ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 54 - พิธีใต้จันทร์ไร้เสียง

    วันถัดมา ใต้หุบเขาเงียบกว่าทุกวัน


    เย่เทียนตื่นขึ้นจากสมาธิสั้น ๆ ก่อนเวลาที่ไป๋หลีอิงมักสั่งให้เริ่มฝึก เขาไม่รู้ว่าตนหลับไปนานเท่าใด หลังจากทะลวงเข้าสู่เปิดชีพจรปลายขั้น ร่างทั้งร่างยังมีความหนักตื้ออยู่ลึก ๆ ไม่ใช่ความเจ็บจากรอยปริ แต่เป็นความล้าที่เหมือนทุกเส้นทางในชีพจรเพิ่งถูกทุบให้เข้ารูปใหม่ วงปราณย้อนทางหมุนอยู่ต่ำและนิ่งกว่าเดิมมาก แต่ทุกครั้งที่มันผ่านรากซ่อน เขายังรู้สึกได้ถึงแรงสะท้อนจาง ๆ จากเหตุการณ์เมื่อคืน


    ประตูในร่างยังเงียบอยู่


    นั่นทำให้เขาโล่งใจมากกว่าที่คิด


    เขาลืมตาขึ้น เห็นไป๋หลีอิงยืนอยู่ใกล้แท่นหิน นางไม่ได้วาดเส้นฝึกบนพื้น และไม่ได้สั่งให้เขาหมุนวงปราณย้อนทางแม้แต่รอบเดียว ตรงหน้าของนางมีเข็มจันทร์สามเล่มวางเรียงอยู่บนผ้าสีเงินเก่า ๆ เล่มหนึ่งสั้น เล่มหนึ่งยาว และอีกเล่มบางจนแทบกลืนไปกับแสงรอบตัว


    เย่เทียนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นช้า ๆ


    “วันนี้ไม่ฝึกหรือ”


    ไป๋หลีอิงหันมามองเขา “เจ้าผิดหวัง?”


    “ไม่ถึงกับผิดหวัง” เย่เทียนก้มมองเข็มจันทร์บนผ้า “เพียงแต่หลายเดือนมานี้ หากตื่นขึ้นมาแล้วไม่ได้ล้มสักสองสามครั้ง ข้ากลับรู้สึกเหมือนวันยังไม่เริ่ม”


    “นิสัยเช่นนี้ไม่ควรภูมิใจ”


    “ข้าก็ยังไม่ทันภูมิใจ”


    นางมองเขาอยู่นิ่ง ๆ เย่เทียนจึงไอเบา ๆ แล้วเก็บคำที่เหลือกลับไป บางครั้งเขาเริ่มรู้จังหวะแล้วว่า คำไหนพอทำให้ใต้หุบเขาดูสว่างขึ้นเล็กน้อย และคำไหนจะทำให้ตนต้องฝึกเพิ่มโดยไม่จำเป็น


    ไป๋หลีอิงไม่ได้ต่อความ นางเพียงก้มลงหยิบเข็มจันทร์เล่มบางที่สุดขึ้นมา ปลายเข็มสะท้อนแสงสีเงินซีด เมื่ออยู่ในมือนาง มันดูไม่เหมือนอาวุธ ไม่เหมือนเครื่องมือฝังเข็ม แต่เหมือนเสี้ยวจันทร์ที่ถูกบีบให้เรียวเล็กพอจะวางบนปลายนิ้ว


    “ในที่ที่ข้าจากมา การรับศิษย์ไม่ควรทำเช่นนี้” นางกล่าว


    เสียงของนางเบา แต่ทำให้เย่เทียนหยุดทุกความคิดที่ไม่จำเป็นลงทันที


    “ต้องทำอย่างไร”


    “ต้องมีสถานที่ ต้องมีพยาน ต้องมีนามอาจารย์และศิษย์บันทึกไว้ ต้องมีสิ่งที่ศิษย์คำนับ และสิ่งที่อาจารย์มอบคืน” นางมองความมืดรอบตัว “ที่นี่ไม่มีสิ่งเหล่านั้น”


    เย่เทียนมองตามสายตานางไปยังหมอกดำด้านนอก วงแสงเล็ก ๆ ใต้หุบเขาแห่งนี้มีเพียงหินเย็น หมอกนิ่ง และม่านจันทรา ไม่มีหอ ไม่มีผู้เฒ่า ไม่มีแผ่นหยก ไม่มีจันทร์จริงบนฟ้า


