รถม้าสีดำสนิทจอดรออยู่หน้าประตูจวนแม่ทัพทหารองครักษ์ในชุดเกราะทมิฬยืนเรียงรายสองข้างทางด้วยท่าทางสงบนิ่งราวกับรูปสลักหินไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมาแต่บรรยากาศโดยรอบกลับหนักอึ้งไปด้วยอำนาจและความกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
เยว่ซินถูกนำตัวออกมาจากเรือนพักท้ายสวนในสภาพที่อ่อนแรงเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็เพียงชุดผ้าฝ้ายสีขาวเนื้อบางเบาไม่ได้มีความอบอุ่นเพียงพอที่จะต้านทานลมเย็นยามเช้าได้ ร่างกายของนางยังคงบอบช้ำจากพิษไข้แต่สายตาของนางกลับว่างเปล่าและไร้ความรู้สึกใดๆราวกับิญญาได้หลุดลอยออกจากร่างไปแล้ว
ท่านแม่ทัพสวี่คุนและฮูหยินยืนรอส่งนางอยู่ที่หน้าประตูใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนและหวาดระแวงพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับนางโดยตรง ราวกับนางเป็สิ่งของนำพามาซึ่งลางร้าย
องครักษ์ผู้เดิมที่มาแจ้งคำสั่งขององค์ชายเป็ผู้เข้ามาดูแลการขึ้นรถม้าของเยว่ซินเขาไม่ได้แสดงความสุภาพหรือความเอื้อเฟื้อใดๆเพียงแค่จับแขนของนางอย่างแรงและพยุงนางขึ้นไปนั่งในรถม้าอย่างรวดเร็วราวกับกำลังขนย้ายสิ่งของไร้ค่าชิ้นหนึ่ง
ภายในรถม้ามืดสนิทและเงียบเชียบมีเพียงกลิ่นหอมเย็นของไม้จันทน์จางๆ ที่อบอวลอยู่ เยว่ซินนั่งตัวตรงไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างนางรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมมันคือการก้าวเข้าสู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ที่ซึ่งอันตรายอาจซ่อนอยู่ในทุกซอกทุกมุม
รถม้าเคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวลทิ้งจวนแม่ทัพที่เคยเป็ทั้งบ้านและนรกของนางไว้เื้ั เยว่ซินหลับตาลงปล่อยให้น้ำตาที่เหือดแห้งไปนานแล้วไหลรินลงมาอาบแก้มอย่างเงียบเชียบนางไม่ได้เสียใจ นางไม่ได้โกรธแค้น นางเพียงแค่รู้สึกเหนื่อยล้า.....เหนื่อยล้ากับทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่อยากจะรับรู้อะไรอีกต่อไป
การเดินทางใช้เวลาไม่นานนักรถม้าก็หยุดลงอีกครั้งคราวนี้ััได้ถึงความยิ่งใหญ่และโอ่อ่าของจวนแห่งนี้ นางถูกนำตัวลงจากรถม้าและพาเข้าไปภายในตำหนักที่กว้างใหญ่ตระการตาพื้นหินอ่อนขัดเงาวาววับ เสาไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงและเครื่องเรือนราคาแพงที่ประดับประดาอยู่ทุกหนทุกแห่งบ่งบอกถึงฐานะอันสูงศักดิ์ของเ้าของสถานที่
นางถูกพาไปยังเรือนเล็กๆที่อยู่ค่อนข้างห่างจากตัวตำหนักหลัก แม้จะเป็เพียงเรือนเล็กแต่ก็ยังคงความงามสง่าและสะดวกสบายกว่าห้องเก็บฟืนหรือเรือนพักท้ายสวนที่นางเคยอยู่มาหลายเท่านักภายในห้องมีเตียงขนาดใหญ่คลุมด้วยม่านไหมเนื้อดีโต๊ะเครื่องแป้งพร้อมกระจกเงาทองเหลือง และตู้เสื้อผ้าไม้หอมที่มีเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมพับเก็บไว้อย่างเรียบร้อย
