สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 68 เดี๋ยวก่อน อาจารย์มีอีกเรื่อง

    ณ ห้องส่วนตัวในหอนางโลมบุปผาพราย


    เซี่ยเยว่หลีเดินวนอย่างกระสับกระส่าย แม้บอกว่าไม่ได้เป็นห่วง แต่สายตากลับเหลือบมองหน้าต่างเป็นระยะ


    ทันใดนั้น หน้าต่างไม้ก็เปิดออกอย่างเงียบงัน


    ร่างของยูรันก้าวเข้ามาในห้อง


    เซี่ยเยว่หลีสะดุ้ง แต่ก่อนจะด่าเขาก็สังเกตเห็นสภาพผิดปกติเสียก่อน


    ใบหน้าและผิวกายของยูรันแดงระเรื่อ แผ่ไอร้อนผิดปกติออกมา


    ดวงตาของเซี่ยเยว่หลีเบิกกว้างทันที


    “ยูรัน! ตัวเจ้าแดงขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้น เจ้าถูกทำร้ายหรือโดนพิษอะไรมา!”


    นางรีบพุ่งเข้ามาจับแขนเสื้อเขาอย่างลืมตัว


    ยูรันตอบด้วยสีหน้าตายสนิท


    “เปล่า ข้าแค่โดนยาปลุกกำหนัดมาน่ะ”


    “ยาปลุกกำหนัด?!”


    เซี่ยเยว่หลีหัวใจแทบหยุดเต้น ถอยกรูดพลางยกมือกุมอก


    “เจ้า... เจ้าขยะลามก! บุกเข้าไปช่วยคนทำไมถึงได้โดนยากลับมาแดงก่ำขนาดนี้ หา?! อย่าเข้ามาใกล้ข้านะ!”


    ยูรันเห็นนางถอยหนี ก็ยกยิ้มบาง ๆ แล้วก้าวตามเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน


    “ข้าอุตส่าห์บอกว่าชอบเจ้าไปแล้ว ไม่คิดจะช่วยข้าถอนพิษสักนิดเลยหรือ”


    เซี่ยเยว่หลีหน้าแดงขึ้นทันที


    “ไม่มีทาง! เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! ออกไปห่าง ๆ เลยนะ!”


    นางถอยหลังอีกก้าว น้ำเสียงเริ่มลนลาน


    “มารในตัวข้าจะไม่ยอมรับวิธีถอนพิษอุจาดตาแบบนั้นเด็ดขาด!”


    ยูรันก้าวเข้ามาใกล้เพียงก้าวเดียว ก่อนยื่นนิ้วชี้ดีดหน้าผากนางเบา ๆ


    แปะ!


    “โอ๊ย!”


    เซี่ยเยว่หลีกุมหน้าผาก กะพริบตาปริบ ๆ


    ยูรันกล่าวเสียงเรียบ


    “ล้อเล่นน่ะ พิษแค่นี้ไม่มีผลกับข้าหรอก แค่แกล้งเจ้าสนุก ๆ เท่านั้น”


    เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนเสริมด้วยสีหน้าจริงจังมาก


    “แต่หน้าเจ้าตอนตื่นตระหนกก็น่ารักดี”


    เซี่ยเยว่หลีแข็งค้างไปทันที


    ใบหน้าของนางแดงวาบถึงใบหู


    [น่ารัก?]


    [เขาบอกว่าข้าน่ารัก?]


    นางกัดฟัน ชี้หน้าเขาด้วยความเขินปนโมโห


    “ไอ้บ้าเอ๊ย! ข้าจะบีบคอเจ้าให้ตายไปเลย!”


    ยูรันหมุนตัวเดินไปทางหน้าต่างแล้วกล่าวเสียงเอื่อยเฉื่อย


    “เอาละ ออกเดินทางจากเมืองกันทันทีเถอะ เดี๋ยวแดดขึ้นแล้วจะนอนกลางวันอย่างสงบไม่ได้”


    เซี่ยเยว่หลีพยายามกดความร้อนบนใบหน้า ก่อนรีบเหินตามเขาออกนอกหน้าต่าง


    ก่อนจากไป นางยังไม่วายพึมพำเสียงเบา


    “ถ้าเจ้ากล้าแกล้งข้าแบบนี้อีก ข้าจะเตะเจ้าลงจากฟ้าแน่...”


    ---


    เช้าวันรุ่งขึ้น ณ โรงเตี๊ยมชายเมือง


    แสงแดดผ่านม่านปลุกหนานอวี้ให้ตื่น ร่างกายกับลมปราณกลับเป็นปกติ ข้างกายนาง หลานชิงอวี้ก็เพิ่งลุกขึ้นนั่ง


    “ศิษย์น้อง!”


    หนานอวี้ลุกพรวดขึ้นทันที ก่อนกวาดสายตามองไปรอบห้อง


    จากนั้นสายตาของนางก็หยุดอยู่ที่โต๊ะ


    บนโต๊ะมีจดหมายหนึ่งฉบับ ถุงเหรียญวิญญาณสองถุง และกระเป๋ามิติใบเล็กที่บรรจุเสบียงกับขนมหวานเอาไว้เต็มพอสมควร


    หนานอวี้รีบก้าวลงจากเตียง หยิบจดหมายขึ้นมาอ่านอย่างรวดเร็ว


    อ่านจบ ดวงตากลมโตของนางก็เบิกกว้าง


    จากนั้นเสียงโวยวายก็ดังลั่นห้องทันที


    “กรี๊ด! ข้าหลอกล่อไปตั้งขนาดนั้น ทำไมเขาถึงทนไหวและไม่ยอมแตะต้องพวกเราเลยล่ะหา?! ร่างกายเขาทำงานปกติไหมเนี่ย หรือว่าเจ้านั่นจะเป็นขันที?!”


    หลานชิงอวี้ที่กำลังรินชาจากกาน้ำบนโต๊ะชะงักไปเล็กน้อย


    จากนั้นนางยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยสีหน้าเรียบเฉย


    “ศิษย์พี่สามเจ้าคะ... นั่นคือประเด็นสำคัญของเรื่องนี้หรือ”


    “สำคัญสิ!”


    หนานอวี้หันขวับกลับมา


    “นี่คือการดูถูกแรงดึงดูดของสตรีงามระดับนางฟ้าอย่างพวกเราอย่างรุนแรงเลยนะ! ข้าหยิบยื่นโอกาสทองให้ถึงขนาดนั้น เขากลับเขียนจดหมายทิ้งไว้แล้วหนีไป... ช่างน่าน้อยใจนัก!”


    พูดจบ นางก็คว้าหมอนขนเป็ดมากอดแน่นแล้วบีบจนเสียรูป


    หลานชิงอวี้มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ


    “แต่ศิษย์พี่ยูจัดการต้นตอของอสูรคลั่งเสร็จแล้วนะเจ้าคะ เงินแสนเหรียญกับขนมพวกนี้ก็ทิ้งไว้ให้พวกเราด้วย”


    นางหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง


    “และขนมก็อร่อยมาก”


    หนานอวี้ชะงักทันที


    “อร่อยมาก?”


    หลานชิงอวี้พยักหน้า


    “มากเจ้าค่ะ”


    หนานอวี้รีบโยนหมอนทิ้ง แล้วคว้าขนมขึ้นมากัดหนึ่งคำ


    ชั่วขณะนั้น ดวงตาของนางพลันสว่างวาบ


    “อื้ม... ยกโทษให้ชั่วคราวก็ได้”


    หลานชิงอวี้จิบชาต่ออย่างสงบ


    “ข้าว่าพวกเรารีบเดินทางกลับยอดเขาก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ จะได้หลบเลี่ยงไม่ต้องเจอศิษย์พี่เย่ ไม่รู้ตอนนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าหาพวกเราไม่เจอ เขาอาจกำลังคลั่งอยู่ก็ได้”


    หนานอวี้เคี้ยวขนมไปพลาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง


    “นั่นสินะ”


    จากนั้นนางก็ชี้นิ้วไปทางหน้าต่างอย่างแน่วแน่


    “กลับยอดเขา! ไว้เจอกันที่นั่น ข้าจะต้องบีบแก้มเค้นถามความปกติของร่างกายศิษย์น้องให้ได้!”


    หลานชิงอวี้ถึงกับพูดไม่ออก นางรู้สึกว่าศิษย์พี่สามของตนเองยังคงจับประเด็นผิดอยู่ดี


    ทั้งสองเก็บสัมภาระ เหรียญวิญญาณ และขนม ก่อนลอบออกจากเมืองทิวาเมฆากลับสำนักทันที


    กว่าเย่อ้าวเทียนผู้สะบักสะบอมจะรู้ว่าทั้งสองออกจากเมืองไปแล้ว ก็ได้แต่กัดฟันเดินทางกลับสำนักเพียงลำพัง


    ---


    บนดาดฟ้าตำหนักหลัก หลิงเยวี่ยนั่งจิบชามองเมฆผ่านทิวไผ่ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง


    ที่โต๊ะด้านข้าง ไป๋หลิงกำลังนั่งประเมินอาหารของเฮยหลงกับเยว่หลิน


    สองสามีภรรยางูยืนตัวตรงอย่างตึงเครียด ราวกับกำลังรอฟังคำพิพากษาชีวิต


    ไป๋หลิงดมกลิ่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ


    “อืม ฝีมือดีขึ้นมากนะ”


    เฮยหลงกับเยว่หลินดวงตาสว่างขึ้นทันที


    แต่ยังไม่ทันได้ดีใจ ไป๋หลิงก็กล่าวต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย


    “อย่าให้หนานอวี้มาเห็นแล้วกัน รีบเอาไปทำปุ๋ย”


    “...”


    เฮยหลงกับเยว่หลินมองหน้ากัน


    [ฝีมือดีขึ้นแล้ว เหตุใดจึงยังไม่กินอีก...]


    [ฮือ ๆ]


    ส่วนหลิงเยวี่ยนั้นไม่แม้แต่จะปรายตามองอาหาร


    นางตัดสินใจไว้แล้วว่า หากไม่ใช่อาหารที่รันเอ๋อร์ทำ หรือรันเอ๋อร์บอกว่าอร่อย นางจะไม่ยอมแตะต้องเด็ดขาด


    เฮยหลงเหลือบมองท่าทางนั้นแล้วรู้สึกพูดไม่ออกอย่างยิ่ง


    [นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับสตรีบนยอดเขานี้กันแน่ โดนอาหารล่อซื้อไปหมดแล้วหรืออย่างไร]


    ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง


    “อาจารย์ ศิษย์พี่รอง พวกเรากลับมาแล้ว”


    ไป๋หลิงหันไปมองทันที


    หนานอวี้กับหลานชิงอวี้เดินขึ้นมาบนดาดฟ้า แม้ดูเหมือนจะเดินทางไกลมาไม่นาน แต่สีหน้าของทั้งสองกลับมีร่องรอยเหนื่อยล้าและหงุดหงิดจาง ๆ


    ไป๋หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย


    “กลับมากันเร็วกว่าที่คาดไว้... ยูรันไปไหน แล้วทำไมมีพวกเจ้าสองคนกลับมา”


    หลานชิงอวี้ประสานมือคารวะ


    “เรียนท่านอาจารย์และศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่ยูแจ้งว่าเขามีธุระด่วนต้องจัดการภายนอก จึงแยกตัวไปล่วงหน้าแล้ว ส่วนศิษย์พี่เย่... คาดว่ากำลังตามมาเจ้าค่ะ”


    หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลงช้า ๆ


    “รายงาน”


