ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 155 ท้าประลองถอนป้ายสำนัก

            “ตู้ม!”

            ลูกไฟพุ่งเข้าปะทะกับม่านพลังนิมิตที่กางกั้นไว้แต่มันกลับไม่ได้สร้างความเสียหายทางกายภาพใด ๆ ให้กับประตูใหญ่เลย

            มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจถือเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นนำของเทียนเฉาแม้รากฐานความลึกซึ้งจะเทียบกับสุ่ยมู่ไม่ได้แต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะมาทำลายเล่นได้ง่าย ๆ

            ยิ่งไปกว่านั้นลูกไฟลูกนี้ของไป๋ฉางเซิงก็ไม่ได้ใส่พลังลงไปเต็มที่นัก

            “จืออวี๋ ทำแบบนี้จะไม่มีปัญหาจริง ๆ เหรอ?”

            ไป๋ฉางเซิงมองดูฝูงชนที่เริ่มแห่เข้ามามุงดูด้วยความรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย

            เปิดฉากมาก็ถล่มประตูมหาวิทยาลัยเลยแบบนี้ไม่ใช่แค่การมาขอคำอธิบายธรรมดาแล้ว เกรงว่าหลังจากวันนี้ไปทั้งเขาและเจียงจืออวี๋คงถูกมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจขึ้นบัญชีดำแหง ๆ

            ไม่สิจะได้เดินออกไปอย่างปลอดภัยหรือเปล่ายังไม่รู้เลย เรื่องอนาคตเอาไว้ก่อนเถอะ

            พี่คนขับรถแท็กซี่ที่เพิ่งมาส่งเจียงจืออวี๋เมื่อครู่พอเห็นทั้งคู่ลงมืออุกอาจขนาดนี้ก็กลัวว่าจะมีคนจำรถตัวเองได้จึงรีบเหยียบคันเร่งหนีไปทันที ใครจะกล้าอยู่รอดูเรื่องสนุกกันล่ะ

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้ตอบคำถามของไป๋ฉางเซิงเธอเพียงเรียกหอกโลหะผสมออกมา แล้วปักลงบนแผ่นหินปูพื้นตรงหน้าอย่างแรง

            “เจียงจืออวี๋แห่งสุ่ยมู่ รับคำเชิญจากคณบดีหวังเหมิ่งเดินทางมาเพื่อแลกเปลี่ยนวิชา!”

            ประโยคเดียวทำเอาความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนพุ่งถึงขีดสุด

            โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่ตอนแรกกะจะมาดูหน้าคนใจกล้าบ้าบิ่นที่บังอาจถล่มประตูมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจพอเห็นชัด ๆ ว่าเป็นเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงสีหน้าของแต่ละคนก็ดูแปลกพิกลเกินบรรยาย

            หากถามว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมาใครคือผู้ฝึกยุทธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเทียนเฉาย่อมหนีไม่พ้นเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิง

            ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นแค่ผลการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกเพียงอย่างเดียวก็พอจะทำให้ทุกคนต้องจับตามองแล้ว

            ในการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกครั้งนั้นไป๋ฉางเซิงได้กอบกู้ศักดิ์ศรีสุดท้ายของเทียนเฉาเอาไว้ทั้งยังประกาศกร้าวประโยคนั้นออกมาจนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงไปทั่วอินเทอร์เน็ต

            ก่อนหน้านี้ในฟอรัมผู้ฝึกยุทธ์ของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจถึงกับมีกระทู้ตั้งหัวข้อว่า ‘ทำไมมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจถึงปั้นคนแบบเจียงจืออวี๋ขึ้นมาไม่ได้’

            แม้กระทู้นั้นจะถูกอาจารย์ลบทิ้งภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงแต่คนที่เห็นก็มีไม่น้อยทีเดียว

            แถมยังมีคนเสนอให้อธิการบดีไปชิงตัวเจียงจืออวี๋มาจากสุ่ยมู่ด้วยซ้ำ

            ไม่ว่าอย่างไรตลอดสิบกว่าวันตั้งแต่รอบชิงชนะเลิศจนถึงตอนนี้กระแสของเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงถือว่ามาแรงสุด ๆ จริง ๆ

            แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงก็คือเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงจะบุกมาถึงมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจจริง ๆแถมยังอ้างว่ามาเพื่อแลกเปลี่ยนวิชาตามคำเชิญ

            ทว่าปัญหาคือท่าทางแบบนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนมาแลกเปลี่ยนความรู้แต่มันเหมือนคนมาท้าประลองถอนป้ายสำนักชัด ๆ!

            มีบางคนอยากเข้าไปถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่แต่พอสบเข้ากับใบหน้าอันเย็นชาของเจียงจืออวี๋ ก็ต้องชะงักฝีเท้าลงตามสัญชาตญาณ

            ส่วนเจียงจืออวี๋ก็ไม่มีความคิดจะเกรงใจใครหลังจากพูดจบ เธอก็ดึงหอกออกมาแล้วก้าวเข้าไปข้างในทันที

            หากเป็นเวลาปกติรปภ. ของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจคงปรี่เข้าไปขวางหรืออย่างน้อยก็ต้องรั้งตัวไว้ก่อน

            ทว่าครั้งนี้คนที่กำลังเดินเข้าไปคือเจียงจืออวี๋แถมยังอ้างว่ามาตามคำเชิญของคณบดีเพื่อแลกเปลี่ยนวิชา

            ใครจะกล้าขวางล่ะถ้าเกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นมาแล้วคณบดีลงมาไล่เบี้ยภายหลังพวกเขาคงไม่ต้องทำงานกันพอดี

            และด้วยเหตุนี้เองที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจจึงเกิดภาพที่ประหลาดอันเหลือเชื่อขึ้น

            ทั้งที่ไป๋ฉางเซิงเพิ่งจะซัดลูกไฟใส่ประตูสถาบันไปหยกๆ แต่ผู้คนที่มุงดูนับสิบกลับไม่มีใครกล้าก้าวออกไปขวางแม้แต่คนเดียว

            ชื่อเสียงมันค้ำคอใคร ๆ ก็กลัวพลาดพลั้งกันทั้งนั้น

            แม้แต่ตอนที่เดินเข้ามาในเขตรั้วมหาวิทยาลัยแล้วไป๋ฉางเซิงยังแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

            “ไม่ใช่ละ พวกคนในมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจนี่มัวทำอะไรกันอยู่ปล่อยให้เราเดินเข้ามาง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ?”

            เมื่อเห็นนักศึกษามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจทำหน้าสงสัยใคร่รู้แต่ไม่มีใครกล้าขยับไป๋ฉางเซิงก็อดขำไม่ได้

            คนอื่นอาจไม่รู้ว่าเจียงจืออวี๋คิดจะทำอะไรแต่เขาเนี่ยแหละที่รู้ดีที่สุด

            การมามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจครั้งนี้เจียงจืออวี๋ตั้งใจมาท้าประลองถอนป้ายสำนักเพื่อเป็นการตอบโต้พัสดุที่หวังเหมิ่งส่งไปที่สุ่ยมู่นั่นเอง

            ในเมื่อไม่มีใครยอมใครในเมื่อหวังเหมิ่งบุกไปถึงสุ่ยมู่ได้พวกเขาก็ย่อมบุกมาหาหวังเหมิ่งถึงที่นี่ได้เช่นกัน!

            ในขณะที่แผนของหวังเหมิ่งเน้นไปที่การข่มขวัญและสร้างความสะอิดสะเอียนการกระทำของเจียงจืออวี๋ครั้งนี้คือการบุกมาหยามหน้าและเยาะเย้ยกันตรง ๆ

            ที่สำคัญคือหวังเหมิ่งไม่อาจพูดหรือทำอะไรได้ต่อหน้าเหล่านักศึกษามากมายขนาดนี้เขาทำได้เพียงยอมก้มหน้ากล้ำกลืนความพ่ายแพ้ลงไปแต่โดยดี

            ปัญหาเพียงอย่างเดียวก็คือเขากับเจียงจืออวี๋จะทำได้ตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่

            ขณะที่เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงเดินลึกเข้าไปในมหาวิทยาลัยเรื่อยๆ นักศึกษาที่พบเห็นพวกเขาก็เพิ่มมากขึ้น จากตอนแรกที่มีคนตามดูแค่สิบกว่าคนตอนนี้กลับกลายเป็นกลุ่มคนมืดฟ้ามัวดินนับร้อยชีวิตไปแล้ว

            ทุกคนต่างสงสัยว่าอยู่ๆ เจียงจืออวี๋บุกมาทำอะไรที่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ

            ท่ามกลางฝูงชนนั้นมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งจ้องมองแผ่นหลังของเจียงจืออวี๋ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและสับสน

            “จืออวี๋!”

            เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นพร้อมเสียงฝีเท้าที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาไป๋ฉางเซิงหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ เขารู้สึกว่าใบหน้านี้ดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูกแต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

            “ทำไมอยู่ ๆ เธอถึงมาที่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจล่ะ?”

            “เมื่อกี้เพื่อนร่วมห้องบอกว่าเธอมา ฉันยังไม่เชื่อเลยไม่คิดว่าเป็นเธอจริง ๆ”

            เมื่อเห็นใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้านี้แม้แต่เจียงจืออวี๋ก็ยังมีแววตาฉงนสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง

            “หวงเส้าเทียน?”

            ไม่แปลกที่ไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋จะจำไม่ได้ในทันที

            ก็เพราะไอ้หัวเหลืองๆ ของหมอนี่ถูกโกนทิ้งไปแล้วน่ะสิ แถมตอนนี้ยังตัดผมทรงสกินเฮดผิวก็เข้มขึ้นกว่าเดิมหลายเฉด

            ภาพลักษณ์แบบนี้ช่างต่างจากคุณชายใหญ่หวงหัวเหลืองที่เคยทำตัวกร่างคนเดิมลิบลับ

            แต่ว่าหมอนี่ได้โควตาพิเศษของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้เจียงเป่ยไปไม่ใช่เหรอทำไมถึงมาโผล่ที่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจได้ล่ะ?

            “แฮะ ๆ ใช่ ฉันเอง ไม่นึกเลยว่าผ่านไปตั้งนานเธอยังจำฉันได้”

            หวงเส้าเทียนยกมือเกาหัวพลางทำหน้าซื่อจนไป๋ฉางเซิงที่อยู่ข้าง ๆ ถึงกับกลอกตาใส่

            ตั้งแต่วันจบม.6จนถึงตอนนี้เพิ่งจะผ่านไปนานแค่ไหนกันเชียว จำไม่ได้สิแปลกหมอนี่จะคิดเข้าข้างตัวเองไปถึงไหนเนี่ย?

            “จริงด้วย แล้วเธอมาทำอะไรที่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจล่ะ?”

            หวงเส้าเทียนรีบขยับเข้ามาใกล้พลางชำเลืองมองสายตาอิจฉาจากคนรอบข้างด้วยความภูมิใจลึก ๆ

            ไม่ว่าเขาจะยังมีหวังอยู่หรือไม่แต่อย่างน้อยในบรรดาคนทั้งหมดนี้ ก็มีแค่เขาคนเดียวที่ได้คุยกับเจียงจืออวี๋แค่นี้ก็พอใจแล้ว

            “มีอะไรให้ฉันช่วยไหม?”

            หวงเส้าเทียนถามออกไปตามสัญชาตญาณเพราะอยากอยู่ใกล้ๆ เจียงจืออวี๋ให้นานขึ้นอีกนิด แต่ไป๋ฉางเซิงกลับสวนขึ้นมาทันควัน

            “มีเรื่องให้ช่วยพอดีเลยล่ะ”

            “ลานประลองยุทธ์ของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ อยู่ตรงไหนเหรอ?”

            ลานประลองยุทธ์งั้นเหรอ?

            “รู้สิ รู้ ตามฉันมาเลย”

            หวงเส้าเทียนโบกมือเรียกพลางเดินนำทางไปทันทีระหว่างทางเขาก็พยายามชวนเจียงจืออวี๋คุยเรื่องชีวิตความเป็นอยู่บ้างแต่คราวนี้เจียงจืออวี๋กลับไม่ตอบสนองแม้แต่คำเดียว

            สงสัยเขาคงจะชินกับสถานการณ์แบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรหวงเส้าเทียนจึงไม่ได้รู้สึกท้อแท้แต่อย่างใด เขายังคงพล่ามไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็หยุดฝีเท้าลงแล้วชี้ไปยังลานประลองยุทธ์โลหะผสมที่ตั้งอยู่ไม่ไกล

            “นั่นไง ถึงแล้ว”

            “ว่าแต่ พวกเธอมาหาลานประลองยุทธ์ทำไมกัน?”

            หวงเส้าเทียนมองตามเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงที่เริ่มเดินขึ้นไปบนลานประลองจึงอดไม่ได้ที่จะถามย้ำอีกครั้ง

            “เปล่าหรอก แค่จะมา... ท้าประลองถอนป้ายสำนักน่ะ”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน