ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 59 การทดสอบหลอมโอสถของศิษย์สำนักเทพดารา


                หลังจากนั้นในวันถัดมาข่าวเรื่องของตระกูลเซียวก็ดังไปทั่วอาณาจักรเมฆาหวนตระกูลเจียงเมื่อได้ยินข่าวนี้ถึงกับขนลุกซ่านไปทั้งตัวพวกเขารีบประชุมกันเป็นการเร่งด่วน

            ฝ่ายทางเมืองจินเฟิง

            เหล่าทหารใหม่ที่ได้รับชัยชนะอยู่ฉลองชัยกันถ้วนหน้าผู้ที่บาดเจ็บได้รับการรักษาเยียวยาจนหายสนิททุกคนด้วยโอสถที่มีเพียงเฟิ่งหยูและบรรดาสำนักเทพดาราเป็นผู้หลอมกลั่นขึ้นมา

            “ทุกคนข้าขอขอบใจพวกเจ้ามาที่มอบกายถวายชีวิตปกป้องรักษาเมืองจินเฟิงของพวกเราทุกคนไม่ต้องห่วงข้าจะทำให้ทุกคน รวมถึงญาติพี่น้องของพวกเจ้าที่จงรักษ์พักดีมีความเป็นอยู่ที่ดีไม่ต้องอดอยากปากแห้ง ไม่ต้องกังวลว่าตัวพวกเจ้าเป็นอะไรแล้วบิดามารด หรือลูกเมียของพวกเจ้าจะถูกทอดทิ้ง ข้าในนามของเจ้าเมืองจินเฟิงหากพวกเจ้าไม่อยู่ข้าและสำนักเทพดารารวมถึงเมืองจินเฟิงจะเป็นคนดูแลพวกเขาทั้งหมดเอง ไม่ว่าเจ้าเมืองจะเป็นใครข้าจะขอบัญญัติกฎข้อนี้ไว้ไม่ให้ใครเปลี่ยนแปลงแต่หากเจ้าเมืองคนอื่นที่มาปกครองในอนาคต ไม่ยึดหลักข้อบัญญัตินี้หรือทำการอันใดที่ขัดต่อศิลธรรมอันดีของเมืองจินเฟิง ข้าขอแต่ตั้งสำนักเทพดาราให้สามารถกำจัดภัยนั้นได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากอาณาจักรเมฆาหวน ส่วนเรื่องคำสั่งนั้นข้าจะขอกับองค์กษัตริย์ไว้เป็นกรณีพิเศษดังนั้นพวกเจ้าจงหมดเห่วงเรื่องครอบครัวของพวกเจ้าจงหันหน้าฝึกฝนและป้องกันเมืองจินเฟิงให้มั่นคงตลอดไป”

            เฟิ่งหยูประกาศก้องกลางงานเลี้ยงฉลองทุกคนต่างโห่ร้องด้วยความยินดีปรีดาบางคนที่อายุมากถึงกับน้ำตาไหลเพราะสิ่งที่เฟิ่งหยูประกาศออกมาคือสิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุดเลยก็ว่าได้ พวกเขาจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่ต้องเป็นห่วงครอบครัวที่อยู่ข้างหลังอีกต่อไป

            วันต่อมา

            เฟิ่งหยูประชุมร่วมกับผู้อาวุโสสำนักเทพดารา

            “ข้าต้องการให้เหล่านักหลอมโอสถทุกคนผ่านการทดสอบเป็นนักหลอมโอสถไม่ทราบว่าผู้อาวุโสพอจะแจ้งให้ข้าทราบได้หรือไม่ว่าเหล่านักหลอมโอสถของสำนักเทพดารามีอยู่จำนวนเท่าไหร่และแต่ละคนสามารถหลอมโอสถได้ในระดับใดบ้าง”

