บทที่ 107 เสด็จพ่อ!!!
หลังจากที่ ซูหยาง เปิดประตูออกมา ทั้งหมดก็ได้พบกับคนผู้หนึ่งที่กำลังนอนอยู่บนเตียงสีทองอันหรูหรา ซึ่งดูไปรูปร่างแทบจะเหลือแต่กระดูก แต่ทว่าเขากลับยังมีชีวิตอยู่เหมือนดั่งปาฏิหาริย์
หลังจากที่ทุกคนกำลังตกตะลึงอยู่นั้นเอง เสียงของชายชราก็ได้ดังขึ้นมาอีกครั้ง “มนุษย์ผู้นี้หรือ ที่เจ้าจะให้มารักษาข้า?” แต่ทว่าในทีนี้มันเป็นเสียงที่ทรงพลังมากกว่าเดิม เนื่องจาก นี่ไม่ใช่การพูดผ่านประตูอันแน่นหนาอีกต่อไป
‘คนผู้นี้แข็งแกร่งมาก!! เกิดมาข้าพึ่งจะเคยเห็นผู้ที่แข็งแกร่งเท่านี้เป็นครั้งแรกเนี่ยแหละ’ ซูเหยียน ยังตัวสั่นไม่หยุด เนื่องจากลำพังแค่นางพยุงตัวเอาไว้ก็แทบจะแย่อยู่แล้ว
ชิว เหวินเจี้ยน จึงได้กล่าวขึ้นมาอย่างไม่เกรงกลัว “ไร้สาระ เจ้าไม่มีตาดูหรืออย่างไรกัน?”
ชายชราหัวเราะขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจเท่าใดนัก เนื่องจากเขาแค่แซว ชิว เหวินเจี้ยน เล่น เท่านั้นเอง “โฮ่ว โฮ่ว โฮ่ว ชายหนุ่มสมัยนี้ไม่ธรรมดาเลยเสียจริงๆ” ถึงจะกล่าวออกไปเช่นนั้น แต่ชายชราก็ยังรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย เนื่องจากเขาไม่สามารถสัมผัสพลังของชิว เหวินเจี้ยน ได้เลยแม้แต่น้อย แต่ทว่า ชายหนุ่มที่ยืนตรงหน้าเขา ดูเหมือนจะไม่ได้รับแรงกดดันอะไรเลยทั้งสิ้น!
เมื่อเห็นว่า ชิว เหวินเจี้ยน และ ชายชราคุยกับแบบไม่เคารพกันเช่นนี้ ซูหยางก็กลัวว่าจะเกิดสงครามระหว่างพวกเขาขึ้น นางจึงรับกล่าวเปลี่ยนเรื่องโดยเร็ว “เสด็จพ่อ...ท่านผู้นี้คือท่านแพทย์อัจฉริยะอันดับหนึ่ง ซึ่งลูกพานางมาเพื่อรักษาท่านโดยเฉพาะ...” ถูกต้อง ชายชราผู้นี้ก็คือเสด็จพ่อของซูหยามนั่นเอง และที่สำคัญ พลังยุทธ์ของเขายังไม่ธรรมดาอีกด้วย
ชายชราพยักหน้ารอบนึง และกล่าวออกมา “ถ้าอย่างนั้นก็เชิญเลย แต่ข้ากล้าพูดเลยว่า ในจักรวาลแห่งนี้ ไม่มีใครสามารถรักษาข้าให้หายได้ ข้าขอรับประกันได้เลย!!” เขามองไปทางด้านของ ชิว เหวินเจี้ยน ด้วยความสงสัยอยู่ตลอดเวลา เหมือนว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เมื่อได้ยินเสียงที่ทรงพลัง และดูเหมือนเขาจะมีอารมณ์โกรธขึ้นมานิดหน่อยแล้ว ซูเหยียน ก็เริ่มหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ “พ...เพคะ ผู้น้อยจะพยายามให้เต็มที่”
หลังจากนั้น ซูเหยียน ก็เริ่มเตรียมของสักแปบนึง แล้วนางก็เริ่มลงมือในทันที โดยที่มีทุกคนคอยจ้องมองนางอยู่ตลอดเวลา นี่จึงทำให้นางเกิดอาการกังวล และกดดันมากขึ้นไปอีก แต่จะทำอย่างไรได้ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้มีผู้ที่แข็งแกร่งกว่านางอยู่มากมาย ถ้าเกิดกล่าวอะไรไม่เข้าท่าออกไป เกรงว่าจะเกิดปัญหาขึ้นมาได้
แต่ทว่ามีหรือที่ ชิว เหวินเจี้ยน จะไม่สังเกตเห็นเรื่องนี้ เขาจึงกล่าวขึ้นมากะทันหัน “ซูหยาง พวกเราออกไปรอกันข้างนอกเถิด นางจะได้มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการรักษาในแบบของนาง...”
ซูหยางก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา แต่นางพยักหน้าหนึ่งที เพื่อแสดงให้เห็นว่า นางเห็นด้วยกับความคิดนี้
เมื่อชายชราเห็นเช่นนั้น มีหรือที่เขาจะไม่แปลกใจ เขารู้ว่าซูหยางเป็นคนยังไง ถ้าเกิดใครกล้าออกคำสั่งกับนาง นางก็จะสังหารคนผู้นั้นทันที และถ้าใครที่นางไม่พอใจ นางก็จะสังหารเช่นกัน นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชายชราสนใจในตัวตนของ ชิว เหวินเจี้ยน ขึ้นไปอีก
ซูหยาง และ ชิว เหวินเจี้ยน ถ้าเกิดพวกเขารออยู่เฉยๆก็คงจะน่าเบื่อเกินไป ดังนั้นพวกเขาจึงออกไปเดินเล่นข้างนอกของปราสาท
เป็นซูหยาง ที่ออกปากกล่าวขึ้นมาถาม ชิว เหวินเจี้ยน ในขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินกันอยู่ “ท...ท่านคิดว่าเป็นเช่นไร”
“เป็นเช่นไร? นี่เจ้าจะกล่าวอะไรก็กล่าวให้มันรู้เรื่อง เพราะถ้าเกิดเจ้ากล่าวออกมาเพียงแค่นี้ ต่อให้เป็นข้า ก็ไม่สามารถรู้ว่าเจ้าถามถึงอะไรกันแน่” แต่จริงๆแล้ว ชิว เหวินเจี้ยน รู้อยู่ตลอดว่านางกำลังถามถึงเรื่องอันใด และมันก็เป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้นอกจาก เรื่องของเสด็จพ่อของนาง ที่ดูเหมือนจะเป็นโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้าเกิดไม่รักษาให้หายไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสด็จพ่อของนางจะต้องตายอย่างแน่นอน
“นี่ท่าน!! ข้ารู้ว่าท่านรู้อยู่แล้วว่าข้าตามหาท่านเพื่ออะไร ท่านไม่เห็นเสด็จพ่อของข้าหรือ ท่านมีอายุมากว่า3ล้านปีแล้ว และจู่ๆท่านก็ทรุดหนัก ซึ่งไม่ว่าแพทย์คนใดก็ไม่มีใครสามารถรู้สาเหตุของอาการเหล่านี้เลย” ซูหยาง กล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง เหมือนว่านางนั้นหมดหนทางแล้วอย่างไรอย่างนั้น
“อืม เช่นนั้นหรือ แต่ข้าพอจะรู้วิธีรักษาอยู่บ้าง แต่ทว่าเจ้าจะต้องนำสิ่งของมาให้กับข้า3อย่าง!” ชิว เหวินเจี้ยน กล่าวออกไปโดยที่ไม่สนใจท่าทางของนางอีกต่อไป
ส่วนซูหยาง ก็ถึงกับน้ำตาคลอ เนื่องจากเมื่อ ชิว เหวินเจี้ยน กล่าวออกมาเช่นนี้แล้ว ก็จะต้องมีทางรักษาเสด็จพ่อของนางอย่างแน่นอน โดยที่นางไม่สนใจเลยว่าของ3อย่างนั้นมันคืออะไรกันแน่ แต่นางตอบตกลงโดยทันที “ข้าตกลง ข้าตกลง! ได้โปรด ท่านหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอ ได้โปรด ท่านช่วยเหลือเสด็จพ่อของข้าด้วย” ซูหยางอ้อนวอนด้วยทุกอย่างที่มี และนางก็ไม่สนใจในฐานะของจอมมารอีกต่อไป เนื่องจากถ้าเกิดท่านพ่อของนางหายดี เขาก็จะได้กลับมาดำลงตำแหน่งจอมราชันย์ เหมือนครั้งในอดีตกาล