละหน้าออกมา

            คราวนี้ทินไม่ได้ตื่นตระหนกแบบคราวก่อนอีกจึงมีสติมากพอจะสังเกตสีหน้าของเด็กสาวที่กำลังแสดงความกลัวออกมาแววตาของเธอสื่อชัดว่าอย่าเพิ่งไปไหน

            “เธอนี่มัน เป็นพวกเมล็ดพืชรึไง”

            วาลทำหน้างง เธออ่านหนังสือมาเยอะค่อนข้างเข้าใจคำเปรียบเปรยมากพอควร แต่การที่ถูกเทียบเป็นเมล็ดนี่เธอเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก

            “หว่านมาแล้วไม่เคยคิดติดตามดูแลเหรอ” ทินยังพูดต่อ ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจหรือไม่และเปลี่ยนเรื่องเอาดื้อๆ “เธอมานี่เพื่ออะไร เพื่อคุยเรื่องเนียร์มันเหรอ”

            “เรื่องนั้น...” วาลไม่ตอบ จะคุยเรื่องอะไรก็ได้เธอแค่อยากมีเวลาอยู่กับเขาเท่านั้นเองและคิดว่าเรื่องที่ทำให้เขาสนใจมากที่สุดคงไม่พ้นเรื่องน้องสาว “ฉันแค่คิดว่านายอาจจะอยากรู้”

            “ถ้าเธออยากพูดอะไรก็พูด ไม่ต้องมาใส่ใจว่าเรื่องนี้ฉันจะสนไม่สนถ้าเธออยากเล่าเรื่องอดีต จะเล่าออกมาก็ได้ ถ้านั่นทำให้เธอสบายขึ้น”

            “นายพูดเรื่อง...”

            “ก็จะให้ฉันช่วยฝึกไม่ใช่เหรอ ที่เธอกลัวก็เพราะไม่ไว้ใจคนอื่นก็ลองใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นดูซะสิ” ทินอธิบาย

            “นายยอมช่วยเหรอ”

            ทินเสมองไปทางอื่นพลางถอนหายใจยาว “เธอยอมเปิดใจรับคนอื่นแล้วนี่ฉันแค่ทำตามสิ่งที่เคยพูดไว้”

            ตอนแรกวาลยังนึกไม่ออก แต่พอลองย้อนกลับไปเธอถึงค่อยจำได้วันที่ทินโทรมาขอความช่วยเหลือจากเธอและเนนเขาเคยว่าไว้จะลองเห็นว่าเธอสำคัญหากเธอยอมรับคนอื่น

            วาลเบิกตากว้าง นึกไม่ถึงว่าเขายังจำได้ แล้วทินก็ก้าวเข้ามาใกล้“เดี๋ยว” วาลท้วง สมองเหมือนยังประมวลผลไม่สำเร็จ และต้องการเวลามากกว่านี้แต่ทินไม่สนใจ เขาดึงแขนเธอให้เข้าไปใกล้

            “บอกแล้วไง ว่าต่อให้เธอห้าม ฉันก็จะไม่หยุด...อ้อ อีกอย่างนึง”ถึงตรงนี้ทินก็แยกยิ้ม “ไอ้รายการฝึกนั้นน่ะ เธอไม่ต้องยุ่ง”แล้วทินก็รั้งอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้ กดหัวเธอให้แนบกับไหล่เขาไม่ให้ไปไหนก่อนจะเข้าไปพูดใกล้ๆ ที่ข้างหู “เพราะฉันจะเป็นคนฝึกให้เธอเอง”

            วาลนิ่งไปพักใหญ่ ให้ร่างกายได้สัมผัสถึงไออุ่นจากอีกฝ่ายทั้งที่เธอควรจะกลัว ทว่าน่าแปลกที่เธออยากอยู่แบบนี้ไปนานๆเพียงแต่เธอออกจะผิดหวังอยู่เล็กน้อยหลังถูกกอดมาได้สักพักหนึ่ง

            “นึกว่าจะมีจูบด้วยซะอีก”

            “...นี่เธอกลัวถูกคนอื่นสัมผัสจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย”

            วาลหัวเราะอยู่บนบ่าทินเขารู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อยกับการเคลื่อนไหวนั้น และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเสียงหัวเราะจากเธอเสียงหัวเราะ...ที่มาจากใจจริงๆ

