จารึกที่ 38 : อาภรณ์ศัสตราเชิดวิญญาณ : ความสมมาตรคือศิลปะแห่งการดับสูญ
ราตรีกาลเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ห้วงลึกที่สุดแห่งรัตติกาล ความมืดมิดดุจน้ำหมึกแผ่ปกคลุมไปทั่วขุนเขาจอมงก สายลมยะเยือกพัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบของภูตพราย บรรยากาศเงียบสงัดวังเวงบ่งบอกว่าเวลานี้ล่วงเข้าสู่ช่วงเวลาที่สรรพสำเนียงแห่งทิวาวารต่างหลับใหล
ทว่า ณ เรือนพักซอมซ่อท้ายเขาของศิษย์สายนอก กลับปรากฏแสงไฟสีครามจากการหลอมอักขระสว่างวาบเป็นจังหวะ ราวกับชีพจรของสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นจากนิทรา
"ขยับไปทางซ้ายอีกสามขีด! เจ้าเด็กบ้า! ข้าบอกว่าซ้าย! หาก 'ดวงจิตศัสตรา' เอียงแม้แต่นิดเดียว ดุลยภาพของจักรวาลภายใน จะพังทลาย!"
เสียงตะโกนของ หลี่มู่กู่ ดังลั่นแข่งกับเสียงค้อนปฐพีที่ทุบลงบนแผ่นโลหะทมิฬ ชายหนุ่มร่างผอมเกร็งผู้คลั่งไคล้ความสมบูรณ์แบบกำลังใช้ 'เนตรส่องกรรม' (แว่นขยายวิเศษ) ส่องดูรอยต่อของชิ้นส่วนเกราะอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาของเขาแดงก่ำเพราะไม่ได้พักผ่อนมาสามราตรีเต็ม
อาเจีย ปาดเหงื่อกาฬที่ไหลเข้าตา พลางโคจรลมปราณไปที่ 'เนตรบรรพจารึก' ดวงตาข้างขวาส่องประกายสีทองจางๆ มองทะลุโครงสร้างของโลหะที่กำลังหลอมละลาย ในสายตาของเขา มันไม่ใช่แค่ก้อนเหล็กไหล แต่มันคือ โครงข่ายเส้นสายอักขระ ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าลายแทงขุมทรัพย์
"ศิษย์พี่หลี่! ท่านจะเอาสวยงามไปทำไม ในเมื่อเป้าหมายคือการ 'ระเบิดพลัง' ใส่หน้าคู่ต่อสู้! ข้าต้องการอานุภาพการทำลายล้าง ไม่ใช่ความงามในหอศิลป์!"
"เจ้าคนถ่อยไร้รสนิยม!" หลี่มู่กู่คำราม น้ำลายกระเด็นใส่เตาหลอมจนเกิดเสียงฉ่า "ศาสตร์การสร้างที่ไร้ ความสมดุล ก็เหมือนสตรีงามที่ฟันหลอ! มันคือความอัปลักษณ์ที่ข้ายอมรับไม่ได้!"
ที่มุมห้อง หลินชิงเสวี่ย ศิษย์เอกสายในแห่งสำนักหมึกวารี นั่งกอดเข่ามองดูชายบ้าคลั่งสองคนทะเลาะกันด้วยแววตาว่างเปล่า นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางก้มมองสมุดบัญชีหนี้สิน 1,499 ตำลึงทองในมือ
"ข้าไม่น่าหลวมตัวมาร่วมขบวนการกับคนสติเฟื่องพวกนี้เลย... หากท่านอาจารย์รู้ว่าข้าแอบมาช่วยศิษย์สายนอกสร้างอาวุธมาร ข้าคงต้องไปนั่งนับหยดน้ำในถ้ำน้ำแข็งตลอดชีวิตแน่"
"เอาล่ะ! ขั้นตอนสุดท้าย!"
อาเจียไม่สนใจเสียงบ่น เขาหยิบวัตถุดิบชิ้นสำคัญออกมาจากอกเสื้อ มันคือ 'แกนอสูรธาตุไฟระดับสูง' ที่ได้มาจากตลาดเงาราตรี รังสีความร้อนแผ่ออกมาจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว เขาบรรจงประกบมันเข้ากับ 'แผ่นอก' ของชุดเกราะศัสตราที่สร้างขึ้นเพื่อสวมใส่ครอบทับท่อนแขนและลำตัว
นี่ไม่ใช่ชุดเกราะธรรมดา แต่มันคือแนวคิดที่อาเจียเรียกว่า "การผสานกายาศัสตราเทวะ"
เขาต้องการสร้างชุดเกราะที่ทำให้เขาสามารถแบกรับน้ำหนักมหาศาล และสั่งการ 'เจ้าสัว' (อสูรศิลา) ได้ดียิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่ง... เปลี่ยนร่างกายตนเองให้กลายเป็นศาสตราสังหารเดินดิน
วิ้ง!
อาเจียกระตุ้นพลังปราณในร่าง ส่งผ่านแหวนมิติที่นิ้ว เข้าสู่รากฐานของชุดเกราะ
ในห้วงจิต วิญญาณอาจารย์ มู่เฉิน ลอยตัวขึ้นมองดูผลงานด้วยสายตาดูแคลนระคนทึ่ง
[เจ้าศิษย์โง่... แทนที่จะฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า เจ้ากลับเลือกสร้างเปลือกนอกมาห่อหุ้ม ความคิดของเจ้ามันช่าง... พลิกแพลงจนน่าหงุดหงิดเสียจริง]
"ท่านอาจารย์" อาเจียตอบในใจพลางแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ "ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ปลาตัวเล็กอย่างข้าจำเป็นต้องมีเกร็ดที่แข็งและเงี่ยงที่แหลมคมขอรับ... เคล็ดวิชาสูญตากำเนิดหนึ่ง : ผสาน!"
ทันใดนั้น วงล้ออักขระ 'หลิง (ศูนย์)' หมุนวนขึ้นกลางอากาศ ดูดซับปราณธาตุจากรอบด้าน แล้วอัดกระแทกเข้าไปในชุดเกราะ
ชิ้นส่วนโลหะขยับเคลื่อนตัวเข้าหากันดัง แคร้ง! แคร้ง! รัดพันรอบแขนขวาของอาเจียจนกลายเป็น แขนศัสตรามารสีดำทะมึน ที่มีร่องระบายไอหมอกเรียงราย ดูดุดันและน่าเกรงขาม
หลี่มู่กู่ตาลุกวาว ลืมความโกรธเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น "โอ้... ความสมดุลของน้ำหนัก... จุดศูนย์ถ่วงที่สมบูรณ์แบบ... อาเจีย! เจ้านี่มันอัจฉริยะในคราบคนบ้าชัดๆ!"
"เสร็จแล้ว..." อาเจียยกแขนขวาที่สวมเกราะศัสตราขึ้น มันหนักอึ้งแต่กลับรู้สึกคล่องแคล่วเพราะมีพลังปราณช่วยพยุง "ศิษย์พี่หลี่ ไปทดสอบกันเถอะ"
"ที่ไหน?" หลินชิงเสวี่ยรีบถามด้วยลางสังหรณ์ไม่ดี "อย่าบอกนะว่า..."
"ลานหินหลังสำนัก" อาเจียยิ้มกว้างจนตาหยี "ข้าอยากรู้ว่า 'หัตถ์อัคคีผลาญภพ' ที่ติดตั้งไว้ที่ท่อนแขนนี้ จะคุ้มค่าวัตถุดิบที่ข้าเสียไปหรือไม่"
ม่านหมอกสีขาวเริ่มจางหาย แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าทางทิศบูรพา หมู่ภมรเริ่มโบยบินออกจากรังเพื่อหาน้ำหวาน เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นอันสดใส
ณ ลานหินกว้างหลังสำนักหมึกวารี ซึ่งปกติเป็นเขตหวงห้ามสำหรับผู้อาวุโสใช้นั่งวิปัสสนา บัดนี้ว่างเปล่าไร้ผู้คน
อาเจียยืนจังก้า เล็งแขนขวาที่สวมเกราะศัสตราไปยังก้อนหินยักษ์ขนาดเท่ารถม้าศึกที่ตั้งตระหง่านอยู่ห่างไปร้อยก้าว
"เตรียมตัว..." ชายหนุ่มพึมพำ ลมหายใจเริ่มถี่กระชั้น
ชีพจรภายในแขนศัสตราส่งเสียงครางกระหึ่ม อักขระสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นตามร่องเกราะ ความร้อนมหาศาลเริ่มก่อตัวขึ้นที่ฝ่ามือ
"หลักการคือการบีบอัด 'ปราณธาตุอัคคี' ให้เล็กที่สุดเท่าเม็ดทราย แล้วปลดปล่อย 'ความว่างเปล่า' เข้าไปกระแทก เพื่อให้เกิดการขยายตัวระดับทำลายล้าง!" อาเจียคิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว
แต่ปากกลับตะโกนก้องเพื่อสร้างภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่
"รับมือ!! เคล็ดวิชาลับ : มังกรเพลิงทลายสวรรค์!!"
ตูมมมมมมมมมมม!!!
มิใช่เพียงเสียงระเบิดกัมปนาท แต่มันคือคลื่นกระแทกที่กวาดเอาเศษหินและฝุ่นผงฟุ้งกระจายไปทั่วสารทิศดุจพายุคลั่ง ก้อนหินยักษ์เป้าหมายไม่ได้แค่แตกกระจาย แต่ 'ระเหย' หายไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงหลุมลึกที่ไหม้เกรียมและควันโขมง
ทว่า... แรงระเบิดมิได้หยุดเพียงแค่นั้น มันพุ่งทะยานเลยเป้าหมายไปชนเข้ากับกำแพงฐานรากของ 'หอระฆังบรรพชน' ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไปอีกห้าร้อยก้าว
ครืนนนนน...
หอระฆังสูงเสียดฟ้าสั่นสะเทือน ก่อนจะค่อยๆ เอียงวูบลงมาอย่างช้าๆ
เหง่ง! หง่าง! เหง่ง! หง่าง!
เสียงระฆังสำนักดังรัวไม่เป็นจังหวะ ปลุกศิษย์ทั้งสำนักนับพันชีวิตให้สะดุ้งตื่นด้วยความแตกตื่นโกลาหล
"ชิบหาย..." อาเจียหน้าซีดเผือด ยืนแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก
"งดงาม..." หลี่มู่กู่น้ำตาไหลพราก อาบแก้มที่เปื้อนเขม่าควัน เขามองดูหอระฆังที่เอียงลงมาด้วยสายตาเคลิบเคลิ้ม "ดูสิ! วิถีที่มันเอียง... ช่าง เอียงทำมุม กับพื้นดินอย่างได้ ดุลยภาพ และงดงามเหลือเกิน!"
"พวกเจ้ามันบ้าไปแล้ว!!" หลินชิงเสวี่ยกรีดร้องเสียงหลง รีบลากแขนเสื้ออาเจียสุดแรง "หนีเร็ว! ผู้อาวุโสคุมกฎกำลังเหาะมาทางนี้แล้ว!!"
อาเจียได้สติ รีบสลายเกราะศัสตราเก็บเข้าแหวนมิติอย่างทุลักทุเล พลางตะโกนสั่งเสียงสั่น
"ศิษย์พี่หลี่! อย่ามัวแต่ชื่นชมศิลปะ! วิ่งสิขอรับ! ถ้าโดนจับได้ ค่าซ่อมแซมหอระฆัง ข้าไม่มีปัญญาจ่ายนะโว้ย!!"
เช้าวันนั้น สำนักหมึกวารีโกลาหลวุ่นวายที่สุดในรอบร้อยปี
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่า "พรรคมารบุกถล่มหอระฆัง" บ้างก็ว่า "สัตว์อสูรบรรพกาลหลุดออกมาอาละวาด"
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ต้นเหตุของหายนะครั้งนี้คือศิษย์สายนอกจอมงก ผู้กำลังนั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แอบกินหมั่นโถวอยู่ในโรงครัว พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก
"ขั้นแรกสำเร็จ..." อาเจียกระซิบกับตัวเองเบาๆ ขณะลูบแหวนมิติที่นิ้ว "อาวุธชิ้นนี้ร้ายกาจนัก... ต่อไปก็แค่หาเหยื่อในงานประลองมาทดสอบ
ฤทธานุภาพ 'เจ้าสัว' ร่างสมบูรณ์แบบ!"