พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 49 เงามืดใต้ตราเก่า

    ราตรีนั้น เมฆหมอกปกคลุมสำนักเมฆาครามแน่นกว่าทุกคืนที่ผ่านมา

    แสงจันทร์ครึ่งเสี้ยวส่องลอดชั้นเมฆลงมาเพียงราง ๆ
    พอให้สันหลังคา กระเบื้องเขียว และยอดสนสูงใหญ่เห็นเป็นเส้นเงาดำทอดยาวอยู่บนพื้นศิลา
    ลมภูเขาพัดช้า กลิ่นไอสนและดินชื้นแทรกอยู่ในอากาศ
    ทุกอย่างดูนิ่งสงบ หากความนิ่งนั้นกลับให้ความรู้สึกเย็นเยียบราวมีบางสิ่งกำลังหลบซ่อนและจ้องมองอยู่จากในเงา


    ภายในเรือนศิษย์ชั้นในของอี้ซิน
    ตะเกียงน้ำมันเพียงดวงเดียวส่องแสงนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง
    เปลวไฟเล็ก ๆ ขยับตามแรงลมบางเบาที่ลอดผ่านช่องไม้แกะสลัก
    ทว่าคนที่นั่งอยู่กลางห้องกลับไม่มีใจสนใจความสงบของยามค่ำแม้แต่น้อย


    อี้ซินนั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อหยาบสีเทา
    อาภรณ์ชั้นในสีดำแนบกับลำตัวสูงโปร่งสงบ
    ใบหน้าด้านข้างของเขาถูกแสงตะเกียงจับเพียงครึ่งหนึ่ง ขับให้ดวงตาคมลึกนั้นยิ่งดูมืดและเย็นกว่าเดิม

    ในมือขวา เขาถือ ตราสำนักเมฆทมิฬ
    ส่วนมือซ้ายกำ แหวนเหล็กสีหม่น เอาไว้แน่น

    ของสองสิ่งนี้เพิ่งปรากฏแก่สายตาอีกครั้งอย่างชัดเจนในค่ำคืนเดียวกัน


    ทว่าเมื่อวางไว้ใกล้กัน
    มันกลับไม่ได้เป็นเพียงเศษเบาะแสจากอดีตอีกต่อไป
    หากเหมือนฟันเฟืองสองชิ้นซึ่งถูกนำกลับมาประกบกันจนเริ่มเห็นเงารูปร่างของบางสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น

    ตราสำนักเมฆทมิฬมีขนาดไม่ใหญ่นัก
    เป็นโลหะสีดำหม่น รูปเมฆบิดพันกันเป็นวง
    กลางวงเมฆมีเส้นสลักคมบางสีเทาเงินตัดทแยงลงมา
    ดูคล้ายเมฆดำที่ถูกคมกระบี่หนึ่งฟันแหวกกลางฟ้า

    แหวนเหล็กสีหม่นเองก็ไม่ใช่ของงาม
    ผิวแหวนหยาบและเก่า


    หากเมื่ออี้ซินส่งปราณบางสายผ่านลงไป
    เส้นโลหิตในเนื้อเหล็กด้านในกลับเรืองแสงขึ้นเล็กน้อย 
    ไม่ต่างจากงูพิษที่เพิ่งลืมตาจากการจำศีล

    เขายื่นตราเข้าไปใกล้แหวนอีกนิด


    วูม…


    คลื่นสะเทือนอ่อนเบาระลอกหนึ่งพลันแผ่ออกมา
    มิใช่แรงกระแทกทางกาย
    หากเป็น “แรงตอบรับ” ทางมิติและจิตสัมผัส
    ราวกับของทั้งสองเกิดจากรากเหง้าเดียวกัน แล้วเพิ่งได้กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้งหลังจากหายห่างกันไปนาน

    แววตาของอี้ซินจึงยิ่งลึกลง


    “เมฆทมิฬ…”


    เขาพึมพำช้า ๆ

    ชื่อนี้เขาไม่ได้เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก


    …ในวันที่เขายังถูกทั้งโลกดูแคลน
    ในวันที่คนหลายฝ่ายเห็นเขาเป็นเพียงเศษสวะไร้ค่า
    เงาของสำนักหรืออิทธิพลที่ใช้สัญลักษณ์นี้ก็เคยปรากฏขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง
    เพียงแต่ในเวลานั้น เขายังไม่มีกำลังพอจะตามสาวลึกลงไป
    ทำได้เพียงจดจำของสองสิ่งนี้ไว้เงียบ ๆ แล้วรอวันที่จะขุดรากมันขึ้นมา


    บัดนี้รากเส้นนั้นเริ่มโผล่พ้นดินแล้ว

    เขาหยิบแผ่นหยกจิ๋วสีหมอกขาวรูปพระจันทร์เสี้ยวออกมาจากอกเสื้ออีกชิ้น
    ผิวหยกขาวเย็นจัดส่องแสงอ่อนมากแทบมองไม่เห็น
    แต่ตั้งแต่กลับจากจวนรับแขกในวันนี้ มันก็ยังส่งคลื่นแผ่วเบาอยู่ไม่หยุด
    คล้ายเพิ่งรับรู้ถึงคนหรือพลังบางอย่างที่มันคุ้นเคยมาแต่เดิม


    มู่ชิงหลาน


    เพียงชื่อของนางแล่นผ่านในใจ
    หยกจิ๋วเสี้ยวจันทร์ก็อุ่นขึ้นเสี้ยวหนึ่งอย่างชัดเจน

    อี้ซินหรี่ตาลงเล็กน้อย

    ของชิ้นนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับนาง
    หรืออย่างน้อยก็เกี่ยวข้องกับตระกูลและโลกที่อยู่เบื้องหลังนางแน่


    แต่ตราเมฆทมิฬกับแหวนเหล็กกลับโยงกับอีกด้านหนึ่ง
    ด้านที่มืดกว่า ต่ำช้ากว่า และเต็มไปด้วยเจตนาจะฆ่าจะตัดจะทำลาย

    ฝ่ายหนึ่งคือแสงเย็นใต้เสี้ยวจันทร์
    อีกฝ่ายคือเมฆดำที่หวังกลืนกินทุกอย่าง

    เมื่อนำทั้งสองปมมาวางข้างกัน
    สิ่งที่ผุดขึ้นในใจจึงคมกริบอย่างน่ากลัว


    มีคนบางพวก…ไม่ต้องการเพียงฆ่าเขา
    แต่ต้องการให้พันธะบางอย่าง “ตาย” ไปพร้อมเขาด้วย


    อี้ซินวางทั้งสามสิ่งลงบนพื้นตรงหน้า
    ลมหายใจยาวและสงบ
    ทว่าสายตากลับเย็นลงอีกชั้น

    เขาหลับตา
    ส่งกระแสปราณผ่านตรา ผ่านแหวน และสุดท้ายผ่านหยกจันทร์ทีละชิ้นอย่างละเอียด


    ตราเมฆทมิฬส่งคลื่นเย็นสกปรกคล้ายหมอกพิษกลับมา
    แหวนเหล็กตอบด้วยคลื่นใกล้เคียงกัน แต่มีร่องรอยของการใช้งานเชิงสังหารมากกว่า
    ส่วนหยกพระจันทร์เสี้ยวกลับส่งความเย็นสะอาดและลึก
    ไม่กดข่ม ไม่ลอบเร้น
    หากนิ่งสงบประดุจแสงจันทร์ในยามน้ำค้างลง


    สองฝ่าย
    สองราก
    สองโลก

    ยิ่งรับรู้ อี้ซินยิ่งมั่นใจว่า
    สิ่งที่เกิดกับตนตั้งแต่ตอนต้นไม่ใช่เพียงความบังเอิญจากคนไม่กี่คนในสำนักเล็กๆ
    หากเป็นปลายด้ายของผืนใยขนาดใหญ่ที่พัวพันทั้งตระกูลใหญ่และอิทธิพลมืด

    เขาลืมตาขึ้นช้า ๆ


    แล้วในชั่วขณะนั้นเอง
    หยกดาราในกายก็พลันแผ่คลื่นอบอุ่นออกมาอีกระลอกหนึ่ง
    คลุมทั้งหยดโลหิตสัตว์เทวะ เม็ดธาตุมืด จุดชีพจรดารา และสิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกให้เงียบสนิทลงลึกกว่าเดิม
    ราวกับตอบรับการตื่นตัวของจิตเขา แล้วช่วยกลบร่องรอยทุกอย่างไม่ให้หลุดออกไปภายนอกแม้เพียงเสี้ยว

    อี้ซินรับรู้ความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ชัดเจน


    นับจากนี้
    ต่อให้ผู้ใดแตะชีพจรเขา
    ก็จะมองเห็นเพียงระดับหลอมกายโลหิตขั้นต้นที่แข็งแกร่งกว่าธรรมดาทั่วไปเท่านั้น
    ส่วนความลับในส่วนลึก ย่อมถูกม่านหมอกของหยกดาราปิดกลบเอาไว้อย่างแน่นหนา


    ดี...


    เมื่อทางหนึ่งเป็นเงา
    อีกทางหนึ่งก็ต้องเป็นเงาให้มืดยิ่งกว่า

    เขาเก็บหยกจันทร์เสี้ยวเข้าที่เดิม
    แต่ตราเมฆทมิฬกับแหวนเหล็กยังคงวางอยู่ข้างหน้า

    สิ่งนี้ต้องมีคนช่วยดู

    อี้ซินสะบัดนิ้วเบา ๆ
    กระแสมิติไหวแผ่ว
    ตราและแหวนพลันหายวับ
    แล้วไปปรากฏในโลกใบเล็กภายในแหวนมิติเทวะทันที
    อยู่บนศิลาดำกลางลานฝึกที่เขาจัดไว้เป็นที่เก็บของสำคัญ


    ตั้งแต่แหวนมิติเทวะเปิดใช้งานได้
    ทุกอย่างก็สะดวกขึ้นมหาศาล

    ภายในโลกใบเล็กนั้นมีขนาดราวเมืองหนึ่งเมือง
    พื้นดิน ธารน้ำ ผาหิน และป่าโปร่งอยู่ครบ
    พลังปราณหนาแน่นกว่าโลกภายนอกถึงสามเท่า
    และกาลเวลาไหลเร็วกว่าสามสิบเท่า

    แม้เพิ่งเปิดได้เพียงชั้นแรก
    แต่มันก็มากพอให้กลายเป็นไพ่ลับอันยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของอี้ซินไปแล้ว

    เขาส่งจิตเข้าไปอีกครั้ง


    โลกใบเล็กภายในแหวนสงบเงียบงันดังเดิม
    นิลกาฬกลืนดาราพาดอยู่ข้างแท่นศิลากลางลาน
    เส้นดำเงินบนสันดาบเรืองอ่อนในพลังปราณหนาแน่น
    ข้างกันคือแหวนเหล็กกับตราเมฆทมิฬซึ่งวางคู่กันอยู่
    ยังคงส่งคลื่นตอบรับแผ่วเบาไม่หยุด

    อี้ซินไม่รีบแตะต้องมันอีก
    เพียงจำสภาพนั้นไว้ แล้วถอนจิตกลับสู่ห้อง


    ทันใดนั้น—


    ตึก..

    ตึก..


    เสียงเคาะประตูเบาสองครั้งดังขึ้น

    อี้ซินขยับตาขึ้น
    เสียงเคาะนั้นไม่แรง แต่เป็นจังหวะที่ระวังตัวอย่างมาก
    คนเคาะย่อมไม่ใช่ศิษย์รับใช้ธรรมดา

    เขาลุกขึ้นเปิดประตูเอง


    ผู้ที่ยืนอยู่ด้านนอกคือ มู่หรงเยว่

    คืนนี้นางอยู่ในอาภรณ์สีเขียวหมอกอ่อน
    ผมดำรวบสูงกว่ากลางวันเล็กน้อย
    ใบหน้าขาวผ่องภายใต้แสงจันทร์ดูนุ่มนวลกว่าปกติ
    แต่ดวงตาคู่งามกลับเคร่งอยู่มาก

    ในมือของนางมีถาดไม้เล็กวางขวดหยกหลายใบ
    และกล่องเหล็กสีดำใบหนึ่ง


    เมื่อเห็นเขาเปิดประตูออกมาเอง
    นางก็กวาดตามองเขาแวบหนึ่งเหมือนตรวจอาการโดยสัญชาตญาณ
    ก่อนกล่าวเสียงเบา


    “ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่พัก”


    อี้ซินเปิดทางให้นาง


    “เข้ามาเถิด”


    มู่หรงเยว่เดินเข้าห้องอย่างสงบ
    แต่เพียงก้าวเข้ามาได้ไม่กี่ก้าว
    นางก็พลันหยุดชะงัก


    “เมื่อครู่...”
    นางขมวดคิ้วเล็กน้อย “ในห้องเจ้าคล้ายมีคลื่นพลังแปลก ๆ”


    อี้ซินแววตาไหววูบ แต่สีหน้ายังคงเรียบนิ่ง

    แน่นอนว่านางคงสัมผัสได้ทันตอนที่เขาเพิ่งถอนจิตจากแหวนมิติเทวะ
    แต่เพราะหยกดาราปิดกลบได้เร็วพอ สิ่งที่หลุดออกมาจึงมีเพียงคลื่นเบาบางมาก


    “ข้าแค่กำลังตรวจของบางอย่าง”


    เขาตอบเรียบ

    มู่หรงเยว่มองเขาครู่หนึ่ง
    ก่อนจะไม่ถามต่อ

    นางเดินไปวางถาดไม้บนโต๊ะเตี้ย
    แล้วเปิดกล่องเหล็กสีดำออก


    ภายในมีเข็มเงิน เข็มทองเล่มสั้นจำนวนหนึ่ง
    ผงโอสถสีฟ้าอ่อน
    และใบกระดาษบางที่บันทึกลายเส้นพิษเอาไว้หลายชนิด


    “ข้าตรวจฟันพิษกับคราบโลหิตของมือสอดแนมคนนั้นแล้ว”
    นางกล่าว “พิษที่ใช้ไม่ใช่ของเมฆาคราม”


    อี้ซินก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทันที

    มู่หรงเยว่หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา
    บนกระดาษนั้นวาดลายเส้นการกระจายพิษไว้ละเอียดมาก
    ปลายเส้นทั้งหมดกลับรวมเข้าเป็นรูปคล้ายเมฆบิดตัว


    “พิษชนิดนี้ชื่อ ‘พิษเมฆกลบจันทร์’”
    นางกล่าวช้า ๆ
    “เป็นพิษสายลับที่ฆ่าตนได้ในพริบตา และใช้เฉพาะกับคนที่มีหน้าที่ส่งข่าวหรือปิดปากตัวเอง”
    “ฝ่ายโอสถของสำนักเราไม่มีผู้ใดใช้แนวทางนี้”


    อี้ซินจึงกล่าวเรียบ ๆ
    “ตรงกับสิ่งที่ข้าคิด”


    มู่หรงเยว่เหลือบตามองเขา
    “เจ้าคิดถึงอะไร”


    อี้ซินยกมือขึ้น
    กระแสมิติวูบแผ่วอย่างแนบเนียนเกินสายตาคนทั่วไป
    กล่องเหล็กเล็กสีหม่นใบหนึ่งพลันปรากฏในมือเขา


    มู่หรงเยว่ดวงตาไหวเบา ๆ
    นางไม่ได้เห็นชัดว่าเขาหยิบมันมาจากที่ใด
    รู้เพียงว่าก่อนหน้านี้มันไม่ได้อยู่ในห้อง

    อี้ซินเปิดกล่องนั้น


    ภายในคือ ตราเมฆทมิฬ และ แหวนเหล็กสีหม่น

    มู่หรงเยว่เพียงมองแวบเดียว
    สีหน้าก็เปลี่ยนทันที


    “นี่คือ...”

    “ของเก่าก่อนที่ข้าจะมาที่นี่”
    อี้ซินตอบ “ข้าเพิ่งนึกเชื่อมมันเข้าด้วยกันได้ชัดขึ้นในคืนนี้”


    มู่หรงเยว่หยิบเข็มเงินขึ้นมาหนึ่งเล่ม
    แตะลงบนตราเมฆทมิฬอย่างระวัง

    เพียงเข็มเงินสัมผัสผิวโลหะ
    ปลายเข็มก็พลันขึ้นสีเทาดำ

    นางหรี่ตา
    จากนั้นจึงแตะที่แหวนเหล็กอีกครั้ง

    ผลกลับเป็นเช่นเดียวกัน


    “พิษชนิดเดียวกัน”
    นางกล่าว
    “หรืออย่างน้อยก็เกิดจากรากเหง้าเดียวกัน”


    อี้ซินดวงตาเย็นลึกขึ้น

    มู่หรงเยว่ทอดลมหายใจออกช้า ๆ
    ก่อนเงยหน้ามองเขา


    “เจ้าพบสองสิ่งนี้มานานแล้ว?”


    “ใช่”


    “แล้วเหตุใดไม่เอาออกมาให้ดูตั้งแต่แรก”


    อี้ซินตอบโดยไม่ลังเล
    “เพราะตอนนั้น ข้ายังไม่มีพลังพอจะขุดลึกลงไป”
    “ยิ่งเปิดเร็ว ยิ่งตายเร็ว”


    มู่หรงเยว่เงียบไป

    คำตอบนั้นราบเรียบเกินไป
    แต่ยิ่งราบเรียบ กลับยิ่งเผยให้เห็นว่าเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ได้ผ่านโลกอันโหดร้ายมาด้วยความระวังเพียงใด

    นางลดสายตากลับไปที่ตราอีกครั้ง
    แล้วค่อย ๆ ใช้ปลายนิ้วแตะขอบสลักรูปเมฆ


    “เมฆทมิฬ...”
    นางพึมพำ “ข้าเคยเห็นชื่อแนวนี้ในบันทึกโอสถเก่า”
    “ไม่ใช่สำนักในทางสว่าง”
    “เป็นพวกที่เดินทางในเงามืด รับงานลอบฆ่า กักคน คุมพิษ และผูกสายสัมพันธ์กับตระกูลใหญ่บางสาย”


    อี้ซินจับคำหนึ่งได้ทันที
    “ตระกูลใหญ่บางสาย?”


    มู่หรงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย

    “หนังสือบางเล่มกล่าวว่า องค์กรเช่นนี้ไม่ชอบเปิดหน้าเอง”
    “มันจะเป็นเงาให้คนอื่น”
    “ทำเรื่องที่ตระกูลหรืออำนาจใหญ่ไม่สะดวกทำเอง”


    ลมในห้องเย็นลงเล็กน้อย

    อี้ซินเอ่ยช้า ๆ
    “เช่น ตัดพันธะที่ไม่ควรมี”
    “หรือกำจัดคนที่ไม่ควรมีชีวิตอยู่”


    มู่หรงเยว่ดวงตาไหววูบ
    นางไม่ตอบรับตรง ๆ
    แต่ความเงียบของนางก็ชัดพอแล้ว

    เขาจึงเอ่ยอีกคำที่คมกว่าเดิม

    “เจ้าคิดว่าเรื่องของข้ากับมู่ชิงหลาน…มีเงาของเมฆทมิฬสอดอยู่หรือไม่”


    มู่หรงเยว่ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง
    ก่อนตอบอย่างระวัง

    “ข้ายังไม่อาจยืนยัน”
    “แต่คืนนี้ หากเจ้าถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่”


    นางหยุดนิดหนึ่ง
    “ข้าจะตอบว่า เป็นไปได้มาก”


    ความจริงข้อนี้หาได้ทำให้อี้ซินสะเทือนเท่าตอนพบมู่ชิงหลานในวันนี้ไม่
    เพราะส่วนลึกของใจเขาได้เริ่มจับเค้าเงานี้ไว้แล้ว
    บัดนี้เพียงมีหลักฐานมาค้ำเท่านั้น

    มู่หรงเยว่เก็บตราและแหวนกลับลงในกล่อง
    แล้วกล่าวต่อ


    “สองสิ่งนี้ห้ามให้ผู้ใดเห็นได้ง่าย”
    “โดยเฉพาะคนของเรือนเมฆาดำ”
    “หากพวกมันรู้ว่าเจ้ามีหลักฐานเก่าที่โยงถึงตัวมัน พวกมันย่อมเร่งมือทันที”


    อี้ซินพยักหน้า
    “ข้ารู้”


    จากนั้นเขาจึงถามสิ่งที่อีกฝ่ายคงไม่คาดคิด

    “มีโอสถชนิดใดทำให้พิษเมฆกลบจันทร์แสดงปฏิกิริยาหรือไม่”


    มู่หรงเยว่ขมวดคิ้ว
    “เจ้าจะใช้ทำอะไร”


    “ข้าจะใช้ตกปลา”
    อี้ซินตอบเรียบ


    นางนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนเข้าใจทันที

    หากมีคนของเมฆทมิฬหรือเรือนเมฆาดำเข้ามาใกล้หลักฐาน
    แล้วหลักฐานนั้นตอบสนองหรือแสดงสิ่งใดออกมา
    ย่อมใช้แยกปลาออกจากน้ำได้ง่ายขึ้นจริง

    มู่หรงเยว่ทอดสายตานิ่งใส่มือของเขาอยู่ครู่หนึ่ง
    ก่อนกล่าวแผ่ว


    “คนอย่างเจ้า…ต่อให้ฝ่ายโอสถช่วยตรวจพิษให้ ก็มักจบลงที่คิดจะใช้พิษย้อนเล่นงานคนอื่นอยู่ดี”


    แม้น้ำเสียงจะคล้ายตำหนิ
    แต่ริมฝีปากบางนั้นกลับเกือบยกขึ้นเล็กน้อย
    ราวกับนางเองก็อดนึกขันไม่ได้

    อี้ซินมุมปากขยับเสี้ยวหนึ่งเช่นกัน


    “ในเมื่อมันอยากเล่นในเงามืด”
    เขาว่า “ข้าก็เพียงตอบแทนด้วยเงาที่มืดยิ่งกว่าของข้า”

    มู่หรงเยว่จึงหยิบขวดหยกสีฟ้าอ่อนขนาดเล็กอีกใบจากถาดไม้ออกมา
    ส่งให้เขา


    “ผงจันทร์เผยเงา”
    นางกล่าว “ไม่ใช่พิษ”
    “แต่หากโรยลงบนโลหะหรืออาวุธที่คลุกเคล้ากลิ่นพิษสายเมฆกลบจันทร์ มันจะเกิดไอเงินอ่อนขึ้นชั่วครู่”
    “คนทั่วไปไม่ทันสังเกต”
    “แต่หากเจ้าจับจังหวะมันให้ดี ย่อมพอใช้ได้”


    อี้ซินรับขวดนั้นมา

    “พอแล้ว”


    มู่หรงเยว่ไม่รีบจากไป
    สายตาของนางเลื่อนไปยังหน้าต่างที่เปิดออกสู่ราตรีด้านนอก
    แล้วจึงเอ่ยเบา ๆ


    “มีอีกเรื่องหนึ่ง”


    “เจ้ากล่าวมาเถอะ”


    “คนของจวนรับแขกเคลื่อนไหวในคืนนี้เช่นกัน”
    นางตอบ “มิใช่ฝ่ายของมู่ชิงหลาน”
    “แต่เป็นคนใช้และผู้ติดตามที่ไม่รู้ที่มาอีกกลุ่มหนึ่ง”
    “ดูเหมือนจวนรับแขกเองก็มีหลายสายแทรกอยู่ ไม่ได้สะอาดอย่างที่เห็น”


    อี้ซินแววตาเย็นลง

    “เช่นนั้นก็ดี”

    เขากล่าว “ปลาเริ่มว่ายใกล้ฝั่งมากขึ้นแล้ว”


    มู่หรงเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง
    แล้วถามออกมาตรง ๆ

    “เจ้าจะไปหานางอีกหรือไม่”


    นางไม่ได้เอ่ยนาม
    แต่ทั้งสองย่อมรู้ว่าหมายถึงผู้ใด

    อี้ซินมองตะเกียงบนโต๊ะ
    เปลวไฟเล็ก ๆ สะท้อนอยู่ในดวงตาลึกของเขา


    “ไป”
    เขาตอบในที่สุด “แต่ไม่ใช่คืนนี้”


    “เพราะอะไร”


    “คืนนี้”
    เขากล่าวช้า ๆ “มีคนอยากรู้เกินไปว่า ข้าจะเคลื่อนไหวอย่างไรหลังพบกันในวันนี้”
    “ถ้าข้าไปตอนนี้ มันจะไม่ใช่การพบ”
    “แต่เป็นการเปิดทางให้ทุกฝ่ายลงมือพร้อมกัน”


    มู่หรงเยว่พยักหน้าช้า ๆ

    นางเองก็คิดเช่นนั้น

    อี้ซินในวันนี้
    มู่ชิงหลานในวันนี้
    และเงาของเมฆทมิฬที่ค่อย ๆ ลอยรวมกันขึ้นในค่ำคืนนี้
    ไม่มีสิ่งใดควรปะทะกันแบบตรง ๆ โดยยังไม่ได้วางหมากให้พร้อม

    มู่หรงเยว่จึงปิดกล่องเหล็ก
    แล้วลุกขึ้น


    “คืนนี้เจ้าควรพักจริง ๆ สักครึ่งหนึ่ง”
    นางกล่าว “อย่าฝึกจนโลหิตปั่นป่วนอีก”
    “หากพรุ่งนี้หรือมะรืนมีเรื่องขึ้นจริงๆ เจ้าควรอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด”