            “จำนวนนักหลอมโอสถของสำนักในตอนนี้มีอยู่จำนวนหนึ่งหมื่นสองพันสามสิบแปดคน แยกเป็นผู้หลอมโอสถระดับเจ็ด ร้อยสิบสองคน ระดับหกแปดพันเก้าร้อยสิบสองคน ที่เหลือล้วนหลอมกลั่นอยู่ในระดับห้าระดับกลางและระดับสูงจำนวนเจ็ดพันเจ็ดร้อยแปดสิบหกคน”ผู้อาวุโสจางเหว่ยรายงานแก่เฟิ่งหยูอย่างละเอียด

            “เยอะเหมือนกันเกินที่ข้าคาดไว้มากที่เดียว ท่านผู้อาวุโสจาง ท่านช่วยบอกให้พวกเขาเตรียมตัวเอาไว้ข้าจะไปติดต่อกับทางตำหนักโอสถสวรรค์เรื่องการทดสอบเอง”

            “จ้าวหยวนข้าขอแต่งตั้งเจ้าเป็นแม่ทัพใหญ่ควบคุมดูแลทหารทั้งหมดขึ้นตรงต่อข้าเพียงคนเดียวและให้เจ้าคัดเลือกคนจากหกแสนคนชุดแรก ให้เป็นผู้นำทหารตามลำดับชั้นดังนี้

            ตำแหน่งหัวหน้าหมู่  ควบคุมดูแลทหารใหม่สิบคน

            ตำแหน่งหัวหน้าหมวดควบคุมดูแลทหารใหม่ห้าสิบคน

            นายกองควบคุมดูแลทหารใหม่หนึ่งร้อยคน

            นายพันควบคุมดูแลทหารใหม่หนึ่งพันคน

            รองแม่ทัพ  ควบคุมนายพัน สิบคน(ควบคุมดูแลทหารหนึ่งหมื่นคน)

            แม่ทัพควบคุม แม่ทัพสิบคน (ควบคุมดูแลทหารหนึ่งแสนคน)

            รองแม่ทัพใหญ่ควบคุมแม่ทัพ สิบคน (ควบคุมดูแลทหารหนึ่งล้านคน)

            แม่ทัพใหญ่ควบคุมรองแม่ทัพใหญ่สิบคน (ควบคุมดูแลทหารสิบล้านคน)”

            เมื่อจ้าวหยวนได้ยินคำสั่งตัวเขาแทบไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของเมืองจินเฟิงควบคุมดูแลทหารสิบล้านคนจากคนเฝ้าประตูเมือง เขาเจอกับเฟิ่งหยูโดยบังเอิญแต่กลับเป็นคนพลิกชีวิตของจ้าวหยวนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียวเมื่อสั่งงานทุกอย่างเสร็จเฟิ่งหยูจึงเดินทางไปเมืองเมฆาหมอกโดยเรือเล็กทันที

            เมื่อมาถึงเมืองเมฆาหมอกเฟิ่งหยูตรงไปตำหนักโอสถสวรรค์ทันที เมื่อถึงตำหนักโอสถสวรรค์ เขาพบกับผู้ดูแลสมาคมคนเดิมผู้ดูแลคนนี้ชื่ออู๋ชวน เมื่อเห็นเฟิ่งหยู

            “สวัสดีครับท่านปรมาจารย์เฟิ่งมีอะไรให้ผู้น้อยรับใช้ไหมขอรับ”

            อู๋ชวนรีบเอ่ยเมื่อเจอเฟิ่งหยู เขาตระหนักดีถึงบุคคลสำคัญคนนี้

            “ข้าต้องการพบกับปรมาจารย์หลิวซิง”เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้น

            “รอสักครู่นะขอรับ” 

            อู๋ชวนรีบขึ้นไปยังชั้นที่สองเพื่อตามปรมาจารย์หลิวหลังจากนั้นไม่นานเสียงวิ่งก็ดังมาจากชั้นสอง

            “ในที่สุดเจ้าก็มาสักทีเป็นยังไงบ้างตอนนี้เจ้าหลอมโอสถได้ถึงขั้นไหนแล้ว”

            “ท่านเองก็น่าจะเลื่อนเป็นนักหลอมโอสถระดับเจ็ดแล้วใช่ไหมท่านปรมาจารย์หลิว”

            “ฮ่าๆๆๆๆ เจ้านี่ยังตาแหลมเหมือนเดิมเลย ใช่ข้าได้เลื่อนเป็นนักหลอมโอสถระดับเจ็ดแล้วทางตำหนักโอสถยังชื่นชมเจ้าไม่หยุดเลย”

            “ไปขึ้นไปข้างบน ไปห้องของข้าก่อน มีอะไรค่อยว่ากัน อู๋ชวนวันนี้ปิดตำหนักโอสถหนึ่งวันเจ้ามาดูแลปรมาจารย์เฟิ่ง”

            ทุกคนในตำหนักโอสถสวรรค์ได้ยินปรมาจารย์หลิวพูดดังนั้นพลันสงสัยทันทีว่าเฟิ่งหยูเป็นใคร มาจากไหนถึงขนาดที่ทำให้ตำหนักโอสถสวรรค์ปิดเพื่อต้อนรับได้ทุกคนพยายามเข้าหา อู๋ซวงเพื่อสอบถามแต่อู๋ซวงกลับปฏิเสธทุกคนพร้อมปิดตำหนักโอสถสวรรค์อย่างรีบเร่ง

            “เจ้ามาครั้งนี้จะมาสอบเลื่อนระดับใช่ไหมปรมาจารย์เฟิ่ง”

            “จะว่ายังไงดีข้าน้อยมาหาท่านวันนี้มีเรื่องรบกวนท่านผู้อาวุโสหลิว”

            “มีเรื่องอะไรให้ข้าช่วยอย่างนั้นหรือ?”

            ผู้อาวุโสหลิวสงสัยเป็นอย่างมากหรือว่าเฟิ่งหยูไปมีเรื่องอะไรกับใครมาอย่างนั้นหรือ ถึงได้วิ่งมาให้เขาช่วย

            “ข้าน้อยต้องการรบกวนให้ท่านผู้อาวุโสเตรียมสถานที่สอบให้กับคนของข้าน้อยเพื่อสอบวัดระดับความสามารถในการหลอมโอสถ”

            “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เองเจ้าก็พาคนของเจ้ามาสอบที่ตำหนักโอสถสวรรค์ที่เมืองเมฆาหมอกแห่งนี้ได้เลยวันหนึ่งสามารถรองรับการทดสอบได้เป็นร้อยคนเลยที่เดียว”

            “เออข้าเกรงว่าถ้านำคนของข้ามาทดสอบที่นี่คงต้องใช้เวลาหลายเดือนเลยที่เดียวหากจะทำการทดสอบหมดเพราะคนที่ข้าจะพามาทดสอบเป็นศิษย์สำนักเทพดาราของเมืองจินเฟิงที่ข้าได้ปกครองอยู่ และดูแลสำนักแห่งนี้ไปด้วย”  เฟิ่งหยูกล่าวด้วยความเกรงใจ

            “เป็นเดือนเลยหรือ? งั้นก็แปลว่า คนของเจ้ามีหลายพันคนเลยหละสิ!!!”

            ผู้อาวุโสหลิวถามด้วยความตื่นเต้นหากมีนักปรุงโอสถหลายพันคนเข้ามาอยู่ในสังกัดของตำหนักโอสถสวรรค์ ตำหนักโอสถสวรรค์ละต้องขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของทวีปนี้เลยนี่เป็นเรื่องใหญ่อย่างมาก อันดับหนึ่งของทวีป ไม่ใช่อันดับหนึ่งของอาณาจักร  (หนึ่งทวีปจะมีอยู่ประมาณห้าถึงเจ็ดอาณาจักร)

            “ตอนนี้ก็ยังไม่มากเท่าไหร่มีประมาณหนึ่งหมื่นกว่าคนเองที่สามารถเข้ารับการทดสอบได้พวกที่ยังไม่ได้เรื่องที่ยังหลอมโอสถไม่ถึงระดับห้าข้ายังไม่เอาพวกนั้นมาสอบให้เสียเวลาพวกท่านหรอก”

            อู๋ชวนยกน้ำชาเข้ามาให้ในจังหวะนั้นพลันได้ยินขึ้นพอดี มือของอู๋ชวนที่ถือน้ำชาเข้ามาสั่นเหมือนเจ้าเข้าเลยก็ว่าได้หมื่นกว่าคน แถมยัง หลอมโอสถไม่ถึงระดับห้าไม่ใช่สิหลอมโอสถระดับห้าขึ้นไปถึงจะถูกงั้นก็แปลว่าเป็นปรมาจารย์หลอมโอสถระดับห้าขึ้นไปหมื่นกว่าคน คิดถึงตรงนี้ถ้วยชาในมือของอู๋ชวนพลันตกกระจายไปทั่วพื้น

            “เจ้าว่ายังไงนะนักหลอมโอสถระดับห้าขึ้นไปจำนวนหมื่นกว่าคน นี่เป็นเรื่องใหญ่เรื่องใหญ่เป็นอย่างมาก ข้าขอปรึกษากับเหล่าผู้อาวุโสตำหนักโอสถสวรรค์ก่อนเจ้ารออยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้อจะกลับมา”

            ผู้อาวุโสหลิวรีบไปที่ห้องลับเพื่อติดต่อกับทางตำหนักโอสถสวรรค์สำนักงานใหญ่ทันที

            ผ่านไปครึ่งชั่วยามผู้อาวุโสหลิวรีบกลับมาหาเฟิ่งหยูในทันที

            “ทางสำนักงานใหญ่ยินดีที่จะส่งเหล่าผู้อาวุโสออกมาทำการทดสอบส่วนเรื่องสถานที่ทางเราได้ติดต่อไปยังเมืองอัสตาน่า เรียบร้อยแล้วและทางองค์กษัตริย์ก็มิได้ขัดข้องประการใด ดังนั้นเจ้าเตรียมคนของเจ้าไปยังเมืองหลวงอัสตาน่าข้าและเหล่าผู้อาวุโสจะไปพบเจ้าอีกเจ็ดวันที่นั่นเอง”

            “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสเป็นอย่างยิ่งข้าน้อยติดหนี้ท่านแล้วหละครั้งนี้”

            “ติดหนี้อะไรกันข้าเองต่างหากต้องขอบใจเจ้า หากมีคนเข้าร่วมตำหนักโอสถสวรรค์มากขนาดนี้ต้องทำให้วงการโอสถเจริญรุ่งเรืองเป็นแน่ ข้าเองก็คงได้รับความดีความชอบไม่น้อยเจ้าไม่ต้องคิดมาก เอาเถอะ ไหน ๆ ก็มาละ มาดื่มเป็นเพื่อนข้าสักวันก็แล้วกันอู๋ชวนเจ้าไปเอาสุราอย่างดีที่สุดมาให้ข้า ข้าจะดื่มกับปรมาจารย์เฟิ่ง”

            หลังจากดื่มกับปรมาจารย์หลิวเสร็จเฟิ่งหยูก็ขอตัวกลับไปทันที เพื่อกลับไปเตรียมความพร้อมให้กับเหล่าศิษย์สำนักเทพดาราในทันที

            สามวันหลังจากนั้นข่าวการทดสอบนักหลอมโอสถจำนวนมากได้แพร่งพรายออกไปดังไฟลามทุ่ง ทั่วทั้งทวีปทำให้เกิดความโกลาหลเป็นการใหญ่เพราะตำหนักโอสถสวรรค์จะทำการทดสอบนักหลอมโอสถจำนวนนับหมื่นคน ที่เมืองหลวงอัสตาน่า

            “เจ้าได้ยินข่าวที่ว่าตำหนักโอสถสวรรค์จะทำการทดสอบนักหลอมโอสถจำนวนมากหรือไม่”

            “ข้าได้ยินมาเหมือนกันเขาลือกันว่า ครั้งนี้องค์กษัตริย์ร่วมมือกับตำหนักโอสถสวรรค์ทำการทดสอบด้วยพระองค์เองเลยนะ ”

            “ถ้ามันมีนักหลอมโอสถมากขนาดนั้นโอสถคงไม่ขาดตลาดอย่างทุกวันนี้หรอกข้าว่ามันเป็นเพียงแค่ข่าวลือก็เท่านั้นเอง”

            “เขาว่านักหลอมโอสถส่วนใหญ่ที่จะทดสอบจะเริ่มที่ระดับห้าขึ้นไปด้วยนะ”

            “ขนาดนักหลอมโอสถระดับหนึ่งระดับสองยังหายากยิ่งพวกเจ้ารู้ไหมว่ากว่าจะศึกษาและหลอมกลั่นโอสถได้ใช้เวลากี่ปีกันยังเอาอะไรมาพูดเป็นเล่นกันอีก” นักหลอมโอสถระดับสองคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา

            เหล่าชาวบ้านต่างล่ำลือต่างๆ นา ๆ ต่างคนต่างความคิด ต่างคนต่างความเห็น

                            ส่วนอาณาจักรอื่น ๆที่ได้รับทราบข่าวโดยเฉพาะตำหนักโอสถนภาที่เป็นคู่แข่งตลอดกาลของตำหนักโอสถสวรรค์รีบส่งคนเข้ามาตรวจสอบภายในเมืองอัสตาน่าอย่างเร่งรีบ

            หลังจากนั้นห้าวัน

             

            เฟิ่งหยูนำศิษย์สำนักเทพดาราพร้อมด้วยเหล่าผู้อาวุโสสำนักเดินทางมาถึงเมืองอัสตาน่า เฟิ่งหยูนำพวกเขามาก่อนล่วงหน้าและปล่อยให้พวกเขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก่อนเริ่มทำการทดสอบอีกสองวันข้างหน้าเฟิ่งหยูหลังจากพาศิษย์สำนักเทพดาราเข้าที่พักเฟิ่งหยูพร้อมด้วยเหล่าผู้อาวุโสเข้าได้ไปเข้าพบองค์กษัตริย์ทันทีที่เดินเข้าประตูวังหลวงไปเหล่าทหารที่เฝ้าประตูเห็นเฟิ่งหยูและเหล่าผู้อาวุโส นำโดยผู้อาวุโสจางผู้อาวุโสเขาโอสถของสำนักเทพดารา เหล่าทหารยามทั้งหลายต่างทำความเคารพและนำพาทุกคนไปเฝ้าองค์กษัตริย์ เมื่อมาถึงตำหนักกลาง  ของเมืองหลวงอัสตาน่า องค์กษัตริย์พร้อมด้วยเหล่าเสนาบดีทั้งหลายอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

            “ถวายบังคมองค์ฝ่าบาทข้านำเหล่าผู้อาวุโสสำนักเทพดารา เขาโอสถมาคารวะพระองค์........”

            “ไม่ต้องมากพิธีไม่ได้เจอกันนานเลยนะเฟิ่งหยู  กลับมาก็จัดหนัก จัดใหญ่เลยทีเดียวนะว่าแต่เจ้าไปเอานักหลอมโอสถเหล่านี้มาจากที่ไหน..?” องค์กษัตริย์พูดยังไม่ทันจบพลันมีเสียงหนึ่งดังมาขัดองค์กษัตริย์เสียก่อน

            “ท่านพี่ท่านมาแล้ว”

            ใบหน้าสวยงามกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เขินอายเดินมาพร้อมกับองค์ราชินี

            “ถวายพระพรองค์ราชินี”

            “ถวายพระพรองค์ราชินี”

            เฟิ่งหยูและเหล่าผู้อาวุโสต่างทำความเคารพองค์ราชินี

            “ขอโทษทีหนิงเอ๋อพอดีช่วงนี้ข้ายุ่งเป็นอย่างมากเลยไม่ได้มาเยี่ยมเจ้าเลย เจ้าเป็นยังไงบ้างหละสบายดีไหม”

            “ข้าสบายดีท่านแม่ก็หายเป็นปกติแล้วข้าได้อยู่กับท่านแม่ของข้าเหมือนคนอื่นเขาก็เพราะท่านพี่ ข้าขอบคุณท่านพี่มาก ๆ”

            องค์หญิงพร้อมองค์ราชินีต่างยิ้มขึ้นมาพร้อมๆกัน

            “เราเองก็ต้องขอบใจเจ้ามากที่ช่วยรักษาเราให้หายเป็นปกติเราเองยังไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะได้กลับมาใช้ชีวิตเช่นคนปกติ  ได้อยู่กับสามี อยู่กับลูกเราต้องขอบใจเจ้าจริง ๆ เฟิ่งหยู”

            “มันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้วเห็นองค์หญิงมีความสุข ข้าก็มีความสุขเหมือนกัน”

            “อะแฮ่ออะแฮ่ม” เสียงกระแอมดังมาจากประตูห้องโถง

            “ถวายพระพรองค์ชาย”

            “พอพอ ไม่ต้องมากพิธี เจ้ากับข้าอีกหน่อยก็เป็นคนกันเองละ”

            องค์ชายเดินมาพร้อมกับเหนี่ยวคอเฟิ่งหยูพร้อมกระซิบเบาๆ

            “คืนนี้เจ้าต้องมานั่งดื่มเป็นเพื่อนข้าห้ามปฏิเสธเด็ดขาด”

            หนิงเอ๋อเดินเข้ามาดึงแขนเฟิ่งหยูออกห่างจากพี่ชายของตนพร้อมทำหน้าเบ้ใส่พี่ชายของตนเอง พร้อมกับกล่าวเอาใจผู้เป็นบิดา

            “ท่านพี่ท่านพาศิษย์สำนักเทพดารามาทดสอบหลอมโอสถตั้งมากมายท่านพี่เมื่อทดสอบเสร็จแล้วข้าขอให้ท่านพี่แบ่งศิษย์สำนักเทพดาราให้ประจำอยู่ที่เมืองหลวงสักร้อยสองร้อยคนได้หรือไม่”

            องค์กษัตริย์และองค์ชายหันหน้ามองกันพร้อมกับแอบยิ้มให้กับเจ้าน้องสาวตัวแสบของตน แสดงความพึงพอใจอย่างมากหากเมืองหลวงสามารถมีนักหลอมโอสถจำนวนนี้ ก็เหมือนมีกองทัพเสริมนับล้านเลยก็ว่าได้งานนี้น้องสาวของตนพูดได้ดีจริง ๆ

            “ได้สิ หลังสอบเสร็จข้าจะให้ผู้อาวุโสจางเหว่ย นำคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองหลวงแห่งนี้อยู่ที่นี่เลย จะได้ดูแลพ่อแม่ญาติพี่น้องของพวกเขาด้วย” เฟิ่งหยูกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “ขอบใจเจ้าจริงๆ  เฟิ่งหยูแล้วเจ้าคิดว่าศิษย์สำนักเทพดาราที่มาสอบจะผ่านสักกี่คน”องค์กษัตริย์ตรัสถามเฟิ่งหยู

            “ก็น่าจะไม่มีใครตกนะการทดสอบก็คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงพวกเขาหรอก”

            เหล่าราชวงศ์พร้อมกับเหล่าเสนาบดีทั้งหลายมองหน้ากัน การสอบมันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือถ้าง่ายขนาดนั้นทำไมนักหลอมโอสถถึงมีอยู่จำนวนน้อยนิดแต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามเฟิ่งหยู