ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะหวังไช่
หากเปลี่ยนเป็นตัวเองในสภาพนั้นคงไม่มีแม้แต่แรงจะพูด แต่หวังไช่กลับยังมีแรงหายใจ กระเสือกกระสนอ้อนวอนด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
“อยากให้ฉันไว้ชีวิต ถ้างั้นก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน” หลินอู๋เฉินยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดบางอย่างได้
“ได้...ไม่ว่าคุณจะสั่งอะไรผมก็จะทำตาม ขอแค่คุณสั่งมาคำเดียว ผมพร้อมทำตามที่คุณพูด...” หวังไช่เจ้าของบาร์อินไซด์เคยอ้อนวอนใครที่ไหน มีแต่คนอื่นมาอ้อนวอน
แต่ตอนนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มในวัย 20 ปี เขาไม่สามารถขัดขืนหรือต่อต้านได้เลย
“ดี พูดแล้วต้องทำให้ได้นะ งานง่ายๆ ไม่ใช้เรื่องใหญ่อะไร แค่ฆ่าคนที่แกพามาด้วยทั้งหมด ฉันก็จะไว้ชีวิตแก แกทำได้หรือเปล่า” ครั้นหลินอู๋เฉินเอ่ยมาถึงตรงนี้แล้ว กลุ่มอันธพาลพากันแตกฮือ หน้าตาตื่นกลัวจนสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นหวังไช่ยกศีรษะหันมามอง
พวกเขาอยากวิ่งหนีไปจากบาร์ติงหวนเสียเดี๋ยวนั้น
แต่น่าเสียดายที่หวาดกลัวจนขาแทบไม่สามารถก้าวหรือขยับได้
“ได้...ผมจะฆ่า...ฆ่าพวกเขาไม่มีเหลือ!”
หวังไช่ลุกขึ้นยืน ร่างกายโซซัดโซเซ คล้ายกับจะล้มไม่ล้มเหมือนกับคนเมาแอลกอฮอล์
“ดี ฉันรอดูการแสดงของนายอยู่นะ”
หลินอู๋เฉินนั่งลงบนบาร์เหล้า มือทำมุทรามีดที่ตกอยู่บนพื้นพลันลอยเข้าไปในมือของหวังไช่
“ขอบคุณ คุณหลิน!” หวังไช่จับมีดแน่น
ตัวตนของของหลินอู๋เฉินสำหรับเขาตอนนี้มันยิ่งใหญ่มาก และนั่นก็ทำให้เขาเกิดความคิดที่ว่า ถ้าหากฆ่าคนของตัวเองทั้งหมดแล้วกลายเป็นสุนัขรับใช้คุณหลิน ไม่แน่ชีวิตหลังจากนี้อาจสุขสบาย กลายเป็นตัวตนแข็งแกร่งที่ทุกคนยำเกรง
“ลูกพี่ ใจเย็นสิ ไม่เห็นต้องทำแบบนี้เลยนี่นา”
“มีอะไรก็ค่อยๆ พูด วางมีดลงก่อนไหมลูกพี่”
“เปล่าประโยชน์ พูดอะไรไปเขาก็คงไม่ได้ยิน ตอนนี้คงต้องรวมพลังกันสู้กับเขา เราถึงจะรอด”
“แต่ว่านี่คือลูกพี่หวังนะ จะสู้ได้ยังไง”
“พวกแกนี่บ้าหรือโง่ หมอนี่ยืนแทบจะไม่ไหวแล้ว ไม่เห็นว่าจะแข็งแกร่งตรงไหน ถ้าหากเราเข้าจัดการมันครั้งเดียว อาศัยจำนวนคนที่มากกว่าชัยชนะก็จะเป็นของเรา!”
กลุ่มอันธพาลแม้จะกลัวหวังไช่แต่ไม่บ้าพอที่จะมานั่งรอความตาย
หลังจากปรึกษาหารือกันครู่หนึ่งก็หยิบอาวุธขึ้นมา ต่อกรกับหวังไช่
หลินอู๋เฉินไม่ได้สนใจ'มด'ที่กำลังสู้ ยกศีรษะไปทางเจ้าของบาร์อีกคน
หยูชิหลิงเมื่อเห็นแบบนั้นก็รีบเดินเข้ามาหา
“ไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม”
“ไม่ค่ะ แต่คนของฉันเจ็บไปหลายคน เพราะหวังไช่ที่ยกพวกมาจากบาร์อินไซด์”
หยูชิหลิงมองหวังไช่ที่กำลังต่อสู้ด้วยความโกรธเกลียดปนสะใจที่เขาถูกซ้อมเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง
“ให้ฉันตรวจสอบดู”
“อะไรนะ...”
หยูชิหลิงถูกเขาดึงตัวเข้ามา หล่อนรู้สึกร้อนรุ่ม สองแก้มแดงระเรื่อ ดวงตาของหลินอู๋เฉินกลายเป็น'เนตรอัตตา'มองเห็นร่างกายปราศจากหนังหุ้มกระดูก มองเห็นแก่นแท้ที่อยู่ภายในของเธอ
หากเทียบกับแสงสีแดงระยิบระยับของซ่งจื่อจิง ผู้หญิงคนนี้ไม่มีอะไรเลย เป็นแค่คนธรรมดาที่ไร้พรสวรรค์ นอกจากหน้าตาและรูปร่างทุกอย่างก็ไร้ประโยชน์
หลินอู๋เฉินหลับตาลงแล้วปล่อยมือจากเอวของเธอ
หยูชิหลิงได้รับอิสระ แต่ไม่รู้ทำไมเธอจึงเริ่มกังวล จากสายตาคู่นั้นที่มีความผิดหวังไม่แน่ว่าเขาอาจจะคิดว่าเธอไม่บริสุทธิ์
หยูชิหลิงพลันเข้าใจผิดไปเอง รีบอธิบายว่า “คุณหลินคะ...ฉันยังบริสุทธิ์อยู่ ไม่เคยนอนกับใครเลย ถ้าหากคุณไม่เชื่อจะพิสูจน์ก็ได้นะคะ”
แม้จะค่อนข้างกระดากอายที่ต้องพูดคำเหล่านี้ แต่เมื่อพิจารณาจากพลังอำนาจของหลินอู๋เฉิน เธอเสียเขาไปไม่ได้จริงๆ
“ฉันรู้ว่าเธอยังบริสุทธิ์อยู่”
“ถ้างั้นทำไมคุณถึง...”
“ไม่มีอะไรหรอก”
หยูชิหลิงทำได้เพียงก้มหน้า ความรู้สึกที่เหมือนถูกทิ้งมันคืออะไรกัน
ไม่นานการแสดงของหวังไช่ก็สิ้นสุด คนของเขานอนไปกองที่พื้น ในขณะที่หวังไช่ยังยืนอยู่เป็นคนสุดท้าย สองมือกำมีดที่หลินอู๋เฉินมอบให้แน่น ก่อนจะเดินเข้ามาคุกเข่าอยู่แทบเท้า
“ผมฆ่าพวกเขาแล้ว แต่ว่ามีบางส่วนหลบหนีออกไปได้ ได้โปรดให้เวลากับผม ผมจะรีบฆ่าพวกเขาทั้งหมด!”
หวังไช่ตัวคนเดียว เก่งยังไงก็จัดการคนทั้งหมดไม่ได้ บางส่วนจึงหลบหนีรอดจากมีดของเขา
หลินอู๋เฉินเฝ้าดูการต่อสู้ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ไม่ให้ความสนใจ เพราะยังไงพวกเขาเป็นแค่'มด'
“มีอะไรมาแลกเปลี่ยน” หลินอู๋เฉินถาม น้ำเสียงเรียบเฉยไม่ได้แสดงความโกรธออกมา
“บาร์อินไซด์...ผมจะให้คุณเป็นเจ้าของบาร์อินไซด์ เพราะงั้นได้โปรดให้โอกาสผมแก้ตัว!”
เงินจะหาเมื่อไหร่ก็ได้ สำหรับหวังไช่ชีวิตสำคัญที่สุด
“เลือกได้ฉลาด ตั้งแต่นี้ต่อไปบาร์ของนายจะเป็นของฉัน โดยมันจะอยู่ภายใต้การดูแลของหยูชิหลิง เข้าใจไหม”
“เข้าใจครับ!”
ถึงตอนนี้หวังไช่อดไม่ได้ต้องเหลือบมองหยูชิหลิง
ผู้หญิงคนนี้ถือว่าเป็นตัวตนสำคัญ ในอนาคตต้องทำดีกับหล่อนให้มากๆ
“หมดเรื่องแล้วฉันกลับไปนอนก่อนนะ” หลินอู๋เฉินลุกขึ้นยืน ไม่ได้มาสนใจเก็บกวาด ปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของทั้งสองคน
“คุณหลินรอก่อนค่ะ ฉันมีบางอย่างจะให้คุณ”
“รีบๆ ล่ะ เวลาของฉันมีค่า”
“ได้ค่ะ”
หยูชิหลิงรีบไปรีบมา เดินกลับมาพร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาล
“นี่คือเงินของเดือนนี้ค่ะ คุณหลินลองนับดู” หยูชิหลิงกล่าวพลางยื่นซองสีน้ำตาลให้
หลินอู๋เฉินทำมุทรา ซองที่อยู่ในมือเธอพลันลอยมาข้างหน้าเขา หยูชิหลิงกลัวจนถอยหลังไปหลายก้าว ในขณะที่หวังไช่หมอบกราบด้วยความยำเกรง
เมื่อซองตกมาอยู่ในมือ หลินอู๋เฉินก็ลุกขึ้นยืน กำลังเดินออกจากบาร์ แต่ก่อนหน้านั้นได้หันมาบอกหวังไช่ “ฉันไม่ชอบคนโกหก พูดแล้วต้องทำให้ได้ แต่ถ้าหากทำไม่ได้ขึ้นมา...”
“ผมจะทำให้ได้! ได้โปรดเชื่อใจผม”
“หึ แล้วฉันจะรอดู” กล่าวจบเดินออกไปจากบาร์ติงหวน
หวังไช่ที่นอนอยู่บนพื้นมีสภาพไม่ต่างจากศพ เนิ่นนานจึงได้เอ่ยปาก “หยูชิหลิง ทำไมเธอถึงไม่บอกฉันก่อนหน้านี้ว่าคุณหลินแข็งแกร่งมาก”
“ฉันบอกนายแล้ว แต่นายไม่ฟังเองต่างหาก” เจ้าของบาร์แสยะยิ้มเย็น “รีบๆ ลุกขึ้นแล้วช่วยฉันเก็บกวาดที่นี่ได้แล้ว”
“เฮ้อ...สภาพของฉันตอนนี้ลุกขึ้นไม่ไหวจริงๆ ขอโทษนะแต่เธอปลุกคนของเธอขึ้นมา ช่วยเก็บกวาดเองก็แล้วกัน”
“นี่นาย...ก็ได้ เห็นแก่ว่าเป็นคนรู้จักเก่าแก่ จะช่วยหน่อยก็ได้”
หยูชิงหลิงไม่ชอบขี้หน้าหวังไช่ แต่เพราะอีกฝ่ายเจียนตายเต็มทีแล้ว เธอเองก็ไม่อยากใจร้ายนัก
.........
ป่านหลงวิลล่า
หลินอู๋เฉินกลับมาถึงที่บ้านก็ขึ้นไปที่ห้องตัวเอง หวังใช้'เนตรอัตตา'มองร่างกายของซ่งจื่อจิงอีกครั้ง แต่น่าเสียดายที่เธอไม่อยู่แล้ว
“กลับไปนอนบ้านตัวเองแล้วงั้นเหรอ ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังไงก็เจอหน้า ไว้แอบส่องร่างกายเธอพรุ่งนี้แล้วกัน” หลินอู๋เฉินพึมพำกับตัวเอง แล้วถอดเสื้อผ้า อาบน้ำนอนเพราะเหนื่อยมาทั้งวัน
เช้าวันถัดมา
ลู่ซินหยีมาทำอาหารเช้าที่บ้านเขาเหมือนเคย ตามด้วยซ่งจื่อจิง หล่อนอยู่ในชุดสูทสีขาวสวย ตั้งแต่กลายเป็นผู้บริหารฉินกรุ๊ปฯ ดูเหมือนว่าความงามจะเพิ่มอีกระดับ รวมถึงความมั่นใจที่เมื่อก่อนไม่ค่อยมี
“จื่อจิง มานั่งนี่สิ”
ระหว่างอรอาหารเช้า หลินอู๋เฉินกวักมือ ซ่งจื่อจิงที่เห็นก็พยักหน้าเดินเข้ามาพร้อมกับบิดร่างกายเหมือนงูเย้ายวน
“มีอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่าคืนนี้คุณจะ...กินฉันอีกครั้ง”
“น้อยๆ หน่อย เมื่อคืนเธอทำแล้ววันนี้ก็ต้องเป็นตาของฉัน หึ!” ลู่ซินหยีที่อยู่ในครัวตะโกนบอก
ซ่งจื่อจิงทำได้เพียงกรอกตา สวนกลับไปว่า “เรื่องนั้นไม่ใช่เธอตัดสินใจ เป็นคุณหลินต่างหากที่ตัดสิน!”
“ชิ! เธอทำอาหารส่วนของตัวเองแล้วกัน เช้านี้ฉันไม่ทำให้เธอนะ”
“ยายบ้านี่”
ระหว่างที่สองสาวกำลังทะเลาะกัน หลินอู๋เฉินเปิดเปลือกตาใช้'เนตรอัตตา'มองร่างกายของซ่งจื่อจิง ตั้งแต่หัวจรดเท้า
มีประกายแสงสีแดงบางๆ อยู่ในร่างกายของเธอ ไม่ต้องสงสัยมันเป็นร่างกายที่พิเศษ เป็นผู้มีพรสวรรค์เหมาะสำหรับฝึกเทคนิคสู่ความเป็นอมตะ
แต่ยายสมองปลาทองคนนี้แค่บริหารงานก็ทำได้แย่ ถ้าหากมีพลังขึ้นมา ไม่แน่อาจตบหน้าเลขาสาวจางหลี่ถึงตาย
หลินอู๋เฉินรับประทานอาหารเช้ากับทั้งคู่ โดยวางเรื่องของซ่งจื่อจิงไว้ก่อน ยังไม่รีบร้อนลงมือ ยังไงเสียหล่อนก็เป็นผู้หญิงของเขา อยู่ข้างกายไม่ไปไหนอยู่แล้ว
........
มหาลัยชุนเหลียน
หลินอู๋เฉินหยุดเรียนเพราะต้องไปต่างเมืองกับอาจารย์มู่ พอลงจากรถก็ถูกต้อนรับโดยกลุ่มคนที่สวมชุดคาราเต้
“นายคือหลินอู๋เฉินสินะ” หนึ่งในนั้นถามคำถาม ท่าทางอยากมีเรื่องเต็มแก่
“ใช่ ฉันเองหลินอู๋เฉิน มีอะไรหรือเปล่าพวก'มด'”
ต่อให้อีกฝ่ายพาคนมาด้วยถึง 5 คน ก็ยังอ่อนแอสำหรับเขา
“ว่าไงนะ...!” หนึ่งในนั้นไม่สบอารมณ์ อยากเข้ามาอัดเต็มแก่
“ใจเย็น พี่ลั่วสั่งให้พาตัวมันไป ดังนั้นจะมีเรื่องตรงนี้ไม่ได้” ชายอีกคนตบไหล่เพื่อน ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับหลินอู๋เฉิน “พี่ลั่วเป็นคาราเต้สายดำ มีความแข็งแกร่งยิ่งกว่ารุ่นเดียวกัน ไม่ว่าใครในมหาลัยเห็นก็ต้องกลัว วันนี้พี่ลั่วอยากจะพบนาย ถือว่านายได้รับเกียรติมากนะรู้ไหม”
“หลินอู๋เฉิน ทำอะไรอยู่น่ะ ไม่เห็นหน้าตั้งสองวันไปไหนมาเหรอ”
ในขณะที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่น เหวินจิงโบกมือโบกไม้ เดินเข้ามากับเพื่อนสนิท
จะว่าไปแล้วเพื่อนสนิทของเธอตั้งแต่เจอหน้ากัน ก็มักจะปิดปากเงียบสนิท อีกทั้งยังเอาผมปิดหน้าตา มองไม่ออกว่าสวยหรือขี้เหร่
“กำลังมี'มด'มายุ่งกับฉันน่ะสิ บอกว่าคนที่ชื่อลั่วต้องการเรียกตัวฉันเข้าพบ”
“ลั่ว...ลั่วเฟยใช่ไหม...” เหวินจิงเป็นนักศึกษามหาลัยที่แก่กว่าหลินอู๋เฉินหนึ่งปี อีกทั้งฐานะยังไม่ธรรมดา เป็นปกติที่จะรู้จักใครหลายคน