    แต่เพราะไม่มีสิ่งเหล่านั้น บางอย่างจึงดูจริงกว่าพิธีที่สมบูรณ์แบบเสียอีก


    “ถ้าไม่มีพยาน” เย่เทียนกล่าว “หมอกนี่นับได้หรือไม่”


    ไป๋หลีอิงมองเขา “เจ้าอยากให้สิ่งที่ไม่รู้ว่าจะกลืนเราวันใดเป็นพยานรับศิษย์หรือ”


    “ข้าแค่คิดว่ามันมองมาตั้งนานแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะมีประโยชน์บ้าง”


    “ถ้ามันจำพิธีนี้ได้ ข้าจะถือว่าเป็นปัญหา ไม่ใช่ประโยชน์”


    เย่เทียนเงียบไป แล้วหลุดยิ้มบาง ๆ แม้บรรยากาศรอบตัวจะขลังเกินกว่าจะหัวเราะออกมาได้จริง


    ไป๋หลีอิงวางเข็มจันทร์เล่มบางลงอีกครั้ง แล้วหยิบเล่มยาวขึ้นมาแทน นางใช้ปลายเข็มแตะพื้นหินเบา ๆ เส้นแสงสีเงินวงหนึ่งปรากฏขึ้น ไม่ซับซ้อนเหมือนม่านจันทรา ไม่คมเหมือนเส้นฝึกก้าวเงา แต่เรียบง่ายมาก เป็นวงเล็ก ๆ ที่พอให้คนหนึ่งคุกเข่าอยู่ตรงกลาง


    เมื่อเห็นวงนั้น เย่เทียนจึงรู้สึกได้เต็มที่ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่บทเรียนธรรมดา


    เขาเรียกนางว่าอาจารย์หญิงมาหลายเดือนแล้วก็จริง คำเรียกนั้นค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใต้หุบเขาโดยไม่มีใครบังคับ แต่การเรียกด้วยปากกับการคุกเข่าคารวะอย่างเป็นทางการนั้นต่างกันมาก โดยเฉพาะเมื่อคนตรงหน้ายังดูอย่างไรก็เหมือนหญิงสาวที่อายุห่างจากเขาไม่มากนัก แม้เขาจะรู้ดีแล้วว่านางไม่ใช่คนที่ควรตัดสินจากใบหน้า


    ไป๋หลีอิงเห็นความลังเลในดวงตาเขา “มีอะไร”


    เย่เทียนมองวงแสงบนพื้น แล้วมองนางอีกครั้ง “ข้าเพียงไม่คิดว่า วันหนึ่งจะต้องคุกเข่าคารวะหญิงสาวที่ดูโตกว่าข้าไม่เท่าไรเป็นอาจารย์จริง ๆ”


    ใต้หุบเขาเงียบลงไปหนึ่งลมหายใจ


    ไป๋หลีอิงมองเขาอย่างนิ่งมาก


    นิ่งจนเย่เทียนเริ่มสงสัยว่าตนเพิ่งทำให้พิธีรับศิษย์กลายเป็นพิธีลงโทษศิษย์หรือไม่


    “เจ้าคิดว่าผู้ฝึกที่เดินมาไกลพอควรมีผมหงอกทั้งศีรษะก่อนจึงจะรับศิษย์ได้หรือ” นางถาม


    “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”


    “หรือเจ้าคิดว่ากระดูกของข้าควรส่งเสียงเวลาขยับ เจ้าจึงจะยอมคำนับด้วยใจสงบ”


    เย่เทียนกระแอมเบา ๆ “ข้ายิ่งไม่ได้หมายความเช่นนั้น”


    ไป๋หลีอิงหลุบตามองเขา “ผู้ฝึกระดับสูงจำนวนมากดูอ่อนเยาว์กว่ากระดูกของตนเองมาก เจ้าใช้ใบหน้าตัดสินอายุของคนเช่นนั้น วันหนึ่งจะเรียกบรรพชนของตระกูลอื่นว่าน้องสาวแล้วถูกฝังทั้งเป็น”


    เย่เทียนเกือบยิ้ม แต่รีบกดไว้ “แปลว่าท่านอายุมากแล้ว?”


    เขารู้ทันทีว่าคำถามนี้ไม่ควรหลุดออกไป


    ไป๋หลีอิงยกเข็มจันทร์ขึ้นเล็กน้อย


    เย่เทียนรีบกล่าวต่อ “ข้าถามเพื่อความรู้ ไม่ใช่เพื่อเสียมารยาท”


    “ความรู้บางอย่างควรรอจนศิษย์มีชีวิตพอจะใช้มัน”


    “เช่นนั้นข้าจะยังไม่รู้ก็ได้”


    นางวางเข็มลงช้า ๆ ใบหน้ายังนิ่ง แต่เย่เทียนรู้สึกได้ว่าความตึงที่เกิดจากคำถามเมื่อครู่ลดลงเล็กน้อย


    จากนั้นไป๋หลีอิงกล่าวเรียบ ๆ “ในที่ที่ข้าจากมา มีคนมากกว่าที่เจ้ารู้จักเคยคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ข้าชี้ทางเพียงหนึ่งประโยค”


    เย่เทียนชะงัก


    นางไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงโอ้อวด แต่ความจริงในประโยคนั้นหนักพอให้เขานิ่งลง


    “ข้ายังไม่เคยรับ” นางกล่าวต่อ


    เย่เทียนมองนางใหม่อีกครั้ง


    หญิงสาวตรงหน้าอาภรณ์ขาดบางส่วน สีหน้ายังซีดจากบาดแผล ยืนอยู่ใต้หุบเขามืดเหมือนผู้รอดชีวิตคนหนึ่ง แต่คำพูดเมื่อครู่ทำให้เงาของโลกที่นางจากมากว้างขึ้นทันที คนมากมายเคยคุกเข่าเพื่อขอเพียงหนึ่งคำชี้ทางจากนาง ขณะที่เขา เด็กหนุ่มจากเมืองชิงหลานที่ยังไม่ถึงก่อปราณ กลับได้รับโอกาสที่คนเหล่านั้นอาจไม่มี


    ไป๋หลีอิงมองเขา “ดังนั้น อย่าทำหน้าเหมือนข้าเอาเปรียบเจ้า”


    ความประหม่าในอกเย่เทียนค่อย ๆ เปลี่ยนรูป เขายังรู้สึกแปลกอยู่ที่ต้องคุกเข่าต่อหน้าคนที่ดูอ่อนเยาว์เช่นนาง แต่ความแปลกนั้นถูกแทนด้วยความหนักแน่นอย่างอื่น


    เขามองนางในฐานะคนที่ดึงเขากลับจากแรงของประตูในร่าง คนที่ใช้ทรัพยากรรักษารากฐานให้เขา คนที่สอนให้เขาใช้วงปราณย้อนทางโดยไม่ทำลายตนเอง คนที่ทำให้เด็กหนุ่มซึ่งเคยถูกวัดด้วยสายตาของเมืองเล็ก เริ่มมองเห็นทางที่กว้างกว่าลานฝึกทั้งชีวิตของเขา


    เย่เทียนเดินเข้าไปยืนในวงแสงเล็ก ๆ บนพื้น เขาก้มตัวลง คุกเข่าข้างหนึ่งก่อน แล้วตามด้วยอีกข้าง ฝ่ามือแตะพื้นหินเย็นจัด ความเย็นแล่นขึ้นตามนิ้ว แต่เขาไม่ขยับหนี


    ไป๋หลีอิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แววตาของนางลึกลงเล็กน้อย ราวกับภาพตรงหน้าทำให้นางนึกถึงสถานที่ซึ่งห่างไกลจากหุบเขาแห่งนี้มาก หอที่ไม่มีอยู่ตรงนี้ จันทร์ที่ไม่มีบนฟ้า และพยานที่ไม่อาจมองเห็น


    “พิธีนี้ไม่สมบูรณ์” นางกล่าว “ดังนั้น ข้าจะไม่ให้เจ้าคำนับสามครั้งเหมือนธรรมเนียมเต็ม”


    เย่เทียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย


    “คำนับหนึ่งครั้งพอ” นางกล่าว “ไม่ใช่ต่อฐานะของข้า แต่ต่อทางที่เจ้าจะเดินหลังจากนี้”


    เย่เทียนนิ่งไป ก่อนค่อย ๆ ก้มศีรษะลงอย่างจริงจัง


    หน้าผากของเขาแตะพื้นหิน


    ไม่มีเสียงกลอง ไม่มีเสียงประกาศ ไม่มีผู้ใดขานนาม ไม่มีแสงจันทร์จริงส่องลงจากฟ้า มีเพียงวงแสงสีเงินสั่นเบา ๆ รอบตัว หมอกดำที่เฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ และหญิงสาวผู้ยืนอยู่ตรงหน้าเข็มจันทร์ในมือ


    แต่สำหรับเย่เทียน การคำนับครั้งนี้หนักกว่าพิธีใดที่เขาเคยเห็นในตระกูลเย่


    เพราะเขารู้ดีว่าคำนับนี้ไม่ได้ซื้อสถานะ


    มันยอมรับหนี้ชีวิต หนี้คำสอน และทางเดินที่เขาเลือกเอง


    เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น ไป๋หลีอิงใช้ปลายเข็มจันทร์แตะลงเหนือจุดระหว่างคิ้วของเขา ไม่ได้แทง ไม่ได้กดแรง เพียงแตะเบา ๆ จนความเย็นแผ่วซึมผ่านผิวหนังเข้าไปในลมหายใจภายใน


    “จากวันนี้” นางกล่าว “เจ้าถือว่าเป็นศิษย์ที่ข้ารับไว้ใต้จันทร์ไร้พยาน”


    เย่เทียนรู้สึกหัวใจหนักขึ้นอย่างประหลาด


    ไม่ใช่หนักเพราะกดดัน


    แต่หนักเหมือนสิ่งไร้น้ำหนักบางอย่างในชีวิตเพิ่งได้รับชื่อ


    “ศิษย์เย่เทียน” เขากล่าวเสียงต่ำ “คารวะอาจารย์”


    คำว่าอาจารย์ครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา


    ไม่มีคำว่าหญิงต่อท้าย ไม่มีครึ่งเล่นครึ่งจริง ไม่มีการกลบความเขินหรือความกลัว มีเพียงคำเดียวที่เรียบง่าย และเพราะเรียบง่าย มันจึงหนัก


    ปลายเข็มจันทร์บนหน้าผากเขาสั่นเบา ๆ ก่อนถูกถอนกลับ ไป๋หลีอิงเก็บเข็มลงซอง แล้วหยิบเข็มจันทร์เล่มสั้นที่สุดขึ้นมาแทน นางวางมันบนฝ่ามือแล้วส่งให้เย่เทียน


    “นี่ไม่ใช่อาวุธ” นางกล่าว “ไม่ใช่ของที่เจ้าจะใช้สู้ ไม่ใช่ของที่เอาไปอวด และไม่ใช่สิ่งที่จะช่วยเจ้าเอาชนะคนที่เจ้าไม่ควรชนะ”


    เย่เทียนรับไว้ด้วยสองมือ เข็มเล่มนั้นเย็นมาก แต่ไม่เย็นจนเจ็บ มันเงียบเหมือนแสงจันทร์ที่ถูกเก็บไว้ในโลหะ


    “มันใช้ทำอะไร”


    “เตือนเจ้า” นางตอบ “ข้าใส่เจตจำนงของข้าเอาไว้ หากวันใดหลังประตูในร่างเจ้าตอบสนองแรงเกินไป มันอาจเตือนเจ้าได้หนึ่งครั้ง”


    “หนึ่งครั้ง?”


    “บางสิ่งเตือนได้เพียงครั้งเดียว ก่อนที่ผู้ถูกเตือนต้องรับผิดชอบตนเอง”


    เย่เทียนกำเข็มจันทร์ไว้ ไม่แน่นเกินไป กลัวจะทำให้มันเสียหาย ทั้งที่รู้ว่าเข็มของนางคงไม่เปราะบางเช่นนั้น


    “ข้าจะจำไว้”


    “ยังมีสามข้อที่เจ้าต้องจำให้ชัดกว่าเข็มนี้”


    น้ำเสียงของไป๋หลีอิงทำให้เย่เทียนตั้งหลังตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    “ข้อแรก” นางกล่าว “ห้ามแตะสิ่งที่คล้ายประตูในร่างเจ้า ก่อนถึงตั้งแก่นเป็นอย่างน้อย และแม้ถึงตั้งแก่น เจ้าก็ยังต้องจำไว้ว่าข้าไม่เคยบอกว่าอนุญาตให้ใช้มันได้”


    เย่เทียนพยักหน้า “ข้าจะไม่เรียกมันว่าไพ่ตาย”


    “ดี” นางกล่าว “คนจำนวนมากตายเพราะเรียกสิ่งที่ตนไม่เข้าใจว่าไพ่ตาย”


    นางหยุดเพียงเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ


    “ข้อที่สอง ห้ามใช้ย่างเงาลอดจันทร์เต็มรูปต่อหน้าผู้ฝึกระดับสูง หากจำเป็นต้องใช้ ให้ใช้แก่นที่ดัดแปลงเป็นก้าวของเจ้าเอง อย่าทิ้งรอยของข้าไว้ในเงาของเจ้า”


    “เพราะจะมีคนตามรอยมาถึงท่าน”


    “และอาจตามมาถึงเจ้าเร็วกว่าที่เจ้าพร้อมจะหนี” นางแก้ “จำไว้ คนที่รู้จักรอยนั้น ไม่ใช่คนที่เจ้าจะเอาชนะด้วยความกล้า”


    เย่เทียนรับคำเงียบ ๆ


    “ข้อที่สาม” ไป๋หลีอิงมองเขานานกว่าสองข้อแรก “อย่าลืมว่าพลังที่ได้มาเร็ว มักมีบางคนหรือบางสิ่งจ่ายราคาแทน หากไม่รู้ว่าใครจ่าย อย่าเพิ่งดีใจที่ได้มันมา”


    ประโยคนี้ทำให้เย่เทียนนึกถึงน้ำค้างจันทร์เย็นที่ลดลงในถ้วยหิน นึกถึงใบหน้าซีดของนางหลังใช้มันรักษารากของเขา และนึกถึงประตูในร่างที่อาจมอบแรงตอบกลับมาโดยไม่รู้ว่าค่าแลกเปลี่ยนคืออะไร


    “ข้าสัญญา” เขากล่าว


    ไป๋หลีอิงมองเขา “อย่าผิดคำพูดกับข้าเชียว”


    พิธีเหมือนจะจบลงแล้ว แต่เย่เทียนยังคุกเข่าอยู่ในวงแสง เข็มจันทร์เล่มสั้นวางอยู่บนฝ่ามือ ความรู้สึกหลายอย่างปะปนอยู่ในอก ทั้งความหนักแน่น ความซาบซึ้ง ความไม่คุ้นกับคำว่าศิษย์ และคำถามมากมายที่ยังไม่กล้าถาม


    แต่วันนี้ต่างจากวันอื่น


    วันนี้เขาไม่อยากปล่อยคำถามทั้งหมดกลืนหายไปอีก


    “อาจารย์”


    ไป๋หลีอิงชะงักเล็กน้อยกับคำเรียกที่ไม่มีคำต่อท้าย นางไม่ได้หันมาทันที แต่หยุดมือไว้


    “ว่ามา”


    “ถ้าข้าเป็นศิษย์ของท่านแล้ว ข้ามีสิทธิ์รู้ชื่อจริงของท่านหรือไม่”


    นางหันกลับมามองเขาช้า ๆ


    เย่เทียนรีบกล่าวต่อก่อนที่นางจะปฏิเสธ “ข้าไม่ได้ถามเพราะอยากล่วงเกิน เพียงแต่…วันหนึ่งถ้าข้าอยากตามหาท่าน ข้าควรรู้ว่าจะตามหาใคร”


    ใต้หุบเขาเงียบลงอีกครั้ง


    คำถามนี้ไม่เหมือนการถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น มันมีน้ำหนักของอนาคตอยู่ในนั้น อนาคตที่ทั้งสองอาจไม่ได้อยู่ในวงแสงเดียวกันอีกต่อไป อนาคตที่นางกลับไปยังโลกของนาง และเขากลับไปเมืองชิงหลานโดยมีเพียงคำสั่งกับเข็มจันทร์หนึ่งเล่มเป็นหลักฐานว่าหลายเดือนใต้หุบเขาไม่ใช่ความฝัน


    ไป๋หลีอิงมองเขาอยู่นาน “ชื่อที่เจ้าเรียกข้าอยู่ตอนนี้ พอแล้วสำหรับใต้หุบเขานี้”


    เย่เทียนเม้มปากเล็กน้อย “แล้วนอกหุบเขาเล่า”


    “นอกหุบเขา เจ้ายิ่งไม่ควรเรียกชื่อข้าโดยไม่รู้ว่าผู้ใดฟังอยู่”


    คำตอบนั้นทำให้เขาเงียบลง


    เขาไม่ได้รับชื่อจริง


    แต่เขาได้รับเหตุผลที่ไม่อาจเถียง


    “ท่านอยู่ระดับใดกันแน่” เขาถามอีกครั้ง เสียงเบากว่าเดิม “ข้าเห็นท่านบาดเจ็บขนาดนี้ แต่ยังทำสิ่งที่ข้าไม่เข้าใจได้มากมาย หากวันหนึ่งข้าอยากตอบแทนบุญคุณ อย่างน้อยข้าควรรู้ว่าข้าต้องเดินไปไกลแค่ไหน”


    ไป๋หลีอิงเงียบไปเล็กน้อย คราวนี้แววตาของนางไม่ใช่ความเย็น แต่คล้ายมีเงาของอะไรบางอย่างที่ยากจะเอ่ย


    “ไกลกว่าที่ระดับของเจ้าตอนนี้ควรถาม”


    เย่เทียนหัวใจจมลงเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เพราะผิดหวังอย่างเดียว มันเป็นความรู้สึกของคนที่ยืนอยู่ตีนเขาแล้วรู้ว่าภูเขาข้างหน้าสูงเกินกว่าจะเห็นยอด


    “ไกลถึงเพียงนั้น?”


    “ไกลพอที่ถ้าข้าบอก เจ้าจะเริ่มวัดตัวเองด้วยระยะที่ยังไม่ควรใช้วัด” นางกล่าว “เจ้าต้องกลับไปเดินทางของเจ้าก่อน ไม่ใช่เอาเงาของข้ามาทับหัวตั้งแต่ยังไม่ก่อปราณ”


    เย่เทียนฟังแล้วค่อย ๆ ก้มหน้าลง


    เขาเข้าใจ นางไม่ได้ปิดบังเพื่อทำให้ตนดูสูงส่ง นางปิดไว้เพราะบางคำตอบอาจกลายเป็นภูเขาทับคนที่ยังควรเรียนรู้การเดินบนพื้น


    แต่ความเข้าใจไม่ได้ทำให้ความอยากรู้หายไป


    “แล้วข้าจะถามได้เมื่อใด ถ้าข้าทะลวงขึ้นก่อปราณพอหรือไม่”


    “เจ้าคิดว่าความลับของข้าราคาถูกเพียงนั้นหรือ”


    คำตอบนี้ทำให้เย่เทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดยิ้มจาง ๆ อย่างช่วยไม่ได้


    “ไม่ถูกก็ไม่ถูก ข้าจะค่อย ๆ จ่าย”


    “อย่าเอาคำว่าจ่ายมาใช้กับความลับของอาจารย์ง่าย ๆ”


    “เช่นนั้นข้าจะค่อย ๆ มีคุณสมบัติพอจะถาม”


    นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วไม่ได้แก้คำพูดนั้น


    เย่เทียนจึงเก็บคำสัญญาเงียบ ๆ นั้นไว้ในใจ


    หลังพิธีจบ ไป๋หลีอิงไม่ได้ให้เขาฝึกต่อ นางเดินไปหยุดตรงขอบวงแสง มองขึ้นไปยังความมืดเหนือศีรษะ ที่นั่นยังลึกจนไม่เห็นรอยแยก แต่หลังผ่านมาหลายเดือน เย่เทียนเริ่มรู้ว่าความมืดเหนือหัวไม่ใช่เพียงเพดานของคุก มันเป็นทางที่สักวันหนึ่งต้องเปิดออก


    “บาดแผลของข้าฟื้นพอจะเริ่มตรวจทางจันทร์ได้แล้ว” นางกล่าว


    เย่เทียนชะงักไปทันที “หมายความว่า…เราจะออกจากที่นี่ได้แล้วหรือ”


    ความยินดีแล่นขึ้นในอกเขาก่อนสิ่งใด มันมาเร็วและแรงจนเขาแทบลุกขึ้นยืนโดยลืมว่าตนยังคุกเข่าอยู่ในวงพิธี หลายเดือนใต้หุบเขา ความคิดถึงบ้านไม่เคยหายไปเลย เย่จง เสี่ยวอวี่ ตระกูลเย่ เมืองชิงหลาน ทุกอย่างเหมือนถูกวางไว้หลังม่านมืดที่เขาเอื้อมไม่ถึงมานานเกินไป


    ไป๋หลีอิงมองเขา “ยังไม่ใช่วันนี้”


    “แต่ไม่ไกลแล้ว?”


    “ถ้าไม่มีสิ่งใดผิดพลาด” นางกล่าว “ข้าต้องฟื้นอีกเล็กน้อย ส่วนเจ้าต้องรักษาปลายขั้นให้มั่น ไม่ใช่ทำรากปริก่อนถึงปากเหว”


    เย่เทียนพยักหน้าช้า ๆ


    เขาควรดีใจเท่านั้น


    เขารอวันนี้มานาน คิดถึงบ้าน คิดถึงคนที่อาจยังไม่ยอมเชื่อว่าเขาตาย คิดถึงวันที่ได้กลับไปยืนต่อหน้าเย่จงแล้วบอกว่าตนไม่ได้หายไปอย่างไร้ค่า แต่เมื่อมองเงาด้านข้างของไป๋หลีอิง ความยินดีนั้นกลับมีรอยเงาบาง ๆ แทรกอยู่โดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว


    ออกไปได้ แปลว่าเขาจะได้กลับบ้าน


    และแปลว่าช่วงเวลานี้จะจบลงจริง


    เขาจะไม่ได้ยินเสียงนางบอกว่า “เริ่มใหม่” ทุกครั้งที่ล้ม ไม่ได้เห็นมือที่ยื่นเข็มจันทร์มาแตะชีพจรเมื่อรากใกล้ปริ ไม่ได้ฟังคำตอบสั้น ๆ ที่เปิดโลกกว้างกว่าเมืองชิงหลานขึ้นทีละชั้นในความมืดใต้หุบเขา


    เย่เทียนกำเข็มจันทร์เล่มสั้นในมือเบา ๆ


    ไป๋หลีอิงหันมามองเขา ราวกับจับความเงียบที่เปลี่ยนไปได้


    “เจ้าควรดีใจ”


    “ข้าดีใจ” เขาตอบทันที แล้วนิ่งไปเล็กน้อย “เพียงแต่…ข้าไม่คิดว่าการได้ออกจากที่นี่จะทำให้ใจหนักขึ้นด้วย”


    นางมองเขาอยู่นาน


    คราวนี้ไม่มีคำตัดบท ไม่มีคำเตือน และไม่มีการบอกว่าเขาคิดมากเกินไป


    ไป๋หลีอิงเพียงกล่าวเบา ๆ “ทางของศิษย์ไม่ควรหยุดอยู่ใต้หุบเขาเพราะอาจารย์ผู้หนึ่ง”


    เย่เทียนฟังแล้วเงียบลง


    “แล้วทางของอาจารย์เล่า” เขาถาม “จะหายไปจากศิษย์ง่าย ๆ เช่นนั้นหรือ”


    นางไม่ได้ตอบทันที


    หมอกดำด้านนอกยังนิ่ง วงแสงสีเงินยังส่องอยู่ใต้ฝ่าเท้าทั้งสอง และระหว่างคำถามกับคำตอบที่ไม่มาถึงนั้น เย่เทียนรู้สึกชัดเจนว่า พิธีวันนี้ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ง่ายขึ้นเลย


    มันทำให้การจากลาในอนาคตยากขึ้นต่างหาก


    ไป๋หลีอิงหันกลับไปมองความมืดด้านบนอีกครั้ง


    “ถ้าเจ้ามีชีวิตพอจะเดินต่อ” นางกล่าว “ทางบางเส้นย่อมวนกลับมาพบกันเอง”


    คำตอบนั้นไม่ใช่สัญญา


    แต่มันพอให้เย่เทียนเก็บไว้เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดในตอนนี้


    เขาก้มมองเข็มจันทร์ในมือ แล้วเก็บมันไว้ใกล้อกอย่างระมัดระวัง


    ใต้หุบเขาไม่มีหอ ไม่มีจันทร์จริง ไม่มีพยาน


    แต่ตั้งแต่วันนี้ เย่เทียนมีอาจารย์แล้ว


    และอีกไม่นาน เขาอาจต้องเรียนรู้บทเรียนที่ยากที่สุดบทหนึ่งของศิษย์


    การเดินออกจากเงาของอาจารย์ โดยยังไม่รู้เลยว่าจะได้พบกันอีกเมื่อใด


    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน