ความตาย...
คุณคิดอย่างไรกับคำคำนี้กัน
การเกิดใหม่...
แล้วคุณคิดอย่างไรกับคำคำนี้
ความตาย...
ไม่ว่าจะเป็ความตายที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ความพลัดพราก การจากลา การสูญเสีย หรือแม้แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในโลกล้วนแล้วแต่ไม่อยากเจอมันมากที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อเราใช้ชีวิตไปจนถึงจุดๆ หนึ่ง เราย่อมต้องผ่านเื่ราวมามากมาย ผ่านความทรงจำทั้งดีและร้าย ยังมีอะไรมากมายที่อยากทำ ยังมีอะไรมากมายที่หวงแหน...
แต่ด้วยความเป็จริงไม่ว่าเราจะพยายามหลีกหนีมันเท่าไหร่ หรือหลบเลี่ยงมันมากแค่ไหน แต่คนเราก็หวาดกลัวความตายอยู่ดี แต่ถึงอย่างนั้นผู้คนที่มีความคิด มีจินตนาการ ก็พยายามลองสรรสร้างเื่ราว ให้ตัวเอกนั้นมีชีวิตอยู่ในโลกของเขาได้นานแสนนาน ไม่ว่าจะเป็การรักษาความทรงจำเอาไว้แม้จะเกิดใหม่ หรือไม่ก็ให้มีชีวิตอยู่ต่อไปนานเท่านาน เพื่อผจญภัยในโลกแห่งจินตนาการนั้นต่อไป
แม้ว่ามันจะเป็ได้เพียงแค่จินตนาการก็ตาม
การเกิดใหม่...
เป็หนึ่งสิ่งที่ผู้คนล้วนแล้วแต่ปรารถนา สิ่งที่เต็มไปด้วยความยินดี เป็วาระโอกาสที่คนหมู่มากยึดติดและสร้างมันให้กลายเป็พิธีการที่ผู้คนต่างร่วมยินดี หมายให้ยึดมันไว้เพื่อเป็สิ่งที่มั่นคงทางใจ และโอกาสแห่งความสุขที่สำคัญวันหนึ่งในชีวิต
แต่...
จะมีสักกี่คนกันที่จะยอมรับในความเป็จริงถึงความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างการเกิดและการตาย ทั้งๆ ที่มันเป็สิ่งที่ง่ายๆ อย่างการที่เมื่อมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแล้วสักวันสิ่งนั้นย่อมดับลง และในทางเดียวกันตามหลักวิทยาศาสตร์เอง ก็รองรับว่าในจักรวาลนี้ไม่เคยมีอะไรที่หายไป มันแค่เปลี่ยนแปลงสถานะไปเท่านั้น
เช่น...
เมื่อเราเผาใบไม้
ใบไม้นั้นอาจจะเหมือนหายหรือตายไปตามหลักการ
แต่ในความเป็จริงแล้วมันได้รับเหตุหรือก็คือการเผาไหม้ ทำให้มันเปลี่ยนสถานะไป กลายเป็สารประกอบคาร์บอน ความร้อนและอื่นๆ หรือมันก็คือการเกิดใหม่ตามเหตุตามปัจจัยของมันก็เท่านั้น
แล้วเมื่อมองย้อนไปยังทุกๆ สิ่งในโลก ก็ล้วนเป็ไปอย่างนี้ กล่าวคือมีเหตุบางสิ่ง กระทำบางสิ่ง แล้วส่งผลเป็บางสิ่ง และมันคือความจริงที่สุดในโลกที่ไม่มีอะไรสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่มันก็จะเป็อย่างนั้น
ไม่ว่าเราจะหนีมันแค่ไหนมันก็จะเป็อย่างนั้น
ไม่ว่าเราจะหวาดกลัวสักแค่ไหนมันก็จะเป็อย่างนั้น
ไม่ว่าเราจะร้องขอต่ออะไรก็ตามมันก็จะยังคงเป็อย่างนั้น
มันคือสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง...
เพราะมีเหตุหนึ่งเกิดขึ้น ก็ย่อมต้องมีผลของเหตุนั้นเกิดขึ้นเป็ธรรมดา
แต่...
แต่เพราะความเป็จริงในโลกมันเที่ยงแท้และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ เพราะหวาดกลัวในสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป หวาดกลัวในความไม่ดีทั้งหลายที่สั่งสมมาชั่วชีวิต ผู้คนจึงพยายามหาหนทางเพื่อหลีกหนีความเป็จริง แม้ว่าคำตอบที่แท้จริงที่พวกเขาค้นหามันจะถูกฝังลึกลงไปในจิติญญาของเขาก็ตามที
เพราะโดยเนื้อแท้แล้วมนุษย์ทุกคนก็แทบไม่ได้แตกต่างอะไรจากสัตว์อื่นๆ ที่ขับเคลื่อนชีวิตไปด้วยความอยากความ้า
เพราะหวาดกลัวในอดีตที่ทุกข์ทรมาน
เพราะอยากรักษาความสุขในปัจจุบัน
เพราะอยากให้อนาคตข้างหน้ายังคงมีบางสิ่งรองรับชีวิต
เราทุกคนจึงละเลยความเป็จริงที่แสนเรียบง่ายที่ว่า นั่นก็คือเพียงแค่เราประกอบอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น เพื่อเลี้ยงชีวิตให้มีข้าวกินอิ่มท้อง มีที่ซุกหัวนอน มีหยูกยาในยามป่วยไข้ มีเสื้อผ้าสวมใส่เพื่อหลบเลี่ยงจากสิ่งแวดล้อมและปกปิดบางส่วนของร่างกายตามความจำเป็ เพียงแค่นั้นเราทุกคนในโลกก็สามารถอยู่ร่วมกันต่อไปอีกนานแสนนาน มีทุกอย่างเพียงพอ ต่อให้โลกทั้งใบมีประชากรมากกว่านี้อีกสิบเท่าหรือร้อยเท่า!
แต่ในความเป็จริงแล้วไม่ได้เป็แบบนั้น!!
ผู้คนกว่า99.99%บนโลกต้องมีชีวิตอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย ในขณะที่อีก0.01%สามารถนอนบนเตียงที่ปูลาดด้วยทองคำโดยไม่ได้เดือดร้อนอะไร
ที่สำคัญที่สุดกว่าเก้าในสิบของยอดูเาน้ำแข็งที่ปกครองอำนาจของโลกทั้งใบนั้นเอาไว้ ไม่สนด้วยซ้ำว่าจะมีใครเป็อะไรไป เพื่อให้ตัวเองนั้นสามารถและรักษาความมั่งคั่งนั้นเอาไว้ได้
.
.
.
เฮ้อ...
เสียงถอนหายใจออกมาอย่างยาวเหยียดของชายวัยสามสิบหกปี ที่กำลังไถเลื่อนดูฟีดข่าวบนโซเชียลมีเดีย ไม่รู้ว่ามันเป็ครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เขาต้องถอนหายใจหนักๆ ออกมาแบบนี้ เพราะเื่ราวของสังคมที่กำลังไหลลงต่ำ ในแบบที่เขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อว่าโลกมันจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ในระยะเวลาเพียงแค่สามสิบปี
ไม่สิบางทีมันก็อาจจะเป็อย่างนี้มานานแล้ว เพียงแต่ในสิบปีหลังมานี้โลกมันวิวัฒนาการไปไกลแสนไกล จนผู้คนทุกคนมีโทรศัพท์มือถือติดตัว ทุกๆ คนสามารถมีช่องทางในการอัปโหลดเื่ราวและมุมมองของตัวเองได้อย่างง่ายดาย ทำให้ข้อมูลข่าวสารในโลกในแต่ละวันเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล
เื่ราวที่เคยถูกปิดไว้ก็ค่อยๆ โผล่ออกมาจากใต้พรมแห่งประวัติศาสตร์ ผู้มีอำนาจพยายามกดหัวชนชั้นล่างเพื่อให้เชื่อฟังและใช้งาน ผู้ที่ตื่นรู้ก็พยายามกระจายข้อมูลข่าวสาร ผู้ที่ยังเชื่อในความหวังลมๆ แล้งๆ ก็ยังคงหลับหูหลับตาของตัวเองต่อไป ชื่นชมผู้มีอำนาจที่คอยกดหัวตัวเองเอาไว้ เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดต่อไป โดยไม่สนใจเลยว่าใครจะได้รับผลกระทบอย่างไร หรือว่าลูกหลานจะต้องรับกรรมมากมายสักแค่ไหนในวันข้างหน้า
“จะเอายังไงดีล่ะทีนี้...” น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยกล่าวกับความว่างเปล่าที่มืดมิด หลังจากที่ลุกออกมาจากหน้าจอ เขาก็มานั่งเล่นที่บันใดหลังบ้านมืดๆ พูดคุยกับความมืดมิดของค่ำคืนเดือนดับที่ท้องฟ้าไร้ซึ่งหมู่ดาว “เหนื่อยใจมากเลย”
‘ทำไมถึงเหนื่อยใจล่ะ เื่แม่อีกแล้วหรือ’
ซุ่มเสียงที่ไม่อาจจะแยกเพศได้ดังออกมาจากความมืด ก่อนจะปรากฏเป็งูสีเขียวอมฟ้าตัวเล็กๆ เลื้อยออกมาจากพุ่มหญ้าหลังบ้าน
“ก็นะ ไอ้เื่แม่ก็ส่วนหนึ่ง ส่วนดีแม่ก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนจริงๆ นั่นแหละ แต่เหมือนว่าไม่ว่าอย่างไรตราบเท่าที่ผมยังอยู่แม่ก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรเพิ่มเติมอีกแล้วเลย...หรือว่าบางทีการที่ผมไม่อยู่แม่อาจจะเข้าใจถึงเื่ความไม่เที่ยงมากกว่านี้ก็ได้”
‘ยึดติดกับเื่นั้นมากเกินไปหรือเปล่า ก็บอกเองมาตลอดไม่ใช่หรือที่ว่าแม่ดีขึ้นมาก’
“แต่ถึงอย่างนั้นแม่ก็ไม่ยอมทิ้งอดีตสักที ยึดติดกับความผิดพลาดเดิมๆ ไม่ยอมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ไม่ยอมรับแม้จะเห็นว่าสิ่งที่ทำอยู่มันผิด”
‘แล้วจะทำอย่างไรล่ะ เพราะไม่ใช่แค่เื่เดียวไม่ใช่หรือที่ทำให้รู้สึกอึดอัดขนาดนี้’
คราวนี้เป็ลูกแมวตัวเล็กๆ แต่ลวดลายไม่ต่างอะไรจากเสือโคร่ง ที่เดินออกมาจากความมืดเช่นเดียวกัน กล่าวพลางเข้ามาคลอเคลียร่างอ้วนที่กำลังถอนหายใจเป็รอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้
“พี่ก็รู้ว่าผมทำอะไรได้บ้าง พี่ก็รู้ว่าพวกเรามองเห็นอะไร ผมก็รู้นะว่าทุกๆ คนล้วนแล้วแต่มีกรรมเป็ของตัวเอง ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบแต่สิ่งที่ทำก็ย่อมต้องส่งผลตามมา แต่พี่ก็เห็นนี่ว่าสังคมโลกมันกำลังไหลลงต่ำมากแค่ไหน”
‘แล้วมันยังไงล่ะ มันก็กรรมของเขาอยู่ดี ก็ััได้จากแม่แล้วนี่ ว่าสุดท้ายไม่ว่าจะพยายามอย่างไรคนเราก็จะเชื่อในสิ่งที่เชื่ออยู่ดีนั่นแหละ คำพูดมันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก อย่าเอาตัวเองลงไปเล่นเลย ในเมื่อออกมาได้แล้วก็แค่รอเวลาจะไปเริ่มใหม่ไม่ดีกว่าหรือ’
ลูกลิงตัวเล็กๆ สีเหลืองดำที่เดินออกมาจากความมืดมิดเช่นเดียวกัน กล่าวภาพรวมจากความคิดของคนตรงหน้า พวกมันที่ถือกำเนิดมาจากมนต์คาถาพร้อมกับเจตจำนงของอีกฝ่าย ย่อมเข้าใจสิ่งที่เขาคิดและ้ามากกว่าใครที่สุด
............................