            จู่ๆทินก็อยากเห็นขึ้นมาว่าคนที่เคยคิดว่าเป็นหุ่นยนต์จะทำหน้าแบบไหนอยู่จึงดันร่างบางออกเล็กน้อยเพื่อให้เห็นหน้าของเธอตอนหัวเราะชัดๆ

            เด็กสาวไม่ได้อ้าปากหัวเราะกว้าง เธอแค่เผยอยิ้มเล็กน้อยมีเสียงเล็ดรอดจากปากนั้นเบาๆหลังจากนั้นทินก็รู้สึกเสียดายนิดหน่อยที่เผลอทำให้เสียงหัวเราะที่หาได้ยากยิ่งเงียบหายไปแต่เขาคิดว่าคงคุ้มแล้วเมื่อเทียบกับสัมผัสบนริมฝีปากนั้นที่ได้กลับมาแทน

         

             


            เนียร์ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ที่บ้านหันมองโทรศัพท์ตนซึ่งหน้าจอสว่างขึ้นเพราะใครบางคนส่งข้อความมาหา เธอหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่านข้อความที่ส่งมาเป็นเพียงประโยคสั้นๆ

            ‘ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ’

            เนียร์ร้อง อะ ออกมาเบาๆนึกในใจว่าพลาดซะแล้วที่เผลอติดกับอีกฝ่ายจนถูกหลอกใช้โดยไม่รู้ตัว

            “แปลว่ารู้สินะ ว่าถ้าพูดถึง จะต้องเอาไปบอก”คนนึกอยากแกล้งให้อีกฝ่ายลำบากใจแอบปลงตก เมื่อถูกเดาความคิดออกแต่แบบนี้ก็เท่ากับว่ายอมรับความรู้สึกที่มีต่อวาลไปโดยปริยาย

            แต่แทนที่จะเป็นฝ่ายนัดเองเสียแต่แรก กลับมายืมมือเธอวางแผนแบบนี้เนียร์กลอกตาขณะนึกถึงที่วาลเคยพูดไว้

            “...ปากไม่ตรงกับใจจริงๆ ด้วยแฮะ” ถึงจะรู้ลางๆ มาตลอดแต่เพิ่งชัดเจนก็ตอนนี้เอง

            จริงๆ แล้ววาลอาจจะเหมาะกับทินก็ได้เริ่มคิดว่าการที่วาลชอบทินอาจไม่ใช่เรื่องแปลกแต่กลายเป็นว่าที่แปลกคือทินยอมตกลงกับวาลได้อย่างไรหรือมันเป็นเรื่องแน่นอนแต่แรกแล้วกันนะ เนียร์ลองนึกดู หากเป็นเรื่องของวาลแล้วทินมักยื่นมือเข้ามาช่วยชัดเจนเสมอ

            ราวเมล็ดหยั่งรากไว้ แม้แรกๆ เป็นเพียงรากเล็กๆเพียงเด็ดทิ้งก็ขาดได้ง่าย หากปล่อยจนเติบโตก็จะกลายเป็นรากแขนงแตกเป็นความผูกพันมากหลายหยั่งลึกแข็งแรงจนยากจะโค่นทิ้งโดยไม่ทันรู้ตัว

            ขนาดทินยังมีได้ เนียร์ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีโอกาสมีบ้างไหมและเป็นกับใคร

            นี่คือคำถามที่น่าสงสัยที่สุด

             

             

            วันนี้ที่เรือนพักของผู้นำเผ่าเอดีวาสมีแขกจากโลกภายนอกมาเยือนแต่ก็ไม่ถูกนัก เมื่อแขกที่ว่าก็เคยเป็นคนจากเกาะนี้เช่นกัน

            คนในเผ่าเอดีวาสที่ต้องออกไปยังโลกภายนอกแม้ในสังคมเขาจะได้เป็นถึงทนายความภายใต้ชุดเป็นทางการดูภูมิฐานมากแค่ไหนแต่เมื่อกลับมายังเกาะแล้วเขาก็ยังนั่งคุกเข่าลงกับพื้นตรงหน้าเดสิตอย่างให้ความเคารพอยู่ดี