นางถูกทิ้งไว้ในห้องนั้นตามลำพังไม่มีใครเข้ามาอธิบายสิ่งใด ไม่มีใครบอกว่านางควรทำตัวอย่างไรต่อไปนางเพียงแค่นั่งอยู่บนขอบเตียงอย่างเคว้งคว้างมองสำรวจห้องที่สวยงามแต่เย็นเยียบราวกับสุสาน
ไม่นานนักประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้งคราวนี้เป็นางกำนัลสองคนในชุดสีเขียวอ่อนที่เดินเข้ามาพวกนางก้มหน้าให้เยว่ซินเล็กน้อยแต่ไม่ได้แสดงความเคารพอย่างแท้จริง
"บ่าวมีหน้าที่ดูแลคุณหนูตามพระบัญชา"นางกำนัลคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ"เชิญคุณหนูตามบ่าวไปชำระร่างกายและเปลี่ยนอาภรณ์เพคะ"
คำว่า "คุณหนู"ที่ออกมาจากปากนางกำนัลนั้นฟังดูเยาะเย้ยและแฝงไว้ด้วยความดูถูก พวกนางรู้ดีว่าสถานะที่แท้จริงของเยว่ซินคืออะไร
เยว่ซินลุกขึ้นเดินตามนางกำนัลไปยังห้องด้านในที่นั่นมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำอุ่นผสมดอกไม้หอมนางถูกสั่งให้ถอดเสื้อผ้าออกและลงไปแช่ในอ่างนางกำนัลทั้งสองช่วยกันทำความสะอาดร่างกายของนางอย่างขอไปทีราวกับกำลังล้างสิ่งสกปรกชิ้นหนึ่ง
ขณะที่อยู่ในอ่างเยว่ซินเหลือบมองเงาสะท้อนของตัวเองในผิวน้ำร่างกายของนางผ่ายผอมจนเห็นกระดูก ผิวซีดเซียว และมีร่องรอยฟกช้ำจางๆที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ดวงตาของนางไร้ประกายแห่งความสดใส ดูเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง
หลังจากอาบน้ำเสร็จนางถูกนำไปแต่งตัวด้วยชุดผ้าไหมเนื้อดีสีอ่อนโยนแต่เนื้อผ้าที่ลื่นและเบาก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่นใจแก่นางเลยแม้แต่น้อยนางถูกหวีผมและประดับด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย
เมื่อมองตัวเองในกระจกทองเหลืองเป็ครั้งแรกเยว่ซินแทบไม่รู้จักเด็กสาวที่อยู่ในนั้นใบหน้าที่เคยซูบซีดบัดนี้ดูสดใสขึ้นเล็กน้อยผมที่เคยยุ่งเหยิงถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อยแต่ดวงตาคู่เรียวนั้นยังคงเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและความเศร้าหมอง
"คุณหนูต้องรออยู่ที่นี่ก่อนเพคะองค์ชายอาจจะมีพระบัญชาให้เข้าพบเมื่อใดก็ได้"นางกำนัลกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องไปอีกครั้งพร้อมกับปิดประตูลงอย่างเบามือ
เยว่ซินยืนอยู่กลางห้องมองสำรวจทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว นางไม่เข้าใจว่าองค์ชายเฟิงเจวี๋ย้าอะไรจากนางการช่วยชีวิตนางไว้ในคืนนั้น การมอบเสื้อคลุมให้และการนำนางมายังตำหนักแห่งนี้มันมีความหมายอย่างไร?
นางเป็เพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานอำนาจของเขาหรือ? หรือเขาเพียงแค่้า"ของเล่น" ชิ้นใหม่เพื่อคลายความเบื่อหน่าย?
