ตอนที่ 5 : รับศิษย์
“มือขวาของท่านเทพ?”
“ผู้พิทักษ์ตำรับอาหาร?”
เด็กทั้งสองยังคงตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน ในหัวมีเสียงดังอึงอลไปหมด หน้าอกกระเพื่อม ลมหายใจถี่รัว ยังคงไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ตนเองได้ยิน
หากเป็คนธรรมดามาพูดแบบนี้ พวกเขาต้องคิดว่าคนผู้นั้นต้องพูดเพ้อเจ้อแน่นอน แต่นี่ใช่คนธรรมดาเสียที่ไหน เป็เพียงดวงิญญา ร่างก็ไม่มี ขาก็ไม่มี แถมยังออกมาจากรูปปั้นหินเสียอีก
ทำให้คำพูดนี้ในใจของเด็กทั้งสองคนมีน้ำหนักขึ้นอีกมาก
“เ้าคือผู้มีวาสนาต้องตรงกันกับข้า สิ่งนี้นับเป็โชคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเ้าแล้ว”
หยางซวนรอให้เด็กทั้งสองตั้งสติได้เล็กน้อย ก่อนจะกล่าวประโยคนี้ออกไป และเขาก็หมายความอย่างนั้นจริงๆ
“ข้าเหรอ” หลิวเหมยลี่ตอบกลับไปอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
“ใช่ เป็เ้า”
“แต่ก่อนอื่นใด ข้าไม่ได้กินอะไรมานานแล้ว ขอข้ากินหมั่นโถวลูกนี้ก่อนเถอะ” ก่อนที่จะพูดอะไรกันต่อ หยางซวนก็หันไปมองหมั่นโถวและเอื้อมมือไปหยิบ
เขาไม่ได้กินอะไรมานานแล้วนับั้แ่ที่มายังโลกนี้ แถมยังต้องกลายมาเป็รูปปั้นหินที่กินอะไรก็ไม่ได้เสียอีก นั่นทำให้ความอยากอาหารของเขาสะสมเพิ่มพูนมานานแล้ว วันนี้เขามีโอกาสได้ออกมาจากรูปปั้นหินแล้วและก็มีอาหารอยู่ตรงหน้า ถึงจะเป็แค่หมั่นโถวธรรมดาๆก็เถอะ เขาจะต้องกินให้หายอยากสักหน่อยละ
วินาทีที่เขาคว้าจับหมั่นโถวขึ้นมาเตรียมจะกิน เขาก็ต้องตาเบิกกว้าง
“นี่มัน!...”
เขาคาดหวังว่าจะได้กินหมั่นโถวนุ่มๆ แต่ััที่แล่นผ่านมาสู่มือของเขานั้นมันกลับแข็งกระด้างกว่าที่คิดมาก
หมั่นโถวที่นางตู้มารดาของหลิวเหมยลี่ให้มานั้นแม้นจะไม่ใช่ของคุณภาพยอดเยี่ยมเพราะทำมาจากแป้งราคาถูก แต่กระนั้นก็ยังมีความพิถีพิถันใส่ใจในการเก็บรักษา มีการห่อผ้ามาอย่างดีซึ่งช่วยในการเก็บความร้อนและคงความอ่อนนุ่มเอาไว้ได้
แต่เป็เพราะว่าหมั่นโถวลูกนี้ถูกนำออกมาตั้งไว้บนก้อนหินเพื่อเซ่นไหว้รูปปั้นหิน นับจากเวลาที่เริ่มวางลงไปจนถึงตอนที่หยางซวนปรากฏตัวมา และรวมไปถึง่ที่สนทนากันก่อนหน้านี้ เวลาก็ผ่านมาสมควรแล้ว หมั่นโถวที่ตากแดดตากลมมาระยะหนึ่งก็ย่อมแข็งแห้งขึ้นเป็ธรรมดา
แต่นั่นยังมินับเป็อันใด
เพียงแค่ความแข็งกระด้างของหมั่นโถวเพียงแค่นี้ ในอดีตใช่ว่าเขาจะไม่เคยกินเสียเมื่อไหร่ หากแต่ที่เขาเบิกตากว้างั์ตาแดงก่ำจนแทบจะลุกเป็ไฟ เป็เพราะภาพที่สะท้อนเข้ามาในสายตาของเขานี่ตะหากเล่า ที่ทำให้เขามีอาการเช่นนี้
เพราะว่าหมั่นโถวของเขา....มีมดขึ้น!
“บังอาจนัก แม้แต่หมั่นโถวลูกแรกในรอบหลายปีของข้าหยางซวนผู้นี้ มดอย่างเ้าก็ยังกล้ามาแย่งกิน” หยางซวนพูดด้วยความเดือดดาล อารมณ์ดีใจที่จะได้กินอาหารครั้งแรกของเขาหายวับไปกับตา
หยางซวนอึดอัดทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายจึงกัดฟันกรอด ยื่นซาลาเปามาทางหลิวเหมยลี่แล้วเอ่ยกับนางอย่างแ่เบา “เ้า... ช่วยปัดมดออกจากหมั่นโถวให้ข้าหน่อย”
สองพี่น้องตะลึงงัน!
ท่านเป็ถึง ‘มือขวาของท่านเทพ’
ท่านเป็ถึง ‘ผู้พิทักษ์ตำรับอาหาร’
แต่กลับโมโหเพราะมดตัวเดียว แถมยังเรียกใช้พวกข้ามาปัดมดให้เนี่ยนะ
หลิวเหมยลี่และหลิวหย่งเฉินยืนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตรงหน้าของพวกเขาเห็นภาพหยางซวนเต้นเร่าๆโกรธเคืองเพียงเพราะมดตัวกระจ้อย
ภาพความยิ่งใหญ่ดุจเทพผู้สูงส่งที่ยังรู้สึกอยู่ในใจเมื่อสักครู่พลันหายวับไปหมด ความรู้สึกเริ่มเปลี่ยนไปเป็ความไม่น่าเชื่อถือว่านี่ยังคงเป็คนเดียวกับผู้ที่ตนเห็นเมื่อสักครู่หรือไม่
แม้แต่ความรู้สึกของหลิวหย่งเฉินเองก็เริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เขารู้สึกหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มาก หลังจากรู้ว่าหยางซวนไม่ใช่ผีแต่เป็คล้ายๆบริวารของท่านเทพเขาก็รู้สึกดีขึ้นมากแต่ก็ยังคงหวั่นไหวอยู่เล็กน้อย
จนกระทั่งเขาเห็นภาพที่เห็นตรงหน้า เขาก็รู้สึกว่าถ้าผีทุกตัวในโลกเป็แบบหยางซวนผู้นี้ บางทีหลังจากนี้อาการกลัวผีของเขาคงสามารถหายขาดได้เป็แน่
“ทำไมท่านถึงไม่ปัดออกเองเล่า” หลิวเหมยลี่สงสัย เื่แค่นี้ทำไมท่านมือขวาของท่านเทพถึงทำเองไม่ได้
“นอกจากของที่เ้าตั้งใจเซ่นไหว้ให้ข้ากินแล้ว อย่างอื่นข้าจับไม่ได้ เ้าดูนี่” หยางซวนพูดพลางเอามือปัดมดให้เด็กทั้งสองดู แต่มือของเขาก็ผ่านตัวมดไปราวกับเป็อากาศธาตุ
เด็กทั้งสองตะลึงไปอีกครั้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากตั้งสติได้ หลิวเหมยลี่ก็ปัดมดออกจากหมั่นโถวให้กับหยางซวน
หยางซวนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจลึกพร้อมกับทำใจว่าภาพความยิ่งใหญ่ที่อุตส่าห์สร้างภาพมาเมื่อสักครู่นี้คงหายไปหมดแล้วเป็แน่ คิดได้แล้วเขาก็ตัดใจและหันกลับมาสนใจหมั่นโถวที่อยู่ในมือนี้อีกครั้ง
คราวนี้เขาไม่รั้งรอให้เสียเวลาใดๆอีกต่อไป น้ำลายเขาไหลขณะที่ปากเขาก็เริ่มอ้ากว้าง
อ้าม.........
หยางซวนดื่มด่ำกับความรู้สึกที่ได้กลับมากินอาหารครั้งแรกอีกครั้งในรอบหลายปี ถึงแม้ว่าเนื้อััของหมั่นโถวลูกนี้จะหยาบกระด้างไปบ้าง แต่ยังไงซะนี่ก็คือััแรกในรอบหลายปีของเขา
ขณะที่เขากำลังหลับตาเคี้ยวช้าๆเพื่อรับรู้ความรู้สึก และสมองก็คิดไปถึงเื่ราวต่างๆนาๆ โดยไม่มีใครรู้ตัวแม้กระทั่งหยางซวนเอง
น้ำตาของเขาไหลรินลงอาบสองแก้ม
ความรู้สึกราวกับคนที่อดอาหารมาหลายวันต่อให้เป็เพียงข้าวเปล่าก็ยังรู้สึกเอร็ดอร่อย
“อร่อย”
“นี่สินะ รสชาติของอาหาร”
“ถึงแม้ข้าจะเป็ร่างิญญา ไม่มีร่างกายที่แท้จริง อย่างน้อยข้าก็ยังกินอาหารได้” หยางซวนกล่าวทั้งน้ำตา คิดว่าที่ตัวเองอดทนกับเื่ราวที่เกิดขึ้นมาจนถึงตอนนี้นับว่าคุ้มค่าแล้ว
เด็กทั้งสองคนแวบแรกก็ตกตะลึงที่เห็นน้ำตาของหยางซวนไหลออกมา หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็ความตื้นตันใจ หันมามองหน้ากันด้วยความคิดที่คล้ายกัน
“ท่าทางท่านหยางซวนจะยากจนกว่าพวกเราอีกนะเนี่ย ขนาดกินหมั่นโถวไปแค่คำเดียวก็ยังทำเอาน้ำตาไหล”
พูดจบสองพี่น้องต่างก็ลอบถอนหายใจพยักหน้าให้แก่กัน แบ่งหมั่นโถวอีกก้อนที่เหลือมากินกันคนละครึ่ง และตัดสินใจว่าหลังจากนี้หากตัวเองมีของกินอะไรคงต้องแบ่งมาเซ่นไหว้ท่านหยางซวนให้บ่อยขึ้น
หลังจากนั้นหยางซวนและเด็กทั้งสองคนก็เอร็ดอร่อยกับหมั่นโถวในมือของตัวเองไปเงียบๆ โดยไม่มีเหตุการณ์อะไรอีก
“เอาล่ะ พวกเ้าสองคนมีชื่อว่าอะไร”
หยางซวนมองไปยังหลิวเหมยลี่แล้วเอ่ยถามออกไปหลังจากที่กินหมั่นโถวของตัวเองเสร็จแล้ว
ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ช่วยให้เขาอิ่มมากนัก แถมเรียกได้ว่าคุณภาพก็ยังห่างไกลจากในความทรงจำที่เขาเคยกินตามร้านอาหารดังๆทั้งหลายมามากมายนัก แต่อย่างไรเสียความรู้สึกพึงพอใจที่เกิดขึ้นนี้ เขาคงไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต
“ข้ามีนามว่าหลิวเหมยลี่เ้าค่ะ ส่วนนี่พี่ชายข้านามว่าหลิวหย่งเฉิน” หลิวเหมยลี่ตอบพร้อมทั้งผายมือไปยังพี่ชายตัวเอง
“เอาละ เนื่องจากวันนี้เราทั้งสามต่างมีวาสนาต่อกัน โดยเฉพาะเ้าหลิวเหมยลี่ การที่ข้าหลุดออกมาจากรูปปั้นหินนั้นได้แสดงว่าเ้าเป็คนที่มีดวงชะตาต้องกันกับข้า”
“ข้าจะถ่ายทอดความรู้ของข้าให้กับพวกเ้าทั้งสองคน และความรู้เหล่านี้มันจะทำให้พวกเ้าร่ำรวย”
หยางซวนกล่าวประโยคนี้ด้วยเสียงอันดัง และข้อความนี้ก็เป็ดังเสียงฟ้าผ่าที่ฟาดลงไปกลางใจของเด็กทั้งสองคน
ใครบ้างไม่อยากรวย ในเมื่อทุกวันนี้พวกเขาทุกคนต่างต้องทำงานหนัก เพียงเพื่อจะได้มีอาหารมากพอที่จะทำให้อยู่รอดไปได้ในแต่ละวันแต่ละเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นี่เป็คำพูดที่ออกมาจากปากคนธรรมดาเสียที่ไหน หยางซวนผู้นี้มีตำแหน่งเป็ถึงมือขวาของท่านเทพเชียวนา
เด็กทั้งสองตื่นเต้นจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ เห็นได้ชัดว่าแววตาเป็ประกายระยิบระยับ รู้สึกว่าวันนี้เป็วันโชคดีของตน โดยเฉพาะกับหลิวหย่งเฉิน
แต่ไหนแต่ไรมาหลิวหย่งเฉินขึ้นเขามาคนเดียวไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไร แต่นี่แค่น้องสาวเขาตามมาด้วยเป็ครั้งแรกกลับเจอเหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่ออย่างการปลดปล่อยดวงิญญาที่ถูกผนึก แถมดวงิญญานี้ยังบอกว่าจะสอนวิธีที่ทำให้พวกเขาร่ำรวยขึ้นเสียอีก
น่าใเกินไปแล้ว
เสี่ยวลี่... นี่เ้าเป็ดาวนำโชคหรืออย่างไร
ในสมองก็ยังคงมีความรู้สึกสับสน อย่างไรเสียนี่ก็เป็ครั้งแรกที่พวกเขาเพิ่งจะได้เคยเจอกับิญญาตนนี้ มิรู้ว่าคำพูดของหยางซวนที่บอกว่าจะทำให้พวกเขาร่ำรวยจากความรู้ที่เขาจะถ่ายทอดให้นั้นเชื่อถือได้หรือไม่ แต่เขาก็รู้สึกลึกๆอยู่ในใจว่ามันน่าจะเป็เช่นนั้น
ดวงตาที่มีความหวัง คือดวงตาที่มองเห็นความสวยงามของชีวิต
เขารู้สึกราวกับว่าชีวิตหลังจากนี้ของพวกเขาจะต้องเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน
“ความรู้จะทำให้ข้าร่ำรวยหรือเ้าคะ เป็ไปได้อย่างไรกัน ข้าไม่ได้จะสอบรับราชการเสียหน่อย”
หลิวเหมยลี่ไม่เข้าใจถึงความหมายของคำพูดของหยางซวน นางคิดว่าคนที่ใช้ความรู้ในการทำมาหาเงินได้น่าจะหมายถึงคนที่มีความรู้และสอบเข้ารับราชการได้ทำนองนั้น
“เ้าเข้าใจผิดแล้ว วิชาความรู้ที่ข้าจะถ่ายทอดให้ มิใช่ความรู้ในการบริหารบ้านเมืองอย่างพวกขุนนาง” หยางซวนเอ่ยแก้ความเข้าใจผิดของนาง
“ความรู้ในโลกนี้มีมากมายไร้ขอบเขต อย่างเช่น ความรู้ด้านการเอาตัวรอดในป่า ความรู้ด้านการแพทย์ ความรู้ด้านการค้าขาย”
“แต่ความรู้ที่ข้าตั้งใจจะถ่ายทอดให้กับพวกเ้านี้.... คือความรู้ในด้านการทำเงินในแบบของข้า” หยางซวนเริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันดังขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
“มันคือศาสตร์วิชาความรู้ที่สามารถทำเงินได้อย่างมากมาย ไม่ใช่แค่ทำเงินให้กับพวกเ้าได้เพียงอย่างเดียว มันยังทำให้ชีวิตในแต่ละวันแต่ละมื้อของพวกเ้านั้นมีความสุข”
“มันคือความรู้ที่จะทำให้เ้าอยู่เหนือผู้ใด ผู้คนจะหลั่งไหลกันมาหาพวกเ้าอย่างไม่ขาดสาย ราวกับมดที่ได้กลิ่นหอมของน้ำตาล” หยางซวนยังคงกล่าวอย่างลื่นไหลไม่ติดขัด ราวกับว่านี่เป็บทที่เขาซักซ้อมมานับครั้งไม่ถ้วน
“นี่คือศาสตร์วิชาที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วทุกยุคทุกสมัย และยังคงทำเงินได้ต่อเนื่องไปเป็ร้อยปีพันปี ตราบใดที่คนเรายังคงต้องกินเพื่ออยู่รอด”
“มันคือความรู้ด้านอาหาร”
“อาหารที่ผ่านการพัฒนาและขัดเกลามาเรื่อยๆจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง และอาหารในจุดที่ข้ามีก็คือจุดสูงสุดที่คนรุ่นเดียวกับพวกเ้ายังไม่เคยไปถึง”
“อาหารที่ผู้คนทั้งใต้หล้านี้ยังไม่เคยได้ลิ้มลอง หรือกระทั่งยังไม่เคยเห็น”
“ตำรับอาหารจากข้า....คือตำรับอาหารแห่งอนาคต”
“และเส้นทางแห่งอนาคตนี้ ก็จะเป็พวกเ้าที่จะได้เหยียบย่างไปก่อนผู้ใด!”
หลังเสร็จสิ้นการพูดอย่างเร่าร้อนของหยางซวน วินาทีนั้นเด็กทั้งสองรู้สึกราวกับว่ามีฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา ทุกอย่างในหัวมันดังอึ้ออึงไปหมด พวกเขาฟังแล้วคล้ายเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ หากแต่ในใจรู้สึกราวกับได้ว่าได้ฟังในสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก
เด็กทั้งสองรู้สึกตื่นเต้นจนเริ่มหายใจหอบถี่ หน้าอกกระเพื่อมจนเห็นได้ชัด ประกายในดวงตาเปล่งแสงราวกับดาวระยิบระยับ หรืออาจคล้ายกับก้อนทองคำสะท้อนแสงวิบวับก็มิปาน
เห็นอาการตื่นเต้นระคนดีใจของเด็กทั้งสอง หยางซวนก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอย่างยิ่ง บทพูดนี้เขารู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีพอสมควร เมื่อเขารู้สึกว่าทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว สิ่งต่อไปที่เขา้าจะทำก็คือสิ่งที่เขาเคยคิดฝันมานานแล้ว ทว่าในยุคสมัยเขามันไม่มีแบบนี้
“เอาละ เ้าทั้งสองกราบข้าเป็อาจารย์เสียสิ”