สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 107 ท่านดูด้วยตนเองเถอะ

    เวลาสองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว


    ตลอดช่วงเวลานั้น ไม่มีผู้ใดในตระกูลไป๋กล่าวถึงกิจการ หนี้สิน หรือแผนการของตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงอีก


    ไป๋จิ้งเหวินกับไป๋หลิงวางทุกสิ่งลง และใช้เวลาทั้งหมดอยู่ข้างหญิงชรา


    สามยายแม่หลานรับประทานอาหารร่วมกัน พูดคุยถึงเรื่องราวในอดีต และนำสิ่งของเก่าเก็บออกมาดูทีละชิ้น


    บางครั้งพวกนางหัวเราะกับเรื่องเล็กน้อยที่เกือบถูกลืมเลือน บางครั้งกลับกอดกันร้องไห้เมื่อนึกถึงผู้ที่จากไปแล้ว


    หญิงชรามอบตราประมุขให้ไป๋จิ้งเหวินด้วยตนเอง พร้อมประกาศยกเลิกพิธีแบกคลังเวียนเขาอย่างถาวร


    นางยังเรียกคนเก่าแก่ภายในตระกูลมาขอโทษ ยอมรับว่าความยึดมั่นของตนทำร้ายผู้คนมากมายเพียงใด และสั่งให้ลบกฎโบราณข้อนั้นออกจากจารึกประจำตระกูลโดยไม่มีข้อยกเว้น


    ตลอดสองวัน ยูรันเป็นผู้จัดเตรียมอาหารและยาบำรุงให้หญิงชรา แม้ไม่อาจต่ออายุขัยซึ่งมาถึงจุดสิ้นสุด แต่ก็ช่วยให้นางไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด


    ช่วงเวลาสุดท้ายของนางจึงไม่ได้เต็มไปด้วยความขมขื่นดังเช่นที่เคยหวาดกลัว


    นางได้กินอาหารร่วมกับลูกสาวและหลานสาว ได้ฟังเสียงหัวเราะที่ห่างหายไปจากคฤหาสน์มานาน และได้สัมผัสความอบอุ่นจากครอบครัวอีกครั้ง


    กระทั่งช่วงเย็นของวันที่สอง ฟ้าเริ่มมืด ลมหายใจของหญิงชราเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด


    ร่างกายซึ่งเคยพอมีเรี่ยวแรงกลับไม่อาจแม้แต่จะลุกขึ้นนั่งด้วยตนเอง เส้นผมขาวโพลนกระจายอยู่บนหมอน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า


    ไป๋จิ้งเหวินนั่งกุมมือมารดาเอาไว้ ขณะที่ไป๋หลิงคุกเข่าอยู่ข้างเตียง ไม่ยอมละสายตาไปจากผู้เป็นยายแม้แต่น้อย


    หญิงชรามองทั้งสองอยู่เนิ่นนาน ราวกับต้องการจดจำใบหน้าของพวกนางให้ได้มากที่สุด


    จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา


    “จิ้งเหวิน... หลิงเอ๋อร์...”


    “ท่านแม่ ข้าอยู่นี่”


    “ท่านยายต้องการสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”


    หญิงชรายิ้มบาง ก่อนส่ายหน้า


    “ยายอยากคุยกับเด็กที่ชื่อยูรัน... ตามลำพังสักครู่”


    สองแม่ลูกชะงักพร้อมกัน


    ไป๋หลิงอดถามไม่ได้


    “ท่านยายต้องการคุยเรื่องใดกับศิษย์น้องหรือเจ้าคะ?”


