วันถัดมา ใต้หุบเขาเงียบกว่าทุกวัน
เย่เทียนตื่นขึ้นจากสมาธิสั้น ๆ ก่อนเวลาที่ไป๋หลีอิงมักสั่งให้เริ่มฝึก เขาไม่รู้ว่าตนหลับไปนานเท่าใด หลังจากทะลวงเข้าสู่เปิดชีพจรปลายขั้น ร่างทั้งร่างยังมีความหนักตื้ออยู่ลึก ๆ ไม่ใช่ความเจ็บจากรอยปริ แต่เป็นความล้าที่เหมือนทุกเส้นทางในชีพจรเพิ่งถูกทุบให้เข้ารูปใหม่ วงปราณย้อนทางหมุนอยู่ต่ำและนิ่งกว่าเดิมมาก แต่ทุกครั้งที่มันผ่านรากซ่อน เขายังรู้สึกได้ถึงแรงสะท้อนจาง ๆ จากเหตุการณ์เมื่อคืน
ประตูในร่างยังเงียบอยู่
นั่นทำให้เขาโล่งใจมากกว่าที่คิด
เขาลืมตาขึ้น เห็นไป๋หลีอิงยืนอยู่ใกล้แท่นหิน นางไม่ได้วาดเส้นฝึกบนพื้น และไม่ได้สั่งให้เขาหมุนวงปราณย้อนทางแม้แต่รอบเดียว ตรงหน้าของนางมีเข็มจันทร์สามเล่มวางเรียงอยู่บนผ้าสีเงินเก่า ๆ เล่มหนึ่งสั้น เล่มหนึ่งยาว และอีกเล่มบางจนแทบกลืนไปกับแสงรอบตัว
เย่เทียนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นช้า ๆ
“วันนี้ไม่ฝึกหรือ”
ไป๋หลีอิงหันมามองเขา “เจ้าผิดหวัง?”
“ไม่ถึงกับผิดหวัง” เย่เทียนก้มมองเข็มจันทร์บนผ้า “เพียงแต่หลายเดือนมานี้ หากตื่นขึ้นมาแล้วไม่ได้ล้มสักสองสามครั้ง ข้ากลับรู้สึกเหมือนวันยังไม่เริ่ม”
“นิสัยเช่นนี้ไม่ควรภูมิใจ”
“ข้าก็ยังไม่ทันภูมิใจ”
นางมองเขาอยู่นิ่ง ๆ เย่เทียนจึงไอเบา ๆ แล้วเก็บคำที่เหลือกลับไป บางครั้งเขาเริ่มรู้จังหวะแล้วว่า คำไหนพอทำให้ใต้หุบเขาดูสว่างขึ้นเล็กน้อย และคำไหนจะทำให้ตนต้องฝึกเพิ่มโดยไม่จำเป็น
ไป๋หลีอิงไม่ได้ต่อความ นางเพียงก้มลงหยิบเข็มจันทร์เล่มบางที่สุดขึ้นมา ปลายเข็มสะท้อนแสงสีเงินซีด เมื่ออยู่ในมือนาง มันดูไม่เหมือนอาวุธ ไม่เหมือนเครื่องมือฝังเข็ม แต่เหมือนเสี้ยวจันทร์ที่ถูกบีบให้เรียวเล็กพอจะวางบนปลายนิ้ว
“ในที่ที่ข้าจากมา การรับศิษย์ไม่ควรทำเช่นนี้” นางกล่าว
เสียงของนางเบา แต่ทำให้เย่เทียนหยุดทุกความคิดที่ไม่จำเป็นลงทันที
“ต้องทำอย่างไร”
“ต้องมีสถานที่ ต้องมีพยาน ต้องมีนามอาจารย์และศิษย์บันทึกไว้ ต้องมีสิ่งที่ศิษย์คำนับ และสิ่งที่อาจารย์มอบคืน” นางมองความมืดรอบตัว “ที่นี่ไม่มีสิ่งเหล่านั้น”
เย่เทียนมองตามสายตานางไปยังหมอกดำด้านนอก วงแสงเล็ก ๆ ใต้หุบเขาแห่งนี้มีเพียงหินเย็น หมอกนิ่ง และม่านจันทรา ไม่มีหอ ไม่มีผู้เฒ่า ไม่มีแผ่นหยก ไม่มีจันทร์จริงบนฟ้า
แต่เพราะไม่มีสิ่งเหล่านั้น บางอย่างจึงดูจริงกว่าพิธีที่สมบูรณ์แบบเสียอีก
“ถ้าไม่มีพยาน” เย่เทียนกล่าว “หมอกนี่นับได้หรือไม่”
ไป๋หลีอิงมองเขา “เจ้าอยากให้สิ่งที่ไม่รู้ว่าจะกลืนเราวันใดเป็นพยานรับศิษย์หรือ”
“ข้าแค่คิดว่ามันมองมาตั้งนานแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะมีประโยชน์บ้าง”
“ถ้ามันจำพิธีนี้ได้ ข้าจะถือว่าเป็นปัญหา ไม่ใช่ประโยชน์”
เย่เทียนเงียบไป แล้วหลุดยิ้มบาง ๆ แม้บรรยากาศรอบตัวจะขลังเกินกว่าจะหัวเราะออกมาได้จริง
ไป๋หลีอิงวางเข็มจันทร์เล่มบางลงอีกครั้ง แล้วหยิบเล่มยาวขึ้นมาแทน นางใช้ปลายเข็มแตะพื้นหินเบา ๆ เส้นแสงสีเงินวงหนึ่งปรากฏขึ้น ไม่ซับซ้อนเหมือนม่านจันทรา ไม่คมเหมือนเส้นฝึกก้าวเงา แต่เรียบง่ายมาก เป็นวงเล็ก ๆ ที่พอให้คนหนึ่งคุกเข่าอยู่ตรงกลาง
เมื่อเห็นวงนั้น เย่เทียนจึงรู้สึกได้เต็มที่ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่บทเรียนธรรมดา
เขาเรียกนางว่าอาจารย์หญิงมาหลายเดือนแล้วก็จริง คำเรียกนั้นค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใต้หุบเขาโดยไม่มีใครบังคับ แต่การเรียกด้วยปากกับการคุกเข่าคารวะอย่างเป็นทางการนั้นต่างกันมาก โดยเฉพาะเมื่อคนตรงหน้ายังดูอย่างไรก็เหมือนหญิงสาวที่อายุห่างจากเขาไม่มากนัก แม้เขาจะรู้ดีแล้วว่านางไม่ใช่คนที่ควรตัดสินจากใบหน้า
ไป๋หลีอิงเห็นความลังเลในดวงตาเขา “มีอะไร”
เย่เทียนมองวงแสงบนพื้น แล้วมองนางอีกครั้ง “ข้าเพียงไม่คิดว่า วันหนึ่งจะต้องคุกเข่าคารวะหญิงสาวที่ดูโตกว่าข้าไม่เท่าไรเป็นอาจารย์จริง ๆ”
ใต้หุบเขาเงียบลงไปหนึ่งลมหายใจ
ไป๋หลีอิงมองเขาอย่างนิ่งมาก
นิ่งจนเย่เทียนเริ่มสงสัยว่าตนเพิ่งทำให้พิธีรับศิษย์กลายเป็นพิธีลงโทษศิษย์หรือไม่
“เจ้าคิดว่าผู้ฝึกที่เดินมาไกลพอควรมีผมหงอกทั้งศีรษะก่อนจึงจะรับศิษย์ได้หรือ” นางถาม
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
“หรือเจ้าคิดว่ากระดูกของข้าควรส่งเสียงเวลาขยับ เจ้าจึงจะยอมคำนับด้วยใจสงบ”
เย่เทียนกระแอมเบา ๆ “ข้ายิ่งไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
ไป๋หลีอิงหลุบตามองเขา “ผู้ฝึกระดับสูงจำนวนมากดูอ่อนเยาว์กว่ากระดูกของตนเองมาก เจ้าใช้ใบหน้าตัดสินอายุของคนเช่นนั้น วันหนึ่งจะเรียกบรรพชนของตระกูลอื่นว่าน้องสาวแล้วถูกฝังทั้งเป็น”
เย่เทียนเกือบยิ้ม แต่รีบกดไว้ “แปลว่าท่านอายุมากแล้ว?”
เขารู้ทันทีว่าคำถามนี้ไม่ควรหลุดออกไป
ไป๋หลีอิงยกเข็มจันทร์ขึ้นเล็กน้อย
เย่เทียนรีบกล่าวต่อ “ข้าถามเพื่อความรู้ ไม่ใช่เพื่อเสียมารยาท”
“ความรู้บางอย่างควรรอจนศิษย์มีชีวิตพอจะใช้มัน”
“เช่นนั้นข้าจะยังไม่รู้ก็ได้”
นางวางเข็มลงช้า ๆ ใบหน้ายังนิ่ง แต่เย่เทียนรู้สึกได้ว่าความตึงที่เกิดจากคำถามเมื่อครู่ลดลงเล็กน้อย
จากนั้นไป๋หลีอิงกล่าวเรียบ ๆ “ในที่ที่ข้าจากมา มีคนมากกว่าที่เจ้ารู้จักเคยคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ข้าชี้ทางเพียงหนึ่งประโยค”
เย่เทียนชะงัก
นางไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงโอ้อวด แต่ความจริงในประโยคนั้นหนักพอให้เขานิ่งลง
“ข้ายังไม่เคยรับ” นางกล่าวต่อ
เย่เทียนมองนางใหม่อีกครั้ง
หญิงสาวตรงหน้าอาภรณ์ขาดบางส่วน สีหน้ายังซีดจากบาดแผล ยืนอยู่ใต้หุบเขามืดเหมือนผู้รอดชีวิตคนหนึ่ง แต่คำพูดเมื่อครู่ทำให้เงาของโลกที่นางจากมากว้างขึ้นทันที คนมากมายเคยคุกเข่าเพื่อขอเพียงหนึ่งคำชี้ทางจากนาง ขณะที่เขา เด็กหนุ่มจากเมืองชิงหลานที่ยังไม่ถึงก่อปราณ กลับได้รับโอกาสที่คนเหล่านั้นอาจไม่มี
ไป๋หลีอิงมองเขา “ดังนั้น อย่าทำหน้าเหมือนข้าเอาเปรียบเจ้า”
ความประหม่าในอกเย่เทียนค่อย ๆ เปลี่ยนรูป เขายังรู้สึกแปลกอยู่ที่ต้องคุกเข่าต่อหน้าคนที่ดูอ่อนเยาว์เช่นนาง แต่ความแปลกนั้นถูกแทนด้วยความหนักแน่นอย่างอื่น
เขามองนางในฐานะคนที่ดึงเขากลับจากแรงของประตูในร่าง คนที่ใช้ทรัพยากรรักษารากฐานให้เขา คนที่สอนให้เขาใช้วงปราณย้อนทางโดยไม่ทำลายตนเอง คนที่ทำให้เด็กหนุ่มซึ่งเคยถูกวัดด้วยสายตาของเมืองเล็ก เริ่มมองเห็นทางที่กว้างกว่าลานฝึกทั้งชีวิตของเขา
เย่เทียนเดินเข้าไปยืนในวงแสงเล็ก ๆ บนพื้น เขาก้มตัวลง คุกเข่าข้างหนึ่งก่อน แล้วตามด้วยอีกข้าง ฝ่ามือแตะพื้นหินเย็นจัด ความเย็นแล่นขึ้นตามนิ้ว แต่เขาไม่ขยับหนี
ไป๋หลีอิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แววตาของนางลึกลงเล็กน้อย ราวกับภาพตรงหน้าทำให้นางนึกถึงสถานที่ซึ่งห่างไกลจากหุบเขาแห่งนี้มาก หอที่ไม่มีอยู่ตรงนี้ จันทร์ที่ไม่มีบนฟ้า และพยานที่ไม่อาจมองเห็น
“พิธีนี้ไม่สมบูรณ์” นางกล่าว “ดังนั้น ข้าจะไม่ให้เจ้าคำนับสามครั้งเหมือนธรรมเนียมเต็ม”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“คำนับหนึ่งครั้งพอ” นางกล่าว “ไม่ใช่ต่อฐานะของข้า แต่ต่อทางที่เจ้าจะเดินหลังจากนี้”
เย่เทียนนิ่งไป ก่อนค่อย ๆ ก้มศีรษะลงอย่างจริงจัง
หน้าผากของเขาแตะพื้นหิน
ไม่มีเสียงกลอง ไม่มีเสียงประกาศ ไม่มีผู้ใดขานนาม ไม่มีแสงจันทร์จริงส่องลงจากฟ้า มีเพียงวงแสงสีเงินสั่นเบา ๆ รอบตัว หมอกดำที่เฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ และหญิงสาวผู้ยืนอยู่ตรงหน้าเข็มจันทร์ในมือ
แต่สำหรับเย่เทียน การคำนับครั้งนี้หนักกว่าพิธีใดที่เขาเคยเห็นในตระกูลเย่
เพราะเขารู้ดีว่าคำนับนี้ไม่ได้ซื้อสถานะ
มันยอมรับหนี้ชีวิต หนี้คำสอน และทางเดินที่เขาเลือกเอง
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น ไป๋หลีอิงใช้ปลายเข็มจันทร์แตะลงเหนือจุดระหว่างคิ้วของเขา ไม่ได้แทง ไม่ได้กดแรง เพียงแตะเบา ๆ จนความเย็นแผ่วซึมผ่านผิวหนังเข้าไปในลมหายใจภายใน
“จากวันนี้” นางกล่าว “เจ้าถือว่าเป็นศิษย์ที่ข้ารับไว้ใต้จันทร์ไร้พยาน”
เย่เทียนรู้สึกหัวใจหนักขึ้นอย่างประหลาด
ไม่ใช่หนักเพราะกดดัน
แต่หนักเหมือนสิ่งไร้น้ำหนักบางอย่างในชีวิตเพิ่งได้รับชื่อ
“ศิษย์เย่เทียน” เขากล่าวเสียงต่ำ “คารวะอาจารย์”
คำว่าอาจารย์ครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา
ไม่มีคำว่าหญิงต่อท้าย ไม่มีครึ่งเล่นครึ่งจริง ไม่มีการกลบความเขินหรือความกลัว มีเพียงคำเดียวที่เรียบง่าย และเพราะเรียบง่าย มันจึงหนัก
ปลายเข็มจันทร์บนหน้าผากเขาสั่นเบา ๆ ก่อนถูกถอนกลับ ไป๋หลีอิงเก็บเข็มลงซอง แล้วหยิบเข็มจันทร์เล่มสั้นที่สุดขึ้นมาแทน นางวางมันบนฝ่ามือแล้วส่งให้เย่เทียน
“นี่ไม่ใช่อาวุธ” นางกล่าว “ไม่ใช่ของที่เจ้าจะใช้สู้ ไม่ใช่ของที่เอาไปอวด และไม่ใช่สิ่งที่จะช่วยเจ้าเอาชนะคนที่เจ้าไม่ควรชนะ”
เย่เทียนรับไว้ด้วยสองมือ เข็มเล่มนั้นเย็นมาก แต่ไม่เย็นจนเจ็บ มันเงียบเหมือนแสงจันทร์ที่ถูกเก็บไว้ในโลหะ
“มันใช้ทำอะไร”
“เตือนเจ้า” นางตอบ “ข้าใส่เจตจำนงของข้าเอาไว้ หากวันใดหลังประตูในร่างเจ้าตอบสนองแรงเกินไป มันอาจเตือนเจ้าได้หนึ่งครั้ง”
“หนึ่งครั้ง?”
