บทที่ 7 โชคร้าย
เจียงเซิงใช้กำลังวังชาทั้งหมด เดินทางเข้าป่าลึกถึงสามวัน นำเห็ดที่ตากแห้งแล้วไปขายถึงสามตะกร้า และใช้เวลาอีกสองวันกว่าจะขายหมด
รวมกับเงินจากการคัดลอกหนังสือของสวี่โม่ นางจึงมีเงินทั้งหมดแปดสิบเหวิน
นับรวมกับเงินก่อนหน้านี้ เงินทั้งหมดก็มีมากกว่าร้อยเหวินแล้ว
น้ำตาปลาบปลื้มของเจียงเซิงเอ่อคลอเบ้า แม้ว่าจะต้องดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอดมาตลอดเจ็ดปี แต่นางไม่คิดว่าวันหนึ่งจะสามารถหาเงินได้มากมายเช่นนี้
แม้ว่าพี่ชายทั้งสามจะมีส่วนช่วย แต่เจียงเซิงยังคิดเข้าข้างตนเองว่า การตัดสินใจของนางนั้นสำคัญที่สุด
“ต่อไปพวกท่านต้องติดตามข้า” นางตบอกตนเองอย่างโอ้อวด “ข้าจะให้พี่ชายทุกคนได้กินเนื้อ ให้พวกท่านเป็เศรษฐีใหญ่โต”
ใน่ชีวิตเจ็ดปีของเจียงเซิง คนที่นางเห็นว่ามีฐานะร่ำรวยที่สุดคือเศรษฐีหนิวจากฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน ดังนั้นนางจึงปณิธานว่า นางกับพี่ชายทุกคนจะต้องเป็เศรษฐี
ได้กินเนื้อเลิศรสทุกวัน!
กระทั่งจะขุดดินยังต้องใช้จอบทองคำ!
สวี่โม่หัวเราะ ลูบศีรษะน้อย ๆ ของนาง “ได้ ต่อไปเ้าคือเศรษฐีเจียง”
เขาชี้ฟางเหิง “เศรษฐีฟาง”
ชี้เจิ้งหรูเชียน “เศรษฐีเจิ้ง”
“ท่านกินข้าวหรือยังเ้าคะ เศรษฐีสวี่” เจียงเซิงเลียนแบบการทักทายของชาวบ้าน
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะจนน้ำตาเล็ด แม้แต่ฟางเหิงซึ่งไม่ค่อยพูดจายังยิ้มบาง
บรรยากาศครื้นเคร่งนี้ยังคงดำเนินไปจนถึงยามราตรี กระทั่งหลับนอนแล้ว เจียงเซิงยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้า
แต่เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน เจียงเซิงกลับไม่อาจยิ้มแย้มได้อีกแล้ว
นางถูกความหนาวเย็นปลุกให้ตื่น
สายลมลอดผ่านช่องว่างของประตูวัดร้าง นางเห็นว่าโลกภายนอกถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวพรางพราย
สิ่งนี้ไม่ใช่สีขาวสว่างจ้า แต่เป็สีขาวพร่ามัวคล้ายละอองน้ำค้างแข็ง
ในยามก่อน เจียงเซิงเกลียดชังฤดูหนาวเป็ที่สุด เพราะเมื่ออากาศหนาวเย็นก็จำเป็ต้องสวมใส่เสื้อผ้าหนา ๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น แต่นางไม่มีสิ่งนั้น รองเท้าหวายและเสื้อผ้าขาดวิ่นย่อมทำให้มือเท้าเย็นชืด การขโมยเศษอาหารยิ่งยากลำบาก นอกจากนี้ยังมีโอกาสถูกจับได้และถูกทุบตีจนตาย
แต่ตอนนี้สิ่งเ่าั้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เื่สำคัญคือเห็ดบนูเา
ในป่าลึกมีอากาศเย็นะเือยู่ ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไรก็ยิ่งหนาวเย็นขึ้นเท่านั้น
หลังจากน้ำค้างแข็งตกลงมา เห็ดบริเวณตีนเขายังสามารถรอดอยู่ได้ แต่เห็ดในป่าลึกจะถูกความหนาวเย็นแช่แข็งจนตาย
อีกทั้งพวกนางคงไม่มีสิทธิ์เก็บเห็ดบริเวณตีนเขาได้
เมื่อเป็เช่นนี้ แม้พวกนางจะเก็บออมสำเร็จจนมีหนึ่งก้อนเล็ก ๆ แต่ก็ไม่มีวิธีหาเลี้ยงชีพอีกต่อไป
