ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 374 : ทวงคืนหุบเขาศิลาจารึก

จารึกที่ 374 : ทวงคืนหุบเขาศิลาจารึก : ลบล้างสุวรรณภานุคืนชีพจร


ก้านธูปที่ปักอยู่บนกระถางทองสัมฤทธิ์หน้าลานกว้างของสำนักแสงทองกำราบ มอดไหม้ลงจนเหลือเพียงเถ้าธุลีที่ร่วงหล่น ควันสีเทาจางหายไปในสายลม คล้ายดั่งสัญญาณแห่งจุดสิ้นสุดของความอดทน


ความเงียบงันที่กดทับทั่วทั้งหุบเขาศิลาจารึกนั้นหนักอึ้งเสียจนสรรพสิ่งแทบจะลืมเลือนวิธีการหายใจ เงาทะมึนของป้อมปราการหมื่นอักขระขนาดยักษ์ที่ลอยตระหง่านบดบังแสงตะวัน สร้างความรู้สึกหนาวเหน็บลึกถึงกระดูกให้แก่ศิษย์สำนักแสงทองกำราบนับพันชีวิตที่ยังคงทรุดกายสั่นเทาอยู่บนลานศิลา เบื้องบนนั้น กองทัพพยนต์ศิลาสีดำทะมึนหนึ่งหมื่นตัวยืนเรียงราย ดวงตาสีเทาเงินยวงของพวกมันจ้องเขม็งลงมา ไร้ซึ่งความผันผวนทางอารมณ์ ไร้ซึ่งความเมตตา มีเพียงเจตจำนงแห่งการปกป้องและทำลายล้างที่ถูกสลักไว้อย่างสมบูรณ์แบบ


เจ้าสำนักจินฮ่วนค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก ปราณสีทองที่เคยเรืองรองรอบกายบัดนี้หม่นหมองและผันผวนอย่างรุนแรง ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสในฐานะตัวแทนแห่งสวรรค์ บัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความคับแค้นและความหวาดกลัวที่ปะปนกัน หากเขายอมถอยทัพและทิ้งหุบเขาแห่งนี้ไป วิหารเทพอนันตกาลย่อมส่งทัณฑ์ทรมานมาลงทัณฑ์เขาฐานละทิ้งหน้าที่ ทว่าหากเขายืนหยัดต่อสู้ กองทัพพยนต์อสูรเบื้องบนก็พร้อมจะบดขยี้สำนักของเขาให้กลายเป็นผุยผง


จินฮ่วนสบตากับผู้อาวุโสทั้งห้าที่ยืนอยู่เบื้องหลัง สายตาของพวกเขาแลกเปลี่ยนความหมายที่ซ่อนเร้นเพียงเสี้ยวลมหายใจ ก่อนที่ความเด็ดขาดอันบ้าคลั่งจะปะทุขึ้นในแววตาของเจ้าสำนักชรา


"ผู้ลี้ภัยอันใดกัน... พวกเจ้าคือมารร้ายที่ท้าทายสิทธิ์ขาดแห่งฟ้าดินต่างหาก!" จินฮ่วนแผดเสียงก้องกัมปนาท กลิ่นอายขอบเขตเซียนมนุษย์ขั้นสูงสุดระเบิดออกอย่างไม่คิดชีวิต "สำนักแสงทองกำราบได้รับบัญชาจากวิหารเทพให้ดูแลขุมทรัพย์แห่งนี้ หากพวกข้าไม่อาจครอบครอง ก็อย่าหวังว่าพวกมารร้ายอย่างพวกเจ้าจะได้เศษหินสักก้อนกลับไป!"


จินฮ่วนตวัดฝ่ามือกระแทกเข้าที่กลางอกของตนเอง กระอักโลหิตสีทองคำออกมาเต็มคำ โลหิตนั้นมิได้ร่วงหล่นลงสู่พื้น ทว่ามันลอยค้างอยู่กลางอากาศธาตุ ก่อนที่ผู้อาวุโสทั้งห้าจะกระทำการเช่นเดียวกัน โลหิตแก่นแท้ทั้งหกสายหลอมรวมกัน ก่อเกิดเป็นเส้นสายสัจธรรมสีทองที่พุ่งทะลวงลงสู่ใต้ลานศิลาของสำนัก


*ครืนนนนน!*


แผ่นดินทั่วทั้งหุบเขาศิลาจารึกสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เส้นแสงสีทองนับหมื่นสายพุ่งทะลุขึ้นมาจากใต้ผืนดิน ถักทอประสานกันเป็นค่ายกลขนาดยักษ์ที่โอบล้อมยอดเขาทั้งหมด กลิ่นอายความร้อนระอุที่สามารถหลอมละลายได้แม้กระทั่งวิญญาณแผ่ซ่านออกมารอบทิศทาง ท้องฟ้าที่เคยสดใสพลันถูกย้อมด้วยสีทองแดงแห่งการทำลายล้าง


เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่บนหอคัมภีร์ของเกาะลอยฟ้า เบิกเนตรดาราสาดแสงสีฟ้าอมม่วงทะลุทะลวงค่ายกลเบื้องล่าง รอยสักกลุ่มดาวรอบดวงตานางหมุนวนอย่างรวดเร็ว "อาเจีย! พวกมันกระตุ้นค่ายกล 'สุวรรณภานุผลาญทำลาย' ซึ่งฝังรากลึกเชื่อมต่อกับเส้นชีพจรของหุบเขา! พวกมันต้องการระเบิดแผ่นดินนี้ทิ้งเพื่อลากพวกเราลงไปตายตกตามกัน!"


บนระเบียงตำหนักประธาน อาเจียยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองค่ายกลสีทองที่กำลังเดือดพล่านด้วยแววตาที่เยือกเย็นและลุ่มลึก ชายหนุ่มทอดถอนใจยาว น้ำเสียงแฝงความรันทดระคนเวทนา


"ข้ามอบโอกาสให้พวกท่านเดินจากไปพร้อมลมหายใจ ทว่าพวกท่านกลับเลือกที่จะเผาบ้านของบรรพชนข้าทิ้งเสีย..." อาเจียส่ายศีรษะช้าๆ ดวงตาที่เคยแสร้งทำเป็นโศกเศร้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจปลายพู่กันที่พร้อมจะกรีดเฉือนทุกกฎเกณฑ์ "การแลกชีวิตเพื่อปกป้องสิ่งที่เป็นของผู้อื่น ช่างเป็นความจงรักภักดีที่โง่เขลานัก"


"อย่ามัวแต่พร่ำพรรณนาเลย อาเจีย! ไฟของพวกมันกำลังจะลามมาถึงก้นเกาะเราแล้ว!" เฟิงอี้หรานตะโกนลั่น แส้เพลิงบรรพกาลในมือของเขาสะบัดกวัดแกว่ง เปลวเพลิงสีแดงอมทองที่แฝงความว่างเปล่าลุกโชนขึ้นท้าทายแสงสีทองของศัตรู


ฉินมู่หลางชักกระบี่หยกเย็นออกจากปลอก รังสีอำมหิตสีขาวโพลนพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า "ให้ข้าลงไปตัดคอเจ้าสำนักเฒ่านั่น ค่ายกลที่ไร้ผู้ควบคุมย่อมพังทลายลงไปเอง!"


"การเข่นฆ่าผู้ควบคุมมิอาจหยุดยั้งกระบวนการที่เชื่อมต่อกับแผ่นดินไปแล้วได้ พี่มู่หลาง" อาเจียเอ่ยห้ามด้วยความเยือกเย็น ชายหนุ่มก้าวออกมายืนที่ขอบระเบียง "หากท่านฟันค่ายกลนี้ให้ขาด พลังงานที่อัดแน่นอยู่ใต้ดินจะระเบิดออกทันที หุบเขานี้จะกลายเป็นหลุมลึกที่ไร้ประโยชน์... เรามิได้มาเพื่อยืนอยู่บนเถ้าธุลี ทว่าเรามาเพื่อทวงคืนแผ่นดินที่สมบูรณ์"


อาเจียหันไปหาสหายทั้งห้า ดวงตาของเขาเปี่ยมด้วยความเชื่อใจ "มิตรแท้ข้า... ค่ายกลนี้อิงอาศัยความหนาแน่นของปราณสวรรค์ในการทำลายล้าง ข้าต้องการให้พวกเจ้าลงไป 'สกัดกั้น' โหนดพลังงานทั้งห้าทิศรอบหุบเขา อย่าใช้กำลังทำลายพวกมัน ทว่าจงใช้วิถีเต๋าของพวกเจ้า 'ตรึง' การไหลเวียนของเส้นแสงสีทองเหล่านั้นไว้ ซื้อเวลาให้ข้าเพียงสามลมหายใจ... ข้าจะตีความเส้นสายของพวกมัน และลบล้างเจตจำนงของวิหารเทพด้วยตนเอง!"


"สามลมหายใจงั้นหรือ? ย่อมได้!" ฉินมู่หลางรับคำอย่างเด็ดขาด ยอดกระบี่หนุ่มทะยานร่างดิ่งลงจากเกาะลอยฟ้าประดุจดาวตกสีขาว พุ่งตรงไปยังยอดเขาทิศอุดรซึ่งเป็นหนึ่งในโหนดพลังงาน


"อัคคีของข้า จะเป็นผู้สั่งสอนให้พวกมันรู้ว่าเพลิงที่แท้จริงเป็นเช่นไร!" เฟิงอี้หรานพุ่งทะยานตามลงไปทางทิศทักษิณ


"มิติพับซ้อน จะกักขังการขยายตัวของพวกมันเอง!" หลินชิงเสวี่ยกรีดนิ้ววาดเข็มทิศ ร่างของนางวูบหายไปปรากฏยังทิศบูรพา


"เถาวัลย์ของข้า จะร้อยรัดไม่ให้แผ่นดินปริแตก!" เย่ปิงอวิ๋นพุ่งลงสู่ทิศประจิม พร้อมกับเถาวัลย์ศิลาที่แผ่ขยายออกไปประดุจรยางค์แห่งผืนป่า


เฟิงหลิงเอ๋อร์มิได้ลงไป ทว่านางยืนตระหง่านอยู่บนยอดหอคัมภีร์ เนตรดาราสาดแสงสีฟ้าอมม่วงครอบคลุมทั่วทั้งหุบเขา นางทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการสื่อสาร "ข้ามองเห็นเส้นชีพจรของค่ายกลแล้ว! พวกมันไหลเวียนจากโหนดทั้งสี่ มุ่งตรงไปรวมศูนย์ที่ลานศิลาหน้าตำหนักของเจ้าสำนักจินฮ่วน!"


เบื้องล่าง เจ้าสำนักจินฮ่วนและผู้อาวุโสทั้งห้าเห็นเงาร่างสี่สายพุ่งทะยานลงมาสกัดกั้นโหนดพลังงาน พวกเขาแค่นเสียงหัวเราะด้วยความเย้ยหยัน


"สายไปแล้ว! ค่ายกลสุวรรณภานุผลาญทำลาย เมื่อถูกปลุกเร้าด้วยโลหิตแก่นแท้ ย่อมไม่มีพลังใดในขอบเขตเซียนมนุษย์จะหยุดยั้งความตายนี้ได้!" จินฮ่วนแผดเสียง


ทว่า ความเย้ยหยันของเขาต้องสะดุดลง เมื่อเงาร่างสีครามของอาเจีย ค่อยๆ ร่อนลงมาจากเกาะลอยฟ้า ชายหนุ่มมิได้พุ่งทะยานด้วยความเร็ว ทว่าเขาก้าวเดินลงมาบนอากาศธาตุประดุจกำลังก้าวลงบันไดที่มองไม่เห็น ทุกย่างก้าวที่ปลายเท้าสัมผัสความว่างเปล่า บังเกิดระลอกคลื่นสีเทาเงินยวงแผ่ขยายออกไป


พู่กันนิรันดร์ในมือซ้ายของอาเจียเปล่งประกายสีดำสนิทจาก 'หยาดหมึกหยดแรก' แขนขวาที่ฝังด้วยมวลธาตุดั้งเดิมปล่อยน้ำหนักอันมหาศาลลงมากดทับโครงสร้างของอากาศธาตุ บังคับให้แสงสีทองของค่ายกลที่พวยพุ่งขึ้นมา ต้องชะงักงันและบิดเบี้ยวหลีกทางให้แก่ชายหนุ่ม


"เจ้าคิดจะทำสิ่งใด!" จินฮ่วนเบิกตากว้าง เมื่อเห็นอาเจียร่อนลงมายืนอยู่ใจกลางลานศิลา ซึ่งเป็นจุดรวมศูนย์ของค่ายกลทำลายล้างพอดี!


"ข้าบอกท่านแล้ว... ข้าเพียงมาทวงบ้านคืน"


อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ชายหนุ่มมิได้สนใจจินฮ่วน ทว่าเขาหลับตาลง สัมผัสความถี่ของการไหลเวียนใต้ฝ่าเท้า


*ลมหายใจที่หนึ่ง...*


ณ ทิศอุดร ฉินมู่หลางตวัดกระบี่หยกเย็น รังสีอำมหิตที่ผสานอักขระความว่างเปล่ามิได้ฟันโหนดพลังงานให้แตกหัก ทว่าเขา 'เสียบ' กระบี่ลงไปตรงจุดศูนย์กลางของโหนด รังสีดาบแช่แข็งการไหลเวียนของปราณสีทอง ทำให้แสงทำลายล้างหยุดชะงัก


ณ ทิศทักษิณ เฟิงอี้หรานฟาดแส้เพลิงบรรพกาล รัดพันรอบโหนดพลังงาน อัคคีของเขาดูดซับความร้อนจากค่ายกลสีทองมาเป็นของตน บังคับให้อุณหภูมิของการระเบิดลดต่ำลงจนไม่อาจปะทุ


ณ ทิศบูรพาและประจิม หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นใช้มิติพับซ้อนและเถาวัลย์ศิลาร้อยรัดเส้นแสงสีทอง บีบบังคับไม่ให้มันขยายตัวออกไปทำลายแผ่นดินรอบข้าง


*ลมหายใจที่สอง...*


การสกัดกั้นของสหายทั้งสี่ ทำให้ปราณทำลายล้างทั้งหมดถูกตีกลับมาอัดแน่นอยู่ที่ใจกลางลานศิลา ใต้ฝ่าเท้าของอาเจีย! พื้นหินแตกร้าว แสงสีทองแดงเดือดพล่านประดุจลาวาที่รอการปะทุ จินฮ่วนและเหล่าผู้อาวุโสต้องล่าถอยออกไปเพราะไม่อาจทนรับความร้อนระอุของค่ายกลที่ตนเองสร้างขึ้น


อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาทอประกายสีเทาเงินยวงที่ลึกล้ำยิ่งกว่าห้วงอวกาศ ชายหนุ่มยกพู่กันนิรันดร์ขึ้นระดับสายตา


"ตรรกะแห่งการทำลายล้างของสวรรค์ ล้วนเกิดจากการขูดรีดมวลธาตุอย่างไร้ความรับผิดชอบ... หากข้าลบเลือนเจตจำนงแห่งการทำลาย พลังงานเหล่านี้ ย่อมกลับคืนสู่สภาพแห่งความบริสุทธิ์"


*ลมหายใจที่สาม...*


"อักขระสูญตา: ชำระล้างวัฏจักร!"


อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ ปลายขนพู่กันที่ชุ่มด้วยหยาดหมึกหยดแรก กรีดวาดเส้นสายอักขระดั้งเดิมลงบนอากาศธาตุ ก่อนจะสะบัดมันให้พุ่งทะลวงลงสู่ใจกลางของค่ายกลสุวรรณภานุผลาญทำลาย!


ทันทีที่หยาดหมึกสีดำสนิทสัมผัสกับแสงสีทองแดงที่กำลังจะระเบิดออก ความว่างเปล่าอันไร้ก้นบึ้งก็พลันทำงาน มันมิได้เกิดการระเบิดที่รุนแรง ทว่ามันเกิดเสียง *ฟิ้ววว...* ประดุจสายลมที่พัดผ่านกองเพลิง


เจตจำนงแห่งความตายและการทำลายล้างที่วิหารเทพอนันตกาลสลักไว้ในค่ายกล ถูก 'ลบล้าง' และตีความใหม่โดยราชาแห่งหมื่นอักขระ!


แสงสีทองแดงที่เดือดพล่าน พลันแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีเขียวอมทองที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต! อาเจียใช้แขนขวาที่หนักอึ้งดุจขุนเขา กระทืบฝ่าเท้าลงบนพื้นศิลา บังคับให้พลังงานที่ถูกชำระล้างแล้วนี้ ไหลย้อนกลับลงไปหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรของแผ่นดินทั่วทั้งหุบเขา!


ต้นไม้ที่เคยแห้งเหี่ยวบนยอดเขาพลันผลิใบสีเขียวชอุ่ม รอยแยกระแหงบนผืนดินผสานตัวเข้าหากัน ปราณฟ้าดินที่เคยถูกกดขี่ บัดนี้ถูกปลดปล่อยให้ไหลเวียนอย่างอิสระและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเดิม!


เจ้าสำนักจินฮ่วนและศิษย์สำนักแสงทองกำราบนับพันคน ทรุดตัวลงกองกับพื้นด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ พวกเขาไม่เคยพบเห็นผู้ใดที่สามารถเปลี่ยนแปลง 'กฎเกณฑ์การทำลายล้าง' ให้กลายเป็น 'การรังสรรค์' ได้ภายในพริบตาเช่นนี้ การกระทำของอาเจียได้ทำลายความเชื่อมั่นต่อสวรรค์ของพวกเขาจนป่นปี้


สหายทั้งสี่ทะยานร่างกลับมายืนเคียงข้างอาเจียที่ลานประธาน ทุกคนต่างมีรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ พวกเขาปกป้องแผ่นดินนี้ร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ


"เจ้าสำนักจินฮ่วน..." อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ากังวานก้องไปทั่วหุบเขาที่เพิ่งได้รับการฟื้นฟู "แผ่นดินของบรรพชนข้า ปฏิเสธการทำลายล้างของพวกท่านแล้ว บัดนี้ เวลาหนึ่งก้านธูปของท่านได้หมดลงอย่างสมบูรณ์"


อาเจียยกมือขวาขึ้น เพียงแค่การขยับข้อมือเบาๆ กองทัพพยนต์ศิลาหนึ่งหมื่นตัวที่ลอยอยู่บนป้อมปราการเบื้องบน ก็ขยับตัวพร้อมกัน เสียงข้อต่อโลหะดาวตกดังกึกก้อง พยนต์ทุกตัวประสานมุทรา เล็งเป้าหมายมายังกลุ่มผู้ฝึกตนที่เหลืออยู่


"ไสหัวไป... ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจให้พวกท่านกลายเป็นปุ๋ยบำรุงชีพจรดินแห่งนี้"


คำประกาศิตนั้นเย็นเยียบและเด็ดขาด จินฮ่วนไม่มีข้อต่อรองใดๆ เหลืออยู่อีกต่อไป ชายชรากระอักเลือดออกมาอีกครั้งด้วยความอดสู ก่อนจะพยุงร่างที่สั่นเทา หันไปสั่งการศิษย์ทั้งสำนักให้ล่าถอย


เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม สำนักแสงทองกำราบที่เคยรุ่งเรืองและเย่อหยิ่ง ก็หลบหนีออกจากหุบเขาศิลาจารึกไปจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงสถาปัตยกรรมที่ว่างเปล่าและความพ่ายแพ้ที่ฝังลึกในจิตใจ


เมื่อผู้รุกรานจากไปจนหมดสิ้น เฟิงอี้หรานก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะหัวเราะร่วน "ฮ่าๆๆ! ชนะโดยไม่ต้องเปลืองแรงไล่ฟันให้เหนื่อยหอบ การใช้ความกดดันและตรรกะเหนือกว่าเข้าข่ม ช่างเป็นวิถีของสถาปนิกจอมเจ้าเล่ห์โดยแท้!"


"หากต้องเข่นฆ่าศิษย์นับพัน โลหิตของพวกเขาย่อมแปดเปื้อนแผ่นดินนี้" อาเจียส่ายศีรษะเบาๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้า "ข้าเพียงแค่แสดงให้พวกเขาเห็นว่า สิทธิ์ขาดในการปกครอง มิได้อยู่ที่ผู้ทำลาย ทว่าอยู่ที่ผู้ที่สามารถรักษามันไว้ได้ต่างหาก"


ฉินมู่หลางสอดกระบี่เข้าปลอก ยอดกระบี่หนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ หุบเขา "สถานที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก สมแล้วที่บรรพชนของเจ้าเลือกที่นี่เป็นแหล่งบ่มเพาะ ทว่า... ข้ายังไม่เห็นร่องรอยของมรดกหรือทรัพยากรใดๆ ที่เจ้าเคยกล่าวถึงเลย"


"สิ่งที่ล้ำค่า ย่อมไม่ถูกวางไว้บนผิวดินให้ผู้ที่อ่อนเขลามองเห็นหรอก พี่มู่หลาง"


อาเจียเดินตรงไปยังจุดที่เคยเป็นศูนย์กลางของค่ายกลทำลายล้าง ชายหนุ่มหลับตาลง ใช้มวลธาตุในแขนขวาสัมผัสกับความสั่นพ้องของผืนแผ่นดิน


"หลิงเอ๋อร์" อาเจียเรียกสหายที่เพิ่งร่อนลงมาจากหอคัมภีร์ "ความถี่ที่อยู่ลึกลงไปใต้ฝ่าเท้าข้านี้... เจ้ามองเห็นสิ่งใดหรือไม่?"


เฟิงหลิงเอ๋อร์เบิกเนตรดาราเพ่งมองลงไปใต้ดิน รอยสักกลุ่มดาวของนางส่องแสงสว่างวาบ ก่อนที่นางจะอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น "อาเจีย! ลึกลงไปใต้หินผานี้หลายพันจั้ง มี 'สายธาร' ขนาดมหึมาซ่อนอยู่! มันไม่ใช่สายน้ำ ทว่ามันคือเส้นสายอักขระสีเงินยวงนับล้านเส้นที่ไหลเวียนเชื่อมต่อกันประดุจรากไม้ของโลกใบนี้!"


"นั่นคือ 'ชีพจรหมื่นอักขระ'..." มู่เฉินที่ลอยตัวลงมาจากเกาะลอยฟ้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน บรรพชนเฒ่าลูบเครายาวด้วยความปีติ "ชีพจรดั้งเดิมที่หล่อเลี้ยงอารยธรรมของผู้ขีดเขียน! สำนักแสงทองกำราบโง่เขลานัก พวกมันยึดครองที่นี่มานับร้อยปี ทว่ากลับดูดซับได้เพียงปราณฟ้าดินเปลือกนอก โดยไม่รู้เลยว่าพวกมันกำลังนั่งทับบนขุมสมบัติที่สามารถสั่นคลอนสวรรค์ได้!"


สหายทั้งห้ามองหน้ากันด้วยความตื่นเต้น ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางฝ่ามรสุมมลายหายไปจนสิ้น


"ชีพจรหมื่นอักขระนี้ จะเป็นรากฐานในการบ่มเพาะวิถีเต๋าของพวกเราทุกคนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น" อาเจียหันมาสบตากับสหายร่วมรบ "และมันจะเป็นขุมพลังงานหลัก ที่จะทำให้กองทัพพยนต์ศิลาหนึ่งหมื่นตัวของเรา สามารถเคลื่อนไหวและสู้รบได้อย่างไร้ขีดจำกัด"


ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีทองอมส้มของโลกเซียนเบื้องบน สายตาของเขาทะลุผ่านหมู่เมฆ มุ่งตรงไปยังตำแหน่งที่ตั้งของวิหารเทพอนันตกาลอันห่างไกล


"สหายเอ๋ย... วันนี้เราได้ทวงคืนบ้านเกิดก้าวแรกสำเร็จแล้ว" น้ำเสียงของอาเจียเปี่ยมด้วยความเด็ดขาดและหนักแน่น "จงเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อเจ้าสำนักจินฮ่วนนำข่าวการปราชัยนี้ไปแจ้งต่อสวรรค์... พวกมันย่อมไม่ส่งเพียงร่างจำแลงหรือทัณฑ์ฟ้ามาหยั่งเชิงอีกต่อไป สงครามเพื่อแย่งชิงผืนแผ่นดินที่แท้จริง ได้เปิดม่านขึ้นแล้ว ณ หุบเขาแห่งนี้!"


มหากาพย์แห่งราชาผู้บัญญัติความจริง ได้ฝังรากลงบนผืนดินที่มีแสงสว่างอย่างเป็นทางการ ป้อมปราการหมื่นอักขระได้ค้นพบสถานีฐานที่จะยกระดับขุมกำลังทั้งหมดให้ก้าวไปอีกขั้น การเผชิญหน้ากับกองทัพสวรรค์ที่แท้จริงกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ และสายสัมพันธ์ของเหล่าผู้ถูกลบนาม จะถูกหล่อหลอมให้แข็งแกร่งดุจศิลาที่ไม่มีวันแตกสลาย!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน