จารึกที่ 302 : โฉมหน้าใหม่มหานาวา : การทวงหนี้
เศษซากแห่งความพินาศจากการเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ทั่วทุกตารางนิ้วของสุสานบรรพชนเสี้ยวจันทรา กลิ่นอายของความตายที่เคยคละคลุ้ง ถูกแทนที่ด้วยความบริสุทธิ์ของพลังปราณที่อัดแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ
ความเงียบสงบโรยตัวลงมาปกคลุมโถงหินกว้าง ทว่ามันเป็นความเงียบที่แฝงไว้ด้วยความตึงเครียดอย่างถึงที่สุด
ศูนย์กลางของลานหิน อาเจียยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกองแผ่นศิลาจารึกอักขระและศัสตราประกอบนับหมื่นชิ้นที่ปล้นชิงมาได้ ดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่ดำสนิทไร้ซึ่งตาขาวของเขา กวาดมองเศษซากแกนปราณขับเคลื่อนสีหม่นที่ลอยอยู่เบื้องหน้า รอยร้าวบนแกนกลางนั้นลึกและซับซ้อน บ่งบอกถึงความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่า ทว่าในสายตาของเด็กหนุ่มผู้เพิ่งก้าวล่วงขีดสุดแห่งวิญญาณแรกเริ่ม สิ่งเหล่านี้มิใช่ขยะ แต่คือ ‘รากฐาน’ ของการโต้กลับ
“เวลาของพวกเรามีไม่มาก” อาเจียเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าทว่าแฝงความเด็ดขาดที่ไม่อาจโต้แย้ง “ทัณฑ์อัสนีสีเลือดเมื่อครู่ ย่อมเป็นดั่งประภาคารที่ส่องสว่างในความมืด กองทัพของวิหารเทพอนันตกาลจะต้องส่งผู้ฝึกตนระดับสูงมาตรวจสอบที่นี่ในไม่ช้า”
มู่เฉิน อดีตมหาปรมาจารย์ผู้ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล พยักหน้าช้าๆ ร่างเนื้ออักขระบรรพกาลของเขาสะท้อนแสงจางๆ ในความมืด “ผู้ที่นำทัพมา ย่อมมิใช่พวกเศษสวะระดับแยกวิญญาณทั่วไป แต่ต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับ ‘หลอมความว่างเปล่า’ ขั้นสูง หรืออาจรวมถึงตัวตนที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนมนุษย์ที่แท้จริง เจ้าคิดว่าเศษไม้ผุพังกับศิลาไม่กี่ก้อนนี้ จะสามารถต้านทานพลังระดับกวาดล้างทวีปได้หรือ?”
“หากเป็นเพียงไม้ผุพัง ย่อมแหลกสลายในพริบตา” อาเจียตอบกลับโดยไม่หันมอง มือขวาของเขากระชับพู่กันนิรันดร์แน่นขึ้น “แต่หากมันถูกผสานด้วยเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า ต่อให้เป็นกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน ก็ต้องถูกบดขยี้อยู่ใต้ท้องเรือของข้า”
เด็กหนุ่มตวัดปลายพู่กันขึ้นกลางอากาศธาตุ ปราณเซียนแท้สีเงินยวงไหลทะลักออกจากจุดตันเถียน หลอมรวมเข้ากับสายเลือดที่เดือดพล่าน รอยหมึกสีดำสนิทถูกลากวาดอย่างพลิ้วไหวและหนักหน่วงในคราวเดียวกัน ก่อเกิดเป็นสัญลักษณ์วงกลมแห่งมหาภาวะซวี ( ⦾ ) ลอยเด่นอยู่เหนือเศษซากแกนปราณ
