.jpg)
"พระราชินีสิ้นพระชนม์แล้วพะย่ะค่ะ"
าานิโคลัสกำพระหัตถ์แน่นราวกับจะทรงบีบพระหัตถ์ของพระองค์ให้แตกออกเป็เสี่ยงๆ กษัตริย์หนุ่มประทับอยู่บนราชบัลลังก์โดยดุษณีอยู่ครู่ใหญ่ ไม่มีข้าราชบริพารคนใดในท้องพระโรงกล้าที่จะขยับตัวหรือแม้แต่หายใจเสียงดังแม้แต่ผู้เดียว
"อุแว้ อุแว้ อุ้แว้ อุแว้"
ทารกน้อยตัวแดงในห่อผ้าลินินสีขาวเนื้อดีร้องไห้เสียงแผดจ้าทำลายความเงียบสงัดของท้องพระโรงโดยไม่กลัวเกรงสิ่งใด พระาาหนุ่มทอดพระเนตรไปยังห่อผ้าที่นางกำนัลโอบอุ้มไว้ด้วยความสลดสังเวชพระราชหฤทัย
"นำเด็กมาให้เรา" นิโคลัสตรัสสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบขรึม ดวงพระเนตรของกษัตริย์หนุ่มในเวลานี้แดงก่ำ แต่ไร้ซึ่งน้ำพระเนตรสักหยด นางกำนัลสาวรีบสาวเท้าเดินเข้าไปถวายพระราชธิดาองค์น้อยให้พระาาแล้วถอยกลับลงมาอย่างเงียบเชียบ
ตุบ!
หัวหน้าราชองครักษ์ที่ทำหน้าที่อารักขาพระราชินีทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าราชบัลลังก์แล้วร่ำไห้ มีเพียงน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองบนใบหน้ากรำแดดอันแสนเศร้าโศกของราชองครักษ์หนุ่มร่างใหญ่
"กระหม่อมบกพร่องในหน้าที่ ทำให้พระราชินีสิ้นพระชนม์ พระราชธิดาก็ต้องทรงเสี่ยงอันตรายไปด้วย ความผิดนี้ใหญ่หลวงนัก ขอทรงมีรับสั่งให้ปะากระหม่อมเถิดพะย่ะค่ะ"
พระาาทรงอุ้มพระราชธิดาองค์เดียวของพระองค์ประทับยืนขึ้นอย่างกะทันหันจนหัวหน้าราชองครักษ์ที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าราชบัลลังก์ใจนเกือบหงายหลัง แต่พอตั้งท่าได้ก็รีบก้มหมอบลงกับพื้น ยืนกรานให้องค์กษัตริย์ทรงมีรับสั่งให้ปะาตนอยู่อย่างนั้น
“เ้ายังจำชื่อลูกสาวของเราที่ราชินีเคยคิดไว้ได้หรือไม่ ราฟาเอล" าานิโคลัสตรัสถามหัวหน้าราชองครักษ์หนึ่งในพระสหายสนิทของพระองค์ที่ทรงไว้พระทัยให้อารักขาพระราชินีของพระองค์ยามที่พระองค์เสด็จประพาสหัวเมืองอื่น
"...เลโอนอร์พะยะค่ะ" ราฟาเอลเผยแววยิ้มเศร้าในดวงตาเมื่อนึกถึงครั้งที่พระราชินีผู้ล่วงลับทรงคิดชื่อพระราชบุตรในพระครรภ์เมื่อสองสามเดือนก่อน
"ลุกขึ้น" าานิโคลัสตรัสสั่ง หัวหน้าราชองครักษ์รีบปฏิบัติตามในทันที ก่อนที่หัวใจจะตกลงไปถึงตาตุ่มเมื่อกษัตริย์หนุ่มเสด็จลงมาจากราชบัลลังก์แล้วส่งห่อผ้าที่มีพระราชธิดาองค์น้อยให้ตนรับมาอุ้ม
ราฟาเอลก้มลงมองเ้าหญิงเลโอนอร์ที่เงียบสงบไปแล้วในอ้อมแขนแกร่งของตนด้วยความจงรักภักดีอย่างสุดล้น เ้าหญิงน้อยทรงมีพระพักตร์เหมือนพระราชมารดาทุกกระเบียดนิ้ว มีเพียงสีพระเกศาทื่ทรงได้รับมาจากพระราชบิดา และขณะนี้ดวงพระเนตรกลมแป๋วกำลังทอดพระเนตรจ้องที่บนใบหน้าของเขาอย่างสนพระทัยใคร่รู้
"เ้าช่วยชีวิตเด็กคนนี้ไว้ตามที่แอมเบอร์ร้องขอไว้ นางคงจะโกรธข้ามากหากข้าสั่งปะาราชองครักษ์ที่รักษาชีวิตลูกของเราได้ลงคอ แต่ข้าก็คงไม่อาจทนเห็นหน้าเ้าในวังนี้ได้อีก...ดังนั้นราฟาเอล เบนิเต นับจากวันนี้เป็ต้นไป ข้าจะสั่งเนรเทศเ้าและตระกูลของเ้าทั้งหมดออกไปจากเขตเมืองหลวงตลอดชีวิตของเ้า หากเ้าหรือคนในตระกูลเบนิเตฝ่าฝืนคำสั่งข้าย่างกรายเข้ามาในเขตเมืองหลวง กองทหารลาดตระเวนจะสามารถสังหารพวกเ้าได้เสมอ"
5 ปีต่อมา
" เสด็จพ่อ ลูกยิงธนูเข้าทุกเป้าเลยเพคะ"
เ้าหญิงเลโอนอร์ในวัยห้าชันษาทรงวิ่งเข้ามายังท้องพระโรงแล้วพุ่งเข้าไปสวมกอดพระราชบิดาที่ทรงอ้าแขนออกรับไว้อยู่แล้วั้แ่ทรงได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งมาตามทางเดินหน้าท้องพระโรง กษัตริย์นิโคลัสทรงอุ้มพระราชธิดาขึ้นไปประทับนั่งบนตักของพระองค์แล้วทรงจุมพิตลงบนหน้าผากของเ้าหญิงน้อยอย่างแ่เบา
"เก่งมากเลนนี แต่เ้าลืมสิ่งใดไปอย่างหนึ่งหรือไม่นะ เ้าหญิงน้อยของพ่อ"
เลโอนอร์น้อยทรงทำทีเป็ตกพระทัย ยกพระหัตถ์น้อยๆทั้งสองขึ้นป้องพระโอษฐ์แล้วค่อยๆปีนไต่ลงจากตัก
พระราชบิดาลงมาถอนสายบัวอย่างงดงามเบื้องหน้าราชบัลลังก์แห่งกาเซเรีย
"ลูกขอพระราชทานอภัยโทษเพคะ เสด็จพ่อทรงกำลังสังสรรค์อยู่กับเหล่าข้าราชบริพารอยู่แท้ๆ แต่ลูกก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาตามอำเภอใจด้วยนึกว่าตนเป็เ้าหญิง ทั้งที่ไม่ควรทำ ลูกดีใจไปหน่อยเพคะ" เ้าหญิงน้อยทรงตีพระพักตร์เศร้าอ้อนพระราชบิดาจนเหล่าข้าราชบริพารที่นั่งดื่มสังสรรค์อยู่ในท้องพระโรงต้องพากันกลั้นขำในความช่างอ้อนช่างเจรจาของว่าที่รัชทายาทองค์น้อยอย่างเสียไม่ได้
"ว่ายังไงล่ะพวกเ้า คิดว่าข้าควรยกโทษให้เ้าหญิงแสนซนองค์นี้ของพวกเ้าหรือไม่" นิโคลัสหันไปถามเหล่าข้าราชบริพาร แม่ทัพใหญ่แอนโทนี ซัลวาธอร์ ผู้เป็พระสหายสนิทแสร้งกระแอมทำท่าทางจริงจังแล้วกล่าวช่วยเ้าหญิงน้อย
"กระหม่อมคิดว่าพระราชธิดาทรงรู้สึกผิดแล้ว สมควรอย่างยิ่งที่พระองค์จะพระราชทานอภัยโทษให้พะย่ะค่ะ"
เลโอนอร์น้อยเผลอส่งยิ้มร่าให้ท่านแม่ทัพแต่แล้วก็ต้องหุบยิ้มเมื่อพระราชบิดาทรงหันพระพักตร์มาทางพระองค์ ผู้เป็พระราชบิดาเผยรอยยิ้มมุมพระโอษฐ์ออกมา
"ถ้าอย่างนั้นก็เป็อันว่าเ้าหญิงเลโอนอร์ได้รับการอภัยจากข้าแล้วกัน หากท่านแม่ทัพใหญ่เห็นควรว่าอย่างนั้น"
เลโอนอร์น้อยหันไปขยิบตาให้พระสหายสนิทของพระราชบิดาอย่างแสนซน แม่ทัพใหญ่ได้แต่กลั้นขำแล้วหันไปสบตากับกษัตริย์นิโคลัสอย่างรู้ใจกัน
8 ปีต่อมา
"ภาพสวยมากเลยเพคะเสด็จพ่อ"
เ้าหญิงเลโอนอร์วัยสิบสี่ชันษาตรัสชื่นชมภาพวาดเหมือนของพระองค์ที่วาดโดยจิตรกรมือเอกแห่งกาเซเรียในพระราชพิธีแต่งตั้งรัชทายาทที่ถูกจัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
"ลูกสาวของพ่อต่างหากที่งดงาม" กษัตริย์นิโคลัสทอดพระเนตรมองภาพวาดบนผืนผ้าใบในพระหัตถ์ของพระองค์อย่างปลาบปลื้มพระราชหฤทัย
"เสด็จพ่อว่าหม่อมฉันเหมือนเสด็จแม่เพียงใดหรือเพคะ หม่อมฉันหมายถึงนอกจากหน้าตานะเพคะ"
"ถ้าตัดเื่หน้าตาออกไปก็คงเป็นิสัยใจคอที่เ้ากับแม่ของเ้าเหมือนกันมาก เ้าทั้งสองอ่นโยนแต่ก็กล้าหาญ ส่วนเื่ความสามารถ เ้าเหนือชั้นกว่าแม่ของเ้าไปอย่างเทียบไม่ติดเชียวล่ะเลนนี"
"ถ้าอย่างนั้น...หม่อมฉันขอตามเสด็จพระองค์ไปในสนามรบด้วยได้ไหมเพคะ" เ้าหญิงเลโอนอร์ตรัสถึงการรบกับกลุ่มชนเผ่าใหญ่ซึ่งมีท่าทีแข็งข้อต่อราชวงศ์อย่างชัดเจนมาหลายเดือนที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วัน พระาาทรงเงียบไป เลโอนอร์เมื่อทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงทรงพยายามโน้มน้าวเสด็จพ่อของพระองค์ต่อไปอย่างไม่ลดละ
"หากหม่อมฉันจะกลายเป็ผู้ปกครองคนต่อไปของอาณาจักรกาเซเรีย ก็ควรจะได้เห็นและัักับา ราษฎรและกลยุทธ์ของข้าศึกไว้เป็บทเรียน และหม่อมฉันก็ชำนาญการต่อสู้ทั้งด้วยอาวุธและมือเปล่า ขี่ม้าก็คล่อง หม่อมฉันดูแลตัวเองได้แน่เพคะ และที่หม่อมฉันอยากไปครั้งนี้ก็เพื่อไปเป็หนึ่งในคณะแพทย์สนามด้วย... "
พระาาทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็สัญญาณให้เ้าหญิงทรงหยุดตรัส
"พ่อให้เ้าเรียนรู้ได้ทุกสิ่งที่รัชทายาทต้องเรียน และทุกอย่างที่เ้าอยากรู้มาตลอด เ้าได้ออกเยี่ยมราษฎรบ่อยเพราะมีกองราชองครักษ์คอยติดตามอารักขาเสมอ ั้แ่แม่เ้าเสียไปพ่อก็เลี้ยงเ้าประดุจไข่ในหิน...แต่ก็คงถึงเวลาที่เ้าจะต้องออกจากปีกของพ่อแล้วสินะ เพราะในท้ายที่สุดนกน้อยก็ต้องหัดบินไปบนฟ้าด้วยปีกของตนเองในสักวัน"
เ้าหญิงเลโอนอร์ทรงยิ้มปีติ "แปลว่าหม่อมฉันไปได้ใช่มั้ยเพคะ เยส!"
กลางสมรภูมิรบ ทหารกาเซเรียนที่ได้รับาเ็ถูกเพื่อนทหารแบกหามเข้ามาในกระโจมพยาบาลที่มีหมอหลวงและหมอผู้ติดตามหลายสิบช่วยกันให้การรักษาอย่างชุลมุนวุ่นวาย เ้าหญิงเลโอนอร์ทอดพระเนตรมองเหล่าทหารที่าเ็จากการรบอย่างสังเวชพระทัย ทหารบางนายทรงเห็นว่าอย่างไรก็ต้องถูกตัดแขนหรือขาแน่จึงจะสามารถรักษาชีวิตไว้ได้แล้วเ้าหญิงรัชทายาทแห่งกาเซเรียก็เสด็จออกจากกระโจมพยาบาลไปยังกระโจมหลวงที่กษัตริย์นิโคลัสและเหล่าแม่ทัพกำลังหารือการรบกันอยู่
"เสด็จพ่อ ลูกมีเื่จะทูลขอเพคะ"
ราวสิบนาทีต่อมา เ้าหญิงเลโอนอร์พร้อมด้วยคณะหมอติดตามเจ็ดคนขี่ม้าขาวออกสู่สมรภูมิรบ ในขณะเดียวกันกับที่ทหารกาเซเรียนเป่าเขาสัตว์ป่าวประกาศว่าคณะหมอทั้งแปดบนม้าขาวจะรักษาทุกคนไม่ว่าจะเป็นักรบของฝ่ายใด ในตอนแรกนักรบชนเผ่าที่าเ็มีทีท่าไม่ไว้ใจ เ้าหญิงจึงทรงปลดอาวุธทุกอย่าง เหลือติดตัวไว้เพียงมีดพกเล่มสั้นประจำพระวรกายที่เหน็บอยู่ตรงเข็มขัดฝั่งขวา แล้วเข้าไปรักษานักรบหนุ่มที่าเ็หนักจากาแถูกฟันที่หน้าท้อง
จากนั้นคณะหมอก็กระจายกำลังกันออกรักษาทหาราเ็ทุกฝ่ายกันอย่างสุดความสามารถโดยมีหมอติดตามองค์รัชทายาทหนึ่งคน
"กรี๊ดดดดดดดดดดดด!"
เสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวของเด็กผู้หญิงดังออกมาจากชายป่าใกล้แนวสมรภูมิรบ
“ไม่ต้องตามเรามานะ เ้าจงทำการรักษานักรบคนนี้ให้เต็มที่” เ้าหญิงเลโอนอร์ทรงยื่นมีดผ่าตัดในพระหัตถ์ให้หมอผู้ติดตามของพระองค์แล้วรีบวิ่งเข้าไปในป่าทางต้นเสียงที่ทรงได้ยิน
เมื่อไปถึง ภาพที่ปรากฏให้เห็นเบื้องหน้าของเ้าหญิงรัชทายาทแห่งกาเซเรียคือนักรบชนเผ่าร่างั์กำลังยืนคร่อมเด็กสาวกาเซเรียนเนื้อตัวมอมแมมที่หลับตาตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวอยู่บนพื้นดิน ในมือใหญ่หนากร้านของนักรบร่างทะมึนกำลังง้างดาบเล่มมหึมาขึ้นสูงหมายฟันร่างของเด็กสาวให้ขาดในครั้งเดียว เลโอนอร์ขว้างมีดสั้นพกเข้าไปปักทะลุหลังมือของนักรบร่างั์อย่างแม่นยำ เืสีแดงฉานซึมไหลออกมาจากาแในทันทีพร้อมกับเสียงร้องอย่างเ็ปของนักรบชนเผ่าคนนั้น
"หนีไปซะ ก่อนที่เราจะเปลี่ยนใจสังหารเ้า!" เ้าหญิงประกาศกร้าวพระวรกายสั่นเทาด้วยความโกรธ นักรบชาติทหารที่ไหนถึงคิดจะลงมือสังหารเด็กสาวไร้ทางสู้แบบนี้ได้
นักรบชนเผ่าทิ้งดาบวิ่งประคองมือข้างที่าเ็หนีเข้าไปทางป่าลึกไปเมื่อหันมาเห็นว่าคนที่ปามีดยับยั้งตนไว้จากการสังหารเด็กสาวกาเซเรียนคือเ้าหญิงรัชทายาทแห่งกาเซเรียผู้ขึ้นชื่อว่าเป็มือหนึ่งในการประลองต่อสู้ทั่วแผ่นดินั้แ่วัยสิบเอ็ดชันษา
หลังจากที่ร่างั์วิ่งหายจนลับสายตาไปแล้ว เลโอนอร์ก็เดินเข้าไปประคองเด็กสาวที่กำลังตัวสั่นเป็ลูกนกด้วยความหวาดกลัวขึ้นอย่างอ่อนโยน
"ปลอดภัยแล้วนะเ้าลูกนก"
"..." เด็กสาวผิวขาวเนื้อตัวมอมแมมยังคงตัวสั่นอยู่เบาๆอย่างขวัญเสียจากการถูกไล่ล่าหมายจะเอาชีวิต
"เ้ามีนามว่าอะไร แล้วเหตุใดถึงได้พลัดหลงมาอยู่เขตสมรภูมิรบแบบนี้"
"ข้ามีนามว่าเอวา ซัลวาธอร์"
"..." ครานี้เป็เ้าหญิงเองที่เป็ฝ่ายเงียบอึ้งไป
"ข้าไม่ได้หลงทาง ข้าแอบติดตามบิดามาต่างหาก"
"งั้นเ้าก็คือบุตรสาวของท่านแม่ทัพใหญ่สินะ"
“ใช่ แล้วข้าก็ไม่ใช่ลูกนกด้วย” หลังจากเห็นว่าพ้นจากอันตรายแล้ว เด็กสาวลูกนกก็ยืดอกเชิดขึ้นอย่างที่ผู้ที่เกิดในตระกูลสูงที่มีความทะนงตัวชอบทำกัน
“แล้วเ้าล่ะเป็ใคร”
กริ๊งงงงงงงงงงงงง
นาฬิกาปลุกในมือถือส่งเสียงดังแสบหูจนเด็กสาววัยสิบหกปีที่กำลังนอนหลับฝันอยู่ให้ต้องลุกขึ้นเอื้อมแขนไปกดปิดนาฬิกาปลุกด้วยสภาพงัวเงีย แล้ว‘ทำนองรัก อัศวเดชากุล’ก็ทิ้งตัวกลับลงไปนอนขดตัวในผ้าห่มนวมผืนหนาต่ออย่างสุขใจ สักพักนึงเด็กสาวก็ลืมตาขึ้นมายิ้มขำกับตัวเอง พลางทอดสายตามองไปยังแสงอาทิตย์รำไรยามเช้าที่ส่องเร้นลอดผ่านช่องระหว่างผืนผ้าม่านที่หน้าต่างเข้ามาในห้องนอนของเธอด้วยแววตาล่องลอยอยู่ชั่วครู่
"ฝันอะไรเป็ตุเป็ตะอีกแล้วนะเรา"
เด็กสาวเอ่ยขึ้นกับตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงไปอาบน้ำเตรียมตัวไปโรงเรียน