กลุ่มเมฆก้อนใหญ่ล่องลอยอยู่เหนือน่านฟ้า มีเพียงแค่แสงแดดสลัวๆ สาดส่องทะลุลงมาเสมือนกางร่มคันใหญ่บดบังแสงพระอาทิตย์กระทบลงมาสู่พื้นดิน
บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด แม้จะมีผู้คนมากมายยืนเป็วงล้อม แต่ทั่วทั้งบริเวณนี้ก็ได้ยินเพียงแค่เสียงสะอึกสะอื้นของสังข์ทองที่โอบกอดร่างของนางรจนาร่ำไห้ เขาเอาแต่โทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมา หาว่าเป็เพราะตัวเองที่ไม่ได้อยู่กับนาง จึงได้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้ขึ้น
บรรยากาศอบอวลไปด้วยความโศกเศร้า ผู้คนเห็นร่างของนางรจนาที่นอนเือาบท่วมตัว ก็ต่างพากันรู้สึกหดหู่หัวใจ
ระหว่างนั้นเองก็มีเสียงของสตรีนางหนึ่งเอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแหบพร่า
“นางช่วยข้าจากควายตัวนั้น นางเอาตัวของนางเข้ามาขว้าง ก่อนที่มันจะพุ่งชนเข้ามา”
น้ำเสียงอ่อนแรงเปล่งออกมาจากปากพระมเหสีเมรี ขณะที่พระองค์ยังคงเนื้อตัวสั่นเทาไม่หาย สีหน้าเผือดราวเหมือนกับคนไม่สบาย
สังข์ทองเขาไม่ได้สังเกตเลย ั้แ่แรก ว่าพระมเหสีเมรียืนอยู่ไม่ไกลจากเขา เขามัวแต่ร่ำไห้โอบกอดร่างของภรรยาตัวเองอยู่อย่างนั้น ตอนนี้เขาแทบจะขาดสติไปแล้ว
“เอาตัวนางขึ้นรถเกวียน พานางไปหาหมอหลวงเร็วเข้า!”
น้ำเสียงขึงขังเอ่ยแทรกความเงียบสงัดขึ้น
เสียงของท่านอำมาตย์ะโการสั่งเหล่าทหารที่ยืนอึ้งงงงวยเหมือนไม่รู้ว่าตนจะต้องทำอะไร เหล่าทหารเมื่อได้ยินคำสั่งจึงรีบเข้าไปช่วยกันพยุงร่างของนางรจนา ค่อยๆ ยกร่างของนางขึ้นบนรถเกวียน เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปหาหมอหลวงให้เร็วที่สุดตามคำสั่งของท่านอำมาตย์
และหลังจากนั้นรถเกวียนคันที่ว่าก็เคลื่อนออกตัวทันที โดยมีสังข์ทองนั่งเข่าทรุดน้ำตาไหลอาบน่องทั้งสองแก้มชะเง้อมองตามบั้นท้ายของรถเกวียนคันนั้นไปอย่างไร้จิติญญา
เวลาผ่านไปจนถึงรุ่งเช้าของอีกวัน สังข์ทองนั่งซึมลักษณะเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก อยู่ในห้องโถงใหญ่ข้างในพระราชวัง แม้ในห้องนั้นจะประดับประดาไปด้วยแก้วแหวนเงินทอง ตกแต่งรายล้อมไปด้วยอัญมณีสวยงาม แต่เขาก็ไม่ได้สนใจในสิ่งของเ่าั้เลยแม้แต่น้อย มันเป็เพียงแค่ห้องที่ทางการให้เขาเข้ามาพักอยู่ในห้องนี้ระหว่างเฝ้ารอดูอาการของนางรจนา ดีกว่าให้เขานอนอยู่หน้าห้องหมอหลวง แล้วมียุงนับไม่ถ้วนที่พร้อมจะรุมดูดเืเขาจนหมดตัว
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงของคนเคาะประตู ซึ่งก็เป็ห้องเดียวกันที่สังข์ทองกำลังนั่งอยู่ข้างใน ไม่ช้าประตูบานนั้นก็แง้มออกโดยที่เขายังไปทันได้รุกขึ้นไปเปิด
