จารึกที่ 366 : คลี่คลายความนัยศิลาทมิฬ : นาวาฝ่ามรสุมทะเลดาวสิ้นสูญ
แสงสีเทาเงินยวงที่สาดส่องออกมาจากศิลาจารึกสีดำทมิฬ ค่อยๆ มอดดับลงประดุจเปลวเทียนที่ถูกสายลมพัดผ่าน ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมแท่นบูชาหยกขาวอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงเถ้าธุลีของผู้พิทักษ์เกราะทองคำที่ถูกเปลวเพลิงบรรพกาลแผดเผาจนไร้ร่องรอย
อาเจียยืนหลับตานิ่งอยู่เบื้องหน้าศิลาจารึก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านแผ่วเบา หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้า ข้อมูลมหาศาลที่ถูกถ่ายทอดเข้าสู่ห้วงวิญญาณนั้นมิใช่เพียงตัวอักษร ทว่ามันคือภาพความทรงจำของอารยธรรมที่ถูกบดขยี้ มันคือเสียงกรีดร้องของดวงดาวที่แตกสลาย และความลึกล้ำของวิถีแห่งการขีดเขียนสรรพสิ่ง ความรู้เหล่านี้หนักอึ้งประดุจขุนเขาหมื่นลูกที่กดทับลงบนทารกวิญญาณของเขา
หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป เพียงแค่รับรู้เศษเสี้ยวของเจตจำนงเหล่านี้ วิญญาณย่อมแหลกละเอียดกลายเป็นฝุ่นผง ทว่าอาเจียอาศัยความว่างเปล่าแห่งอักขระสูญตา (零) ในการเปิดพื้นที่ว่างภายในจิตใจ ปล่อยให้สายธารแห่งความรู้ไหลผ่านเข้ามาโดยไม่ฝืนตั้งป้อมต้านทาน
"อาเจีย..." ฉินมู่หลางเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว ยอดกระบี่หนุ่มกระชับด้ามกระบี่หยกเย็นในมือแน่น คอยระแวดระวังภัยรอบด้าน "เจ้าไหวหรือไม่? กลิ่นอายของเจ้าผันผวนรุนแรงนัก"
อาเจียค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาอันลึกล้ำของเขาบัดนี้เจือไปด้วยเส้นสายสีเทาที่หมุนวนอยู่ภายใน รอยยิ้มบางเบาที่แฝงด้วยความอ่อนล้าปรากฏบนใบหน้า ชายหนุ่มยกมือซ้ายขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก
"ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ย่อมเรียกร้องสิ่งแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ" อาเจียเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขากังวานและลุ่มลึกยิ่งกว่าเดิม "ข้าได้รับภาพจำลองของเส้นทางแล้ว... ทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้ง มิใช่สถานที่ที่สถิตอยู่บนผืนดิน ทว่ามันคือรอยรั่วของฟ้าดินที่เชื่อมต่อกับต้นกำเนิดแห่งหมื่นอักขระ สวรรค์ไม่อาจทำลายมันได้ จึงทำได้เพียงทำลายเส้นทางที่จะไปสู่มัน บัดนี้ เส้นทางที่ถูกลบเลือน ได้ปรากฏขึ้นในใจข้าแล้ว"
"ยอดเยี่ยม! เช่นนั้นเราก็รีบกลับไปที่เกาะลอยฟ้า แล้วมุ่งหน้าไปกันเถิด ข้าเกรงว่ากลิ่นอายการปะทะเมื่อครู่ จะดึงดูดตัวน่ารำคาญมาเพิ่ม" เฟิงอี้หรานกล่าวพลางสะบัดมือดับเปลวเพลิงที่ปลายนิ้ว
อาเจียพยักหน้า เขาสะบัดมือขวาที่เต็มไปด้วยน้ำหนักแห่งมวลธาตุ สลักอักขระ 'ทำลายล้าง' ลงบนแท่นบูชาหยกขาว รอยปริแตกขยายตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ศิลาจารึกและแท่นบูชาจะพังทลายลงมากลายเป็นกองหินธรรมดา เพื่อป้องกันมิให้วิหารเทพอนันตกาลตามรอยมาพบว่าพวกเขาได้ล่วงรู้ความลับใดไปบ้าง
ชายหนุ่มทั้งสามทะยานร่างกลับขึ้นสู่ความเวิ้งว้าง มุ่งหน้ากลับไปยังป้อมปราการหมื่นอักขระที่ซ่อนตัวอยู่หลังก้อนอุกกาบาตยักษ์
เมื่อเท้าแตะลงบนลานศิลาหน้าตำหนักประธาน เย่ปิงอวิ๋นและหลินชิงเสวี่ยที่คอยเฝ้าระวังอยู่ก็รีบรุดเข้ามาหา เฟิงหลิงเอ๋อร์กระโดดลงมาจากหอคัมภีร์ด้วยท่วงท่าแผ่วเบา ทว่าใบหน้าของดรุณีน้อยกลับเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
"พวกท่านกลับมาทันเวลาพอดี!" เฟิงหลิงเอ๋อร์เอ่ยอย่างร้อนรน ดวงตาสีฟ้าอมม่วงของนางฉายแววตื่นตระหนก "คลื่นความถี่ที่แผ่ออกมาจากศิลาทมิฬนั่น มันไปกระตุ้นสภาพแวดล้อมของ 'ทะเลดาวสิ้นสูญ' เข้าแล้ว! ข้ามองเห็นมวลอากาศธาตุในรัศมีพันลี้กำลังบีบตัวเข้าหากัน มันไม่ใช่แค่อสูรพายุตัวเดียว ทว่ามันคือมรสุมมิติที่กำลังก่อตัวเป็นกำแพงยักษ์โอบล้อมพวกเรา!"
คำกล่าวของนางทำให้ทุกคนหันไปมองความมืดมิดเบื้องนอกเกาะลอยฟ้า บัดนี้ ความว่างเปล่าที่เคยเงียบสงบ เริ่มปรากฏรอยร้าวสีแดงฉานประดุจสายฟ้าที่ฟาดฟันอย่างไร้ทิศทาง เสียงครีดคราดของการเสียดสีระหว่างชั้นมิติดังกึกก้องมาแต่ไกล มันคือความพิโรธของธรรมชาติในยุคโบราณที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
หลินชิงเสวี่ยขมวดคิ้วแน่น มือเรียวกำเข็มทิศมิติไว้แนบอก "ความหนาแน่นของมรสุมนี้รุนแรงเกินไป หากเราฝืนกางค่ายกลพิทักษ์ต้านทานตรงๆ รากฐานของเกาะลอยฟ้าจะทนแรงอัดไม่ไหวและแตกสลายในที่สุด"
อาเจียก้าวเดินไปยืนที่ริมขอบเกาะ อาภรณ์สีครามปลิวไสวตามแรงลมที่เริ่มกรรโชกแรง ชายหนุ่มทอดสายตามองความบ้าคลั่งของฟ้าดินเบื้องหน้า เขาไม่ได้ตีหน้าเศร้าหรือกล่าวโทษสวรรค์ ทว่าเขากำลังใช้สติปัญญาที่เพิ่งได้รับมาจากศิลาจารึก ในการวิเคราะห์โครงสร้างของมรสุมมิติ
"ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ย่อมดำเนินไปตามวัฏจักรของการเกิดและดับ" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงพลังจนกลบเสียงพายุ "มรสุมเหล่านี้เกิดจากการปะทะกันของความหนาแน่นที่แตกต่าง หากเราใช้ความแข็งกร้าวเข้าปะทะ ย่อมถูกความแข็งกร้าวบดขยี้ ทว่าหากเราลื่นไหลไปตามวัฏจักรของมัน... มรสุมที่หมายจะทำลายล้าง ก็จะกลายเป็นสายลมที่พัดพานาวาของพวกเราให้มุ่งไปข้างหน้า"
ชายหนุ่มหันกลับมามองสหายทั้งห้า ดวงตาของเขาฉายแววแห่งความไว้วางใจ "นี่คือการเดินทางของพวกเราทุกคน ข้ามิอาจต้านทานมรสุมนี้ได้เพียงลำพัง และข้าก็ไม่ปรารถนาให้พวกเจ้าเอาชีวิตมาเป็นโล่กำบังให้ข้า บัดนี้ พวกเจ้าล้วนมีอักขระพิทักษ์ที่ผสานกับวิถีเต๋าของตนเอง จงใช้มันเพื่อปกป้องพื้นที่ของตนเอง และส่งเสริมซึ่งกันและกัน!"
อาเจียชี้ปลายพู่กันนิรันดร์ไปที่เตาหลอมดาราบรรพกาลที่อยู่เบื้องล่าง "ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น พวกเจ้าสองคนคือรากฐานของเกาะ จงลงไปประจำที่แกนกลางของเตาหลอม! ชิงเสวี่ย ใช้เข็มทิศมิติและอักขระบนหน้าผากของเจ้า ควบคุมการยืดหดของพื้นที่รอบเกาะ ลดแรงเสียดทานของมวลธาตุ ปิงอวิ๋น ใช้เถาวัลย์พฤกษาศิลา ร้อยรัดฟันเฟืองและโครงสร้างของเกาะให้เป็นหนึ่งเดียว อย่าให้รอยต่อใดปริแตก!"
"รับคำสั่ง!" สองสตรีขานรับพร้อมกัน ก่อนจะทะยานร่างลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
"พี่มู่หลาง อี้หราน พวกท่านคือเขี้ยวเล็บ!" อาเจียหันมาหายอดกระบี่และดาวนำโชค "ท่านทั้งสองจงไปยืนที่หัวเรือของเกาะลอยฟ้า เมื่อเกาะปะทะเข้ากับแนวมรสุม จะมีเศษอุกกาบาตและรอยแยกมิติที่แหลมคมพุ่งเข้ามา พี่มู่หลาง จงใช้วิถีกระบี่ที่ผสานอักขระมิติ ตัดรอยแยกเหล่านั้นให้เบี่ยงเบนออกไป อี้หราน จงใช้เพลิงบรรพกาล หลอมละลายเศษอุกกาบาตให้กลายเป็นเถ้าธุลีก่อนที่มันจะพุ่งชนเกาะ!"
"เรื่องทำลายล้าง ปล่อยให้เป็นหน้าที่พวกข้าเอง!" เฟิงอี้หรานกำหมัด เปลวเพลิงสีแดงอมทองลุกโชนขึ้นรอบกาย พร้อมกับรังสีอำมหิตของฉินมู่หลางที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า บุรุษทั้งสองทะยานร่างไปประจำตำแหน่งหัวเกาะอย่างห้าวหาญ
"ส่วนเจ้า หลิงเอ๋อร์..." อาเจียหันมาสบตากับดรุณีน้อย "เจ้าคือหางเสือของพวกเรา เนตรดาราของเจ้าที่ได้รับการหนุนเสริมจากอักขระพิทักษ์ จะสามารถมองเห็น 'ช่องว่าง' ของการไหลเวียนในมรสุม จงยืนอยู่บนหอคัมภีร์ และถ่ายทอดทิศทางให้แก่ข้า"
"ข้าจะไม่ให้คลาดสายตาแม้แต่ชุ่นเดียว!" เฟิงหลิงเอ๋อร์พยักหน้าอย่างมุ่งมั่น ก่อนจะกระโดดขึ้นไปประจำการบนยอดหอคัมภีร์
เมื่อสหายทุกคนประจำตำแหน่ง อาเจียก็ก้าวเดินไปยืนที่ศูนย์กลางของลานหน้าตำหนักประธาน ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี แขนขวาที่ฝังด้วยมวลธาตุดั้งเดิมถูกยกขึ้นช้าๆ เส้นสายอักขระสีเทาเงินยวงที่ถักทออยู่บนผิวหนังเปล่งแสงสว่างจ้า อาเจียกระแทกฝ่ามือขวาลงบนพื้นศิลาของเกาะ!
