“แล้วหลังจากนั้น มันเกิดอะไรขึ้นเ้าคะท่านอ้ายฉิง” หวังเหมยยื่นหน้าเข้ามาถาม เพราะเห็นว่า อ้ายฉิงเงียบไปสักครู่แล้ว
“หลังจากที่สลบไป ข้าก็จำไม่ได้จำได้ก็ตอนที่ครอบครัวข้า ย้ายมาอยู่ในป่าลึกแล้ว แม่ข้าเล่าให้ฟังว่า ข้าสลบไปถึงห้าวันเชียวนะตอนแรกแม่ข้าก็กลัวว่าข้าจะไม่ตื่นแล้วซะอีก”
“ดีแล้วละค่ะถ้าท่านอ้ายฉิงไม่ตื่นขึ้นมา ป่านนี้ข้าคงไม่ได้เจอท่านแล้ว” หวังเหมยพูดออกมาอย่างคล่องปากจนเยี่ยยิ่งมองไม่หยุด
“เ้านี่ ก็เป็เด็กที่ช่างพูดช่างจาเหมือนกันนะแต่อย่าให้มากละเพราะเ้าสู้ข้าไม่ได้ อ้อแล้วอย่ามาเลียนแบบข้าละเพราะข้าเป็เทพที่พูดเก่งที่สุดในบรรดาเทพทั้งหมด” อ้ายฉิงและหวังเหมย ได้แต่จ้องตากันแล้วพยักหน้าอย่างเอือมระอา
“ข้าไม่เลียนแบบท่านหรอกข้าน่ะจะเป็เทพที่แข็งแกร่ง และสง่างามที่สุด ในบรรดาเทพให้ดู” หวังเหมยเอามือลูบใบหน้าอย่างหลงใหล
“นี่เ้าเด็กน้อยเทพที่สง่างามที่สุดน่ะ มันต้องเป็ข้าต่างหาก เ้าน่ะยังเด็กนักยังไม่ต้องอยากสวยอยากงามเหมือนคนอื่นหรอก” เยี่ยยิ่งรีบเถียงออกไป
“ข้าไม่ขอ งดงามในวันนี้ก็ได้” หวังเหมยทำหน้าเศร้าเล็กน้อย
“ต้องอย่างนี้สิไว้เ้าโตเป็สาวเป็แซ่ แล้วข้าจะสอนเ้าแต่งหน้าแต่งตัวเอง แต่อย่าได้ใจไปละ เพราะมันจะต้องไม่สวยกว่าข้าแน่นอนฮ้า ฮาฮา”
“ทำไมพวกเ้าถึงมาอยู่ที่นี่ ข้าคิดว่าพวกเ้าตามข้าเข้าไปในสำนักแล้วเสียอีก” ศิษย์พี่หยางเดินออกมาด้วยความลำบาก ด้วยขนาดของท้องที่มีความใหญ่คล้ายคนกำลังตั้งครรภ์
“อุบ” เยี่ยยิ่งกลั้นหัวเราะ กลัวว่าจะถูกด่าจึงหันไปทางอื่นแทน
“เอ่อ พวกข้า” อ้ายฉิงพยายามหาคำพูด แต่ก็ยังพูดออกมาไม่ได้อยู่ดีจะให้บอกไปว่ากำลังเล่าเื่ให้เด็กฟังก็เกรงว่าจะไม่ได้
“ไม่เป็ไรๆข้ายังเหลืออาหารส่วนของพวกเ้าไว้อยู่ เห้อข้าไม่อยู่เพียงไม่กี่ปีอาหารก็ถูกพัฒนาขึ้นอีกแล้วมันทำให้ข้าหยุดกินไม่ได้เลยแต่ยังดีที่มีรูปร่างดี จนหญิงสาวต่างก็พุ่งเข้ามาหา” ศิษย์พี่หยางยืนชมตัวเองอย่างคนอายุน้อยแต่ที่ว่ามาก็น่าจะเป็เื่จริง เพราะลองเอาเื่ทุกอย่างมาปะติดปะต่อกันดีๆ จะรู้ได้ว่าศิษย์พี่หยางนั้นคือเพื่อนที่าาปีศาจได้เล่าถึงอายุเองก็คงจะเยอะมากแล้ว หากเป็มนุษย์ธรรมดาก็คงแก่มากแล้ว
“ศิษย์พี่หยางอย่าลืมสิเ้าคะว่าถ้าท่านหน้าตาดีจริงตอนนั้นท่านพี่ของข้าก็คงรับท่านมาเป็สามีแล้ว” อ้ายฉิงและหวังเหมยได้แต่จ้องหน้ากันอย่างงง
“เื่นี้ไม่เป็ไรได้เยี่ยงไร ข้ากับเฟิ่งขวางก็ไม่ใช่เนื้อคู่กันเป็ข้าสิที่จะต้องแสดงความเสียใจให้แก่เ้า ที่เสียพี่สาวไป” ศิษย์พี่หยางเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่เป็เชิงปรอบ
“เื่นี้ข้าเองก็ทำใจนานแล้วเหมือนกันว่าแต่ตอนนี้ข้าหิวแล้ว อ้ายฉิงเองก็คงหิวแล้วเช่นกัน อ้อ ใช่สิ ข้าขอแนะนำนางเด็กน้อยนี่ด้วยแถมไม่มีพ่อแม่ด้วย หวังว่าท่าน จะใจดีเอานางมาฝึกฝนวิชาให้นะ” เยี่ยยิ่งเอื้อมมือคว้าหวังเหมยมาให้ศิษย์พี่หยางได้มองเห็นใบหน้าชัดเจน
“เ้าชื่ออะไรรึ” ศิษย์พี่หยางเอ่ยถามอย่างเอ็นดู
“ข้ามีนามว่าหวังเหมยเ้าค่ะขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะเ้าคะ” ก้มคำนับตามมารยาทพร้อมกับย่อขาลงเล็กน้อย
“อะไรของเ้าห๊ะหวังเหมย ข้ายังไม่ทันได้พูดเลยว่าจะรับเ้าไว้”
“อ้าว! ขอประทานอภัยเ้าค่ะ” หวังเหมยได้แต่นึกเศร้าในโชคชะตาที่โดนปฏิเสธมาโดยตลอด
“แต่ถ้าเ้าช่วยข้าทำงานบ้านงานเรือนและหมั่นขยันฝึกวิชาข้าก็พร้อมที่จะรับเ้ามาเป็ศิษย์อีกคนด้วย” สิ้นคำพูดของศิษย์พี่หยางหวังเหมยก็ได้แต่ยืนตกตะลึงอยู่อย่างนั้น“หรือว่าเ้าเปลี่ยนใจไม่อยากมาเป็ศิษย์ของข้า”
“ไม่นะคะท่านอาจารย์ ข้าดีใจจนพูดไม่ออกเลยต่างหากว่าแต่ท่านมีอะไรให้ข้าทำไหมเ้าคะ”
“โหนี่เ้าจะขยันขันแข็งไปถึงไหนละเนี่ย เพิ่งจะวันแรกก็ดีใจขนาดนี้ แต่เ้าอย่ามาเสียใจภายหลังก็แล้วกันนะเพราะการที่จะมาเป็ศิษย์ของข้ามันยากนัก” เยี่ยยิ่งที่ได้ยินก็อดขำไม่ได้
“ท่านศิษย์พี่หยางเคยมีลูกศิษย์กับเขาด้วยเหรอเ้าคะเห็นแต่ท่านสร้างสำนักเอาไว้ แต่ไม่เห็นมีใครเข้ามาร่ำเรียนเลยสักคน” เยี่ยยิ่งพูดออกไปตามตรงเพราะั้แ่นั่งคุยกันอยู่ด้านหน้าสำนักก็ยังไม่พบใคร พบเพียงชาวบ้านที่ไม่ค่อยมีวิชาติดตัว
“ตอนนี้ข้าก็มีแล้วนี่ไงนับั้แ่นี้เป็ต้นไปให้พวกเ้าเรียกข้าว่าอาจารย์ตามที่ หวังเหมยเรียกข้าก็แล้วกัน” รีบเดินนำหน้าทุกคนเข้าไปภายในสำนัก
“นี่เ้าหวังเหมย ว่าแต่เ้ารู้จักข้าได้เยี่ยงไรข้ามาที่นี่ก็นับครั้งได้ และข้าก็จำได้ว่าไม่ได้พบหน้าใครด้วย” เยี่ยยิ่งดึงหวังเหมยที่กำลังจับมืออยู่กับอ้ายฉิง
“เอ่อ..พอดีแม่ของข้าเป็เทพ ที่เป็นกเล่าให้ข้าฟังทุกวันว่าราชินีของเหล่านกคือท่านเฟิ่งขวาง แต่ท่านแม่เล่าว่าท่านเฟิ่งขวางจากไปแล้วจึงสืบทอดให้ท่านเยี่ยยิ่งเป็เ้าแห่งนกแทนเ้าคะ และที่ข้ารู้จักท่าน ก็เพราะว่าข้าชอบแอบมาอยู่คนเดียวลำพังจึงเห็นท่านบินเข้ามาในสำนักตลอดเ้าค่ะ” หวังเหมยอธิบายความจริงที่พบเห็น แถมยังชื่นชอบรูปร่างหน้าตาที่สวยงามมากของเยี่ยยิ่งอีกด้วย
“ว่าแต่เ้ามาทำอะไรในสำนักของข้าใน่ที่ข้าไม่อยู่ที่ผ่านมาเ้าแอบหนีงาน หน้าที่ปกป้องเยี่ยยิ่งมาอยู่ในสำนักของข้าหรอกหรือ” ศิษย์พี่หยางที่เดินนำหน้าไปแล้วหันกลับมาอีกครั้ง
“มะมันไม่ใช่นะเ้าคะ”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ ความจริงท่านเยี่ยยิ่งก็มาหาข้าบ่อยๆเพราะข้าได้ยินเสียงของนกไนติงเกลบ่อยมาก แทบจะได้ยินทุกวันเลย” อ้ายฉิงที่ไม่อยากเห็นคนทะเลาะกันจึงรีบเข้าไปแก้ตัวแทน
“อย่างนั้นก็ดี”พูดจบศิษย์พี่หยางก็เดินนำไปต่อ
“เ้าหยางมันถูกปล่อยตัวแล้วพะย่ะค่ะดูเหมือนจะเป็ฝีมือของเ้าเยี่ยยิ่ง ที่ชอบผ่านไปผ่านมา แถวบริเวณที่ชอบมีเหล่านางฟ้าหายตัวไปพะย่ะค่ะ”ลี่หงเพียงแต่พยักหน้ารับ แล้วนั่งครุ่นคิดบางอย่างสักพัก
“ข้าว่าข้าจะปลอมตัวไปหาคดีด้วยตัวข้าเองดีกว่าเอาแต่คอยพึ่งพาเหล่าทหารเทพสืบหา ก็จะมีแต่คำกล่าวเดิมๆและข้าคิดว่าการไปครั้งนี้อาจจะใช้เวลานาน จนข้าเองก็ไม่สามารถระบุได้”
“แต่ว่าการที่ให้ท่านาาไปด้วยตนเองเช่นนี้กระหม่อมเห็นว่ามันไม่ควรพะย่ะค่ะ”ชายคนเดิมเอ่ยขึ้นอย่างกังวล
“พวกเ้ามีเื่อันกันรึ” ลี่อิงผู้เป็มารดาของาาเทพอย่างลี่หงก้าวมาข้างหน้าด้วยความสง่างาม ทั้งใบหน้าที่ยังดูอ่อนเยาว์ชวนหลงใหล
“ท่านแม่” ลี่หงยืนขึ้นต้อนรับลี่อิงผู้เป็แม่ที่มีศิริโฉมงาม
“คือว่ากระหม่อมคุยเื่ที่กำลังเป็ปัญหาใหญ่ใน่นี้กันพะย่ะค่ะ และท่านองค์ชายจะเป็คนลงมือตามล่าเ้าตัวปัญหาด้วยตนเองพะย่ะค่ะ”
“จริงอย่างที่เ้าเทพตนนี้กล่าวมารึลี่หง”ลี่อิงเบิกตากว้าง เป็กังวล
“ใช่แล้วท่านแม่ข้าจะไปหาเบาะแสเกี่ยวกับเื่นี้ด้วยตัวข้าเอง” ตอบกลับไปเพื่อความมั่นใจแก่ผู้เป็แม่
“แต่เ้าก็รู้ว่าเื่นี้มันไม่ธรรมดาเหล่าบรรดานางฟ้าที่หายไปล้วนแต่มีความสามารถ ขนาดทหารยังเอาไม่อยู่เลยแม่เองก็รู้ว่าเ้าเก่ง แต่เ้าก็รู้ว่าแม่มีเ้าเพียงคนเดียวจะให้ข้าเสียเ้าไปอีกคนหรืออย่างไร”ลี่อิงพูดด้วยใบหน้าวิตกกังวล
“หากนั่นเป็สิ่งที่ท่านแม่้าข้าเองก็จะยอม”พูดจบลี่หงก็เดินออกไปจากห้องโถงขนาดใหญ่โดยไม่สบอารมณ์นัก
ยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า และถูกแทนที่ด้วยจันทร์ในค่ำคืนนี้เป็ค่ำคืนที่แสงจันทร์เป็มิตร ลี่หงได้แต่งตัวด้วยผ้าตัวเก่าเผ้าผมไม่ได้เรียบร้อยเหมือนทุกครั้ง แต่ก็ถือว่าดูได้และใช้ผ้าปิดตามาปิดดวงตาข้างซ้ายที่มีสีแดง ต่างจากดวงตาข้างขวาที่เป็สีฟ้า ร่างของชายหนุ่มค่อยๆวิ่งไปตามกำแพงขนาดใหญ่ใช้เงาที่ตกกระทบกับแสงจันร์ยามค่ำ ในการซ่อนตัว และเลี่ยงการใช้พลังบนผืนฟ้าให้มากที่สุดไม่เช่นนั้นม่านพลังที่ลี่อิงสร้างไว้จะส่งเสียงดัง
“พ่อหนุ่มๆ เ้ามาทำอะไรในที่มืดค่ำเช่นนี้ละออกมาในที่มีแสงจันทร์ส่องสว่างนี่สิ เดินในที่มืดแบบนั้นมีหวัง ได้หกล้มกันพอดี” ทหารเฝ้ายามคนหนึ่งเอ่ยขึ้นลี่หงใมาก หัวใจดวงน้อยกระตุกถี่ไม่ยอมลด
“อะออ ข้าแค่มายิงกระต่ายน่ะท่านไม่ต้องคิดมากหรอก ข้าไม่ล้มอย่างแน่นอน”
“ออ งั้นข้าไปละนะเชิญเ้าตามสบายเลย” ทหารยามโบกมือลาก่อนจะเดินไปทางอื่น ลี่หงจึงเดินต่อไป
“คิดว่าจะโดนจับได้เสียอีกโล่งอกไปที”
“เดี๋ยวก่อน” ทหารเฝ้ายามคนเดิม ที่เห็นว่าเดินไปแล้วกลับโผ่ออกมาคว้าไหล่เอาไว้
……………………………………………………………….
หว้าาาา ใจนึงก็อยากแต่งต่อใจนึงก็อยากหยุดไว้ เพราะคนอ่านไม่ค่อยมีเลย ใจดวงน้อยดวงนี้ไม่มีกำลังใจแล้วน้าาาา????????
ซูซี่ : สู้นะเ้านาย อย่าเพิ่งท้อถอยสิ เมี๊ยวววว
เ้านาย : จ้าาา