บทที่ 9 พบกับโจวจวินฉิงสามครั้งในสองวัน (รีไรต์)
"เจอกันอีกแล้ว"
โจวจวินฉิงนึกถึงสองชั่วโมงก่อนหน้า ที่เด็กสาวพร่ำบอกว่าไม่อยากเจอเขา จนเขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
หัวใจของเจียงอี้รู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที ถ้าจำได้ว่าโจวจวินฉิงในชาติก่อนไม่เคยมีแฟนหรือแต่งงาน เจียงอี้คงคิดว่าเป็โชคชะตานำพาให้พวกเธอได้มาเจอกันอย่างแน่นอน
ช่างเถอะ! เคราะห์ร้ายก็ถือว่าเป็โชคชะตาแบบหนึ่ง
เจียงอี้กำลังจะหาข้ออ้างเพื่อชิ่งหนี แต่คำพูดของโจวจวินฉิงทำให้เธอก้าวขาไม่ออก
"คุณมายืนทำอะไรอยู่หน้าบ้านผมครับ?"
เจียงอี้หันกลับมาทันที ดวงตากลมโตเป็ประกายจ้องมองไปที่โจวจวินฉิง "คุณบอกว่านี่คือบ้านของคุณเหรอคะ? ที่นี่เนี่ยนะ?"
โจวจวินฉิงรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองอยู่ เขาไอเบา ๆ ก่อนจะหันหลังชี้ไปรอบ ๆ อย่างไม่ใส่ใจ "หลังนี้ รวมถึงอีกสองหลังที่อยู่ห่างออกไปสอง่ถนน เป็บ้านของผมทั้งหมด คุณมีอะไรหรือเปล่าครับ?"
เจียงอี้ "..."
โจวจวินฉิงพูดว่าอะไรนะ?
ก็แค่บ้านไม่กี่หลังที่เป็บ้านของเขางั้นเหรอ? แล้วยังมีหน้ามาถามเธออีก?
ไม่มีอะไรมากหรอก เธอแค่อิจฉา อิจฉาจนไม่กล้าถามโจวจวินฉิงว่ามีบ้านที่อื่นอีกไหม? ในขณะที่เธอกำลังหาวิธีเช่าบ้านราคาถูก เพื่อที่จะทำกำไรร้อยหยวนก้อนแรก แต่โจวจวินฉิงกลับได้บรรลุเป้าหมายเป็เ้าของบ้านในฝันของเธอไปเรียบร้อยแล้ว
ช่องว่างระหว่างคนเรามันช่างต่างกันเหลือเกิน
"อะแฮ่ม..." โจวจวินฉิงยกมือบังมุมปากที่ยกยิ้มขึ้น
เขามองดูสีหน้าของเด็กสาวที่ดูเหมือนถูกโจมตี หนึ่งนาทีเปลี่ยนสีหน้าไปแปดร้อยแบบ สุดท้ายเขาจึงถอนหายใจออกมา
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากก็เห็นว่าเด็กสาวตรงหน้าปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว
เจียงอี้จ้องมองโจวจวินฉิงอย่างไม่วางตา คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมกับนับนิ้วมือ "คุณดูสิคะ ั้แ่เมื่อวานจนถึงวันนี้ เราเจอกันมาสามครั้งแล้ว"
"ภายในสองวันเจอกันสามครั้ง คุณลองคิดดูสิ นี่มันถือเป็โชคชะตาฟ้าลิขิตชัด ๆ! เหมือนสุภาษิตเขาว่าไว้ ถึงห่างไกลเป็พันลี้ แต่บุพเพกลับพาให้พานพบ"
โจวจวินฉิง "..."
ถ้าเขาไม่ได้ยินกับหูตัวเองว่าเด็กสาวคนนี้ไม่อยากเจอเขา เขาคงจะเชื่ออย่างที่เธอพูดไปแล้วจริง ๆ
อย่างนี้สินะ ที่เขาเรียกกันว่า พบคนให้พูดภาษาคน พบผีให้พูดภาษาผี*[1]
"ถ้ามีอะไรก็พูดมาตรง ๆ" โจวจวินฉิงพูดอย่างจนใจพลางนวดหว่างคิ้ว เพราะเขาอยากรู้เหมือนกันว่าแท้จริงแล้วเธอกำลังวางแผนอะไรอยู่
"ดีค่ะ!" ในเมื่อโจวจวินฉิงแสดงท่าทีแบบนี้ เจียงอี้จึงไม่เกรงใจ แล้วรีบพูดขึ้นทันทีว่า "ฉันอยากเช่าบ้านของคุณค่ะ!"
โจวจวินฉิงถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
เจียงอี้เห็นเขานิ่งเงียบเลยคิดว่าเขาไม่ตกลง จึงรีบพูดขายของ "คุณดูบ้านหลังนี้สิคะ ฉันถามมาแล้ว เขาบอกว่าบ้านนี้ว่างมานานแล้ว แต่ถ้าคุณให้ฉันเช่า อย่างน้อยยังได้ค่าเช่าบ้าง จริงไหมคะ?”
"อีกอย่าง ฉันเป็คนขยันและรักความสะอาด คุณวางใจได้เลยค่ะ" เจียงอี้พูดพร้อมกับตบอกรับประกัน "ถ้าบ้านของคุณอยู่ในมือฉัน ฉันจะดูแลมันอย่างดีเหมือนกับลูกของฉันเองเลยค่ะ ถ้าไม่เชื่อ คุณมาดูได้ตลอดเวลาเลย"
"จริงสิ! ฉันทำอาหารอร่อยมากด้วยนะคะ ถ้าคุณตกลง วันไหนที่คุณหิวแล้วไม่มีอะไรกิน ฉันจะทำให้กินเอง รับรองว่ากินครั้งเดียวแล้วจะติดใจ!"
โจวจวินฉิงได้ฟังแล้วถึงกับมุมปากกระตุก
เธออายุเท่าไหร่กันถึงพูดเื่ลูกได้?
เขาอยากจะบอกเธอเหลือเกินว่าเขาไม่ได้ลำบากเื่เงินเลยสักนิด บ้านหลังใหญ่โตแบบนี้ รวมถึงบ้านที่เซี่ยงไฮ้กับปักกิ่งทั้งหมดนั่น... ใช่แล้ว! ยังดีที่เจียงอี้ไม่ถามต่อ ไม่งั้นคงต้องบอกว่าโจวจวินฉิงยังมีบ้านอีกหลายหลังอยู่ที่อื่นอีก ซึ่งยายเป็คนยกให้เขาเอง
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดจะเอาบ้านพวกนี้มาทำกำไร แต่คำปฏิเสธที่วนอยู่ในหัวกลับถูกกลืนลงคอไป สุดท้ายแล้วโจวจวินฉิงก็ได้ยินตัวเองพูดว่า "ตกลง"
"คุณตอบตกลงเหรอ!"
ไม่เปิดโอกาสให้โจวจวินฉิงได้เปลี่ยนใจ เจียงอี้พลันร้องเสียงหลงแล้ววิ่งวนรอบตัวเขาด้วยความดีใจ "เยี่ยมไปเลย! ว่าแต่ คุณอยากได้ค่าเช่าเดือนละเท่าไหร่คะ? พกกุญแจมาด้วยรึเปล่า หรือเราไปเซ็นสัญญากันในบ้านเลย?"
สิบนาทีต่อมา โจวจวินฉิงมองสัญญาในมือด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
สรุปคือ อุตส่าห์เสียเวลาตั้งนาน สุดท้ายเขาได้ค่าเช่าแค่เดือนละแปดหยวน เพื่อปล่อยบ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้ให้เจียงอี้เช่า แถมยังโดนหลอกให้รับค่าเช่าทีหลังอีก แล้วเขาจะหวังอะไรได้อีกเนี่ย?
ส่วนเจียงอี้นั่งยิ้มจนตาหยี โดยเฉพาะตอนเห็นว่าในครัวมีหม้อให้ด้วย ประหยัดไปได้ตั้งเยอะ คิดดูสิ หม้อเหล็กนี่แพงนะ! ต้องใช้คูปองแลกซื้อด้วย
"ขอบคุณพี่โจวมากเลยค่ะ วางใจได้เลย ฉันเจียงอี้ไม่ใช่คนชอบเอาเปรียบใครหรอก ถึงตอนนี้ฉันจะไม่มีเงิน แต่รออีกไม่เกินครึ่งเดือน ฉันจะเลี้ยงข้าวตอบแทนมื้อใหญ่เลย! คุณเลือกร้านได้ตามใจชอบและสั่งได้ทุกอย่างเลย!" เจียงอี้พูดอย่างองอาจ
"..." โจวจวินฉิงได้แต่ปฏิเสธอย่างจนใจ "ไม่ต้องหรอก ผม..."
"เอ่อ… ว่าแต่ตอนนี้กี่โมงแล้วคะ?" เจียงอี้เพิ่งนึกถึงครอบครัวตัวเองขึ้นมาได้จึงรีบถาม
เจียงอี้รีบกลับมาถึงบ้านก่อนเที่ยง บรรยากาศในบ้านกลับเงียบผิดปกติ ทั้งที่่เวลานี้ทุกบ้านต่างกำลังคึกคักกับการกินข้าวกลางวัน
พอเธอกวาดตามองไปรอบ ๆ ก็เห็นว่าทุกคนในบ้านรวมถึงเจียงหว่านเยว่ที่ออกไปข้างนอกตอนเช้านั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ที่โต๊ะอาหาร ซ้ำยังไม่มีใครทำอาหารกลางวันด้วย
แน่นอนว่าพ่อกับแม่ของเธอไม่มีท่าทีอะไร
เมื่อวานเจียงอี้ห้ามพ่อกับแม่ไม่ให้ไปเอาเื่เจียงหว่านเยว่ โดยบอกพวกเขาว่าอย่าเพิ่งทำให้เธอใกลัว เพราะยังไงซะ เจียงอี้ก็จะจัดการเธอเอง
เจียงอ้ายกั๋วกับหวังหยวนเซียงเป็คนซื่อสัตย์ แต่คนซื่อสัตย์ย่อมมีจุดที่แตะต้องไม่ได้ ลูก ๆ สำคัญกับพวกเขามากกว่าชีวิตของตัวเองเสียอีก แต่ถึงพวกเขาจะโกรธมาก แต่รู้ดีว่าลูกสาวคนนี้ฉลาดและมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่า จึงยอมหักห้ามใจตัวเองไว้
“อ้าว! ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าเลยเหรอคะ? เป็อะไรกันไปล่ะ? ทำไมหน้าตาถึงดูไม่ดีเลย” เจียงอี้มองเจียงหว่านเยว่อย่างสนุกสนาน “เล่าให้ฟังหน่อยสิ เผื่อฉันจะได้ยินดีไปกับพวกคุณด้วย”
“เจียงอี้ เธอจะพอใจก็ต่อเมื่อเห็นฉันตายไปต่อหน้าต่อตารึไง!” เจียงหว่านเยว่พูดทั้งน้ำตา
“ใช่! ไม่ใช่แค่พอใจนะ ฉันจะจุดประทัดฉลองให้ด้วย แบบนี้ถูกใจเธอรึเปล่า?” เจียงอี้มองใบหน้าที่บวมช้ำของอีกฝ่ายด้วยความรังเกียจ แค่เห็นก็แทบอาเจียนแล้ว!
เจียงอ้ายกั๋วกับหวังหยวนเซียงสบตากัน ก่อนจะดึงแขนลูกสาวแล้วกดเสียงต่ำพูดว่า “คือคู่หมั้นของเธอ...”
เจียงอี้ยกมือห้าม แล้วบอกให้ผู้เป็แม่เปลี่ยนคำเรียกเสียใหม่
"แม่คะ คนที่เรียกว่าคู่หมั้นต้องเป็คนที่ถูกสู่ขอแล้วสิคะ คนเขารู้กันทั้งนั้นว่าบ้านตระกูลโจวไม่เคยเห็นด้วยกับความสัมพันธ์ของทั้งสองคน พวกเขาเห็นเจียงหว่านเยว่เดินอยู่บนถนนใหญ่ยังทำเป็มองไม่เห็น แม้แต่จะก้าวขาเข้าไปในบ้านตระกูลโจวเธอยังทำไม่ได้เลย"
คำพูดเ่าั้เหมือนกับมีดกรีดลงบนาแในใจของเจียงหว่านเยว่ เธอโมโหมาก แต่ทำได้เพียงก้มหน้าลงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนโต๊ะ
หวังหยวนเซียงมองเจียงหว่านเยว่ด้วยสายตาเห็นใจ แต่พอคิดได้ว่าผู้หญิงคนนี้อาจทำเื่เลวร้ายจนทำลายอนาคตลูกสาวของเธอได้ ความเห็นใจทั้งหมดพลันมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกสมน้ำหน้าเพียงเท่านั้น
"ลูกชายตระกูลโจวนอนพักอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วยังมีอีตาผู้ชายที่แก้ผ้ากอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเขานั่นอีก แขนหักทั้งสองคนเลย คนตระกูลโจวไม่ยอมให้ใครเข้าเยี่ยม แล้วยังไล่หว่านเยว่ของพวกเรากลับมาด้วย"
"ข้างนอก... ข้างนอกลือกันให้แซ่ดว่าลูกชายตระกูลโจวน่ะชอบผู้ชาย หว่านเยว่ของพวกเราเป็แค่คู่บังหน้าที่แม้แต่ตระกูลโจวยังรังเกียจ"
"อ้อ" เจียงอี้ขานรับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
แต่ภายในใจกลับกำลังครุ่นคิด 'เจียงหว่านเยว่ช่างไร้ประโยชน์จริง ๆ แบบนี้จะให้เื่สนุกได้ยังไง? ดูเหมือนเธอต้องยื่นมือเข้าไปช่วยสักหน่อย เื่วุ่นวายมันจะเริ่มได้ต่อเมื่อผู้หญิงและผู้ชายเลว ๆ มาเจอกันสิ!'
เธอหันไปหาแม่เฒ่า "คุณย่าเตรียมเงินพร้อมหรือยังคะ?"
"เจียงอี้ แกยังมีความเป็คนหลงเหลืออยู่บ้างไหม? พี่สาวแกเจอเื่ร้ายขนาดนี้ แทนที่แกจะพูดปลอบใจสักคำ กลับคิดถึงแต่เื่เงินเนี่ยนะ!" แม่เฒ่าจ้องมองเจียงอี้ด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อ พร้อมกับะโออกมาด้วยความโกรธ
ยกเว้นพ่อแม่ของเจียงอี้ ทุกคนที่เหลือต่างมองเธอด้วยสายตาเกลียดชัง เพราะเื่นี้มันเกี่ยวข้องกับอนาคตของทุกคนในตระกูลเจียง
พอเจียงอี้ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะคะ? ไม่ว่าเธอจะแต่งเข้าตระกูลโจวได้ไหม ฉันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรสักหน่อย พวกคุณนั่นแหละที่ควรจะคืนเงินให้ครอบครัวฉัน..." เจียงอี้เหลือบมองนาฬิกา "นี่ก็เที่ยงแล้ว ฉันไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำกับพวกคุณหรอกนะคะ แต่ดูท่าทางแล้ว คงไม่คิดจะคืนเงินสินะ"
พูดจบ เธอจึงลุกขึ้นเดินตรงไปที่ประตู
พ่อเฒ่าและแม่เฒ่าต่างร้อนใจ รีบะโบอกเจียงอ้ายฉาย "เจียงอ้ายฉาย รีบไปห้ามเจียงอี้เร็ว!"
ความจริงแล้ว เจียงอ้ายฉายร้อนใจยิ่งกว่าใคร ใน่หัวเลี้ยวหัวต่อที่กำลังจะเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็หัวหน้า ถ้าเื่นี้รู้ไปถึงไหนต่อไหนแล้วทำให้เขาเสียโอกาสขึ้นมา เขาคงได้ถลกหนังครอบครัวของเจียงอี้แน่นอน...
[1] พบคนให้พูดภาษาคน พบผีให้พูดภาษาผี หมายความว่า หากพบคนประเภทใด ก็ให้ใช้วาจาประเภทนั้น