*ครืนนนน!*
พลังงานมวลธาตุอันมหาศาลไหลทะลักจากแขนขวา ลงสู่รากฐานของป้อมปราการหมื่นอักขระ อาเจียมิได้กางม่านพลังเพื่อป้องกัน ทว่าเขากำลัง 'เปลี่ยนน้ำหนัก' ของเกาะลอยฟ้าทั้งเกาะ ให้สอดคล้องกับความหนาแน่นของมรสุมที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"บัญชาอักขระ: กลมกลืนมวลธาตุ นาวาล่องสูญตา!"
หุ่นศิลาทั้งร้อยตัวที่เคยทำหน้าที่พรางตา บัดนี้ถูกเรียกกลับมาเรียงแถวรอบๆ อาเจีย พวกมันถ่ายเทความทรงพลังทางกายภาพเข้าสู่ค่ายกลขับเคลื่อน ป้อมปราการหมื่นอักขระสั่นสะเทือน ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้า มุ่งตรงเข้าสู่กำแพงมรสุมมิติที่บ้าคลั่งอย่างไม่เกรงกลัว!
*ตู้มมมมม!*
ทันทีที่หัวเกาะปะทะเข้ากับขอบของมรสุม เสียงกึกก้องประดุจโลกหล้าแตกสลายก็ดังสนั่น กระแสลมที่ประกอบขึ้นจากรอยแยกร้อยพันเส้น พุ่งเข้าเฉือนทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ทว่าก่อนที่มันจะสัมผัสกับพื้นผิวของเกาะ...
"วิถีกระบี่หิมะสังหาร: แยกสวรรค์!"
ฉินมู่หลางแผดเสียงก้อง ยอดกระบี่หนุ่มตวัดกระบี่หยกเย็นออกไป รังสีอำมหิตสีขาวโพลนผสานกับความมืดมิดของอักขระมิติที่หลังมือ คลื่นกระบี่ไม่ได้เข้าปะทะตรงๆ ทว่ามัน 'ตัด' ผ่านรอยแยกรอยแล้วรอยเล่า บังคับให้กระแสพายุที่พุ่งตรงมา ต้องเบี่ยงเบนทิศทางออกไปด้านข้างประดุจสายน้ำที่แหวกออกเมื่อปะทะกับโขดหิน!
เศษอุกกาบาตขนาดเท่าบ้านหลายสิบก้อนที่ถูกพายุพัดพามา พุ่งทะลวงแนวกระบี่เข้ามาหมายจะบดขยี้เกาะลอยฟ้า
"อย่าหวังจะได้แตะต้องบ้านของพวกข้า! เพลิงบรรพกาล: วัฏจักรหลอมละลาย!"
เฟิงอี้หรานก้าวออกมารับช่วงต่อ แส้เพลิงของเขาสะบัดกวัดแกว่ง เปลวไฟสีแดงอมทองที่มีลวดลายอักขระสีดำแฝงอยู่ พุ่งเข้าห่อหุ้มเศษอุกกาบาตเหล่านั้น ความร้อนที่ผิดธรรมชาติไม่ได้เกิดจากการระเบิด ทว่ามันเผาผลาญความหนาแน่นของหินผาเหล่านั้นให้กลายเป็นของเหลวเดือดดาล ก่อนจะระเหยกลายเป็นไอในพริบตา!
ลึกลงไปใต้รากฐาน หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นกำลังทำงานอย่างหนักหน่วง มรสุมมิติพยายามจะบิดเบือนพื้นที่รอบๆ เกาะ ทำให้โครงสร้างหินและตำหนักเริ่มสั่นคลอน
"เถาวัลย์ศิลา: ตรึงฟ้าดิน!" เย่ปิงอวิ๋นกัดฟัน รีดเค้นปราณพฤกษา เถาวัลย์นับหมื่นเส้นแทงทะลุออกมารอบรากฐานของเกาะ ถักทอประสานกันเป็นร่างแหที่เหนียวแน่นดุจเส้นเอ็นมังกร ยึดเหนี่ยวทุกรอยต่อของสถาปัตยกรรมไว้ไม่ให้ปริแตก
"มิติพับซ้อน: คลายแรงกดดัน!" หลินชิงเสวี่ยใช้เข็มทิศมิติ บังคับให้พื้นที่อากาศธาตุรอบๆ เถาวัลย์เกิดการพับซ้อนและขยายตัวสลับกัน เพื่อซับแรงสั่นสะเทือนประดุจฟองน้ำขนาดยักษ์ ทำให้ความเสียหายที่ส่งมาถึงตัวเกาะถูกลดทอนลงไปจนแทบไม่เหลือ
การประสานงานของสหายทั้งสี่ดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขาไม่ได้พึ่งพาพลังของอาเจียในการเอาชีวิตรอด ทว่าพวกเขาใช้ความสามารถของตนเองปกป้องพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างสุดกำลัง
บนลานประธาน อาเจียหลับตาลง มือขวาที่ทาบอยู่บนพื้นศิลายังคงถ่ายเทน้ำหนักเพื่อรักษาสมดุลของเกาะ ชายหนุ่มรับฟังเสียงนำทางจากหอคัมภีร์ผ่านโครงข่ายเจตจำนง
"อาเจีย! เบื้องหน้าห้าร้อยจั้ง มีจุดศูนย์กลางของมรสุมที่กระแสลมสงบนิ่งที่สุด! เบี่ยงหัวเรือไปทางทิศประจิมสามองศา!" เฟิงหลิงเอ๋อร์รายงานอย่างแม่นยำ ดวงตาสีฟ้าอมม่วงของนางเปล่งประกายเจิดจ้า อักขระกลุ่มดาวรอบดวงตาช่วยซับความเจ็บปวดจากการมองทะลุความแปรปรวน
"รับทราบ..." อาเจียตอบกลับเสียงต่ำ ชายหนุ่มยกมือซ้ายขึ้น ตวัดพู่กันนิรันดร์วาดอักขระ 'ผกผันวิถี' บังคับให้มวลธาตุที่แขนขวาถ่ายเทน้ำหนักไปที่ซีกซ้ายของเกาะลอยฟ้า
ป้อมปราการหมื่นอักขระเอียงตัวเล็กน้อย ก่อนจะเบี่ยงทิศทางอย่างนุ่มนวล แหวกผ่านเกลียวคลื่นพายุที่บ้าคลั่ง มุ่งตรงเข้าสู่ 'ตาพายุ' ที่เฟิงหลิงเอ๋อร์ชี้เป้า
*วูบบบบบ!*
ทันทีที่เกาะลอยฟ้าทะลวงเข้าสู่ตาพายุ เสียงคำรามของมรสุมมิติก็ถูกตัดขาดไปอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศรอบด้านแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงบที่น่าขนลุก ทว่ามันมิใช่ความมืดมิดอันว่างเปล่า
เบื้องหน้าของพวกเขา คือห้วงพื้นที่ที่มีลักษณะคล้ายแอ่งน้ำขนาดยักษ์ที่ไร้ขอบเขต ทว่าสิ่งที่บรรจุอยู่ในแอ่งนั้น มิใช่วารีใสกระจ่าง และมิใช่ธารลาวาเดือดพล่าน ทว่ามันคือ 'ของเหลวสีดำสนิท' ที่ไหลเวียนอย่างเชื่องช้าและแผ่กลิ่นอายแห่งความรู้ที่เก่าแก่ที่สุดในจักรวาล
ของเหลวนั้นดูดซับแสงสว่างรอบด้านจนหมดสิ้น มันดำมืดจนไม่อาจมองเห็นก้นบึ้ง ทว่าบนผิวน้ำสีดำนั้น กลับมีระลอกคลื่นที่ก่อตัวเป็นรูปร่างของอักขระนับไม่ถ้วน ลอยขึ้นมาแล้วก็จางหายไป สลับกันไปมาประดุจลมหายใจของสิ่งมีชีวิต
"ทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้ง..." มู่เฉินที่ยืนอยู่ข้างอาเจียเบิกตากว้าง ร่างเนื้อของปรมาจารย์เฒ่าสั่นสะท้านด้วยความเลื่อมใส "ในที่สุด... ตำนานที่ถูกซุกซ่อน ก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเราแล้ว"
สหายทั้งห้าทะยานร่างกลับมารวมตัวกันที่ลานหน้าตำหนักประธาน ทุกคนต่างมีสภาพหอบเหนื่อย เหงื่อชุ่มอาภรณ์ ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับกว้างขวางและเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ พวกเขาฝ่าทะลวงอันตรายที่สวรรค์ยังหวาดหวั่นมาได้ด้วยสองมือของตนเอง
"พวกเราทำได้... ทะเลดาวสิ้นสูญก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าใดนักหรอก หากมีพวกข้าอยู่คอยถางทาง!" เฟิงอี้หรานหัวเราะร่า ยกมือขึ้นเช็ดเขม่าควันที่ใบหน้า
"อย่าเพิ่งฉลองเร็วไป อี้หราน" ฉินมู่หลางเตือนสติ ทว่าดวงตาของเขากลับทอประกายความยินดี "ทะเลน้ำหมึกนี้ ดูสงบเงียบเกินไป ข้าสัมผัสได้ถึงความหนาแน่นที่รุนแรงยิ่งกว่ามรสุมมิติเมื่อครู่เสียอีก"
อาเจียค่อยๆ ดึงมือขวาออกจากพื้นศิลา ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นตรง แขนขวาที่รับภาระหนักปวดร้าวอย่างรุนแรง ทว่าเขาข่มมันไว้ใต้ใบหน้าที่เยือกเย็น อาเจียทอดสายตามองผืนน้ำสีดำสนิทเบื้องหน้า ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดก่อตัวขึ้นในห้วงวิญญาณ หมึกปฐมกาลในกระดูกของเขาเต้นระริก ราวกับหยาดน้ำที่ได้กลับคืนสู่มหาสมุทร
"การมาถึงที่นี่ คือชัยชนะของพวกเราทุกคน..." อาเจียหันมาสบตากับสหายทั้งห้า น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคารพและผูกพัน "พวกเจ้าพิสูจน์แล้ว ว่ารากฐานของสำนักหมื่นอักขระ มิได้ขึ้นอยู่กับพู่กันของข้าเพียงด้ามเดียว ทว่ามันถูกค้ำยันด้วยความกล้าหาญและเจตจำนงของพวกเจ้า"
ชายหนุ่มหันกลับไปยังทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้ง ชูพู่กันนิรันดร์ขึ้นระดับสายตา
"ทว่า ทะเลแห่งนี้มิใช่จุดสิ้นสุดการเดินทาง แต่มันคือ 'สระชุบหมึก' ขนาดยักษ์ ที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของสามภพ... พวกเราจะดำดิ่งลงไป เพื่อดูดซับความรู้ที่แท้จริง และยกระดับขุมกำลังทั้งหมดของเรา ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์!"
ป้อมปราการหมื่นอักขระจอดนิ่งอยู่ริมฝั่งของทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้ง การเดินทางอันยาวนานได้พานาวาของเหล่าผู้ไร้นามมาบรรจบกับแหล่งกำเนิดแห่งมรรคาที่แท้จริง ความรู้และขุมพลังที่ถูกหล่อหลอมอยู่ในผืนน้ำสีดำแห่งนี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้อาเจียและสหาย สามารถก้าวขึ้นไปท้าทายวิหารเทพอนันตกาลได้อย่างสมน้ำสมเนื้อในอนาคตอันใกล้ การก้าวกระโดดครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น!