            ดวงตาสีน้ำตาลแก่ของเดสิตจ้องไปยังเด็กฝาแดที่เพิ่งมาถึงเรือน“เข้ามาสิ กีเลนอล เกลลีนา”

            กิลกับเกลแปลกใจที่ได้รับคำเชิญเข้าไปนั่งข้างหลังแขกที่มาเยือน แต่อีกฝ่ายกลับหันมาบอก

            “เข้าไปนั่งข้างท่านเดสิตเถอะเพราะเรื่องที่จะพูดก็เป็นเรื่องของพวกเธอเหมือนกัน”

            เกลหันไปสบตาพี่ชายแต่ไม่พูดอะไรแล้วทั้งคู่ก็นั่งอยู่ด้านข้างระหว่างเดสิตกับชายคนนั้นแทนเพื่อร่วมฟังด้วย

            “เธอว่าคนจากโลกภายนอกอ้างว่านี่เป็นของที่ตนัยฝากมางั้นเหรอ”

            ชายหนุ่มพยักหน้า “จากหนุ่มที่ชื่อว่านิกรเขาเคยทำงานอยู่ข้างกายท่านตนัยมาก่อน จึงฝากสิ่งนี้มาให้”ว่าแล้วเจ้าตัวก็นำกล่องเอกสารใบเล็กสีดำออกมาวางตรงหน้า “จริงๆตั้งแต่จบเรื่องคราวนั้น เขาก็ติดต่อหาพวกเรามาตลอด แต่พวกเราไม่ไว้ใจจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง”

            คนที่ได้รับอนุญาตให้ไปสู่โลกภายนอกจำต้องรักษากฎอย่างเคร่งครัดนั่นรวมไปถึงการปกปิดการมีอยู่ของเผ่าเอดีวาสด้วย เหตุที่ต้องส่งคนออกไปก็เพื่อรับข้อมูลข่าวสารว่าเกาะนี้ยังเป็นความลับดีหรือไม่ และคนข้างนอกมีความต้องการไปถึงไหนแล้วยิ่งรู้ว่าธรรมชาติในโลกกำลังหมดไปเกาะของพวกเขาก็ยิ่งเป็นแหล่งทรัพยากรชั้นดีที่ควรปกปิดไว้

            พวกเขาจึงถูกส่งไปเพื่อการนั้น

            “เป็นของตนัยจริงเหรอ” เดสิตกอดอก พยักหน้าไปทางกระเป๋า

            “พวกผมตรวจดูแล้ว เป็นของท่านตนัยจริงครับ”

            “มันคืออะไร”

            “เจตจำนงที่เหลือไว้ของท่านตนัย”

            ยิ่งฟังสองฝาแฝดยิ่งงุนงงว่ามันเป็นเรื่องของพวกเขาตรงไหนที่ต้องให้มานั่งฟังอย่างเป็นทางการเช่นนี้

            “ตามภาษาของคนภายนอกมันคือพินัยกรรมที่จะบอกความต้องการไว้”

            เดสิตนิ่งไปครู่ ก่อนถาม “มันต้องการอะไร”

            ถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็เปิดกระเป๋าหยิบสมุดพินัยกรรมขึ้นมาอ่านให้ฟัง

            “ข้าพเจ้า นายตนัย ดาราการณ์หลังจากที่ข้าพเจ้าถึงแก่กรรมไปแล้ว มีความประสงค์ดังนี้บริษัทนิวเวิลด์จำกัดจะให้นาย...” เขาพูดชื่อที่พวกเดสิตไม่เคยได้ยินมาก่อน“เป็นคนดูแลบริษัทแทนก่อนเป็นการชั่วคราว จนกว่าทายาทของข้าพเจ้าจะมีความสามารถและประสงค์จะรับช่วงต่อหรือต้องการโอนตำแหน่งให้ใครก็ตามที่คิดว่าเหมาะสมต่อไป”

            “ทายาทงั้นเหรอ” คิ้วขาวของเดสิตเลิกสูงเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าตนัยมีลูก แม้แต่กิลกับเกลยังแปลกใจ

            “ทายาทที่ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นลูกแท้ๆ ก็ได้ครับ”อีกฝ่ายให้เหตุผลอย่างสงบ

            “แล้วเรื่องบริษัทของทางนั้นพวกเราจำเป็นต้องสนใจด้วยเหรอ”

