รถสปอร์ตคันหรูเข้ามาจอดหน้าสำนักงานใหญ่ของเครือสิริทรัพย์อนันต์ พนักงานที่กำลังเร่งรีบเข้างานต่างหยุดชะงัก เมื่อเห็นร่างระหงในชุดสูทสีขาวงาช้างตัดเย็บประณีตก้าวลงมาจากรถ
"สวัสดียามเช้าค่ะทุกคน" รินลดาเอ่ยเสียงเรียบขณะก้าวผ่านประตูเข้ามาในโถงล็อบบี้
สายตาของพนักงานหลายสิบคนจับจ้องมาที่เธอเป็ตาเดียว แววตาเ่าั้ไม่ได้มีความเคารพแม้แต่น้อย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความดูแคลน
"ดูสิ คุณหนูรินลดาเข้าออฟฟิศวันแรก... สงสัยคงเบื่อการวิ่งตามผู้ชาย เลยกะจะมานั่งแต่งหน้าแล้วรอวีน พนักงานแก้เซ็งล่ะมั้ง" หัวหน้าแผนกหญิงวัยกลางคนซุบซิบกับลูกน้องพลางเบ้ปากอย่างมีจริต
พรีมไม่แม้แต่จะปรายตามอง เสียงนินทาเ่าั้ เธอเดินตัวปลิวผ่านฝูงชนด้วยท่วงท่าสง่างามมุ่งตรงเข้าสู่ห้องประชุมใหญ่ที่บรรดาบอร์ดบริหารนั่งรออยู่
ณ ห้องประชุมบอร์ดบริหาร
เหล่าผู้ถือหุ้นรุ่นลุงที่เคยดูถูกรินลดาว่าดีแต่ใช้เงินพ่อแม่ ต่างพากันขมวดคิ้วเมื่อเห็นเธอเดินเข้ามานิ่งๆ แล้วนั่งในตำแหน่ง CMO (Chief Marketing Officer) ที่ว่างเว้นมานาน
"หลานริน... ลุงว่าตำแหน่งนี้มันอาจจะหนักไปสำหรับหนูนะ กลับไปช้อปปิ้งเหมือนเดิมไม่ดีกว่าเหรอ?" กรรมการบริหารคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะในลำคอ สายตาที่เขามองเธอเต็มไปด้วยความดูแคลน
รินลดาขยับยิ้ม เธอวางไอแพดลงบนโต๊ะก่อนจะฉายกราฟผลประกอบการที่ดิ่งเหวของห้างฯ ในไตรมาสล่าสุดขึ้นบนจอขนาดใหญ่ เธอกวาดสายตามองคนทั้งห้องประชุมที่บัดนี้เงียบกริบราวกับป่าช้า
"สวัสดีค่ะทุกคน ฉันมาที่นี่เพื่อทำการตรวจสอบการตลาดอย่างเร่งด่วน" พรีมเอ่ยเสียงเรียบ ความเด็ดขาดในน้ำเสียงนั้นทรงพลังจนกรรมการบริหารที่เพิ่งหัวเราะเมื่อครู่ถึงกับหน้าเจื่อน
"จากเอกสารที่ฉันอ่านมาเมื่อคืน ระบบงานของที่นี่มันไร้ประสิทธิภาพจนน่าใ งบประมาณส่วนใหญ่ถูกละลายไปกับสื่อดั้งเดิมที่ให้การเข้าถึงต่ำ และไม่มีการวัดผล ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน) ที่ชัดเจนเลยสักนิด!"
"แต่เราทำแบบนี้มาสิบปีแล้วนะครับคุณหนู มันคือ ขั้นตอนมาตรฐาน..." หัวหน้าแผนกการตลาดรีบค้านเพื่อรักษาหน้า
"นั่นแหละค่ะคือปัญหา!" พรีมสวนกลับทันควันพลางใช้เลเซอร์พอยต์เตอร์ชี้ไปที่ตัวเลขการเ้าถึงจำนวนผู้บริโภคที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินบนจอโปรเจกเตอร์
"โลกหมุนไปถึงยุคของการให้ความสำคัญกับระบบดิจิทัลเป็อันดับแรก แต่พวกคุณยังซื้อป้ายบิลบอร์ดที่ไม่มีใครมองเห็นนอกจากนกพิราบ ฉันเสนอให้โละทิ้งแผนงานไตรมาสนี้ทั้งหมด และเริ่มทำกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบดิจิทัลั้แ่วินาทีนี้"
พนักงานและบอร์ดบริหารนิ่งอึ้งราวกับถูกแช่แข็ง เมื่อเห็นพรีมลงมือชำแหละระบบงานที่หย่อนยานทิ้งต่อหน้าต่อตา เธอไม่ได้แค่ด่าแต่เธอชี้ จุดบกพร่อง ของแต่ละแผนกได้อย่างแม่นยำด้วยตัวเลขสถิติ จนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาคมสวยคู่นั้น
"ั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป อำนาจการอนุมัติงบประมาณและทิศทางกลยุทธ์ทั้งหมดจะจบที่โต๊ะของฉันเพียงคนเดียว" พรีมประกาศก้อง
"ใครที่ยังชินกับการทำตัวเป็ไม้แก่ดัดยาก ที่คอยเกาะบริษัทกินไปวันๆ เป้าหมายของฉันไม่ใช่การซ่อมแซมรอยรั่ว แต่มันคือการ โละ ทุกอย่างที่ใช้งานไม่ได้ทิ้ง!"
เธอกวาดสายตามองความตื่นตระหนกที่ลามไปทั่วห้องประชุม
"ใครที่รับมาตรฐานใหม่ของฉันไม่ได้ หรือคิดว่าเพดานความสามารถของตัวเองต่ำเกินไป ฉันแนะนำให้พวกคุณเริ่มเขียนเรซูเม่รอไว้ได้เลยค่ะ... แล้วเชิญไปยื่นใบลาออกที่ฝ่ายบุคคลได้ทันที... ฉันไม่้า ภาระ ที่คอยถ่วงบริษัท"
พรีมกอดอกมองที่ประชุมด้วยสายตาเยือกเย็น เธอรู้ดีว่าในทางการตลาด การจะรีแบรนด์สินค้าที่ใกล้ตายให้กลับมาแข็งแกร่ง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการกำจัดจุดอ่อนภายในให้สิ้นซาก!
"ฉันให้เวลาพวกคุณ 24 ชั่วโมงในการทำการประเมินตนเอง" พรีมเอ่ยเสียงเย็นจนคนฟังรู้สึกหนาวไปถึงกระดูก
"ไปสรุปมาว่าโปรเจกต์ไหนที่ทำเพื่อผลาญงบประมาณทิ้งไปวันๆ โดยไม่มีตัวเลขผลตอบแทนที่จับต้องได้... เอามาวางบนโต๊ะฉันก่อนเริ่มงานพรุ่งนี้เช้า"
หัวหน้าแผนกการตลาดรุ่นใหญ่ที่เคยดูถูกเธอพยายามจะอ้าปากเถียงด้วยทิฐิที่เหลืออยู่ แต่พรีมชิงตัดบทด้วยการโยนแฟ้มรายงานการตรวจสอบหนาปึกลงกลางโต๊ะ
ปัง!!
"อ้อ... แล้วเลิกเอา ความาุโ มาเป็ข้ออ้างในการทำงานชุ่ยๆ ได้เลยค่ะ" พรีมปรายตามองหัวหน้าแผนกคนนั้น
"ในโลกของธุรกิจ ส่วนแบ่งการตลาดไม่ได้มีไว้ให้คนที่ อยู่นาน แต่มันมีไว้ให้คนที่ ปรับตัวไว ต่างหาก... จำใส่หัวไว้ด้วย"
พรีมลุกขึ้นเดินออกจากห้องประชุมทันที ทิ้งให้บรรดาผู้บริหารนั่งจมอยู่กับความตระหนก เธอไม่ได้ใส่ใจว่าใครจะรักหรือเกลียด เพราะในสมองของนักการตลาดมือทองมีเพียงเป้าหมายเดียว... นั่นคือการทำให้กราฟรายได้ของสิริทรัพย์อนันต์พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด!
ขณะที่เธอกำลังจะเข้าห้องทำงาน เลขาส่วนตัวก็วิ่งหน้าตื่นมาบอกว่า "คุณหนูคะ! คุณธันวาบุกมาที่ล็อบบี้ค่ะ เขาโวยวายจะขอพบคุณหนูเื่ที่เรายื่นโนติสทางกฎหมายที่ทางเราส่งไปเพื่ิออายัดทรัพย์เขา!"
พรีมชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินชื่อนั้น แววตาของเธอไม่ได้สั่นไหวด้วยความรักหรือความโกรธแค้น แต่มันนิ่งสงบราวกับผิวน้ำที่ซ่อนพายุไว้เบื้องล่าง เธอพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ
"มาเร็วกว่าที่คิดแฮะ..." พรีมกระตุกยิ้ม แววตาคมสวยฉายแววผู้ชนะ
"ไปบอกพนักงานต้อนรับว่าให้เขา รอ ที่โซนรับแขกไปก่อน... บอกเขาว่าฉันกำลังยุ่งอยู่กับการหาเงิน และฉันจะให้เขาเรียนรู้บทเรียนเื่ ความอดทน เหมือนที่รินลดาคนเดิมเคยรอเขามาทั้งชีวิต"
พรีมหมุนตัวเดินเข้าห้องทำงานส่วนตัวอย่างไม่รีบร้อน ภายในห้องทำงานที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วบด เธอละเลียดจิบกาแฟดำ สายตาจดจ้องที่หน้าจอ แสดงราคาหุ้นของสิริทรัพย์อนันต์
เวลาล่วงเลยไปกว่าสองชั่วโมง... เข็มนาฬิกาที่เดินไปอย่างสม่ำเสมอคือเครื่องมือทำลายอีโก้ของธันวา พรีมรู้ดีว่าในทุกวินาทีที่ผ่านไป ความทระนงตัวของอดีตพระเอกนิยายคนนั้นกำลังถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด
เธอกดปิดหน้าจอหุ้นเมื่อกราฟแตะจุดสูงสุดของวัน ก่อนจะลุกขึ้นจัดชุดสูทให้เข้าที่
"เอาล่ะ... ได้เวลาเดินไปจัดการกับหนี้เสียก้อนนี้เสียที"
พรีมก้าวพ้นประตูลิฟต์ลงมาสู่โถงล็อบบี้ เสียงฝีเท้าของเธอมั่นคงและทรงพลัง พนักงานทุกคนต่างหยุดเพื่อรอดูเหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะกลายเป็ตำนานของตึกนี้
ธันวา... อดีตชายหนุ่มผู้แสนเพียบพร้อม บัดนี้หลงเหลือเพียงภาพลักษณ์ที่แตกร้าว สูทราคาแพงยับย่นพอกันกับใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธ เขาปรี่เข้ามาหาเธอทันทีราวกับคนเสียสติ
"รินลดา! คุณทำบ้าอะไร! ทำไมต้องส่งโนติสทางกฎหมายไปที่บริษัทผม แถมยังสั่งระงับวงเงินสินเชื่อทั้งหมด! คุณรู้ไหมว่ามันทำให้คู่ค้าของผมแตกตื่นจนราคาหุ้นดิ่งเหว!"
พรีมยืนนิ่ง ไม่ได้ถอยหนีแต่กลับกอดอกแล้วปรายตา มองชายตรงหน้าด้วยสายตาที่ใช้สำรวจ “สินค้ามีตำหนิ”
"นั่นไม่ใช่การกลั่นแกล้งค่ะคุณธันวา แต่มันคือ กระบวนการบริหารความเสี่ยง ขั้นพื้นฐาน" พรีมเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ในเมื่อคุณไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันที่น่าเชื่อถือพอ และ สินทรัพย์ทางใจ ที่เราเคยมีต่อกันมันกลายเป็ศูนย์ไปแล้ว ฉันก็ต้องเรียกทุนคืนกลับมาให้เร็วที่สุด ก่อนที่บริษัทของฉันจะต้องล่มจมไปกับความล้มเหลวของคุณ"
"แต่เราคบกันมานานนะริน! คุณจะใจดำทำลายผมเพียงเพราะเื่หมั้นเหรอ?" ธันวาตวาด พยายามยัดเยียดบท คนใจแคบ ให้เธอต่อหน้าพนักงานหลายสิบคน
พรีมขยับยิ้มเย็น แววตาคมสวยฉายแววสมเพช "ขอโทษนะคะ... ในพจนานุกรมการทำงานของฉันมีแต่คำว่า 'กำไร' และ 'ขาดทุน' เท่านั้น"
เธอก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและชัดเจน
"คุณเป็คนเลือกวางตำแหน่งตัวเองให้ไปอยู่นอกสายตาของฉันเอง... ตอนนี้บริษัทของคุณสำหรับฉัน มันคือ สินทรัพย์ที่เป็พิษ ที่ต้องรีบกำจัดทิ้งเพื่อรักษาพอร์ตโฟลิโอ... เชิญคุณออกไปก่อนที่ฉันจะสั่งให้ รปภ. มาลากตัวออกไปค่ะ"
ธันวายืนอึ้ง แววตาที่เคยจองหองสั่นระริกราวกับถูกตบหน้ากลางสาธารณชนด้วยความจริงที่เ็ปที่สุด... เขาเพิ่งตระหนักในวินาทีนั้นเองว่า รินลดาคนนี้ไม่ได้แค่ “เลิกรัก” เขา แต่ไม่เห็นเขาในสายตาเลยต่างหาก
"ริน... คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง" ธันวาพึมพำเสียงสั่น แววตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความสำคัญตัวผิดบัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า
พรีมยิ้มเย็น แววตาสวยของเธอไม่มีแม้แต่เงาของความอาวรณ์ ในฐานะนักการตลาดมือทองเธอตระหนักดีว่าในโลกธุรกิจนั้นโหดร้ายและเที่ยงตรงเสมอ มันไม่เคยไว้หน้าผู้ที่ย่ำอยู่กับที่ และไม่เคยปรานีผู้ที่ไม่รู้จักปรับตัวเข้ากับกลไกที่เปลี่ยนไป
"อย่าเสียเวลาถามหาเหตุผลที่มันสายเกินไปเลยค่ะคุณธันวา" พรีมเอ่ยพลางยื่นมือไปปัดเศษฝุ่นที่ไหล่ของเขา
"ในโลกของธุรกิจ... เมื่อคุณเลือกที่จะตระบัดสัตย์ต่อความเชื่อใจ และบริหารจัดการความสัมพันธ์ด้วยความประมาท คุณก็ต้องเตรียมรับผลกรรมที่ตามมา"
ในจังหวะนั้นเอง อคิน ก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างพรีม พร้อมกลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวของเขาที่แสนเยือกเย็นและทรงพลัง เขาจงใจวางมือลงบนเอวบางของพรีมอย่างเปิดเผย เป็การประกาศความเป็เ้าของ และพันธมิตรที่เหนียวแน่นอย่างชัดเจน
"คุยกับ หนี้เสีย ก้อนนี้เสร็จหรือยังครับริน?" อคินเอ่ยเสียงทุ้มที่กังวานไปทั่วโถงล็อบบี้ เขาปรายตามองธันวาด้วยสายตาเ็า
“พอดีผมเตรียมเอกสารการยึดทรัพย์สินขั้นสุดท้ายมาให้คุณเซ็น... ถ้าคุณตวัดปากกาลงไปตอนนี้ บริษัทรถยนต์ที่เขาภาคภูมิใจนักหนา ก็จะกลายเป็เพียง โกดังเก็บขยะในอาณาจักรของเราทันที”
ธันวาเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความตระหนก เขาเพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่ารินลดาไม่ได้แค่ผลักเขาออกจากชีวิต... แต่เธอกำลังร่วมมือกับมัจจุราชเพื่อ "ฝังกลบ" เขาให้จมดินโดยไม่มีสิทธิ์ได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป
พรีมรับปากกาสั่งทำพิเศษจากมืออคินมาถือไว้ ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามด้ามปากกาที่เย็นเยียบ
"น่าสนใจนะคะ... ฉันชอบความเร็วในการลงมือทำของคุณจริงๆ ค่ะคุณอคิน" พรีมเหยียดยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
"สำหรับสินค้าที่เสื่อมสภาพจนกลายเป็มลพิษแบบนี้... การกำจัดให้สิ้นซากดูจะเป็ทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในเชิงกลยุทธ์”
"ฉันไม่รีบเซ็นตอนนี้หรอกค่ะคุณอคิน" พรีมเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เธอหมุนตัวกลับอย่างสง่างาม ทิ้งชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ดั่งโลกทั้งใบของรินลดาไว้เื้ั
"การปิดดีลขั้นสุดท้ายควรทำในพื้นที่ส่วนตัว... สินค้าที่เสื่อมสภาพจนไร้ราคาแบบนี้ ไม่ควรค่าแก่การได้รับความสนใจแม้แต่นาทีเดียว"
พรีมเดินนำอคินไปยังลิฟต์ผู้บริหาร เธอไม่แม้แต่จะปรายหางตามองธันวา ชายที่ยืนเข่าอ่อนจนแทบจะทรุดลงกับพื้น สภาพของเขาดูเวทนาเสียจนได้รับสายตาเหยียดหยามจากพนักงานในบริษัท
"ริน! รินลดา! กลับมาคุยกันก่อน!" ธันวาะโไล่หลัง
ประตูลิฟต์ผู้บริหารค่อยๆ เลื่อนปิดลง บดบังภาพสุดท้ายที่น่าสมเพชของอดีตไว้เื้ั เหลือเพียงความเงียบและความกดดันที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายในพื้นที่สี่เหลี่ยมที่คับแคบนี้