“บางสิ่งเตือนได้เพียงครั้งเดียว ก่อนที่ผู้ถูกเตือนต้องรับผิดชอบตนเอง”
เย่เทียนกำเข็มจันทร์ไว้ ไม่แน่นเกินไป กลัวจะทำให้มันเสียหาย ทั้งที่รู้ว่าเข็มของนางคงไม่เปราะบางเช่นนั้น
“ข้าจะจำไว้”
“ยังมีสามข้อที่เจ้าต้องจำให้ชัดกว่าเข็มนี้”
น้ำเสียงของไป๋หลีอิงทำให้เย่เทียนตั้งหลังตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ข้อแรก” นางกล่าว “ห้ามแตะสิ่งที่คล้ายประตูในร่างเจ้า ก่อนถึงตั้งแก่นเป็นอย่างน้อย และแม้ถึงตั้งแก่น เจ้าก็ยังต้องจำไว้ว่าข้าไม่เคยบอกว่าอนุญาตให้ใช้มันได้”
เย่เทียนพยักหน้า “ข้าจะไม่เรียกมันว่าไพ่ตาย”
“ดี” นางกล่าว “คนจำนวนมากตายเพราะเรียกสิ่งที่ตนไม่เข้าใจว่าไพ่ตาย”
นางหยุดเพียงเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“ข้อที่สอง ห้ามใช้ย่างเงาลอดจันทร์เต็มรูปต่อหน้าผู้ฝึกระดับสูง หากจำเป็นต้องใช้ ให้ใช้แก่นที่ดัดแปลงเป็นก้าวของเจ้าเอง อย่าทิ้งรอยของข้าไว้ในเงาของเจ้า”
“เพราะจะมีคนตามรอยมาถึงท่าน”
“และอาจตามมาถึงเจ้าเร็วกว่าที่เจ้าพร้อมจะหนี” นางแก้ “จำไว้ คนที่รู้จักรอยนั้น ไม่ใช่คนที่เจ้าจะเอาชนะด้วยความกล้า”
เย่เทียนรับคำเงียบ ๆ
“ข้อที่สาม” ไป๋หลีอิงมองเขานานกว่าสองข้อแรก “อย่าลืมว่าพลังที่ได้มาเร็ว มักมีบางคนหรือบางสิ่งจ่ายราคาแทน หากไม่รู้ว่าใครจ่าย อย่าเพิ่งดีใจที่ได้มันมา”
ประโยคนี้ทำให้เย่เทียนนึกถึงน้ำค้างจันทร์เย็นที่ลดลงในถ้วยหิน นึกถึงใบหน้าซีดของนางหลังใช้มันรักษารากของเขา และนึกถึงประตูในร่างที่อาจมอบแรงตอบกลับมาโดยไม่รู้ว่าค่าแลกเปลี่ยนคืออะไร
“ข้าสัญญา” เขากล่าว
ไป๋หลีอิงมองเขา “อย่าผิดคำพูดกับข้าเชียว”
พิธีเหมือนจะจบลงแล้ว แต่เย่เทียนยังคุกเข่าอยู่ในวงแสง เข็มจันทร์เล่มสั้นวางอยู่บนฝ่ามือ ความรู้สึกหลายอย่างปะปนอยู่ในอก ทั้งความหนักแน่น ความซาบซึ้ง ความไม่คุ้นกับคำว่าศิษย์ และคำถามมากมายที่ยังไม่กล้าถาม
แต่วันนี้ต่างจากวันอื่น
วันนี้เขาไม่อยากปล่อยคำถามทั้งหมดกลืนหายไปอีก
“อาจารย์”
ไป๋หลีอิงชะงักเล็กน้อยกับคำเรียกที่ไม่มีคำต่อท้าย นางไม่ได้หันมาทันที แต่หยุดมือไว้
“ว่ามา”
“ถ้าข้าเป็นศิษย์ของท่านแล้ว ข้ามีสิทธิ์รู้ชื่อจริงของท่านหรือไม่”
นางหันกลับมามองเขาช้า ๆ
เย่เทียนรีบกล่าวต่อก่อนที่นางจะปฏิเสธ “ข้าไม่ได้ถามเพราะอยากล่วงเกิน เพียงแต่…วันหนึ่งถ้าข้าอยากตามหาท่าน ข้าควรรู้ว่าจะตามหาใคร”
ใต้หุบเขาเงียบลงอีกครั้ง
คำถามนี้ไม่เหมือนการถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น มันมีน้ำหนักของอนาคตอยู่ในนั้น อนาคตที่ทั้งสองอาจไม่ได้อยู่ในวงแสงเดียวกันอีกต่อไป อนาคตที่นางกลับไปยังโลกของนาง และเขากลับไปเมืองชิงหลานโดยมีเพียงคำสั่งกับเข็มจันทร์หนึ่งเล่มเป็นหลักฐานว่าหลายเดือนใต้หุบเขาไม่ใช่ความฝัน
ไป๋หลีอิงมองเขาอยู่นาน “ชื่อที่เจ้าเรียกข้าอยู่ตอนนี้ พอแล้วสำหรับใต้หุบเขานี้”
เย่เทียนเม้มปากเล็กน้อย “แล้วนอกหุบเขาเล่า”
“นอกหุบเขา เจ้ายิ่งไม่ควรเรียกชื่อข้าโดยไม่รู้ว่าผู้ใดฟังอยู่”
คำตอบนั้นทำให้เขาเงียบลง
เขาไม่ได้รับชื่อจริง
แต่เขาได้รับเหตุผลที่ไม่อาจเถียง
“ท่านอยู่ระดับใดกันแน่” เขาถามอีกครั้ง เสียงเบากว่าเดิม “ข้าเห็นท่านบาดเจ็บขนาดนี้ แต่ยังทำสิ่งที่ข้าไม่เข้าใจได้มากมาย หากวันหนึ่งข้าอยากตอบแทนบุญคุณ อย่างน้อยข้าควรรู้ว่าข้าต้องเดินไปไกลแค่ไหน”
ไป๋หลีอิงเงียบไปเล็กน้อย คราวนี้แววตาของนางไม่ใช่ความเย็น แต่คล้ายมีเงาของอะไรบางอย่างที่ยากจะเอ่ย
“ไกลกว่าที่ระดับของเจ้าตอนนี้ควรถาม”
เย่เทียนหัวใจจมลงเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เพราะผิดหวังอย่างเดียว มันเป็นความรู้สึกของคนที่ยืนอยู่ตีนเขาแล้วรู้ว่าภูเขาข้างหน้าสูงเกินกว่าจะเห็นยอด
“ไกลถึงเพียงนั้น?”
“ไกลพอที่ถ้าข้าบอก เจ้าจะเริ่มวัดตัวเองด้วยระยะที่ยังไม่ควรใช้วัด” นางกล่าว “เจ้าต้องกลับไปเดินทางของเจ้าก่อน ไม่ใช่เอาเงาของข้ามาทับหัวตั้งแต่ยังไม่ก่อปราณ”
เย่เทียนฟังแล้วค่อย ๆ ก้มหน้าลง
เขาเข้าใจ นางไม่ได้ปิดบังเพื่อทำให้ตนดูสูงส่ง นางปิดไว้เพราะบางคำตอบอาจกลายเป็นภูเขาทับคนที่ยังควรเรียนรู้การเดินบนพื้น
แต่ความเข้าใจไม่ได้ทำให้ความอยากรู้หายไป
“แล้วข้าจะถามได้เมื่อใด ถ้าข้าทะลวงขึ้นก่อปราณพอหรือไม่”
“เจ้าคิดว่าความลับของข้าราคาถูกเพียงนั้นหรือ”
คำตอบนี้ทำให้เย่เทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดยิ้มจาง ๆ อย่างช่วยไม่ได้
“ไม่ถูกก็ไม่ถูก ข้าจะค่อย ๆ จ่าย”
“อย่าเอาคำว่าจ่ายมาใช้กับความลับของอาจารย์ง่าย ๆ”
“เช่นนั้นข้าจะค่อย ๆ มีคุณสมบัติพอจะถาม”
นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วไม่ได้แก้คำพูดนั้น
เย่เทียนจึงเก็บคำสัญญาเงียบ ๆ นั้นไว้ในใจ
หลังพิธีจบ ไป๋หลีอิงไม่ได้ให้เขาฝึกต่อ นางเดินไปหยุดตรงขอบวงแสง มองขึ้นไปยังความมืดเหนือศีรษะ ที่นั่นยังลึกจนไม่เห็นรอยแยก แต่หลังผ่านมาหลายเดือน เย่เทียนเริ่มรู้ว่าความมืดเหนือหัวไม่ใช่เพียงเพดานของคุก มันเป็นทางที่สักวันหนึ่งต้องเปิดออก
“บาดแผลของข้าฟื้นพอจะเริ่มตรวจทางจันทร์ได้แล้ว” นางกล่าว
เย่เทียนชะงักไปทันที “หมายความว่า…เราจะออกจากที่นี่ได้แล้วหรือ”
ความยินดีแล่นขึ้นในอกเขาก่อนสิ่งใด มันมาเร็วและแรงจนเขาแทบลุกขึ้นยืนโดยลืมว่าตนยังคุกเข่าอยู่ในวงพิธี หลายเดือนใต้หุบเขา ความคิดถึงบ้านไม่เคยหายไปเลย เย่จง เสี่ยวอวี่ ตระกูลเย่ เมืองชิงหลาน ทุกอย่างเหมือนถูกวางไว้หลังม่านมืดที่เขาเอื้อมไม่ถึงมานานเกินไป
ไป๋หลีอิงมองเขา “ยังไม่ใช่วันนี้”
“แต่ไม่ไกลแล้ว?”
“ถ้าไม่มีสิ่งใดผิดพลาด” นางกล่าว “ข้าต้องฟื้นอีกเล็กน้อย ส่วนเจ้าต้องรักษาปลายขั้นให้มั่น ไม่ใช่ทำรากปริก่อนถึงปากเหว”
เย่เทียนพยักหน้าช้า ๆ
เขาควรดีใจเท่านั้น
เขารอวันนี้มานาน คิดถึงบ้าน คิดถึงคนที่อาจยังไม่ยอมเชื่อว่าเขาตาย คิดถึงวันที่ได้กลับไปยืนต่อหน้าเย่จงแล้วบอกว่าตนไม่ได้หายไปอย่างไร้ค่า แต่เมื่อมองเงาด้านข้างของไป๋หลีอิง ความยินดีนั้นกลับมีรอยเงาบาง ๆ แทรกอยู่โดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว
ออกไปได้ แปลว่าเขาจะได้กลับบ้าน
และแปลว่าช่วงเวลานี้จะจบลงจริง
เขาจะไม่ได้ยินเสียงนางบอกว่า “เริ่มใหม่” ทุกครั้งที่ล้ม ไม่ได้เห็นมือที่ยื่นเข็มจันทร์มาแตะชีพจรเมื่อรากใกล้ปริ ไม่ได้ฟังคำตอบสั้น ๆ ที่เปิดโลกกว้างกว่าเมืองชิงหลานขึ้นทีละชั้นในความมืดใต้หุบเขา
เย่เทียนกำเข็มจันทร์เล่มสั้นในมือเบา ๆ
ไป๋หลีอิงหันมามองเขา ราวกับจับความเงียบที่เปลี่ยนไปได้
“เจ้าควรดีใจ”
“ข้าดีใจ” เขาตอบทันที แล้วนิ่งไปเล็กน้อย “เพียงแต่…ข้าไม่คิดว่าการได้ออกจากที่นี่จะทำให้ใจหนักขึ้นด้วย”
นางมองเขาอยู่นาน
คราวนี้ไม่มีคำตัดบท ไม่มีคำเตือน และไม่มีการบอกว่าเขาคิดมากเกินไป
ไป๋หลีอิงเพียงกล่าวเบา ๆ “ทางของศิษย์ไม่ควรหยุดอยู่ใต้หุบเขาเพราะอาจารย์ผู้หนึ่ง”
เย่เทียนฟังแล้วเงียบลง
“แล้วทางของอาจารย์เล่า” เขาถาม “จะหายไปจากศิษย์ง่าย ๆ เช่นนั้นหรือ”
นางไม่ได้ตอบทันที
หมอกดำด้านนอกยังนิ่ง วงแสงสีเงินยังส่องอยู่ใต้ฝ่าเท้าทั้งสอง และระหว่างคำถามกับคำตอบที่ไม่มาถึงนั้น เย่เทียนรู้สึกชัดเจนว่า พิธีวันนี้ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ง่ายขึ้นเลย
มันทำให้การจากลาในอนาคตยากขึ้นต่างหาก
ไป๋หลีอิงหันกลับไปมองความมืดด้านบนอีกครั้ง
“ถ้าเจ้ามีชีวิตพอจะเดินต่อ” นางกล่าว “ทางบางเส้นย่อมวนกลับมาพบกันเอง”
คำตอบนั้นไม่ใช่สัญญา
แต่มันพอให้เย่เทียนเก็บไว้เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดในตอนนี้
เขาก้มมองเข็มจันทร์ในมือ แล้วเก็บมันไว้ใกล้อกอย่างระมัดระวัง
ใต้หุบเขาไม่มีหอ ไม่มีจันทร์จริง ไม่มีพยาน
แต่ตั้งแต่วันนี้ เย่เทียนมีอาจารย์แล้ว
และอีกไม่นาน เขาอาจต้องเรียนรู้บทเรียนที่ยากที่สุดบทหนึ่งของศิษย์
การเดินออกจากเงาของอาจารย์ โดยยังไม่รู้เลยว่าจะได้พบกันอีกเมื่อใด