ลึกลงไปในพื้นที่ว่างเปล่าของสัญลักษณ์วงกลมนั้น หากมิตรสหายรอบด้านเพ่งมองด้วยจิตวิญญาณ จะเห็นอักขระหลิง (零) สีดำทมิฬปรากฏขึ้นมาเลือนราง บางจังหวะก็สว่างวาบราวกับดวงดารา บางจังหวะก็เลือนหายกลืนไปกับความมืด ราวกับมันกำลังสะท้อนจังหวะการหายใจของเอกภพอันกว้างใหญ่
“เจ้าสัว!” อาเจียส่งเสียงเรียก
ร่างศิลาทมิฬสูงใหญ่ก้าวออกมายืนเคียงข้างอย่างเงียบเชียบ ขุนพลศิลาผู้นี้มิได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำไร้สาระเฉกเช่นกาลก่อน ภายในร่างของมัน เส้นชีพจรกลไกส่องสว่างเป็นสีครามเข้ม แววตาที่หล่อหลอมจากอัญมณีวิญญาณจ้องมองผู้เป็นนายอย่างภักดี มันรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดของสถานการณ์ จึงละทิ้งท่าทีหยอกล้อ เปลี่ยนตนเองเป็นผู้ช่วยแห่งเต๋าที่สมบูรณ์แบบที่สุด
“นำศิลาปราณบริสุทธิ์ที่เราเพิ่งรีดไถมาจากทัณฑ์สวรรค์ทั้งหมด ถ่ายเทเข้าสู่ค่ายกลหลอมรวม” อาเจียสั่งการ “ข้าจะใช้ศาสตร์กลวิธานฟ้า ปรับโครงสร้างระดับอนุภาคของแกนปราณนี้ใหม่ ส่วนเจ้าถุงเงิน... คอยอุดช่องโหว่ของมิติรอบด้าน อย่าให้รังสีความร้อนเล็ดลอดออกไปแม้แต่สายเดียว”
ราชันแมงมุมมิติสูญตาที่เร้นกายอยู่ในมุมมืดส่งเสียงขู่ฟ่อเบาๆ รับคำสั่ง มันพ่นใยที่ถักทอจากเส้นสายแห่งความว่างเปล่า ปิดกั้นโถงสุสานแห่งนี้จนกลายเป็นห้องปิดตายที่ตัดขาดจากกฎเกณฑ์ภายนอก
อาเจียสูดลมหายใจลึก ดวงตาแห่งความว่างเปล่าหรี่ลง เขาตวัดพู่กันนิรันดร์อีกครั้ง ครั้งนี้มิใช่วาดอักขระเพียงตัวเดียว แต่เป็นเส้นสายอักขระนับหมื่นเส้นที่หลั่งไหลราวกับสายน้ำตก พุ่งตรงเข้าโอบรัดเศษซากแกนปราณ ท่อนไม้โบราณ และแผ่นศิลาจารึกทั้งหมดที่ลอยอยู่เบื้องหน้า
“ศาสตร์กลวิธานฟ้า... ผสานสูญตา!”
ครืน!
แสงสีทอง สีเงิน และสีดำ ระเบิดออกกวาดต้อนสรรพสิ่งเข้าสู่ศูนย์กลาง แกนปราณขับเคลื่อนที่เคยมีรอยร้าว เริ่มหลอมละลายและก่อตัวขึ้นใหม่ อักขระหลิง (零) ที่ซ่อนเร้นอยู่ในสัญลักษณ์ ( ⦾ ) ทำหน้าที่เป็นเตาหลอมที่ไร้ขีดจำกัด มันกลืนกินโครงสร้างเดิมที่อ่อนแอ และบังคับให้มวลสารทั้งหมดจัดเรียงตัวใหม่ตามเจตจำนงของอาเจีย
ขณะเดียวกัน เจ้าสัวก็ก้าวไปข้างหน้า แขนศิลาที่แข็งแกร่งเปิดช่องเก็บของในอก ก่อนจะเท ‘ศิลาปราณชั้นยอด’ นับหมื่นเม็ดที่ได้จากทัณฑ์อัสนีสีเลือด ลงสู่ใจกลางค่ายกลอย่างต่อเนื่อง พลังงานมหาศาลไหลทะลักเข้าหล่อเลี้ยงการสร้างมหานาวา ราวกับกำลังเติมเชื้อเพลิงลงในดวงอาทิตย์
ความร้อนและแรงกดดันในโถงสุสานพุ่งสูงขึ้นจนอากาศบิดเบี้ยว ทว่าหยาดเหงื่อบนหน้าผากของอาเจียกลับระเหยหายไปก่อนจะได้ไหลริน เขาเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่การผสานอักขระ ทุกเส้นสายต้องสมบูรณ์แบบ หากผิดพลาดแม้แต่เศษเสี้ยวอีแปะ มหานาวาลำนี้อาจระเบิดและฉีกร่างทุกคนให้แหลกละเอียด
หลินชิงเสวี่ยยืนกอดกระบี่หยกอยู่ห่างออกไป นางใช้ ‘โสตสวรรค์’ สดับฟังจังหวะการหลอมรวมนั้น คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “พลังปราณของเขาผลาญออกไปเร็วเกินไป ต่อให้เป็นขีดสุดแห่งวิญญาณแรกเริ่ม แต่การฝืนใช้ศาสตร์กลวิธานฟ้าเพื่อสร้างสิ่งของระดับนี้ มันเกินขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์แล้ว”
“เขากำลังเดิมพันด้วยรากฐานของตนเอง” เย่ปิงอวิ๋น ศิษย์เอกสายในผู้มีวิถีพฤกษาเอ่ยขึ้นอย่างสงบนิ่ง ทว่าแววตากลับฉายความกังวลลึกซึ้ง “อาเจียรู้ดีว่า หากไม่มีมหานาวาลำนี้ พวกเราไม่อาจฝ่าวงล้อมของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมความว่างเปล่าไปได้ เขาไม่ได้กำลังสร้างยานพาหนะ แต่มันคือป้อมปราการเพื่อปกป้องชีวิตพวกเรา”
เฟิงอี้หราน ดาวนำโชคแห่งตระกูลเฟิง กำหมัดแน่นจนสั่น “แล้วพวกเราจะมัวยืนดูเขาแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวงั้นหรือ? เพลิงอัคคีบรรพกาลของข้า น่าจะช่วยควบคุมอุณหภูมิในค่ายกลได้บ้าง!”
“หยุดความคิดนั้นซะ” เสียงของมู่เฉินดังแทรกขึ้นมาอย่างเย็นชาและเฉียบขาด “พลังของพวกเจ้าในตอนนี้ ต่อให้ทุ่มเทจนหมดตัวก็รังแต่จะไปรบกวนความเสถียรของอักขระหลิง สิ่งเดียวที่พวกเจ้าต้องทำตอนนี้ คือการเตรียมพร้อมสำหรับการนองเลือดที่กำลังจะมาถึง”
มู่เฉินหันไปมองอาเจียที่กำลังร่ายรำพู่กันด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองทัน “อาเจีย!”
เด็กหนุ่มผู้กำลังเพ่งสมาธิไม่ได้หันมอง เพียงส่งเสียงครางรับในลำคอ “ขอรับ?”
“เวลาข้างนอกเหลือไม่มากแล้ว การหล่อหลอมมหานาวาระดับนี้ หากทำตามกฎเกณฑ์ปกติ ย่อมต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าเจ็ดวันเจ็ดคืน กองทัพของวิหารเทพย่อมบดขยี้สุสานนี้จนราบคาบก่อนที่เจ้าจะผสานแผ่นกระดานแผ่นแรกเสร็จเสียอีก!” มู่เฉินกล่าวชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงอันโหดร้าย
“ข้าทราบดี...” อาเจียกัดฟัน เลือดหยดหนึ่งไหลซึมจากมุมปาก ทว่าเขาไม่สนใจที่จะเช็ดมัน “เพราะเหตุนี้ ข้าจึงเตรียม ‘ค่าตอบแทน’ ไว้ล่วงหน้าแล้ว”
อาเจียกระแทกปลายพู่กันลงกลางอากาศธาตุ ปลดปล่อยอักขระสีเงินยวงสายหนึ่งพุ่งลงสู่พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของสหายทุกคน
“เขตแดนย่นกาลเวลา... วิถีแห่งการบิดเบือน!”
วาบ!
มิติรอบกายของกลุ่มคนและพื้นที่หล่อหลอมมหานาวาพลันบิดเบี้ยวและพร่าเลือน อาเจียใช้พลังปราณเซียนแท้ที่เพิ่งบรรลุ บังคับขืนใจกฎแห่งกาลเวลาในอาณาเขตแคบๆ แห่งนี้โดยตรง
“หนึ่งร้อยวันในเขตแดนนี้ เท่ากับเวลาเพียงหนึ่งก้านธูปในโลกภายนอก” น้ำเสียงของอาเจียหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า “ท่านปรมาจารย์ และพวกเจ้าทุกคน... ใช้เวลาหนึ่งร้อยวันนี้ ฟื้นฟูลมปราณ รักษาบาดแผลของต้วนเทียน และซึมซับเศษละอองปราณจากศิลาชั้นยอดที่กระจายอยู่ในอากาศให้มากที่สุด เมื่อเขตแดนนี้คลายลง พวกเราจะไม่มีเวลาให้กระพริบตาอีกต่อไป”
“เวลาหนึ่งร้อยวัน ต่อหนึ่งก้านธูป…” ฉินมู่หลาง ยอดกระบี่ผู้เคยทะนงตน เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “การแทรกแซงกฎแห่งกาลเวลาระดับนี้ ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นสูงสุด ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยอายุขัยมหาศาล นี่เจ้าฝืนลิขิตฟ้าเพื่อซื้อเวลาให้พวกเรางั้นหรือ?”
“อายุขัยของข้ายังเหลืออีกยาวไกล” อาเจียแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาแห่งความว่างเปล่ายังคงจ้องมองไปที่การหล่อหลอมเบื้องหน้า “และที่สำคัญ... ข้าคำนวณกำไรขาดทุนแล้ว หากพวกเจ้าตายไปก่อนที่จะได้จ่ายหนี้ที่ติดค้างข้าไว้ ข้าย่อมขาดทุนย่อยยับ ดังนั้น หุบปากแล้วไปบำเพ็ญเพียรซะ! อย่าให้เงินลงทุนของข้าต้องสูญเปล่า!”
แม้ถ้อยคำจะดูหน้าเงินและไร้เยื่อใย ทว่าทุกคนในที่นั้นล้วนสัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งในน้ำเสียงนั้น อาเจียกำลังใช้แผ่นหลังของตนเองแบกรับแรงสะท้อนกลับของกฎเกณฑ์ฟ้าดิน เพื่อสร้างสถานที่ปลอดภัยชั่วคราวให้มิตรสหายได้พักพิง
หลินชิงเสวี่ยไม่กล่าวสิ่งใด นางเพียงทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ หลับตาลงและเดินลมปราณอย่างเงียบเชียบ ทว่ามือกำด้ามกระบี่หยกไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เย่ปิงอวิ๋นและเฟิงอี้หรานก็ทำตามอย่างรวดเร็ว ไม่มีเวลาให้ลังเลหรือซาบซึ้ง ทุกวินาทีในเขตแดนนี้คือชีวิต
ฉินมู่หลางลอบถอนหายใจ เขานำร่างวิญญาณที่บอบช้ำของต้วนเทียนมาวางไว้ตรงกลางค่ายกลรักษา ก่อนจะเริ่มถ่ายเทปราณกระบี่ที่บริสุทธิ์เพื่อหล่อเลี้ยงสหายร่วมรบ
วันเวลาภายในเขตแดนย่นกาลเวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าทว่าคุ้มค่า
ขณะเดียวกัน ในโลกภายนอกที่เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ...
บรรยากาศเหนือหุบเขาศักดิ์สิทธิ์อนันตกาล ที่เพิ่งสงบลงจากการสลายตัวของทัณฑ์อัสนีสีเลือด พลันถูกแทนที่ด้วยแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
ท้องฟ้าทางทิศเหนือถูกย้อมเป็นสีทองอร่าม แสงสว่างนั้นมิใช่แสงอาทิตย์ ทว่ามันเกิดจากการพุ่งทะยานของ ‘ราชรถทองคำ’ นับสิบคัน ที่เทียมด้วยสัตว์วิเศษตระกูลมังกรมีปีก แต่ละคันแผ่ซ่านกลิ่นอายอันสูงส่งและเย่อหยิ่ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกองทัพแห่งวิหารเทพอนันตกาล
เหนือราชรถคันหน้าสุด ชายชราในชุดคลุมสีขาวขลิบทองยืนไพล่หลัง ใบหน้าของเขาเหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้ ทว่าดวงตากลับส่องประกายอำมหิตและทรงอำนาจ เขาคือ ‘อู๋จื่อ’ หนึ่งในผู้อาวุโสคุมกฎแห่งวิหารเทพ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นที่แปด!
กลิ่นอายของอู๋จื่อเพียงคนเดียว ก็กดทับภูเขาเบื้องล่างจนเกิดรอยร้าว ต้นไม้ใหญ่อายุนับร้อยปีหักโค่นลงมาเพียงเพราะไม่อาจทนรับแรงกดดันจากตัวตนที่อยู่เหนือกว่าสัจธรรมทั่วไป
ด้านหลังของเขา คือผู้ฝึกตนระดับแยกวิญญาณอีกนับร้อยชีวิต ยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทุกคนถือศัสตราเทพที่เปล่งประกายสังหาร พวกเขาเปรียบเสมือนฝูงหมาป่าที่กระหายเลือด รอเพียงคำสั่งจากจ่าฝูงเพื่อลงไปฉีกกระชากเหยื่อ
“ทัณฑ์อัสนีสีเลือดปรากฏขึ้นที่นี่ และหายไปอย่างเป็นปริศนา” อู๋จื่อเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วหุบเขา “กลิ่นอายแห่งความว่างเปล่าที่บังอาจท้าทายกฎเกณฑ์ของวิหารเทพอนันตกาล ซ่อนตัวอยู่เบื้องล่างนี้... จงบดขยี้สุสานนั่นให้ราบคาบ ขุดรากถอนโคนมันขึ้นมา หากมันยังไม่ตาย ก็สับมันให้เป็นหมื่นชิ้น!”
“รับบัญชา!”
เสียงตอบรับดังกระหึ่มฟ้า ผู้ฝึกตนระดับแยกวิญญาณนับร้อยพุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้าราวกับฝนดาวตก ศัสตราเทพนับร้อยชิ้นถูกปลดปล่อยพลังทำลายล้างสูงสุด พุ่งเป้าไปที่ปากทางเข้าของสุสานบรรพชนเสี้ยวจันทราที่พังทลายอยู่เบื้องล่าง
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงระเบิดกัมปนาทสั่นสะเทือนปฐพี ภูเขาทั้งลูกสั่นไหวราวกับเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ หินผาพังทลายลงมาปิดทับทางเข้าจนหมดสิ้น ค่ายกลป้องกันที่หลงเหลืออยู่ของสุสานถูกทำลายลงอย่างง่ายดายราวกับกระดาษที่ถูกไฟเผา
อู๋จื่อยิ้มหยัน “ช่างอ่อนแอยิ่งนัก ไม่ว่าตัวตนใดที่บังอาจฝืนลิขิตฟ้า หากเผชิญหน้ากับอำนาจที่แท้จริงของวิหารเทพ ย่อมเป็นได้เพียงมดปลวกที่ถูกเหยียบย่ำ”
ทว่า รอยยิ้มของชายชราต้องชะงักค้าง เมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ท่ามกลางฝุ่นควันที่คละคลุ้งจากการถล่มของภูเขา กลับไม่มีเสียงกรีดร้อง หรือกลิ่นอายของความพ่ายแพ้เล็ดลอดออกมา กลับกัน... มีรังสีความเย็นเยียบที่แหลมคมดุจใบมีด ค่อยๆ แผ่ซ่านทะลุผ่านชั้นหินหนาขึ้นมาสู่ท้องฟ้า
มันเป็นความรู้สึกที่คล้ายกับกำลังจ้องมองลงไปในห้วงเหวลึกที่ไร้ก้นบึ้ง และพบว่าห้วงเหวนั้นกำลังจ้องมองกลับมา!
ครืน... ครืน...
แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของผู้ฝึกตนวิหารเทพที่ร่อนลงไปตรวจสอบ เริ่มปริร้าว แสงสีเงินยวงและสีดำทมิฬสว่างวาบขึ้นสลับกันตามรอยแตกของปฐพี กลิ่นอายที่เก่าแก่และทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งใดที่พวกเขาเคยสัมผัส ทะลักทลายออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
กลับมาที่ภายในเขตแดนย่นกาลเวลาเบื้องล่าง...
เวลาหนึ่งร้อยวันในเขตแดนจำลองได้สิ้นสุดลงแล้ว
อาเจียหอบหายใจหนักหน่วง ใบหน้าของเขาซีดเผือดจากการสูญเสียพลังปราณและแบกรับแรงสะท้อนกลับของกฎเกณฑ์เวลา ทว่าดวงตาแห่งความว่างเปล่ากลับสว่างไสวด้วยความปีติและดุดันอย่างถึงขีดสุด
เบื้องหน้าของเขา... เศษซากไม้ผุพังและแกนปราณที่แตกร้าว ได้หายไปสิ้น
สิ่งที่ลอยตระหง่านอยู่ใจกลางโถงสุสาน คือเรือรบขนาดยักษ์ที่หล่อหลอมจากไม้โบราณสีดำสนิท โครงสร้างเรือเรียวยาวและดุดันราวกับฉลามยักษ์ที่พร้อมจะแหวกว่ายในห้วงมิติ ทุกแผ่นไม้ ทุกรอยต่อ ล้วนถูกจารึกด้วยเส้นสายอักขระหลิง (零) สีเงินที่ไหลเวียนราวกับมีชีวิต
แกนปราณขับเคลื่อนตรงใจกลางเรือ ส่องประกายสีทองอร่ามจากการควบแน่นศิลาปราณชั้นยอดนับหมื่นเม็ด มันเต้นเป็นจังหวะราวกับหัวใจของอสูรร้ายที่ตื่นจากการหลับใหล
นี่คือโฉมหน้าใหม่ของ... ‘มหานาวาปราณสูญตา’ ป้อมปราการลอยฟ้าที่แท้จริง!
หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น เฟิงอี้หราน และฉินมู่หลาง ลืมตาขึ้นพร้อมกัน พลังปราณของทุกคนฟื้นฟูจนถึงจุดสูงสุด บาดแผลของต้วนเทียนถูกสมานจนวิญญาณเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างอีกครั้ง ทุกคนเงยหน้ามองความยิ่งใหญ่ของมหานาวาด้วยความตื่นตะลึง
“ขึ้นเรือ!” อาเจียตวาดกร้าว เสียงของเขาแหบแห้งทว่าทรงพลัง ปลายพู่กันนิรันดร์ชี้ขึ้นไปบนเพดานสุสานที่กำลังถล่มทลายลงมา “เวลาแห่งการพักผ่อนจบลงแล้ว... ข้างบนนั่น หมาเฝ้าบ้านของวิหารเทพกำลังเห่าหอนรอให้พวกเราไปคิดบัญชี!”
ขุนพลศิลาเจ้าสัวก้าวกระโดดเพียงครั้งเดียวก็ขึ้นไปยืนประจำการที่ท้ายเรือ แขนศิลาทั้งสองเปลี่ยนสภาพเป็นค่ายกลป้องกัน ส่วนเจ้าถุงเงินกระโจนเข้าไปซ่อนตัวในเงามืดใต้ท้องเรือ เตรียมพร้อมสำหรับการลอบโจมตี
สหายทุกคนพุ่งทะยานขึ้นสู่ดาดฟ้าเรืออย่างรวดเร็ว อาเจียก้าวเดินขึ้นไปยืนตระหง่านอยู่ที่หัวเรือ สองมือไพล่หลัง ดวงตาจ้องมองขึ้นทะลุชั้นหินนับพันจั้ง
“มหานาวาปราณสูญตา...” อาเจียกระแทกเท้าลงบนกระดานเรือ พลังปราณขีดสุดแห่งวิญญาณแรกเริ่มระเบิดออก เชื่อมต่อกับแกนกลางของเรือโดยสมบูรณ์ “เดินเครื่องเต็มกำลัง... ทะลวงปฐพี!”
วาบ! ตูมมมม!
แสงสีเงินและสีดำระเบิดออกจากมหานาวา พลังขับเคลื่อนที่รุนแรงจนมิติรอบด้านบิดเบี้ยว ผลักดันตัวเรือให้พุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบนอย่างบ้าคลั่ง
หัวเรือที่ถูกหุ้มด้วยอักขระหลิงทำหน้าที่เป็นหอกที่แหลมคมที่สุด บดขยี้ชั้นหินและดินที่ขวางกั้นให้กลายเป็นผุยผงในพริบตา ความเร็วของมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมังกรที่กำลังพุ่งทะยานแหวกว่ายออกจากห้วงลึกของบาดาล
ในโลกภายนอก อู๋จื่อ ผู้อาวุโสคุมกฎแห่งวิหารเทพ เบิกตากว้างเมื่อเห็นยอดเขาเบื้องล่างกำลังปูดโปนขึ้นมาอย่างผิดธรรมชาติ
“ถอย! ถอยออกมาให้หมด!” อู๋จื่อตะโกนสั่งการด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก ทว่ามันสายเกินไป
เปรี้ยงงงง!
ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์อนันตกาลระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษหินยักษ์พุ่งกระเด็นขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับฝนดาวตกย้อนกลับ ท่ามกลางฝุ่นควันและเศษซากภูเขาที่ปลิวว่อน มหานาวาสีดำทมิฬที่สลักด้วยอักขระสีเงิน สยายปีกแห่งปราณพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างสง่างามและโอหังอย่างถึงที่สุด!
ผู้ฝึกตนระดับแยกวิญญาณของวิหารเทพที่ถอยหนีไม่ทัน ถูกคลื่นกระแทกจากการทะลวงของมหานาวา ซัดจนร่างกระเด็น เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วสารทิศ ราชรถทองคำหลายคันเสียหลักร่วงหล่นลงสู่พื้น
มหานาวาปราณสูญตาลอยตระหง่านอยู่เหนือน่านฟ้า ทอดเงาดำมืดบดบังแสงสว่างจากราชรถทองคำของอู๋จื่อจนหมดสิ้น
บนหัวเรือ อาเจียยืนตระหง่าน สายลมพัดผ้าคลุมสีเทาของเขาปลิวไสว ดวงตาแห่งความว่างเปล่าจ้องมองลงไปยังผู้อาวุโสคุมกฎด้วยสายตาที่เย็นเยียบและไร้ซึ่งความเคารพใดๆ
“พวกเจ้าทำลายบ้านพักชั่วคราวของข้า... ซ้ำยังทำให้การหล่อหลอมของข้าต้องสิ้นเปลืองศิลาปราณไปมหาศาล” อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าพลังปราณที่แฝงมากับน้ำเสียง กดทับจนผู้ฝึกตนระดับต่ำกว่าวิญญาณแรกเริ่มต้องกระอักเลือด “หนี้ก้อนนี้ บวกกับค่าทำขวัญของสหายข้า... วันนี้ ข้าจะขอชำระด้วยชีวิตและทรัพยากรทั้งหมดที่พวกเจ้ามีบนน่านฟ้าแห่งนี้!”
ปฐมบทแห่งการทวงหนี้เลือด ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว ท่ามกลางความเงียบงันที่แฝงไปด้วยรังสีสังหารอันไร้ที่สิ้นสุด!