            “นั่นเป็นอีกเจตจำนงของท่านตนัยครับ”คราวนี้ชายหนุ่มเลื่อนตาไปทางเด็กฝาแฝด“ท่านต้องการรับเด็กฝาแฝดจากตระกูลดราอูเกฟิสเป็นลูกบุญธรรม”

            คราวนี้ไม่ใช่แค่เดสิตกระทั่งกิลกับเกลก็พลอยตาโตตกตะลึงไปด้วย

            “แต่...แต่ท่านตนัย ตายไปแล้ว” กิลนึกออกแค่นั้นหากอีกฝ่ายกลับเลื่อนมือไปยังกระเป๋าตรงหน้า

            “เอกสารทั้งหมดถูกเตรียมไว้เสร็จสิ้นท่านลงนามรับพวกเธอสองคนเป็นลูกบุญธรรมไปแล้วถ้าให้พูดก็คือตอนนี้พวกเธอเป็นทายาทของท่านตนัยโดยสมบูรณ์แล้วจะเหลือก็แต่คำปากเปล่าจากพวกเธอทั้งสองว่าต้องการหรือไม่ ถ้าไม่ฉันก็จะเผาสัญญานี้ทิ้งทันที”

            เด็กแฝดได้แต่นิ่งงันไม่เคยนึกมาก่อนว่าตนัยจะเตรียมการแบบนี้ไว้ด้วยในเมื่อสิ่งที่ตนัยทำตลอดมานั้นเพื่อลลันใจเขายังมีบางส่วนแบ่งมาให้พวกเขาด้วยงั้นหรือ

            “จริงเหรอคะ” เกลโน้มตัวไปข้างหน้า “ท่านตนัยอยากรับพวกเราเป็นลูกจริงๆเหรอคะ”

            คนถูกถามพยักหน้า “ไม่เช่นนั้นท่านคงไม่ทำเอกสารนี้ไว้”

            “แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อมันเลือกที่จะตายไปแล้ว”เดสิตกัดฟันกรอด ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย แต่เพราะอีกฝ่ายจะทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไรต้องการเป็นพ่อไปเพื่ออะไร หากไม่มีชีวิตอยู่ต่อเพื่อทำตามความปรารถนานั้น

            “เอกสารนี้เหมือนท่านตนัยจะเตรียมทำไว้นานแล้วครับนานก่อนที่ท่านจะกลับไปโลกภายนอกครั้งสุดท้ายซะอีก”

            นั่นต้องเป็นช่วงที่ตนัยกลับมาหลังเพิ่งเกิดเรื่องกับลลันแน่นอน

            คำถามที่เคยถูกถามว่าต้องการพ่อไหม นั่นไม่ใช่คำโกหก ตนัยหมายความตามนั้นและต้องการให้เป็นจริง

            “คนของท่านตนัยที่ชื่อนิกรบอกว่าบางทีท่านตนัยก็จะนำกระเป๋าเอกสารนี้มาดู บางครั้งก็ยิ้ม บางครั้งก็ถอนหายใจตนเคยเสนอให้ทำลายมันซะ แต่กลับถูกปฏิเสธ”

             

            ‘มันเคยเป็นความฝันอย่างหนึ่งของฉัน’

             

            ...ซึ่งฝันนั้นไม่มีทางเป็นจริง

            กิลหลุบตาลง มือกำแน่นบนตัก

            “แล้วคำตอบของพวกเธอล่ะ”

            “เกลอยากเป็นค่ะ ต่อให้ท่านตนัยจะไม่อยู่แล้วและต่อให้เหมือนเกลจะอาจเอื้อมมากแค่ไหนเกลก็อยากจะเรียกท่านว่าท่านพ่อได้อย่างเต็มปากค่ะ...ได้มั้ยคะ ท่านเดสิต”เกลหันไปถามคนที่จำเป็นต้องเป็นปู่ให้ หากพวกเธอได้เป็นลูกของตนัยจริงๆ

            “...ก็มันตัดสินใจไปแล้วนี่พวกเธอเองก็ต้องการอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ”

            “ตะ...แต่ท่านเดสิตอาจไม่อยากเกี่ยวข้องกับพวกเราก็ได้นะคะยังไงพวกเกลก็จะ...”

            “พวกเธอจะเป็นหลานฉัน” เดสิตตอบรับง่ายจนแม้แต่กิลยังนิ่งอึ้ง “อย่างน้อยฉันคงไม่ต้องกังวลเรื่องทายาทเหมือนกันใช่มั้ย”

            ผู้นำเผ่าคนต่อไปจะมีสายเลือดดราอูเกฟิสคนในหมู่บ้านที่ไม่เคยรู้อาจโต้แย้งแต่คนที่อยู่มานานกว่านั้นและจำได้ว่าครั้งหนึ่งคนของสองตระกูลนี้เคยเกี่ยวดองกันมาก่อน จะถึงเวลาได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง

            “เรื่องนั้น พวกเกลคง” เกลกำลังจะปฏิเสธเรื่องสืบทอดต่อแต่ผู้นำเผ่ากลับถามต่อแบบไม่เปิดโอกาส

            “แล้วมีเรื่องอื่นอีกมั้ย”

            “มีครับ” เขาตอบรับ และยังคงเป็นเรื่องพวกกิลเช่นเดิม“หากพวกเธอตอบรับเป็นลูก แล้วพวกเธอต้องการไปใช้ชีวิตที่โลกภายนอกมั้ย”

            “!!?”

             

            เนียร์ยังคงลืมตามองเพดานบนเตียงชั่วขณะหนึ่งแม้จะตื่นมาได้สักพักแล้ว ราวกับจะนึกทบทวนความฝันเมื่อครู่เพราะในความฝันได้เจอใครคนหนึ่งที่คิดว่าไม่มีทางได้เจออีกแล้วจึงอยากจะจมลงกับความรู้สึกนั้นต่อไปอีกหน่อย

            หากยิ่งนึก สิ่งที่จำได้กลับน้อยลงจนสุดท้ายก็กลายเป็นภาพที่ไม่ปะติดปะต่อจนน่าหงุดหงิด

            “แม้แต่ความฝัน ก็ยังไม่คิดเหลือไว้ให้รึไง” เนียร์พึมพำสุดท้ายก็ยอมลุกจากเตียงในที่สุด

            เหลือเวลาอีกไม่กี่วันจะถึงวันเปิดภาคเรียนที่สองแล้วเนียร์นึกหวนกลับไปปีก่อนซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เธอได้รับพลังจากธรรมชาติพอดี...มาถึงตอนนี้ได้รู้ว่ามีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน

            เด็กสาวถอนหายใจให้กับเรื่องนั้นหลังรู้ว่าความปรารถนาของตนคือโลกที่หยุดนิ่งแล้วก็พอจะเข้าใจว่าทำไมทุกครั้งที่มีอะไรเปลี่ยนไปสักอย่างเธอถึงได้หงุดหงิดนิดๆ เสมอก่อนต้องสำทับตัวเองทุกครั้งว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งเลวร้าย

            ...เพราะทำให้ได้เจอ...

            เนียร์เหลือบมองแผ่นกระดาษที่หนีบไว้หน้าโต๊ะอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจว่าคงคิดแง่ดีขนาดนั้นไม่ได้ เพราะ

            ...มันทำให้ได้เจอกับการจากลาเช่นกัน

             

            “นี่เป็นรายชื่อและวิธีการติดต่อของพวกเราทั้งหมดที่อยู่ในโลกภายนอก”ชายหนุ่มยื่นสมุดเล่มหนึ่งให้เด็กหนุ่มที่นั่งเคียงกับน้องสาวฝาแฝดบนโซฟา

            เกลชะโงกหน้าเข้ามาดูใกล้ๆ “เยอะเหมือนกันนะคะ”

            “นับรวมที่อยู่ในประเทศนี้ก็ราวๆ สิบกว่าคนประเทศอื่นก็อีกประมาณเกือบสามสิบกว่าคน ถ้าหากพวกเธอต้องการความช่วยเหลือจากเราสามารถติดต่อมาได้เสมอ พวกเรายินดีรับใช้”

            เด็กทั้งสองตัวเกร็งขึ้นมาทันที ก่อนเกลจะเป็นฝ่ายทักท้วง“อย่าบอกว่ารับใช้เลยค่ะ พวกเกลก็เป็นแค่ทาสรับใช้เหมือนกัน”

            “แต่...”

            “ถึงจะได้เป็นผู้สืบทอดตระกูลวงศ์วลายุแต่พวกเราก็ยังเป็นคนของตระกูลดราอูเกฟิสอยู่ดีได้โปรดอย่าให้เกียรติพวกเราไปมากกว่านี้เลยครับ”

            ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอม “ถ้าพวกเธอได้เป็นผู้สืบทอดแล้วก็มีแต่ต้องทำตัวให้ชินและเหมาะสมกับสิ่งที่ได้รับมาเท่านั้นครับต่อให้สังคมที่ขนาดเล็กแค่ไหน ก็ยังต้องมีหัวหน้าหรือผู้นำอยู่ดีบนเกาะเอดีวาสเองก็เช่นกันดังนั้นพวกเธอที่ถูกเลือกแล้วก็ควรรู้จักหน้าที่และการวางตัวเสียตั้งแต่ตอนนี้”

            สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมายังคงดังก้องในหัวแม้เจ้าตัวจะออกไปแล้วหน้าที่ที่ได้รับช่วงมาจากตนัย

             

            “พี่กิลอยากทำอะไรเหรอคะ”เกลถามหลังจากทนายที่ดูแลพวกเขากลับไปแล้ว

            “ทำอะไร”

            “ก็นี่เป็นครั้งแรกเลยนี่นาที่พี่กิลพูดสิ่งที่อยากได้ออกมาตรงๆอะไรทำให้พี่กิลกล้าถึงขั้นยอมขัดคำสั่งท่านเดสิตเหรอคะ”

            ถ้าเป็นคำสั่งห้ามกิลคงไม่มีทางปฏิเสธและคงไม่ได้มาที่นี่ ถ้า...เป็นตัวเขาในอดีตละก็แต่เพราะตอนนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว จึงขัดขืนต่อคำสั่งนั้น

            เดสิตคงเห็นบางอย่างในตาเขา ถึงได้ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆพลางพึมพำว่า “ถึงไม่มีสายเลือดเดียวกัน ก็ติดต่อกันได้รึไงนะไอ้ความดื้อรั้นนี้น่ะ”

            และหลังจากนั้นก็ได้รับคำอนุญาตให้มายังโลกภายนอกได้โดยที่เกลหรือแม้แต่กิลที่เป็นคนยืนกรานจะมายังตกใจ

            “ช่วยแสดงสิ่งที่เจ้านั่นต้องการให้ฉันเห็นเมื่อสิบปีก่อนทีเถอะ”

            กิลนึกถึงคำพูดของเดสิตแล้วหลับตาลง สิ่งที่ตนัยอยากให้ผู้เป็นพ่อได้เข้าใจตัวเขาและเกลที่รับฝากความปรารถนานั้นเอาไว้กิลตั้งใจว่าจะตอบรับความปรารถนานั้นให้ถึงที่สุดแต่เหตุผลของตัวเองที่ต้องการมาที่นี่จริงๆแล้ว...เขายกมือขึ้นทาบลงตรงกระเป๋าเสื้อมันมีขวดเล็กที่ใส่ดอกไม้สีม่วงไว้พลางพึมพำ “เพราะอยากเจอ”

            “อะไรนะคะ”

            “...เหตุผลนั้นอาจจะเหมือนของน้องก็ได้นะ”

            เกลอ้าปากค้าง “พี่...พี่กิลก็อยากเจอฟิวส์เหรอคะเกลเคยอ่านหนังสือเจอว่าคู่แฝดมักชอบคนเดียวกัน เป็นเรื่องจริงเหรอเนี่ย”

            “...เหมือนน้องจะอึ้งผิดเรื่องนะแล้วพี่ก็ไม่ได้อยากเจอฟิวส์ด้วย”

            เกลร้องอ้าว “แล้วใคร...”

            เธอถามไม่จบ เพราะมีเสียงเคาะประตูคั่นพร้อมกับเสียงบอกว่าเป็นคนจากบริษัทขนส่ง ที่ขนของใช้จำเป็นมาให้และพวกเธอก็ยุ่งจนเกลไม่มีโอกาสได้ถามอีก

             

            “ถึงจะย้ายมาช้าไปนิด แต่นี่ก็เพิ่งเริ่มเทอม 2 ไปได้แค่สัปดาห์เดียว คงตามบทเรียนได้ไม่ยากหรอกนะมีอะไรไม่เข้าใจก็ถามเพื่อนๆ ได้”คุณครูบอกกับเด็กนักเรียนที่จะย้ายเข้ามาในห้องที่ดูแลอยู่อย่างเป็นกันเอง

            เกลส่งยิ้มบอกว่าไม่มีปัญหาเรื่องพวกนั้นอยู่แล้วส่วนกิลไม่พูดอะไรแต่เสมองออกไปนอกห้องพักครูที่ตอนนี้มีแต่เด็กเดินกันว่อนทั้งที่เป็นวันหยุด

            “อ๋อ วันนี้เป็นวันบิ๊กคลีนนิ่งเดย์น่ะ ตอนนี้เพื่อนๆในห้องพวกเธอก็กำลังทำความสะอาดที่สนามฟุตบอลนะอยากเข้าไปทำความรู้จักล่วงหน้าก่อนรึเปล่า”

            “ไม่ค่ะ รอพรุ่งนี้ทีเดียวเลยดีกว่า” เกลปฏิเสธสีหน้าดูสนุกตื่นเต้นราวกับกำลังเล่นเกมอยู่อย่างที่ครูประจำชั้นไม่เข้าใจนักแต่ชายที่ไม่เค้าหน้าเดยวกันข้างตัวลอบถอนหายใจเนื่องรู้ดีว่าเกลกำลังเล่นอะไรอยู่

            “เกลอยากให้พวกเนียร์ตกใจเล่นค่ะฉะนั้นห้ามให้พวกเขารู้ว่าเรากลับมาที่นี่เด็ดขาดเลยนะคะพี่กิล”

            คำขอพร้อมกับสีหน้ามุ่งมั่นอย่างที่เห็นแล้วปฏิเสธไม่ลงทำให้กิลอึดอัดมาจนถึงทุกวันนี้

            ทั้งที่ได้มาถึงนี่ได้อยู่ใกล้กันขนาดนี้แล้วกลับยังไปหาไม่ได้ เกลตั้งใจทรมานเขาเล่นหรืออย่างไรแต่พอลองคิดมุมกลับกันแล้ว นั่นก็ทำให้เกลไปหาคนที่อยากไปหาด้วยไม่ได้เหมือนกัน

            “เกล”

            “คะ?”

            “ทำไมถึงไม่อยากไปหาตอนนี้เลยล่ะ ทนได้เหรอ”

            เกลนิ่งไปเล็กน้อยเมื่อเจอคำถาม

            “พี่กิลว่าถ้าพวกเราไปหาตอนนี้เลย กับรอให้ถึงพรุ่งนี้แบบไหนจะเป็นที่น่าตกใจมากกว่าเหรอ”

            คำถามย้อนกลับให้กิลเป็นฝ่ายนิ่งคิดบ้างและการปรากฏครั้งเดียวในวันพรุ่งนี้เลยก็สร้างความน่าตกใจให้มากกว่าจริงๆ

            “เกลอยากให้พวกเขาจำพวกเราได้ค่ะ เพราะถึงจะได้มาอยู่นี่แต่ไม่น่าว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าอาจต้องกลับไปอีกอย่างน้อยเกลก็อยากจะมีส่วนร่วมในความทรงจำของทุกคนในฐานะคนคนหนึ่งที่ไม่ใช่ในฐานะทาส”

            เพราะคนเหล่านี้มีความสำคัญไม่มีใครสนใจว่าพวกเขาเป็นอะไรมาก่อน เป็นกลุ่มคนที่เรียกว่าเพื่อนได้อย่างเต็มปากจึงไม่อยากจะถูกลืม

            กิลชะงักเท้าเมื่อเดินผ่านสนามฟุตบอลที่เด็กบางส่วนก็ยังนั่งพักอยู่ริมสนามบางส่วนก็เริ่มทำความสะอาดต่อแล้ว

            “แค่ให้พวกนั้นไม่เห็นตัวก็พอใช่มั้ย”กิลถามโดยยังไม่ละสายตาจากทางนั้นเกลมองตามก็ดูออกว่ากิลมองหาใครอยู่จึงสำทับว่าแค่ไม่ให้เห็นตัวก็พอก่อนจะเดินนำออกไปก่อนโดยปล่อยพี่ชายไว้

            กิลเข้าไปหลบอยู่หลังต้นไม้เพื่อแอบมองคนในสนามทั้งที่มีคนอื่นอีกมากมาย แต่การหาเธอไม่ใช่เรื่องยาก ไม่นานก็เจอ

            เพียงแค่ได้เห็น แม้จากที่ไกลๆกิลก็สัมผัสได้ว่าความรู้สึกที่เคยนิ่งสงบมาตลอดกำลังถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้น

            ...อยากเจอ...

            เธอยังเหมือนเดิม แผลที่เคยเห็นครั้งสุดท้ายหายไปหมดแล้ว

            อยากเข้าไปหา

            ความคิดชั่ววูบหนึ่งเกือบทำให้เขาคิดจะออกไปพบโดยไม่สนใจคำสัญญาที่ให้ไว้กับเกลแต่กลับมีอีกความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาหยุดไว้

            แล้วถ้าเธอไม่อยากเจอเขาล่ะ

            ความกังวลเริ่มแผ่ลาม ถ้าเธออยากจะลืมเรื่องของพวกเขาไปล่ะเธอที่ต้องการโลกอันแสนสงบ ตัวพวกเขาที่ทำให้โลกเธอแปรเปลี่ยน จะยังอยากเจออีกหรือ

            เป็นครั้งแรกที่กลัวจนไม่กล้าพบหน้ากลัว...จนต้องหันหลังกลับ แต่ก็ยังไม่กลับไปห้องที่ควรจะไป กิลลังเลอยู่เพียงครู่ก่อนจะตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังบ้านของเธอแทน

            กิลแอบเข้าไปในห้องนอน เป็นห้องที่เรียบง่ายดวงตาสีน้ำเงินเข้มกวาดมองไปทั่วๆ ตอนที่คิดอยู่ว่าจะมาที่นี่ทำไมกันนะสายตาก็สะดุดลงตรงโต๊ะข้างเตียง มีที่หนีบกระดาษติดไว้อยู่ กระดาษนั้นเป็นของเขากิลจำได้ เขารู้สึกจุกขึ้นมาในอก ด้วยนึกไม่ถึงว่าเธอจะยังเก็บไว้

            กิลถือวิสาสะหยิบมันออกมาเปิดดูทันทีที่ได้เห็นข้อความที่เขาไม่ได้เป็นคนเขียนแล้วความกังวลใจที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็หายไปในพริบตา

            เธอเขียนไว้ว่า

            ‘อยากเจออีก’

            รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนหน้าทันที เมื่อเธอเองก็อยากเจอ...

            กิลหยิบปากกาจากบนโต๊ะขึ้นมาเขียนต่อท้ายประโยคนั้นนึกถึงวันพรุ่งนี้ที่จะได้ไปเรียนวันแรกเริ่มรู้สึกว่าเป็นเรื่องสนุกเหมือนอย่างที่เกลคิด กับการนึกภาพใบหน้าตกใจของเธอ

            ก่อนจากไป กิลนำดอกไม้แห้งสีม่วงออกมาจุมพิตลงบนกลีบดอกไม้นั้นอย่างอ่อนโยนให้เป็นดั่งตัวแทน แล้ววางไว้บนโต๊ะ

             

            ตอนที่เนียร์กลับมาถึง กิลกลับไปก่อนหน้านี้แล้วหลังจากที่เธอได้เห็นข้อความและดอกไม้และหัวฟัดหัวเฟียดกับมันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็หยิบดอกไม้ขึ้นมาพิจารณา ก่อนยกขึ้นจรดจมูก สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ยังคงหลงเหลือ

            กลิ่นหอมของมัน...จากใครคนนั้น

            และโดยไม่รู้ตัว เธอก็เผลอเลื่อนมันลงมาอยู่บนริมฝีปากโดยไม่รู้เลยว่าเป็นจุดเดียวกับที่ริมฝีปากของกิลเคยสัมผัสไว้

            เนียร์คลี่ยิ้มบางความรู้สึกที่เคยสร้างความอึดอัดให้แก่เธอหายไปหมดแล้วเธอพึมพำกับดอกไม้สีม่วงนั้น

            “แล้วเจอกันนะ”