อย่างไรก็ตาม ถึงก่อนหน้านี้จะบอกว่าสังข์ทองนั่งซึมเหมือนไก่ป่วย หงอยเหมือนควายไม่ได้กินหญ้า แต่ตอนนี้เขาก็มีสติรับรู้และเข้าใจกับสถานการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สังเกตได้จากแววตาที่ดูเป็ผู้เป็คนมากขึ้น อย่างน้อยๆ ก็มากกว่าเมื่อวาน
ประตูมันค่อยๆ แง้ม จนเปิดออกทั้งบาน ปรากฏเป็พระมหากษัตริย์วรทัศน์ยืนประทับอยู่หน้าห้อง
สังข์ทองเมื่อเห็นองค์กษัตริย์เขาก็รีบปรับเปลี่ยนปฏิกิริยาท่านั่งของตัวเองในทันที เปลี่ยนมานั่งคุกเข่าตามความเหมาะสม
กษัตริย์วรทัศน์ก้าวเท้าเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ ตามลำพัง และประตูบานนั้นก็ค่อยๆ ปิดโดยทหารยามที่เฝ้ารออยู่ด้านนอก สังข์ทองพนมมือขึ้นในฉับพลันก้มหน้าก้มตาเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงเสด็จมาหยุดอยู่ต่อหน้าของเขา เขายังไม่ทันได้พูดอะไร ฝ่าาก็เป็ฝ่ายเอ่ยออกมาก่อนว่า
“ไม่ต้องอะไรให้มากความ ทำตัวสบายๆ ข้าได้รับฟังเื่ราวทั้งหมดมาจากมเหสีแล้ว เื่ที่เมียของเ้าช่วยมเหสีและองค์รัชทายาทในครรภ์เอาไว้ ในฐานะคนเป็พ่อ ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนักกับความกล้าหาญของนาง”
กษัตริย์วรทัศน์เอ่ยพยายามทำให้สังข์ทองรู้สึกผ่อนคลาย
สังข์ทองเงยหน้าขึ้นสบสายตากับพระองค์ เขายิ้มรับเล็กน้อยกับคำที่พระองค์กล่าวมา แต่ในดวงตามันเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เพราะเขายังไม่รู้เลยว่าตอนนี้เมียของตนจะเป็ตายร้ายดีอย่างไร
“เมียของกระหม่อม นางเป็คนดีมากขอรับ ข้าได้แต่หวังขอให้นางปลอดภัย”
น้ำเสียงอันแ่เบาของสังข์ทองมันเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่ใครๆ ก็สามารถััได้ถึงความรู้สึกนี้ ฝ่ามือของกษัตริย์วรทัศน์เอื้อมมาแตะบนบ่าของเขาเบาๆ ด้วยความเห็นอกเห็นใจ โดยที่พระองค์เองก็ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า ถ้าหากเป็มเหสีเมรีที่ถูกควายตัวนั้นขวิด ถ้าหากไม่มีแม่ค้าขนมหวานผู้นี้โผล่มาช่วย เห็นทีพระองค์เองก็คงจะมีสภาพเฉกเช่นเดียวกันกับสังข์ทองในตอนนี้ พระองค์จึงเข้าใจถึงความรู้สึกที่สังข์ทองกำลังเผชิญอยู่
ในขณะมือของฝ่าายังคงค้างอยู่บนบ่าของสังข์ทอง พระองค์ก็ได้ตรัสต่อว่า
“ทางเรามอบหมายให้หมอหลวงฝีมือดีที่สุด คอยเฝ้าดูอาการของนางตลอดเวลา พวกเขามีสมุนไพรชั้นเลิศเตรียมพร้อมอย่างครบมือ เ้าไม่ต้องห่วงไปหรอก สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงไม่ยอมให้คนดีๆ อย่างนางเป็อะไรไปได้อย่างแน่นอน ข้าเชื่อแบบนั้น”
หลังจากที่ได้พูดคุยกับกษัตริย์วรทัศน์ สังข์ทองเขาก็มีท่าทีที่ดูผ่อนคลายมากขึ้น ออกมานั่งเฝ้ารอที่หน้าห้องหมอหลวงอย่างมีความหวัง และเพียงไม่นานนัก ดูเหมือนว่าความหวังของเขานั้นก็กลายเป็จริง เมื่อหมอหลวงออกมาบอกเขาว่า นางรจนาลอดพ้นขีดอันตรายแล้ว