    “มีบางอย่างที่ยายอยากถามเขา แล้วก็มีเรื่องหนึ่งที่อยากฝากฝังเอาไว้”


    หญิงชราบีบมือของหลานสาวเบา ๆ


    “ไม่ต้องกังวล ยายเพียงอยากพูดกับเขาสองคนเท่านั้น”


    แม้ไป๋หลิงยังเต็มไปด้วยความสงสัย แต่นางก็ไม่คิดขัดความปรารถนาสุดท้ายของผู้เป็นยาย


    ไป๋จิ้งเหวินจึงให้สาวใช้ออกไปตามยูรันมา


    ไม่นานนัก ยูรันก็เดินมาหยุดอยู่หน้าห้อง เมื่อได้เห็นสีหน้าของทุกคน เขาย่อมเข้าใจทันทีว่าเวลาเหลืออยู่อีกไม่มากแล้ว


    “ท่านยายต้องการพบข้าหรือ?”


    ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้า


    “ท่านแม่อยากคุยกับเจ้าตามลำพัง”


    “ข้าเข้าใจแล้ว”


    ยูรันเปิดประตูเดินเข้าไปภายในห้อง ก่อนปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา พร้อมกางม่านพลังป้องกันไม่ให้เสียงสนทนาเล็ดลอดออกมา


    คนที่เหลือจึงทำได้เพียงยืนรออยู่ด้านนอก


    ลู่เหยียนหนิงจับมือไป๋จิ้งเหวินเอาไว้ ขณะที่ลู่ชิงถานและองครักษ์จางยืนเงียบอยู่ไม่ไกล


    หนานอวี้เองก็ไม่ได้เดินวนไปมาเช่นทุกครั้ง เพียงยืนพิงกำแพงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


    ส่วนไป๋หลิงยังคงจับจ้องประตูห้องอย่างไม่กะพริบตา


    ภายในห้อง ยูรันเดินไปนั่งลงข้างเตียง พร้อมกางม่านกั้นเสียง


    หญิงชราค่อย ๆ หันมาทางเขา ก่อนกล่าวด้วยเสียงอ่อนแรง


    “เจ้ามาแล้วหรือ...”


    “ข้ามาแล้ว ท่านยายมีสิ่งใดอยากคุยกับข้าหรือ?”


    หญิงชรามองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า


    “ข้ามีเรื่องที่อยากฝากฝัง และมีคำถามบางอย่างที่อยากถามเจ้า”


    ยูรันพยักหน้าอย่างนอบน้อม


    “ได้ทุกเรื่อง เชิญท่านยายกล่าว”


    หญิงชราหันไปมองประตูห้อง ราวกับสามารถมองเห็นหลานสาวซึ่งกำลังยืนรออยู่ด้านนอก


    “หลังจากข้าจากไป ช่วยดูแลหลานสาวของข้าด้วยเถอะ”


    ยูรันตอบโดยไม่ลังเล


    “ได้ ข้าจะพยายามดูแลนางอย่างสุดความสามารถ”


    หญิงชรายิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ


    “หากแต่งงานกับนางได้ยิ่งดี”


    “แค่ก ๆ!”


    ยูรันสำลักทันที ก่อนรีบยกมือขึ้นปิดปาก


    “เรื่องนั้นข้าคงต้องขอปฏิเสธที่จะรับปาก ให้เป็นเรื่องของโชคชะตาและความรู้สึกของศิษย์พี่รองเองเถอะ”


    เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวตามตรง


    “อีกอย่าง ข้าเป็นคนเจ้าชู้มากด้วย”


    หญิงชราเลิกคิ้วขึ้น


    “จริงหรือ? เจ้าไม่ได้ดูเป็นคนเช่นนั้นเลยสักนิด ข้ากลับรู้สึกว่า หากเจ้ารักผู้ใดแล้ว เจ้าคงรักนางอย่างจริงใจไปตลอดชีวิต”


    “แค่ก ๆ ๆ!”


    ยูรันไอหนักกว่าเดิม ก่อนกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน


    “ท่านยาย การรักอย่างจริงใจ ไม่ได้หมายความว่าจะรักได้เพียงคนเดียวนะ”


    “...”


    หญิงชรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกลับหัวเราะออกมาเบา ๆ


    “แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ข้ายิ่งชอบ”


    “ท่านยายชอบตรงไหนกัน?”


    “อย่างน้อยเจ้าก็ซื่อตรง ไม่แสร้งทำเป็นบุรุษรักมั่นต่อหน้าข้า แล้วค่อยไปมีสตรีอื่นลับหลัง”


    ยูรันหมดคำจะโต้แย้ง ได้แต่ยกมือขึ้นลูบปลายจมูกของตน


    “ท่านยายยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?”


    รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงชราค่อย ๆ จางลง แววตาของนางกลับกลายเป็นจริงจัง


    “ข้ามีคำถามหนึ่ง และอยากให้เจ้าตอบตามความจริง”


    นางสูดลมหายใจอย่างอ่อนแรง


    “ข้าใกล้จะตายแล้ว ไม่มีเวลาสนใจเรื่องไร้สาระอีกต่อไป ข้าเพียงอยากรู้ความจริงบางอย่างก่อนจากไปเท่านั้น”


    ยูรันพยักหน้า


    “เชิญท่านยายกล่าว หากเป็นเรื่องที่ข้ารู้และสามารถตอบได้ ข้าจะตอบท่านตามตรง”


    หญิงชราจ้องมองเขาอยู่นาน ราวกับพยายามมองทะลุผ่านผ้าสีดำซึ่งปิดดวงตาคู่นั้นเอาไว้


    “แท้จริงแล้ว... เจ้าเป็นใครกันแน่?”


    ยูรันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง


    ภายในห้องเหลือเพียงเสียงลมหายใจอันแผ่วเบาของหญิงชรา


    ท้ายที่สุด มุมปากของเขาจึงยกขึ้นเล็กน้อย


    “ท่านยาย สายตาของท่านยังเฉียบคมไม่ต่างจากวันวานเลยจริง ๆ”


    หญิงชราแค่นเสียงเบา ๆ


    “หึ เจ้าไม่จำเป็นต้องประจบคนใกล้ตายเช่นข้า”


    นางสบตากับเขาผ่านผ้าปิดตาโดยไม่หลบเลี่ยง


    “แล้วเจ้าจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าเป็นใคร?”


    ยูรันไม่ได้ตอบในทันที


    “ข้าขอถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ท่านต้องการรู้จริงหรือ?”


    “ข้าแน่ใจ”


    หญิงชราตอบโดยไม่ลังเล


    “ชีวิตนี้ข้ามีเรื่องค้างคาใจมากมาย แต่ตลอดสองวันที่ผ่านมา ข้าได้กล่าวทุกคำที่ควรกล่าว และทำทุกสิ่งที่ยังพอทำได้แล้ว”


    นางหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง


    “ตอนนี้สิ่งเดียวที่ยังติดอยู่ในใจข้า คือเรื่องของเจ้า”


    “ดังนั้นบอกข้ามาเถอะ ไม่ว่าคำตอบจะเป็นเช่นไร ข้าก็อยากรับรู้มันก่อนจากไป”


    ยูรันมองหญิงชราอย่างสงบนิ่ง ก่อนถอนหายใจออกมาเบา ๆ


    “ในเมื่อท่านยายตัดสินใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะไม่ปิดบังท่าน”


    ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเรียกบางสิ่งภายในจิตใจ


    “กระจก เตรียมตัวให้พร้อม แล้วปิดกั้นการรับรู้ของตัวเองเสีย”


    กระจกเทพสัจธรรมสั่นสะเทือนเล็กน้อย


    [เหตุใดหรือขอรับนายท่าน?]


    “ข้าจะให้ท่านยายมองดูอดีตของข้า”


    น้ำเสียงของยูรันสงบนิ่ง ทว่ากลับแฝงความหนักอึ้งบางอย่าง


    “เจ้าห้ามมองตามเด็ดขาด ปิดกั้นตัวเองให้สมบูรณ์ หากเจ้าเผลอรับรู้สิ่งที่อยู่ภายในความทรงจำเหล่านั้นแล้วแตกสลายขึ้นมา ข้าจะต้องเสียเวลาซ่อมเจ้าอีก”


    กระจกเทพสัจธรรมนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนตอบรับอย่างจริงจัง


    [ข้าเข้าใจแล้วขอรับนายท่าน]


    [ข้าจะปิดกั้นการรับรู้ทั้งหมด เหลือไว้เพียงความสามารถในการถ่ายทอดความทรงจำเท่านั้น]


    เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ยูรันจึงหันกลับมาทางหญิงชรา


    “ท่านยาย ไม่ว่าท่านจะมองเห็นสิ่งใดต่อจากนี้ ขอให้จำเอาไว้ว่าทุกอย่างล้วนผ่านพ้นไปแล้ว”


    เขาหยุดเล็กน้อย


    “ภายในอดีตของข้ามีทั้งความทรงจำ อารมณ์ และความรู้สึกมากมาย บางสิ่งอาจหนักหนาเกินกว่าจิตใจของคนทั่วไปจะรับไหว”


    “สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่เพียงภาพที่ท่านจะได้เห็น แต่เป็นความรู้สึกของข้าในช่วงเวลานั้น ซึ่งท่านจะสัมผัสได้ไปพร้อมกัน”


    หญิงชรามองเขาอย่างสงบนิ่ง


    “ไม่เป็นไร”


    “ท่านแน่ใจหรือ?”


    “ข้าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ต่อให้สิ่งที่ได้เห็นทำให้ข้าต้องตายเร็วขึ้นอีกเล็กน้อย ก็ไม่มีสิ่งใดแตกต่าง”


    แววตาของนางยังคงหนักแน่น


    “อย่างน้อยก่อนตาย ขอให้ข้าได้รู้ความจริงสักครั้งเถอะ”


    ยูรันนิ่งเงียบไปอึดใจ ก่อนยอมพยักหน้า


    “เช่นนั้นก็ตามใจท่าน”


    เขายกมือขึ้น กระจกบานหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ผิวกระจกเดิมซึ่งสว่างกระจ่างพลันเปลี่ยนเป็นมืดสนิท ราวกับห้วงจักรวาลอันไร้จุดสิ้นสุด


    ยูรันกล่าวขึ้นช้า ๆ


    “นามของข้าคือยูรัน”


    หญิงชราขมวดคิ้ว


    “เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แล้ว”


    ชายหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ ยูรันเอ่ยนามที่แท้จริงออกมาทีละคำ


    “ยูรัน เอล นาวา”


    หญิงชราทวนชื่อนั้นอยู่ภายในใจ แม้นางไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่กลับรู้สึกว่านามดังกล่าวไม่ได้เป็นของผู้ที่สมควรถือกำเนิดอยู่ในโลกใบนี้


    “ยูรัน... เอล นาวา...”


    “ท่านดูด้วยตนเองเถอะ”


    ยูรันวางฝ่ามือลงบนผิวกระจก ก่อนดึงเศษเสี้ยวความทรงจำซึ่งถูกฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของตนออกมา


    วูบ!


    ผิวกระจกสั่นไหวอย่างรุนแรง แม้จะปิดกั้นการรับรู้ของตนเองแล้ว แต่ตัวกระจกยังส่งเสียงแตกร้าวแผ่วเบา ราวกับเพียงทำหน้าที่ถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นก็หนักหนาเกินกว่าจะรองรับไหว


    แสงจากความทรงจำแผ่ปกคลุมร่างของหญิงชรา


    ภาพห้องนอนตรงหน้าค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับจิตสำนึกของนางที่ถูกดึงเข้าสู่อดีตอันยาวนานของชายผู้มีนามว่า


    ยูรัน เอล นาวา