    หนานอวี้ที่กลั้นไว้ตั้งแต่เดินทางกลับ รีบก้าวออกมาทันที


    “ภารกิจที่เมืองทิวาเมฆา ต้นตอของอสูรคลุ้มคลั่งมาจากเจ้าเมืองหวังเจ้าค่ะ! เขาใช้หินสีม่วงประหลาดบางอย่างกระตุ้นสัตว์อสูร ทำให้พวกมันคลุ้มคลั่ง อาละวาดรอบเมือง และดูเหมือนศิษย์น้องจะจัดการต้นตอเรียบร้อยแล้ว”


    ไป๋หลิงหรี่ตาลง


    “แล้วทำไมพวกเจ้าถึงกลับมาในสภาพนี้”


    หนานอวี้ชะงัก


    หลานชิงอวี้หันหน้าไปอีกทางทันที


    ไป๋หลิงมองทั้งสองคนเงียบ ๆ


    “พูด”


    หนานอวี้ไอกระแอม


    “คือว่า... ระหว่างพักที่โรงเตี๊ยม มีบุตรชายเจ้าเมืองหวังมาหาเรื่อง แล้วพูดว่าจะหักขาศิษย์น้อง ข้าก็เลย...”


    ไป๋หลิงถามเสียงเรียบ


    “เลยอะไร”


    “เลยต่อยเขาตายเจ้าค่ะ”


    ทั้งดาดฟ้าเงียบลงทันที


    เฮยหลงกับเยว่หลินที่กำลังจะยกจานอาหารลงไปทำปุ๋ยถึงกับหยุดนิ่งกลางทาง


    หลิงเยวี่ยมองหนานอวี้อยู่ครู่หนึ่ง


    “ต่อยตาย?”


    หนานอวี้ก้มหน้าลงเล็กน้อย


    “ข้าไม่ได้ตั้งใจให้ตายเจ้าค่ะ แค่ซัดเต็มแรงไปนิดเดียวเอง”


    หลิงเยวี่ยถอนหายใจเบา ๆ


    “เล่าต่อ”


    หนานอวี้จึงรีบเล่าต่อ ตั้งแต่เจ้าเมืองหวังส่งนักฆ่ามาจับตัวพวกนาง วางยา ผนึกปราณ พาไปจวนเจ้าเมือง เย่อ้าวเทียนบุกเข้าด้านหน้า ยูรันลอบเข้าไปช่วยออกมา จนสุดท้ายเขาทิ้งจดหมาย เงิน และขนมไว้ให้ก่อนแยกตัวไป


    หลังเล่าจบ ดาดฟ้าก็เงียบลงอีกครั้ง


    ไป๋หลิงฟังแล้วสีหน้าเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด


    “เจ้าเมืองหวังกล้าทำถึงขั้นนี้เชียวหรือ”


    หลิงเยวี่ยไม่ได้พูดอะไรทันที แต่นิ้วมือที่วางบนโต๊ะเคาะเบา ๆ ครั้งหนึ่ง


    เพียงครั้งเดียว บรรยากาศบนดาดฟ้าก็เย็นลงอย่างประหลาด


    หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ต่างรู้ทันทีว่าอาจารย์โกรธแล้ว


    หลิงเยวี่ยถามเสียงเรียบ


    “ยูรันบาดเจ็บหรือไม่”


    หลานชิงอวี้รีบตอบ


    “ไม่เจ้าค่ะ ศิษย์พี่ยูดูปกติดี เพียงแต่เขาบอกว่ามีธุระต้องไปจัดการต่อ”


    ไป๋หลิงมองจดหมายที่หนานอวี้ส่งให้ แล้วอ่านซ้ำอีกรอบ


    “เขาไม่ได้บอกว่าไปที่ไหน”


    หลิงเยวี่ยกล่าว


    “งั้นก็ไม่เป็นไร”


    หนานอวี้รีบกล่าว


    “เดี๋ยวก่อน อาจารย์มีอีกเรื่อง”