ความไม่แน่นอนและความหวาดระแวงกัดกินจิตใจของนางอย่างช้าๆที่นี่สวยงามแต่เย็นเยียบและอันตรายกว่าจวนแม่ทัพหลายเท่านางรู้สึกเหมือนเป็นกน้อยที่ถูกจับขังไว้ในกรงทองแม้จะมีอาหารและน้ำอย่างบริบูรณ์แต่ก็ไร้อิสระและต้องรอคอยชะตากรรมที่ไม่อาจคาดเดา
เสียงปริศนาที่ดังขึ้นจากนอกประตูเยว่ซินสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากนอกประตูนางรีบเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้าอย่างลวกๆ หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดระแวงเสียงนั้นนุ่มนวลและอ่อนโยนก็จริง แต่นางเรียนรู้จากประสบการณ์แล้วว่าสิ่งที่งดงามมักซ่อนเร้นอันตรายไว้เสมอ
"ทะ....ท่านคือผู้ใดหรือเ้าคะ?"นางถามกลับไป เสียงของนางสั่นเทาจนน่าสมเพช
ประตูเปิดออกอย่างช้าๆและเงียบเชียบ ไม่ได้ถูกกระแทกเข้ามาอย่างที่นางคุ้นเคยร่างของสตรีผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้องและวินาทีแรกที่เยว่ซินเห็นสตรีผู้นั้นนางก็แทบจะลืมหายใจสตรีผู้นั้นงดงามอย่างยิ่งแต่งดงามคนละแบบกับสวี่ลี่จูโดยสิ้นเชิงหากสวี่ลี่จูคือดอกโบตั๋นที่งามสะพรั่งอย่างหยิ่งผยองสตรีตรงหน้าก็คือกล้วยไม้ในสายหมอกที่งามสง่าอย่างอ่อนโยน ใบหน้าของนางเรียวรูปไข่ดวงตากลมโตฉายแววเมตตาปรานี ริมฝีปากแย้มยิ้มอยู่ตลอดเวลาราวกับจะปลอบประโลมทุกสรรพสิ่งนางสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อนที่เรียบง่ายแต่ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีที่สุดท่วงท่าการเดินสง่างามนุ่มนวล
"ข้าชื่อหลันเฟย"สตรีผู้นั้นกล่าวแนะนำตัวเองด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น"เป็ผู้ดูแลเรือนรับรองในเขตนี้ ข้าเห็นว่าเ้าเพิ่งจะมาถึงคงจะยังสับสนและหวาดกลัวอยู่ไม่น้อยข้าจึงถือวิสาสะแวะเข้ามาเยี่ยมเยียน หวังว่าคงจะไม่เป็การรบกวนนะ" ทุกถ้อยคำของนางราวกับน้ำทิพย์ชโลมใจเยว่ซินที่เคยเผชิญแต่ความเกลียดชังและคำพูดหยาบคายมาตลอดชีวิต ถึงกับทำอะไรไม่ถูกนางไม่เคยได้รับความอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน
"มะ...ไม่รบกวนเลยเ้าค่ะ" นางตอบเสียงตะกุกตะกัก
หลันเฟยหัวเราะเบาๆเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ เยว่ซินบนขอบเตียงอย่างไม่ถือตัว
"ไม่ต้องกลัวข้าหรอก"นางกล่าวพร้อมกับยื่นถาดขนมเปี๊ยะดอกเหมยชิ้นเล็กๆ ที่ถือติดมือมาให้
"ข้ารู้ดีว่าการต้องจากบ้านมาอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยมันเป็อย่างไรยิ่งที่นี่คือตำหนักอ๋องพยัคฆ์ทมิฬด้วยแล้ว คงจะน่ากลัวเป็ร้อยเท่า"
เยว่ซินรับขนมมาถือไว้ในมือแต่ก็ไม่กล้ากิน นางทำได้เพียงก้มหน้านิ่ง
"ท่านอ๋องน่ะ..."หลันเฟยเริ่มกล่าวขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
"แม้ภายนอกจะดูน่ากลัวและเ็าแต่แท้จริงแล้วพระองค์ทรงมีพระทัยดีนะ การที่พระองค์ทรงมีเมตตาช่วยเหลือเ้าออกมาจากจวนแม่ทัพที่โหดร้ายนั่นก็เป็เครื่องพิสูจน์ได้เป็อย่างดี"
คำพูดนั้นทำให้หัวใจที่ด้านชาของเยว่ซินพลันสั่นไหวการกระทำของเขาในคืนนั้นคือความเมตตาจริงๆ หรือ? ประกายความหวังเล็กๆที่นางพยายามดับมันทิ้งไปตลอดทาง ค่อยๆ ส่องสว่างขึ้นมาในใจอีกครั้ง
"แต่..."หลันเฟยถอนหายใจเบาๆ ใบหน้าฉายแววกังวล
"เ้าต้องเข้าใจนะเยว่ซินการที่องค์ชายทรงแสดงความโปรดปรานเ้าอย่างออกนอกหน้าเช่นนี้มันทำให้เ้ากลายเป็เป้าสายตาของคนทั้งตำหนักมีคนมากมายที่กำลังอิจฉาริษยาเ้าอยู่"
เยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองหลันเฟยอย่างไม่เข้าใจ
"โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..."หลันเฟยขยับเข้ามาใกล้ กระซิบเสียงเบาราวกับเป็ความลับสุดยอด
"พระคู่หมั้นขององค์ชายท่านหญิงแห่งตระกูลเสนาบดีนางเป็สตรีที่งดงาม แต่ก็ขี้หึงและอำมหิตอย่างยิ่งหากนางทราบเื่ที่องค์ชายทรงรับเ้าเข้ามาไว้ในตำหนัก ข้าเกรงว่าชีวิตของเ้าจะตกอยู่ในอันตรายที่น่ากลัวกว่าตอนอยู่ที่จวนแม่ทัพเสียอีก"
หัวใจของเยว่ซินที่เพิ่งจะพองฟูขึ้นเมื่อครู่พลันแฟบลงและเย็นเฉียบไปในทันทีพระคู่หมั้น? แน่นอนบุรุษผู้สูงศักดิ์เช่นองค์ชายเฟิงเจวี๋ยย่อมต้องมีคู่หมายที่เหมาะสมกันอยู่แล้วนางมันโง่เขลาเองที่เผลอคิดฝันไปชั่วครู่
"แล้ว.....แล้วข้าควรจะทำอย่างไรดีเ้าคะ?"เยว่ซินถามเสียงสั่นเครือ ความหวาดกลัวระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมถาโถมเข้าใส่จนนางแทบจะทรงตัวไม่อยู่
หลันเฟยจับมือนางไว้เบาๆแววตาของนางเต็มไปด้วยความเห็นใจ
"อย่ากลัวไปเลย"นางปลอบ "ข้าอยู่ที่นี่มานาน พอจะมีเส้นสายและรู้วิธีเอาตัวรอดอยู่บ้างหากเ้าเชื่อใจข้าและทำตามที่ข้าแนะนำ ข้าสัญญาว่าจะช่วยให้เ้าอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัย"
สำหรับเยว่ซินที่กำลังจมอยู่ในความสิ้นหวังคำพูดของหลันเฟยไม่ต่างอะไรกับฟางเส้นสุดท้าย นางพยักหน้ารับอย่างรวดเร็วน้ำตาไหลออกมาด้วยความซาบซึ้ง
"ข้า......ข้าเชื่อท่านเ้าค่ะ!ได้โปรดชี้แนะข้าด้วย ข้าจะทำทุกอย่างที่ท่านบอก!"
รอยยิ้มของหลันเฟยดูอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิมแต่หากสังเกตให้ดีที่มุมปากของนางนั้นมีประกายแห่งความพึงพอใจที่เย็นเยียบวาบขึ้นมาเพียงชั่วพริบตาเดียว
"ดีมากเด็กดี" นางลูบผมนางเบาๆ
"อย่างแรกเลยที่เ้าต้องจำให้ขึ้นใจองค์ชายเฟิงเจวี๋ยทรงรังเกียจคนที่อ่อนแอและขี้ขลาดที่สุดพระองค์ไม่ชอบเห็นน้ำตาหรือได้ยินเสียงร้องไห้ฟูมฟาย"
"..."
"นับจากนี้เป็ต้นไป"หลันเฟยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเยว่ซิน
"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเ้าจะถูกใครกลั่นแกล้งจะเ็ปหรือมีความสุขเพียงใดก็ตาม เ้าต้องเก็บซ่อนความรู้สึกทั้งหมดไว้ให้ลึกที่สุดห้ามแสดงมันออกมาให้ใครเห็นโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าองค์ชายเ้าต้องทำตัวให้สงบนิ่งและว่างเปล่าเข้าไว้นั่นคือวิธีเดียวที่จะทำให้พระองค์ไม่รู้สึกรำคาญและเบื่อหน่ายเ้า เ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่?"
เยว่ซินผู้ไม่เคยรู้จักเล่ห์เหลี่ยมใดๆในโลก พยักหน้ารับอย่างแข็งขันนางเชื่ออย่างสุดใจว่านี่คือคำแนะนำที่เกิดจากความปรารถนาดีคือหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของนางในสถานที่แห่งนี้ นางหารู้ไม่เลยว่านางเพิ่งจะตอบรับคำเชื้อเชิญจากปีศาจและก้าวเท้าเข้าสู่กับดักแรกที่ถูกวางไว้อย่างแเีที่สุดในนรกขุมใหม่แห่งนี้แล้ว
ในที่สุดนางก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียง มือกอดตัวเองไว้แน่นพยายามซ่อนความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจ นางไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็อย่างไรหรือจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้างสิ่งเดียวที่นางรู้คือชีวิตที่สงบสุขได้จบสิ้นลงแล้วและการเดินทางในขุมนรกแห่งใหม่นี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
หลายวันต่อมา...
เยว่ซินปฏิบัติตามคำแนะนำของหลันเฟยอย่างเคร่งครัดราวกับเป็คัมภีร์ช่วยชีวิตทุกเช้านางจะตื่นขึ้นมาฝึกฝนการทำใบหน้าให้เรียบเฉยไร้ความรู้สึกหน้ากระจกทองเหลืองนางกินอาหารอย่างเงียบเชียบพูดคุยกับสาวใช้คนอื่นด้วยน้ำเสียงราบเรียบเท่าที่จำเป็และที่สำคัญที่สุดนางไม่เคยปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาอีกเลยแม้แต่หยดเดียว
นางกลายเป็ตุ๊กตาไม้ที่งดงามแต่ว่างเปล่าซึ่งในสายตาของหลันเฟยที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนนี่คือพัฒนาการที่ดีแต่ในสายตาของนางกำนัลคนอื่นๆ เยว่ซินคือตัวประหลาดที่น่าขนลุกพวกนางเริ่มซุบซิบนินทากันว่าเด็กสาวคนใหม่ที่องค์ชายทรงรับมานั้นอาจจะเสียสติไปแล้วจากความทุกข์ทรมานในอดีต
เย็นวันหนึ่งขณะที่เยว่ซินกำลังจะเข้านอน ประตูก็ถูกเปิดออกโดยไม่คาดฝัน ครั้งนี้ไม่ใช่หลันเฟยแต่เป็ทหารองครักษ์ในชุดเกราะพยัคฆ์ทมิฬคนหนึ่งที่ยืนนิ่งเป็เงาอยู่ตรงนั้น
"องค์ชายมีรับสั่งให้เ้าไปพบที่ศาลากลางน้ำ"น้ำเสียงของเขาห้วนสั้นและไร้อารมณ์ ก่อนจะหมุนตัวเดินนำไปโดยไม่รอคำตอบ
หัวใจของเยว่ซินกระหน่ำรัวอยู่ในอกราวกับจะหลุดออกมานี่คือการพบหน้าครั้งแรกกับเขานับั้แ่คืนนั้น นางสูดหายใจเข้าลึกๆกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อเพื่อระงับความสั่นเทาห้ามแสดงความอ่อนแอ ห้ามร้องไห้ต้องสงบนิ่งและว่างเปล่า นางท่องจำคำของหลันเฟยไว้ในใจก่อนจะก้าวเดินตามเงาของทหารองครักษ์ไปในความมืด
ศาลากลางน้ำตั้งอยู่กลางสระบัวขนาดใหญ่ที่เงียบสงบแสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำนิ่งใสราวกับแผ่นกระจกช่างเป็ทิวทัศน์ที่งดงามราวกับภาพฝันแต่กลับทำให้เยว่ซินรู้สึกหนาวเหน็บและโดดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิม
นางเห็นเขายืนอยู่ที่นั่นตามลำพังอ๋องเฟิงเจวี๋ยยืนหันหลังให้นาง ทอดสายตามองเงาจันทร์บนผิวน้ำเขามิได้สวมชุดเกราะหรืออาภรณ์หรูหราแต่เป็เพียงชุดนอนผ้าไหมสีนิลที่พลิ้วไหวตามสายลมยามค่ำคืนทำให้เขาดูไม่เหมือนเทพาที่น่าเกรงขาม แต่ดูคล้ายบัณฑิตหนุ่มผู้เปลี่ยวเหงามากกว่า
เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของนางและหันกลับมาดวงตาสีนิลที่ลุ่มลึกคู่นั้นจับจ้องมาที่นางโดยตรงแรงกดดันอันมหาศาลทำให้นางแทบจะหยุดหายใจ
"ร่างกายเ้าดีขึ้นแล้วหรือยัง?"
คำถามแรกของเขาเรียบง่ายและตรงไปตรงมาแต่มันกลับทำให้เยว่ซินใเขากำลังถามไถ่ทุกข์สุขของนางนี่เป็ครั้งแรกที่มีคนถามนางเช่นนี้ด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
หัวใจของนางร่ำร้องอยากจะตอบกลับไปตามความรู้สึกจริงอยากจะบอกว่านางยังคงเ็ปและหวาดกลัวเพียงใดแต่นางทำไม่ได้!คำเตือนของหลันเฟยดังขึ้นมาอีกครั้ง
เยว่ซินบังคับตัวเองให้ย่อกายลงทำความเคารพอย่างนอบน้อมที่สุดตามที่เคยเห็นบ่าวไพร่คนอื่นทำพลางบังคับใบหน้าให้เรียบเฉยที่สุด
"ทูลท่านอ๋องร่างกายของบ่าวหายดีเป็ปกติแล้วเพคะขอบพระทัยในความเมตตาของพระองค์" น้ำเสียงของนางราบเรียบราวกับกำลังท่องบทกวีที่ไร้จิติญญา
แววตาของเฟิงเจวี๋ยที่ดูคล้ายจะอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อครู่พลันกลับไปเ็าดังเดิมเขายืนนิ่งสังเกตการณ์นางอย่างเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งเขาจำได้ดีถึงประกายไฟแห่งความดื้อรั้นในดวงตาของนางในคืนนั้นประกายไฟที่ทำให้เขาสนใจหากแต่เด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขายามนี้กลับดูเหมือนตุ๊กตาไขลานนางงดงามแต่ไร้ชีวิตชีวา
เขาลองเอ่ยกับนางอีกครั้ง"ที่จวนแม่ทัพพวกเขากระทำต่อเ้าเช่นนั้นเสมอหรือ?" เขาเปิดโอกาสให้นางได้ระบายความทุกข์ได้แสดงความเปราะบางได้สร้างความความสัมพันธ์
นี่คือโอกาสทองที่เยว่ซินไม่รู้ตัว!หัวใจของนางบีบรัดอย่างรุนแรงความทรงจำอันเลวร้ายพรั่งพรูขึ้นมาจนแทบจะทะลักออกมาเป็น้ำตา นางอยากจะกรีดร้องอยากจะบอกเล่าความเจ็บช้ำทั้งหมดแต่นางก็ข่มมันไว้ด้วย "ความหวังดี"ของหลันเฟย
"เื่ในอดีตได้ผ่านพ้นไปแล้วบ่าวไม่กล้ารบกวนพระทัยของท่านอ๋องด้วยเื่ไร้สาระพวกนั้นเพคะ"นางตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ว่างเปล่าเช่นเดิม
เงียบ
ความสนใจใคร่รู้ในดวงตาของเฟิงเจวี๋ยได้มอดดับลงโดยสมบูรณ์ดวงตาของเขาฉายแววผิดวังเพียงชั่วครู่ตามก่อสายตาจะเปลี่ยนเป็ความเฉยชาอันเป็ปกติของเขาของเล่นชิ้นใหม่ที่เขาคิดว่าน่าสนใจแท้จริงแล้วก็เป็เพียงบ่าวรับใช้ที่ถูกฝึกมาอย่างดีอีกคนหนึ่งเท่านั้นไม่ได้มีสิ่งใดแตกต่างหรือพิเศษช่างเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์สิ้นดี
"เช่นนั้นก็ดีแล้ว"เขากล่าวในที่สุด น้ำเสียงของเขากลับไปเรียบแบนและเ็าดังเดิม ก่อนจะหันหลังกลับไปมองเงาจันทร์บนผิวน้ำอีกครั้ง
"กลับไปได้"คำสั่งไล่ที่ชัดเจนทั้งยังเต็มไปด้วยความเ็าและเด็ดขาด
เยว่ซินรู้สึกราวกับถูกน้ำแข็งทั้งก้อนยัดเข้ามาในอกความเ็ปชนิดนี้รุนแรงกว่าการถูกทุบตีหรือสาดน้ำเย็นใส่เป็ร้อยเท่านางเพิ่งจะมีโอกาสได้เข้าใกล้ผู้ที่เปรียบเสมือนแสงสว่างหนึ่งเดียวของนางและนางก็ได้ทำลายโอกาสนั้นลงด้วยมือของตัวเองโดยที่เย่วซินผู้ใสซื่อเชื่อว่ากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องที่สุด
นางย่อกายทำความเคารพอีกครั้งอย่างเงียบงันก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปบนสะพานไม้อันทอดยาวตามลำพังทิ้งองค์ชายผู้เป็เ้าของชะตากรรมของนางให้ยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่หันกลับมามองอีก
เย่วซินทำตามคำแนะนำได้สำเร็จนางซ่อนความรู้สึกของนางจากเขาได้อย่างหมดจดแต่ในการทำเช่นนั้นนางก็ได้ซ่อนจิติญญาของนางจากเขาไปด้วยและสร้างกำแพงที่มองไม่เห็นขึ้นมาขวางกั้นระหว่างคนทั้งสองกำแพงที่อาจจะไม่มีวันทลายลงได้อีกเลย
เยว่ซินเดินกลับมาถึงเรือนพักของตนราวกับคนไร้ิญญาทุกย่างก้าวบนสะพานไม้ที่ทอดยาวนั้นหนักอึ้งราวกับมีที่มองมือที่มองไม่เห็นถ่วงขาเอาไว้ในหัวของนางยังคงมีแต่คำพูดสุดท้ายของเขา ช่างเป็คำพูดที่เรียบง่ายแต่กลับคมกริบยิ่งกว่าใบมีดนับพันเล่ม
เมื่อนางเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าหลันเฟยรออยู่ด้านในแล้วพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเคย
"เป็อย่างไรบ้าง?"หลันเฟยถามขึ้นทันทีที่เห็นนาง สายตาของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยที่เสแสร้งขึ้นอย่างแเี
เยว่ซินพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะฝืนเก็บความเ็ปที่จุกแน่นอยู่ในอกนางสูดหายใจเข้าลึกๆ ระลึกถึงคำสอนที่เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย
เย่วซินเริ่มเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ราบเรียบที่สุดนางเล่าว่าองค์ชายถามไถ่อาการของนางอย่างไร นางตอบกลับไปด้วยความนอบน้อมและสำรวมเพียงใดและสุดท้ายองค์ชายก็ทรงมีรับสั่งให้นางกลับมาพักผ่อนนางเล่าเื่ทั้งหมดราวกับเป็ผลงานชิ้นโบว์แดง นางเชื่ออย่างสุดใจว่าตนเอง"ผ่านการทดสอบ" แล้ว
หลันเฟยยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมนางเดินเข้ามาลูบแขนเยว่ซินเบาๆ
"ทำได้ดีมากเยว่ซิน!เ้าเห็นหรือไม่? นี่แหละคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะเอาตัวรอดในตำหนักแห่งนี้การทำตัวให้สงบนิ่งและไม่เรียกร้องความสนใจคือสิ่งที่องค์ชายทรงพอพระทัยที่สุด"
เยว่ซินได้แต่พยักหน้ารับเงียบๆแม้จะทำตามคำแนะนำทุกอย่าง แต่ทำไมหัวใจของนางถึงได้เ็ปเช่นนี้?
ราวกับอ่านใจนางออกหลันเฟยจึงกล่าวเสริมขึ้นมาอีก ประหนึ่ง้าจะตอกย้ำความเ็ปสิ้นหวังของเยว่ซิน
"อย่าได้คิดมากไปเลยนะ"นางกล่าวด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม
"องค์ชายทรงเป็เช่นนี้เสมอพระองค์ไม่เคยสนพระทัยในสตรีคนใดได้นานนัก การที่ทรงเรียกเ้าไปพบในวันนี้ก็เป็เพียงความสนพระทัยชั่ววูบเท่านั้นอย่าได้เก็บไปคาดหวังสิ่งใดให้เ็ปใจเลยหน้าที่ของเ้าจากนี้ไปคือการอยู่ที่นี่อย่างเงียบๆ อย่าเจ็บ อย่าป่วยและอย่าสร้างปัญหา นั่นคือความเมตตาสูงสุดที่พระองค์จะมอบให้เ้าได้แล้ว"
ทุกถ้อยคำของหลันเฟยคือยาพิษที่เคลือบด้วยน้ำผึ้งชั้นเลิศซึ่งทำลายประกายความหวังสุดท้ายในใจของเยว่ซินจนหมดสิ้นทำให้นางตีความได้ว่าสายตาเ็าขององค์ชายว่าไม่ใช่ความผิดหวังในตัวนางแต่เป็นิสัยปกติขององค์ชายเฟิงเจวี๋ย บอกให้นางอย่าได้พยายามสร้างความผูกพันใดๆอีกต่อไปเพราะมันไม่มีทางเป็ไปได้
ในขณะเดียวกันที่ศาลากลางน้ำ
หลังจากที่เยว่ซินเดินจากไปแล้วอ๋องเฟิงเจวี๋ยยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมอีกเป็นานสองมือของเขากำแน่นเข้าหากันจนข้อนิ้วขาวซีดใบหน้าที่เรียบเฉยมาโดยตลอดปรากฏร่องรอยของความหงุดหงิดและผิดหวังขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนที่เขาจะสามารถสะกดมันกลับลงไปได้ดังเดิม
นี่เขาคาดหวังอะไรอยู่กันแน่? เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นแววตาที่ดื้อรั้นคู่นั้นอีกครั้งแต่สิ่งที่เขาพบกลับเป็เพียงความว่างเปล่าเขาคาดหวังว่าจะได้ยินเื่ราวความเ็ปเพื่อที่เขาจะได้เข้าใจนางมากขึ้นแต่สิ่งที่เขาได้ยินกลับเป็เพียงคำพูดตามมารยาทที่น่าเบื่อหน่าย
เขาคงตัดสินใจผิดพลาดไปประกายไฟจากแววตาที่เขาเห็นในคืนนั้นคงเป็เพียงแสงสุดท้ายของเทียนที่กำลังจะดับลงเท่านั้นเอง
"จินหู่"เขาเรียกหาองครักษ์ส่วนตัว
เงาร่างในชุดเกราะทมิฬปรากฏขึ้นข้างกายนายของตนอย่างเงียบเชียบ
"ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป"เฟิงเจวี๋ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบกว่าสายลมยามค่ำคืน
"เื่ของสตรีผู้นั้นไม่จำเป็ต้องรายงานให้ข้าฟังอีก"เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวประโยคสุดท้ายที่เด็ดขาดที่สุด
"นอกจากว่านางกำลังจะตาย"
……………………………………………………………………….
ที่เรือนพักท้ายสวนในยามนี้หลันเฟยได้กลับไปแล้วเยว่ซินยืนอยู่กลางห้องตามลำพัง กำแพงในใจและหน้ากากแห่งการเสแสร้งที่นางสร้างขึ้นพังทลายลงมาในที่สุดแต่นางไม่ได้กรีดร้องหรือร้องไห้ฟูมฟายความเ็ปในครั้งนี้ลึกเกินกว่าจะแสดงออกมาเช่นนั้นได้
นางเดินช้าๆไปหยุดอยู่หน้ากระจกทองเหลือง จ้องมองภาพสะท้อนของเด็กสาวในนั้น ใบหน้าที่สะอาดสะอ้านอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดี เรือนผมที่ถูกจัดแต่งอย่างเป็ระเบียบ นางดูเหมือนคุณหนูในตระกูลสูงศักดิ์ทุกประการแต่เหตุใดนางจึงรู้สึกว่างเปล่าและไร้ค่ายิ่งกว่าตอนที่คุกเข่ามอมแมมอยู่กลางหิมะเสียอีก
นางปีนขึ้นไปบนเตียงใหญ่ที่หรูหราดึงผ้าห่มแพรนุ่มลื่นขึ้นมาคลุมร่างจนมิดศีรษะแต่ความนุ่มสบายเ่าั้กลับไม่สามารถมอบความอบอุ่นใดๆ ให้แก่นางได้เลยความหนาวเหน็บทางกายในคืนนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความหนาวเหน็บที่กัดกินอยู่กลางขั้วหัวใจของนางในยามนี้
หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลรินออกจากหางตาอย่างเงียบงันเป็หยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง
ณตำหนักอ๋องพยัคฆ์ทมิฬแห่งนี้นางได้ตายทั้งเป็ไปแล้วในคืนแรกที่มาถึง