“ตู้ม!”
ลูกไฟพุ่งเข้าปะทะกับม่านพลังนิมิตที่กางกั้นไว้แต่มันกลับไม่ได้สร้างความเสียหายทางกายภาพใด ๆ ให้กับประตูใหญ่เลย
มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจถือเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นนำของเทียนเฉาแม้รากฐานความลึกซึ้งจะเทียบกับสุ่ยมู่ไม่ได้แต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะมาทำลายเล่นได้ง่าย ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นลูกไฟลูกนี้ของไป๋ฉางเซิงก็ไม่ได้ใส่พลังลงไปเต็มที่นัก
“จืออวี๋ ทำแบบนี้จะไม่มีปัญหาจริง ๆ เหรอ?”
ไป๋ฉางเซิงมองดูฝูงชนที่เริ่มแห่เข้ามามุงดูด้วยความรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย
เปิดฉากมาก็ถล่มประตูมหาวิทยาลัยเลยแบบนี้ไม่ใช่แค่การมาขอคำอธิบายธรรมดาแล้ว เกรงว่าหลังจากวันนี้ไปทั้งเขาและเจียงจืออวี๋คงถูกมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจขึ้นบัญชีดำแหง ๆ
ไม่สิจะได้เดินออกไปอย่างปลอดภัยหรือเปล่ายังไม่รู้เลย เรื่องอนาคตเอาไว้ก่อนเถอะ
พี่คนขับรถแท็กซี่ที่เพิ่งมาส่งเจียงจืออวี๋เมื่อครู่พอเห็นทั้งคู่ลงมืออุกอาจขนาดนี้ก็กลัวว่าจะมีคนจำรถตัวเองได้จึงรีบเหยียบคันเร่งหนีไปทันที ใครจะกล้าอยู่รอดูเรื่องสนุกกันล่ะ
เจียงจืออวี๋ไม่ได้ตอบคำถามของไป๋ฉางเซิงเธอเพียงเรียกหอกโลหะผสมออกมา แล้วปักลงบนแผ่นหินปูพื้นตรงหน้าอย่างแรง
“เจียงจืออวี๋แห่งสุ่ยมู่ รับคำเชิญจากคณบดีหวังเหมิ่งเดินทางมาเพื่อแลกเปลี่ยนวิชา!”
ประโยคเดียวทำเอาความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนพุ่งถึงขีดสุด
โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่ตอนแรกกะจะมาดูหน้าคนใจกล้าบ้าบิ่นที่บังอาจถล่มประตูมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจพอเห็นชัด ๆ ว่าเป็นเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงสีหน้าของแต่ละคนก็ดูแปลกพิกลเกินบรรยาย
หากถามว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมาใครคือผู้ฝึกยุทธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเทียนเฉาย่อมหนีไม่พ้นเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิง
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นแค่ผลการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกเพียงอย่างเดียวก็พอจะทำให้ทุกคนต้องจับตามองแล้ว
ในการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกครั้งนั้นไป๋ฉางเซิงได้กอบกู้ศักดิ์ศรีสุดท้ายของเทียนเฉาเอาไว้ทั้งยังประกาศกร้าวประโยคนั้นออกมาจนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงไปทั่วอินเทอร์เน็ต
ก่อนหน้านี้ในฟอรัมผู้ฝึกยุทธ์ของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจถึงกับมีกระทู้ตั้งหัวข้อว่า ‘ทำไมมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจถึงปั้นคนแบบเจียงจืออวี๋ขึ้นมาไม่ได้’
แม้กระทู้นั้นจะถูกอาจารย์ลบทิ้งภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงแต่คนที่เห็นก็มีไม่น้อยทีเดียว
แถมยังมีคนเสนอให้อธิการบดีไปชิงตัวเจียงจืออวี๋มาจากสุ่ยมู่ด้วยซ้ำ
ไม่ว่าอย่างไรตลอดสิบกว่าวันตั้งแต่รอบชิงชนะเลิศจนถึงตอนนี้กระแสของเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงถือว่ามาแรงสุด ๆ จริง ๆ
แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงก็คือเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงจะบุกมาถึงมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจจริง ๆแถมยังอ้างว่ามาเพื่อแลกเปลี่ยนวิชาตามคำเชิญ
ทว่าปัญหาคือท่าทางแบบนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนมาแลกเปลี่ยนความรู้แต่มันเหมือนคนมาท้าประลองถอนป้ายสำนักชัด ๆ!
มีบางคนอยากเข้าไปถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่แต่พอสบเข้ากับใบหน้าอันเย็นชาของเจียงจืออวี๋ ก็ต้องชะงักฝีเท้าลงตามสัญชาตญาณ
ส่วนเจียงจืออวี๋ก็ไม่มีความคิดจะเกรงใจใครหลังจากพูดจบ เธอก็ดึงหอกออกมาแล้วก้าวเข้าไปข้างในทันที
หากเป็นเวลาปกติรปภ. ของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจคงปรี่เข้าไปขวางหรืออย่างน้อยก็ต้องรั้งตัวไว้ก่อน
ทว่าครั้งนี้คนที่กำลังเดินเข้าไปคือเจียงจืออวี๋แถมยังอ้างว่ามาตามคำเชิญของคณบดีเพื่อแลกเปลี่ยนวิชา
ใครจะกล้าขวางล่ะถ้าเกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นมาแล้วคณบดีลงมาไล่เบี้ยภายหลังพวกเขาคงไม่ต้องทำงานกันพอดี
และด้วยเหตุนี้เองที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจจึงเกิดภาพที่ประหลาดอันเหลือเชื่อขึ้น
ทั้งที่ไป๋ฉางเซิงเพิ่งจะซัดลูกไฟใส่ประตูสถาบันไปหยกๆ แต่ผู้คนที่มุงดูนับสิบกลับไม่มีใครกล้าก้าวออกไปขวางแม้แต่คนเดียว
ชื่อเสียงมันค้ำคอใคร ๆ ก็กลัวพลาดพลั้งกันทั้งนั้น
แม้แต่ตอนที่เดินเข้ามาในเขตรั้วมหาวิทยาลัยแล้วไป๋ฉางเซิงยังแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“ไม่ใช่ละ พวกคนในมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจนี่มัวทำอะไรกันอยู่ปล่อยให้เราเดินเข้ามาง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ?”
เมื่อเห็นนักศึกษามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจทำหน้าสงสัยใคร่รู้แต่ไม่มีใครกล้าขยับไป๋ฉางเซิงก็อดขำไม่ได้
คนอื่นอาจไม่รู้ว่าเจียงจืออวี๋คิดจะทำอะไรแต่เขาเนี่ยแหละที่รู้ดีที่สุด
การมามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจครั้งนี้เจียงจืออวี๋ตั้งใจมาท้าประลองถอนป้ายสำนักเพื่อเป็นการตอบโต้พัสดุที่หวังเหมิ่งส่งไปที่สุ่ยมู่นั่นเอง
ในเมื่อไม่มีใครยอมใครในเมื่อหวังเหมิ่งบุกไปถึงสุ่ยมู่ได้พวกเขาก็ย่อมบุกมาหาหวังเหมิ่งถึงที่นี่ได้เช่นกัน!
ในขณะที่แผนของหวังเหมิ่งเน้นไปที่การข่มขวัญและสร้างความสะอิดสะเอียนการกระทำของเจียงจืออวี๋ครั้งนี้คือการบุกมาหยามหน้าและเยาะเย้ยกันตรง ๆ
ที่สำคัญคือหวังเหมิ่งไม่อาจพูดหรือทำอะไรได้ต่อหน้าเหล่านักศึกษามากมายขนาดนี้เขาทำได้เพียงยอมก้มหน้ากล้ำกลืนความพ่ายแพ้ลงไปแต่โดยดี
ปัญหาเพียงอย่างเดียวก็คือเขากับเจียงจืออวี๋จะทำได้ตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่
ขณะที่เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงเดินลึกเข้าไปในมหาวิทยาลัยเรื่อยๆ นักศึกษาที่พบเห็นพวกเขาก็เพิ่มมากขึ้น จากตอนแรกที่มีคนตามดูแค่สิบกว่าคนตอนนี้กลับกลายเป็นกลุ่มคนมืดฟ้ามัวดินนับร้อยชีวิตไปแล้ว
ทุกคนต่างสงสัยว่าอยู่ๆ เจียงจืออวี๋บุกมาทำอะไรที่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ
ท่ามกลางฝูงชนนั้นมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งจ้องมองแผ่นหลังของเจียงจืออวี๋ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและสับสน
“จืออวี๋!”
เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นพร้อมเสียงฝีเท้าที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาไป๋ฉางเซิงหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ เขารู้สึกว่าใบหน้านี้ดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูกแต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
“ทำไมอยู่ ๆ เธอถึงมาที่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจล่ะ?”
“เมื่อกี้เพื่อนร่วมห้องบอกว่าเธอมา ฉันยังไม่เชื่อเลยไม่คิดว่าเป็นเธอจริง ๆ”
เมื่อเห็นใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้านี้แม้แต่เจียงจืออวี๋ก็ยังมีแววตาฉงนสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง
“หวงเส้าเทียน?”
ไม่แปลกที่ไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋จะจำไม่ได้ในทันที
ก็เพราะไอ้หัวเหลืองๆ ของหมอนี่ถูกโกนทิ้งไปแล้วน่ะสิ แถมตอนนี้ยังตัดผมทรงสกินเฮดผิวก็เข้มขึ้นกว่าเดิมหลายเฉด
ภาพลักษณ์แบบนี้ช่างต่างจากคุณชายใหญ่หวงหัวเหลืองที่เคยทำตัวกร่างคนเดิมลิบลับ
แต่ว่าหมอนี่ได้โควตาพิเศษของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้เจียงเป่ยไปไม่ใช่เหรอทำไมถึงมาโผล่ที่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจได้ล่ะ?
“แฮะ ๆ ใช่ ฉันเอง ไม่นึกเลยว่าผ่านไปตั้งนานเธอยังจำฉันได้”
หวงเส้าเทียนยกมือเกาหัวพลางทำหน้าซื่อจนไป๋ฉางเซิงที่อยู่ข้าง ๆ ถึงกับกลอกตาใส่
ตั้งแต่วันจบม.6จนถึงตอนนี้เพิ่งจะผ่านไปนานแค่ไหนกันเชียว จำไม่ได้สิแปลกหมอนี่จะคิดเข้าข้างตัวเองไปถึงไหนเนี่ย?
“จริงด้วย แล้วเธอมาทำอะไรที่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจล่ะ?”
หวงเส้าเทียนรีบขยับเข้ามาใกล้พลางชำเลืองมองสายตาอิจฉาจากคนรอบข้างด้วยความภูมิใจลึก ๆ
ไม่ว่าเขาจะยังมีหวังอยู่หรือไม่แต่อย่างน้อยในบรรดาคนทั้งหมดนี้ ก็มีแค่เขาคนเดียวที่ได้คุยกับเจียงจืออวี๋แค่นี้ก็พอใจแล้ว
“มีอะไรให้ฉันช่วยไหม?”
หวงเส้าเทียนถามออกไปตามสัญชาตญาณเพราะอยากอยู่ใกล้ๆ เจียงจืออวี๋ให้นานขึ้นอีกนิด แต่ไป๋ฉางเซิงกลับสวนขึ้นมาทันควัน
“มีเรื่องให้ช่วยพอดีเลยล่ะ”
“ลานประลองยุทธ์ของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ อยู่ตรงไหนเหรอ?”
ลานประลองยุทธ์งั้นเหรอ?
“รู้สิ รู้ ตามฉันมาเลย”
หวงเส้าเทียนโบกมือเรียกพลางเดินนำทางไปทันทีระหว่างทางเขาก็พยายามชวนเจียงจืออวี๋คุยเรื่องชีวิตความเป็นอยู่บ้างแต่คราวนี้เจียงจืออวี๋กลับไม่ตอบสนองแม้แต่คำเดียว
สงสัยเขาคงจะชินกับสถานการณ์แบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรหวงเส้าเทียนจึงไม่ได้รู้สึกท้อแท้แต่อย่างใด เขายังคงพล่ามไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็หยุดฝีเท้าลงแล้วชี้ไปยังลานประลองยุทธ์โลหะผสมที่ตั้งอยู่ไม่ไกล
“นั่นไง ถึงแล้ว”
“ว่าแต่ พวกเธอมาหาลานประลองยุทธ์ทำไมกัน?”
หวงเส้าเทียนมองตามเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงที่เริ่มเดินขึ้นไปบนลานประลองจึงอดไม่ได้ที่จะถามย้ำอีกครั้ง
“เปล่าหรอก แค่จะมา... ท้าประลองถอนป้ายสำนักน่ะ”