เจียงเซิงนั่งลง รู้สึกหมดหนทางและสิ้นหวัง
“เจียงเซิง” ฟางเหิงเพิ่งกลับมาจากด้านนอก เขายังคงสวมเสื้อผ้าเนื้อบางเช่นเดิม “เ้าเป็อะไรไป หนาวหรือ”
เขากล่าวพลางทำท่าจะถอดเสื้อคลุมออก
เจียงเซิงรีบยื่นมือไปห้ามและส่ายหน้า “พี่สาม ท่านสวมเสื้อเนื้อบางกว่าข้าเสียอีก หากถอดออกคงไม่มีอะไรมาคลุมกายอีก”
นางคิดไม่ถึงว่าเพียงไม่กี่วันก่อนนางเอาแต่หมกมุ่นกับเื่อาหาร จนลืมเื่การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลไป
เจียงเซิงหันกลับมา ผ้าห่มผืนเดียวถูกมอบให้สวี่โม่ซึ่งกำลังาเ็ ส่วนเจิ้งหรูเชียนนอนบนเสื่อฟางตัวสั่นเทิ้มคุดคู้งอตัวราวเป็เม่น
“พี่รอง พี่รอง” นางวิ่งเข้าไปเขย่าปลุกเจิ้งหรูเชียน
ผู้ที่หลับอยู่มักรู้สึกหนาวเย็นมากกว่าปกติ และง่ายต่อการถูกความหนาวเย็นคร่าชีวิตไป
เจียงเซิงเคยเห็นเด็กขอทานเช่นนางนอนบนพื้นหิมะและไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย
โชคดีที่วันนี้มีเพียงลมหนาว เจิ้งหรูเชียนลืมตาตื่นร่างกายหยุดสั่นระริก แต่ริมฝีปากยังซีดเผือด
เจียงเซิงรีบต้มน้ำแกงและทำบะหมี่ส่งให้
หลังจากกินอาหารร้อน ๆ ร่างกายจึงรู้สึกอบอุ่นขึ้น
“วันนี้พวกเราต้องไปเปลี่ยนผ้าพันแผลให้พี่ใหญ่” เจียงเซิงหยิบเงินทั้งหมดจากใต้ฐานพระพุทธองค์ นางตัดสินใจทันที “นำเงินนี้จ่ายค่ารักษา ส่วนเงินเหลือจะซื้อผ้าห่มเพิ่มอีก”
แต่ก่อนหน้านั้น ยังต้องเช่ารถเข็นก่อน
เจียงเซิงวิ่งลัดเลาะไปที่หมู่บ้าน เช่ารถเข็นกลับมา ฟางเหิงกับเจิ้งหรูเชียนช่วยกันอุ้มสวี่โม่ขึ้นรถเข็นด้วยความระมัดระวัง
มีพี่ชายสองคนที่แข็งแรงย่อมช่วยได้มาก ฟางเหิงรับหน้าที่ลากรถเข็น เจิ้งหรูเชียนดันผลักจากด้านหลัง พวกเขาสลับหน้าที่กันไปมา แม้จะเหนื่อยหอบแต่ก็ยังทนได้
เจียงเซิงวิ่งตามมา เมื่อใกล้ถึงสำนักแพทย์ นางกลับเห็นกลุ่มคนเดินออกมาจากที่นั่น
กลุ่มคนเ่าั้สวมชุดเกราะ ในมือถือดาบ สีหน้าดุดันเ็า
รั้งท้ายกลุ่มของพวกเขา มีหมอชาวบ้านกับภรรยาถูกล่ามโซ่
ทั้งสองคนเหมือนจะถูกทรมานมานานแล้ว เสื้อผ้าล้วนยับเยิน หน้าตาซูบผอม มุมปากมีรอยเื
ฟางเหิงที่กำลังลากรถเข็นชะงักไปชั่วขณะ ความเร็วจึงลดลง
เจิ้งหรูเชียนยั้งตัวไม่ทัน จนเกือบจะล้มถลา
“เหตุใดเ้าถึงหยุดกะทันหัน...” เขาบ่นพึมพำ แต่พูดได้เพียงประโยคเดียวก็ถูกสวี่โม่ตะคอก
“ก้มหน้าลง อย่ามองคนพวกนั้น”
ฟางเหิงรีบก้มหน้าตามคำพูดอีกฝ่าย
เจิ้งหรูเชียนกลับช้าไป เขาสบตากับมือปราบคนหนึ่ง โชคดีที่สายตาของเขาเหม่อลอยคล้ายเด็กชายผู้โง่เขลา คนผู้นั้นจึงเพียงแค่มองผ่านก่อนหันหน้าไป
“ปิดปากแน่นเช่นนี้ เ้าเมืองสวี่ให้ผลประโยชน์อะไรแก่เ้ากันแน่!” หัวหน้ากองปราบะโใส่ “ส่งตัวไปที่คุกที่ว่าการอำเภอ ข้าอยากจะดูนักว่าปากของพวกเ้าจะแข็งกว่าเครื่องทรมานของที่ว่าการหรือไม่”
เขาเตะหมอชาวบ้านอีกครั้ง
“นายท่าน” ภรรยาของหมอชาวบ้านร้องไห้โฮ ก่อนจะถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้
“ร้องไห้อีกสิ ข้าจะได้ขายเ้าให้หอนางโลม!”
ภายใต้การก้าวเดินของฟางเหิง พวกเขาติดตามไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งระยะทางทิ้งห่าง รอยเท้าของกลุ่มคนถือดาบหายไป จึงกล้าหยุดอยู่หน้าสำนักแพทย์
เจียงเซิงน้ำตาคลอ ไม่เข้าใจว่าหมอชาวบ้านทำผิดอะไรจึงต้องถูกปฏิบัติเช่นนั้น
สวี่โม่กัดฟันแน่น ไม่เอ่ยอะไร
ฟางเหิงสีหน้าและแววตาเ็าประหนึ่งน้ำค้างแข็ง
ส่วนเจิ้งหรูเชียนมองซ้ายแลขวา ลูบท้ายทอยกล่าวเสียงเบาว่า “แล้วจะทำอย่างไรกับขาของพี่ใหญ่เล่า”
ใช่แล้ว เมื่อพวกเขาไม่อยู่แล้ว ใครจะมารักษาพี่ใหญ่อีก
เจียงเซิงทนไม่ไหว ร้องไห้น้ำตาริน
“ไปที่อำเภอเถอะ” ฟางเหิงขมวดคิ้ว
แต่ด้วยความเร็วในการลากรถของพวกเขา จากวัดร้างไปยังเมืองคงต้องใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยาม และจากเมืองไปที่อำเภออีกสี่ชั่วยาม
เส้นทางไปกลับแปดชั่วยามนี้ แค่ลากรถเข็นเปล่า ๆ ก็แทบทนไม่ไหวแล้ว ยิ่งมีคนอยู่บนรถด้วยยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เจียงเซิงกัดฟัน “พวกเราคอยอยู่ที่นี่ก่อนเถอะ รอดูว่าท่านหมอจะกลับมาหรือไม่”
เมื่อไม่มีใครคัดค้าน นางจึงเปิดประตูสำนักแพทย์ พาสวี่โม่นอนบนเตียงตรวจรักษา รอคอยอย่างสงบ
อย่างไรก็ตาม ผ่านไปครึ่งวันแล้วก็ยังไม่มีผู้ใดมา
เจียงเซิงรู้สึกหิวจนทนไม่ไหว จึงพาฟางเหิงออกไปซื้อซาลาเปามาสี่ชิ้น
หลังกลับมายังสำนักแพทย์ ทุกคนรับซาลาเปาคนละชิ้น ความอุ่นร้อนหอมกรุ่น เพียงกินสองสามคำก็รู้สึกมีความสุขแล้ว
เจียงเซิงกำลังเคี้ยวซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อย เสียงแผ่นไม้ซึ่งถูกกดทับพลันดังขึ้น
ทันใดนั้น แผ่นไม้ใต้เตียงของสวี่โม่ก็ถูกยกขึ้น เผยให้เห็น่แคบเล็กและดวงตาสีดำขลับคู่หนึ่ง
เจียงเซิงใจนซาลาเปาแทบหล่นพื้น
นางรีบฉวยรับไว้ด้วยท่าทางตื่นตระหนก ตบอกตนเองแรง ๆ ให้หายใจสะดวก ก่อนถามอย่างหวาดกลัวว่า “ใครกัน”
คนผู้นั้นไม่ได้กล่าวคำใด เพียงจ้องมองซาลาเปาของนางด้วยสายตาปรารถนา
เขาคงต้องหิวอยู่แน่
เจียงเซิงไม่กล่าวสิ่งใด คุกเข่าลงข้างเตียง กัดซาลาเปาคำใหญ่
กลิ่นหอมของเนื้อกับต้นหอมลอยคลุ้ง ผู้ที่อยู่ใต้เตียงอดทนอยู่นาน ก่อนปิดช่องแคบนั้นเสียเอง
เขาทำเป็ไม่เห็นไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
เจียงเซิงจึงพูดไม่ออก เก็บซาลาเปาไว้อกเสื้อ กระชากเปิดแผ่นไม้นั้นออก
ภาพที่ปรากฏคือเด็กชายผอมบาง ขดตัวอยู่มุมของช่องไม้แคบ