    อี้ซินพยักหน้า
    แต่แววตาของเขากลับทำให้มู่หรงเยว่รู้ชัดว่า
    คำว่า “พัก” ในความหมายของเขา คงไม่ได้สงบนิ่งเช่นคนทั่วไปแน่

    นางจึงไม่กล่าวซ้ำ
    เพียงหันกายจากไป


    ก่อนพ้นประตู นางกลับหยุดเท้าแล้วเอ่ยโดยไม่หันกลับมา

    “อี้ซิน”


    “ว่า”


    “ไม่ว่าพวกมันจะเป็นใคร”
    นางกล่าวช้า ๆ “คนที่อยู่ในเงามืดมักหวังให้คนตรงหน้าแตกดับก่อน”
    “หากเจ้าต้องชนกับเรื่องของตระกูลมู่…จงอย่าให้ใจเจ้าถูกมันลากลงไปก่อนกระบี่เจ้าจะถึงตัวมัน”


    สิ้นคำ นางก็เดินจากไป

    เสียงประตูปิดเบาลง
    ห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง

    อี้ซินยืนอยู่ลำพังใต้แสงตะเกียง
    ถือขวดผงจันทร์เผยเงาอยู่ในมือ
    ก่อนจะค่อย ๆ วางมันลงข้างกล่องเหล็ก


    คำเตือนของมู่หรงเยว่ไม่ผิด

    เรื่องของมู่ชิงหลาน
    คือสิ่งที่แทงลึกที่สุดในใจเขาตั้งแต่วัยเยาว์
    หากปล่อยให้อารมณ์นำหน้า วิชาทั้งหมดที่เขามีอาจกลายเป็นเพียงคมกระบี่ที่ไร้ทิศทาง

    แต่เขาไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว


    ผ่านแดนทดสอบ
    ผ่านโลหิตสัตว์เทวะ
    ผ่านสนามแห่งความตายและการบดขยี้มาถึงเพียงนี้
    สิ่งที่คมที่สุดในตัวเขาเวลานี้ หาใช่แค่พลังปราณไม่
    แต่คือ “ความเย็นพอจะรอ” และ “ความอดทนพอจะฆ่าให้ถูกเวลา”


    เขายกมือขึ้น
    กล่องเหล็กกับขวดหยกทั้งหลายหายวับเข้าสู่แหวนมิติเทวะ

    จากนั้นจึงปิดตา
    จิตดำดิ่งลงสู่โลกเล็กภายในแหวนอีกครั้ง

    ...........................

    ท้องฟ้าครามลึก
    พื้นหิน
    ธารน้ำ
    ลมสงบ
    พลังปราณหนาแน่นสามเท่าไหลเวียนอยู่ทั่วทุกอณูอากาศ

    นิลกาฬกลืนดาราปรากฏขึ้นในมือเขา


    อี้ซินไม่ได้เรียกมันออกมาเพื่อเล่นดาบแบบนักยุทธ์สามัญ
    หากปล่อยจิตแนบเข้ากับแก่นพลังของมันตรง ๆ

    คลื่นสีดำเงินวาบขึ้นจากเนื้อดาบ
    ตอบรับลมปราณมหาเทพดาราในกาย

    เขาก้าวเท้า

    เงาหนึ่งค้าง
    ร่างจริงวูบ

    คมดาบแหวกอากาศมิได้เกิดเพียงเสียงลม
    หากเกิดคลื่นปราณสีดำเงินหนึ่งโค้งราวแยกคืนมืดออกจากกัน


    ก้าวที่สอง
    เงาดาราซ้อน

    ก้าวที่สาม
    สิบห้วงดาราเปิดขึ้นเพียงเสี้ยวเดียว


    พลังในกายพลันพุ่งขึ้นฉับพลัน
    คมดาบจึงหนาหนักขึ้นอีกระดับ
    แรงกดที่กวาดออกไปทับลงบนศิลาดำจนเกิดรอยลึกใหม่อย่างเงียบงัน


    กาลเวลาในแหวนไหลเร็วกว่าภายนอกสามสิบเท่า
    เพียงหนึ่งคืนของโลกภายนอก
    ย่อมมากพอให้เขาฝึกฝนได้อีกหลายสิบวัน

    และคืนนี้…อี้ซินต้องการสิ่งนั้นพอดี

    เขาฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า


    เงาหนึ่งกลายเป็นสอง
    สองคืนเป็นหนึ่งสาย
    คมดาบและฝีเท้าเริ่มประสานกันแน่นยิ่งขึ้น

    ยามสิ้นสุดคืนภายนอก
    ในโลกใบเล็กกลับผ่านไปนานจนเงาภูเขาเคลื่อนหลายครั้งแล้ว


    อี้ซินหยุดยืนกลางลานศิลาดำ
    ลมหายใจยังมั่นคง
    ดวงตาคมกลับยิ่งนิ่งเย็นกว่าเดิมหลายส่วน

    เขาไม่เพียงขัดเกลาท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าให้แน่นขึ้น
    แต่ยังทดลองใช้ผงจันทร์เผยเงากับตราเมฆทมิฬและแหวนเหล็กในโลกใบเล็กหลายครั้ง
    จนรู้แล้วว่าหากกระตุ้นถูกจังหวะ
    โลหะทั้งสองจะคายไอเงินอ่อนออกมาเพียงพริบตาหนึ่งจริง


    พอ


    ขณะนี้ สิ่งที่เขาขาดไม่ใช่วิธี
    แต่คือ “ปลา” ที่จะว่ายเข้ามากลืนเหยื่อ

    จิตของอี้ซินถอนกลับสู่ห้องในโลกภายนอกอีกครั้ง


    ด้านนอกหน้าต่าง
    ฟ้ายังไม่สางดี
    เพียงมีเส้นสีเทาอ่อนขีดอยู่ปลายเมฆ

    เขายืนขึ้น
    ยกมือปัดรอยผงปราณที่เกาะบนชายแขนเสื้อ
    แล้วเปิดประตูเรือนออกช้า ๆ


    ลมเย็นก่อนรุ่งสางปะทะใบหน้า
    พากลิ่นสนและความชื้นจากภูเขาเข้ามาเต็มอก

    อี้ซินกวาดตามองแนวต้นสนด้านตะวันตก
    ลานหินด้านหน้า
    และเงามืดตามชายคาอย่างรวดเร็ว


    ทุกอย่างยังสงบ

    แต่ความสงบนี้ไม่ทำให้เขาเชื่อว่าวันใหม่นี้จะเรียบง่าย

    ตรงกันข้าม—
    มันชวนให้รู้ยิ่งกว่าว่าเงามืดกำลังขยับอยู่ใต้ความเงียบนี้ทุกขณะ


    และแล้ว…

    เสียงปีกบางอย่างก็ฉีกอากาศลงมาจากด้านบน


    ฟึ่บ!


    นกส่งสารสีดำตัวหนึ่งโฉบลงบนราวระเบียงเบื้องหน้า
    ขามันผูกหลอดไม้ไผ่เล็ก ๆ เอาไว้หนึ่งอัน

    อี้ซินเดินเข้าไป
    ปลดหลอดนั้นออก

    ภายในมีเพียงกระดาษแผ่นเล็ก
    เขียนด้วยลายมือเรียวคมงดงามเพียงบรรทัดเดียว


    “คืนนี้ คนของเรือนเมฆาดำจะไปพบคนของจวนรับแขกหลังสวนสนเก่า — ลั่วชิงเหยา”


    ดวงตาของอี้ซินวาบเย็นในทันที

    ลั่วชิงเหยา

    นางลงมือส่งข่าวให้เขาเอง

    แปลว่าแม้แต่หญิงงามอันดับหนึ่งของเมฆาครามผู้นั้น
    ก็มองเห็นแล้วว่า เส้นเงาของเรือนเมฆาดำกับจวนรับแขกกำลังเชื่อมถึงกันจริง


    อี้ซินกำกระดาษใบนั้นแน่น
    แล้วปล่อยช้า ๆ

    ปลายกระดาษสั่นอยู่ชั่วขณะก่อนจะถูกพลังปราณในนิ้วบดเป็นฝุ่นละเอียด


    คืนนี้ปลาอาจว่ายเข้าฝั่งจริง

    และเมื่อถึงเวลา…
    เขาย่อมไม่ปล่อยให้มันหลุดไปได้อีก

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าครองดารา ที่คุณอ่าน