จารึกที่ 258 : ขั้วอำนาจใหม่ : วิหารศัสตราสวรรค์และการประเมินของคนหน้าเงิน
ฝุ่นควันสีโลหิตที่ลอยคลุ้งอยู่เหนือซากเรือเหาะทองคำขนาดยักษ์ ค่อยๆ จางลงภายใต้แรงลมแห่งแดนเนรเทศสูญญตา กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างที่เกิดจากการปะทะระหว่าง 'มหาอักขระเทพ' และ 'หมัดอักขระเนื้อ' ของอาเจีย ยังคงทิ้งร่องรอยความบิดเบี้ยวไว้ในมิติอากาศ รอยแตกร้าวสีดำขนาดเล็กปรากฏขึ้นและสมานตัวสลับกันไปมา บ่งบอกถึงความเปราะบางของสัจธรรมในดินแดนแห่งนี้
ท่ามกลางความพินาศย่อยยับนั้น ร่างของบุรุษในชุดคลุมสีดำที่ขาดวิ่น ยืนตระหง่านอยู่บนกองเศษโลหะสีทองประหนึ่งจอมราชันย์ผู้เหยียบย่ำสวรรค์ แขนขวาที่เต็มไปด้วยลวดลายอักขระสีเงินอมแดงค่อยๆ ลดแสงสว่างลง กลับคืนสู่สภาพผิวหนังที่ดูเรียบเนียน ทว่าภายใต้ความสงบนั้น กลับซุกซ่อนกลิ่นอายของสัตว์ประหลาดระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
"นายท่าน... รวยแล้ว! รวยอื้อซ่าเลยขอรับ!"
เสียงกระแสจิตที่สั่นสะท้านไปด้วยความปีติยินดีอย่างปิดไม่มิด ดังก้องมาจาก เจ้าสัว พยนต์เทวะร่างยักษ์สีทอง ปีกทั้งหกของมันกางออกทำหน้าที่เป็นคีมเหล็กขนาดมหึมา คอยแงะงัดแผ่นทองคำสลักวิญญาณออกจากซากเรืออย่างเมามัน ในขณะเดียวกัน เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมเงาก็คาบถุงสมบัติและแหวนมิติที่เปื้อนเลือดของศิษย์วิหารศัสตราสวรรค์ทั้งสิบคน มากองรวมกันไว้แทบเท้าของอาเจียประหนึ่งสุนัขที่คาบเหยื่อมาบรรณาการเจ้านาย
อาเจียทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนโขดหินข้างกองสมบัติ นัยน์ตาสีเงินยวงสาดประกายรูปเหรียญทองคำ เขายื่นมือออกไปลูบคลำแหวนมิติเหล่านั้นด้วยความทะนุถนอมประหนึ่งลูบไล้ผิวพรรณของหญิงงาม
"ดี... ดีมาก! ไอ้พวกวิหารศัสตราสวรรค์นี่มันหน้าไหว้หลังหลอก แต่เรื่องความมั่งคั่งนี่ต้องยอมรับว่าพวกมันเป็นของจริง!" อาเจียหัวเราะร่า รอยยิ้มกักขฬะเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด เขาเริ่มถ่ายทอดสัมผัสเทวะเข้าไปตรวจสอบภายในแหวนมิติทีละวง
ห่างออกไปไม่ไกล เฟิงหลิงเอ๋อร์ ฉินมู่หลาง หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และ เฟิงอี้หราน ที่เพิ่งกลืนโอสถฟื้นฟูแก่นแท้ลงไป กำลังนั่งโคจรปราณเพื่อสมานบาดแผลภายใน ดวงตาของพวกเขายังคงจับจ้องไปยังแผ่นหลังของอาเจียด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
"ร้อยปี... เขาบอกว่าเขาใช้เวลาอยู่ในมิติพู่กันถึงร้อยปี..." เฟิงอี้หรานพึมพำพลางเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก "มิน่าเล่า กลิ่นอายของเขาจึงดูลึกล้ำและเก่าแก่ถึงเพียงนี้ การทนรับความโดดเดี่ยวและความเจ็บปวดจากการสลักกระดูกนานนับศตวรรษ... หากเป็นข้า จิตใจคงวิปลาสไปแล้ว"
"แต่เขาก็ยังคงเป็นศิษย์พี่อาเจียคนเดิม..." เฟิงหลิงเอ๋อร์ระบายยิ้มบางๆ เนตรดาราของนางหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองไปที่อาเจีย แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูหน้าเงินและหยาบกระด้าง ทว่าในสายตาของนาง เส้นใยโชคชะตาและกฎเกณฑ์ที่โอบล้อมตัวเขานั้น แข็งแกร่งและอบอุ่นยิ่งกว่าดวงตะวัน มันคือเจตจำนงที่พร้อมจะแบกรับสวรรค์เพื่อปกป้องพวกนาง
หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป อาเจียก็จัดการแยกแยะสมบัติทั้งหมดเสร็จสิ้น เขาโยนศิลาปราณระดับสูงนับล้านก้อนและขวดโอสถเข้าไปในแหวนมิติของตนเอง ก่อนจะหยิบเอา 'แผ่นหยกสีทอง' สามแผ่นที่รวบรวมมาจากศพของชายหนุ่มแก่นทองคำขั้นปลาย ขึ้นมาพินิจพิเคราะห์
แผ่นหยกเหล่านี้แผ่กลิ่นอายที่แตกต่างจากสิ่งใดในแดนเนรเทศ มันคือแก่นแท้ของ 'อักขระเทพ' (神符) ที่วิหารศัสตราสวรรค์ใช้เป็นอาวุธและรากฐานในการบำเพ็ญเพียร
"อักขระมารเน้นการช่วงชิง... อักขระสูญตาเน้นการลบล้าง... แล้วเจ้าอักขระเทพที่อวดอ้างตนว่าสูงส่งนักหนาเล่า มันซ่อนสัจธรรมอันใดไว้เบื้องหลังแสงสว่างจอมปลอมนี้?"
อาเจียรำพึงกับตนเอง เขาหลับตาลง กระตุ้น 'เนตรสูญตา' ที่หลอมรวมอยู่กับวิญญาณดั้งเดิม สัมผัสเทวะของเขาแปรสภาพเป็นเส้นใยสีเงินยวงที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าใยแมงมุม แทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างของแผ่นหยกสีทอง
พริบตานั้น ห้วงสำนึกของอาเจียพลันถูกดึงดูดเข้าสู่มิติภายในของแผ่นหยก!
สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าเขามิใช่ทะเลปราณหรือจิตวิญญาณของอสูร ทว่ามันคือ 'กรงขัง' ขนาดยักษ์ที่สร้างจากเส้นแสงสีทองนับหมื่นเส้น! เส้นแสงแต่ละเส้นคือตัวแทนของกฎเกณฑ์ฟ้าดินที่ถูก 'บังคับ' ให้เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบและเข้มงวดที่สุด!
ภายในกรงขังแสงสีทองนั้น มีไอปราณฟ้าดินอันบริสุทธิ์จำนวนมหาศาลถูกกักขังและบีบอัดเอาไว้ ไอปราณเหล่านั้นดิ้นรนทุรนทุราย พยายามจะกลับคืนสู่วัฏจักรธรรมชาติ ทว่ากฎเกณฑ์สีทองกลับกดทับพวกมันไว้ บังคับให้พวกมันต้องแปรสภาพเป็นพลังงานในรูปแบบที่ผู้ใช้อักขระต้องการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!
"นี่น่ะหรือ... วิถีแห่งเทพ?" อาเจียเบิกตากว้างในห้วงสำนึก ก่อนจะแสยะยิ้มเย้ยหยัน "ที่แท้มันก็คือมรรคาแห่งการ 'กดขี่'!"
เสียงของ มู่เฉิน บรรพชนแห่งสำนักหมื่นอักขระ ดังก้องขึ้นจากพู่กันนิรันดร์ที่สอดอยู่กลางอก "เจ้ามองเห็นแก่นแท้ของมันแล้วสินะอาเจีย... อักขระเทพของวิหารศัสตราสวรรค์ มิใช่การสอดประสานกับฟ้าดิน แต่มันคือการ 'ตั้งตนเป็นนาย' ของฟ้าดิน พวกเขาสร้างกรอบกฎเกณฑ์ที่แข็งแกร่งที่สุดขึ้นมา เพื่อบังคับให้สสารและพลังงานต้องศิโรราบต่อเจตจำนงของพวกเขา"
"ช่างหยิ่งยโสและคับแคบยิ่งนัก..." อาเจียแค่นเสียง "การบังคับกดทับเช่นนี้ แม้จะสร้างพลังทำลายล้างหรือการกักขังที่รุนแรงได้ในพริบตา ทว่ามันขาดซึ่งความยืดหยุ่น! หากเจอกับพลังที่บริสุทธิ์กว่าและปฏิเสธการถูกครอบงำ กรงขังสีทองนี้ย่อมปริแตกได้ง่ายดาย... ดั่งเช่นที่หมัดของข้าบดขยี้มันไปเมื่อครู่!"
อาเจียถอนสัมผัสเทวะออกจากแผ่นหยก เขาลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีเงินยวงเปล่งประกายแห่งสติปัญญาและการคิดคำนวณที่เหนือล้ำ
"นายท่าน... ท่านกำลังคิดเรื่องชั่วร้ายอันใดอยู่อีกหรือขอรับ?" เจ้าสัวที่กำลังแทะเสากระโดงเรือทองคำส่งกระแสจิตถาม เมื่อเห็นรอยยิ้มมุมปากของเจ้านาย "อักขระเทพพวกนี้ มันแข็งทื่อและไร้รสนิยมสิ้นดี หากเอามาผสานกับกลวิธานของข้า มันจะทำให้ข้อต่อข้าฝืดเสียเปล่าๆ!"
"เจ้ามันเศษเหล็กตาบอด!" อาเจียชี้หน้าด่าพยนต์ของตน "ความแข็งทื่อของมันนั่นแหละ คือ 'วัตถุดิบ' ชั้นยอด! เจ้าคิดดูสิ... ร่างกายของข้าสลักด้วยอักขระมารและสูญตา มันมีความบ้าคลั่งในการกลืนกินและลบล้างสูงมาก จนบางครั้งพลังงานในเส้นชีพจรเทียมของข้ามันปะทุจนควบคุมยาก... แต่ถ้าหาก..."
อาเจียชูแผ่นหยกสีทองขึ้น "แต่ถ้าหากข้านำโครงสร้างของ 'กรงขังอักขระเทพ' นี้ มาสกัดเอาเฉพาะคุณสมบัติความ 'มั่นคง' และ 'เสถียรภาพ' ของมัน... แล้วนำไปสลักเป็น 'หมุดยึด' (Nodes) ตามจุดรอยต่อของกระดูกและเส้นชีพจรเทียมของข้าเล่า?"
คำกล่าวของอาเจียทำให้มู่เฉินที่อยู่ในมิติพู่กันถึงกับสูดลมหายใจเย็นเยียบ!
"อาเจีย! เจ้ากำลังจะผสานสามมรรคาที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นสุดเข้าด้วยกันในร่างเดียวงั้นหรือ! อักขระมารกลืนกิน อักขระเทพสะกดข่ม และอักขระสูญตาลบล้าง... หากเจ้าสูญเสียสมดุลเพียงเส้นผม ร่างของเจ้าจะถูกฉีกเป็นหมื่นชิ้น!" มู่เฉินเตือนด้วยความตกตะลึง
"อาจารย์ปู่... ท่านลืมไปแล้วหรือว่าแก่นแท้ของ 'สูญตา' คือสิ่งใด?" อาเจียตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวและโอหัง "สูญตา คือความว่างเปล่า คือต้นกำเนิดที่รองรับได้ทุกสรรพสิ่ง! ความว่างเปล่าไม่มีข้อจำกัด ไม่เลือกปฏิบัติ! ข้าจะใช้ความว่างเปล่าของข้า เป็นกระดานวาดภาพ... แล้วข้าจะใช้เจตจำนงมารและเทพ เป็นดั่งหยดหมึก!"
ไม่รอช้า อาเจียตัดสินใจในเสี้ยวลมหายใจ! ในโลกผู้บำเพ็ญเพียร โอกาสที่อยู่ตรงหน้าหากไม่คว้าไว้ ย่อมถูกผู้อื่นเหยียบย่ำ!
เขากำแผ่นหยกสีทองทั้งสามแผ่นไว้ในมือซ้าย ก่อนจะถ่ายทอดเจตจำนงสูญตาลงไปบดขยี้แผ่นหยกจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง!
"แคร่กกก!"
ละอองแสงสีทองที่อัดแน่นด้วยกฎเกณฑ์แห่งเทพพวยพุ่งออกมา อาเจียสูดลมหายใจลึก ดูดกลืนละอองแสงเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและรูขุมขนโดยตรง!
"อึก!"
ร่างกายของชายหนุ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง! พริบตาที่กฎเกณฑ์เทพเข้าสู่ร่างกาย มันพยายามจะสร้างกรงขังเพื่อสะกดข่มเจตจำนงมารที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกของเขา! แสงสีทองและแสงสีแดงคล้ำสาดประกายปะทะกันใต้ผิวหนังประหนึ่งสงครามระหว่างสวรรค์และนรก!
ความเจ็บปวดแสนสาหัสประดังเข้ามา ทว่าอาเจียที่ผ่านการหล่อหลอมกระดูกมานับร้อยปีในมิติพู่กัน กลับเพียงแค่กัดฟันกรอด ไม่ยอมปล่อยให้เสียงร้องหลุดลอดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ!
"สูญตา... กลืนกิน! ควบคุม! และสลักมันลงไป!"
อาเจียคำรามในห้วงวิญญาณ จุดตันเถียนกะโหลกศีรษะและหน้าอกที่กักเก็บแก่นทองคำหมื่นอักขระ หมุนวนด้วยความเร็วสูงสุด! แสงสีเงินยวงแห่งความว่างเปล่าไหลทะลักออกมาราวกับคลื่นยักษ์ มันโอบล้อมแสงสีทองของอักขระเทพ ตัดขาดเจตจำนงที่หยิ่งยโสของมันทิ้งไป ลบล้างความศักดิ์สิทธิ์จอมปลอม เหลือไว้เพียง 'โครงสร้างแห่งความมั่นคง' ที่บริสุทธิ์ที่สุด!
จากนั้น อาเจียบังคับให้โครงสร้างสีทองนั้น ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรเทียม และฝังตัวลงบน 'ข้อต่อกระดูก' ทั้งเจ็ดสิบสองจุดทั่วร่างกาย!
"วาบบบ! วาบบบ! วาบบบ!"
เสียงลั่นของกระดูกดังก้องไปทั่วหุบเขา! ร่างของอาเจียเปล่งประกายแสงสามสีสลับกัน ก่อนจะสงบลง ท่อนแขนซ้ายที่เคยว่างเปล่า บัดนี้ปรากฏลวดลายอักขระสีทองที่แฝงกลิ่นอายแห่งความสงบนิ่งและหนักแน่นประหนึ่งศิลาบรรพกาล
อาเจียลืมตาขึ้น ลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอหมอกสีเงิน เขากำหมัดซ้ายเบาๆ...
ไร้เสียงกัมปนาท ทว่ามิติอากาศบริเวณกำปั้นซ้ายของเขากลับ 'หยุดนิ่ง' โดยสมบูรณ์! กฎเกณฑ์แห่งความต้านทานและกระแสลมถูกกดทับจนไม่อาจขยับเขยื้อน!
"สำเร็จ... หมุดยึดอักขระเทพ! บัดนี้ พลังมารที่บ้าคลั่งในร่างของข้า ถูกตรึงไว้ด้วยโครงสร้างแห่งเทพ! ทำให้ข้าสามารถรีดเร้นพลังทำลายล้างออกมาได้ถึงขีดสุด โดยไม่ต้องกังวลว่าเส้นชีพจรเทียมจะรับภาระไม่ไหว!" อาเจียพึมพำด้วยความตื่นเต้น วิญญาณหน้าเงินของเขาพองโตประหนึ่งได้ครอบครองภูเขาศิลาปราณ
การหลอมรวมวิถีแห่งเต๋าที่ขัดแย้งกันอย่างสมบูรณ์แบบนี้ ทำให้ฐานพลังแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ของเขา ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น! บัดนี้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับยอดคนวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลาง อาเจียก็มั่นใจว่าเขาสามารถบดขยี้มันได้ด้วยมือเปล่า!
"ศิษย์พี่อาเจีย... ท่าน..." เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมด เดินเข้ามาใกล้ด้วยแววตาที่เป็นห่วงระคนทึ่ง "ท่านนำกฎเกณฑ์ของศัตรูมาผสานเข้าร่างกายอีกแล้ว... มันไม่อันตรายไปหรือ?"
"ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแห่งนี้ หากเราไม่กลืนกินอาวุธของศัตรูมาเป็นเกราะของเรา เราก็จะกลายเป็นอาหารของมันแม่นางหลิงเอ๋อร์" อาเจียหันมายิ้มให้ดรุณีน้อย รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนลงหลายส่วนเมื่อเทียบกับตอนที่ด่าทอศัตรู
เขาหันไปมองสหายที่เหลือซึ่งฟื้นฟูปราณได้ถึงเจ็ดส่วนแล้ว "พวกท่านลุกขึ้นเถิด การนั่งพักผ่อนในนรกภูมิไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก"
ฉินมู่หลางยันตัวลุกขึ้นยืน กระบี่นิรันดร์ในมือกลับมาทอแสงเย็นเยียบ "เจ้าบอกว่าจะใช้แดนเนรเทศนี้เป็นลานฝึกฝน... เจ้าวางแผนสิ่งใดไว้?"
อาเจียเดินไปที่ซากเรือเหาะทองคำของวิหารศัสตราสวรรค์ เขาเตะเศษโลหะชิ้นหนึ่งกระเด็นออกไป เผยให้เห็นโครงสร้างแกนกลางของเรือที่ยังพอมีความสมบูรณ์อยู่บ้าง
"พวกเจ้าเห็นเรือลำนี้หรือไม่? วิหารศัสตราสวรรค์อาจจะหน้าไหว้หลังหลอก แต่แร่โลหะที่พวกมันใช้สร้างเรือลำนี้ คือ 'เหล็กวิญญาณสวรรค์เก้าสี' ซึ่งทนทานต่อมิติที่บิดเบี้ยวได้ดีเยี่ยม... เสียอย่างเดียวที่ค่ายกลของพวกมันมันห่วยแตกสิ้นดี!"
อาเจียตวัดนิ้วเรียกเจ้าสัวและเจ้าถุงเงินมาอยู่ข้างกาย
"ภารกิจแรกของการฝึกฝน! พวกเราจะมิได้เอาแต่นั่งดูดซับปราณอย่างโง่เขลา... แต่พวกเราจะ 'รื้อและสร้าง' นาวาทะลวงเมฆาลำใหม่ขึ้นมา! โดยใช้ซากเรือของวิหารศัสตราสวรรค์เป็นโครงสร้างหลัก ผสมกับกระดูกของอสูรบรรพกาลในดินแดนนี้ และสลักด้วยอักขระของข้าและค่ายกลพฤกษาเหมันต์เพลิงของพวกท่าน!"
คำประกาศของอาเจียทำให้ดวงตาของทุกคนเบิกกว้าง!
"สร้างเรือเหาะ... ท่ามกลางแดนเนรเทศ?" เฟิงอี้หรานอ้าปากค้าง "ศิษย์น้อง เจ้าจะบ้าหรือ! แค่เอาชีวิตรอดจากพวกมารและสัตว์อสูรก็ยากเต็มกลืนแล้ว เจ้ายังจะมานั่งต่อเรืออีกหรือ!"
"ใครบอกว่าเราจะเอาแต่นั่งต่อเรือเล่า!" อาเจียแสยะยิ้มชั่วร้าย "เจ้าสัว! อธิบายมรรคาวิถีแห่งการหน้าเงินให้สหายข้าฟังซิ!"
พยนต์เทวะร่างยักษ์ก้าวออกมายืดอก กลิ่นอายวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้นแผ่ซ่าน "แฮ่ม! นายท่านหมายความว่า... การสร้างเรือต้องใช้วัตถุดิบมหาศาล! และวัตถุดิบเหล่านั้นก็อยู่บนร่างของสัตว์อสูรบรรพกาล และซุกซ่อนอยู่ในรังของพวกมารโลหิตในแดนเนรเทศนี้! พวกเราจะแบ่งกลุ่มกันออกไป 'ปล้น'... เอ้ย! 'เก็บเกี่ยว' วัตถุดิบ และใช้การต่อสู้เสี่ยงตายเหล่านั้น เป็นการรีดเร้นศักยภาพของพวกท่านให้ทะลวงขีดจำกัดอย่างไรเล่า!"
"การต่อสู้คือการขัดเกลา... และผลพลอยได้คือความมั่งคั่งและทรัพยากรสร้างเรือเพื่อหนีออกจากมิตินี้..." หลินชิงเสวี่ยพึมพำ ดวงตาของสตรีน้ำแข็งทอประกายแห่งความเข้าใจ "นับเป็นการยิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัวอย่างแท้จริง..."
"ถูกต้อง!" อาเจียดีดนิ้ว "ที่นี่ไม่มีกฎเกณฑ์สวรรค์คอยคุ้มครอง ไม่มีสำนักไหนคอยหนุนหลัง... มีเพียงสัจธรรมเดียวคือ 'ผู้แข็งแกร่งและร่ำรวยคือผู้รอดตาย'! ข้าจะให้พวกท่านจับคู่กันออกล่า โดยมีเจ้าถุงเงินคอยสอดแนมและระวังภัยให้ในเงามืด ส่วนข้ากับเจ้าสัวจะรับหน้าที่หลอมโลหะและสลักอักขระแกนกลาง!"
อาเจียเดินเข้าไปจับบ่าของฉินมู่หลางและเฟิงอี้หราน "ศิษย์พี่มู่หลาง เจตจำนงกระบี่ของท่านต้องการการนองเลือดเพื่อลับให้คม... ศิษย์พี่เฟิง ปราณอัคคีของท่านต้องการเชื้อเพลิงที่เป็นวิญญาณอสูรเพื่อบรรลุขั้น... ส่วนแม่นางชิงเสวี่ยและปิงอวิ๋น พลังของพวกท่านจะเติบโตได้เมื่อเผชิญกับความกดดันทางสภาวะอากาศสุดขั้ว..."
ชายหนุ่มหันมามองเฟิงหลิงเอ๋อร์เป็นคนสุดท้าย รอยยิ้มของเขาอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด "ส่วนเจ้า หลิงเอ๋อร์... เนตรดาราของเจ้าคือเข็มทิศและดวงตาของพวกเรา เจ้าจงอยู่ที่ฐานสร้างเรือกับข้า คอยใช้เนตรดาราหาจุดอ่อนของวัตถุดิบและช่วยข้าคุมค่ายกล... และ..."
อาเจียโน้มใบหน้าลงไปกระซิบข้างหูนางเบาๆ "ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องคลาดสายตาข้าไปไหนอีกแล้ว"
คำพูดที่แฝงความห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง ทำให้ใบหน้าของเฟิงหลิงเอ๋อร์แดงซ่านไปถึงใบหู นางพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ความหวาดกลัวต่อแดนเนรเทศมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นในก้อนเนื้ออกซ้าย
"เอาล่ะ! เมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว... ปฏิบัติการปล้นนรกและหล่อหลอมวิถีเซียน... เริ่มต้นขึ้นได้!"
ราชันหน้าเงิน ชูพู่กันนิรันดร์ขึ้นฟ้า ประกาศเจตจำนงที่แฝงไปด้วยความโลภและความยิ่งใหญ่!
แดนเนรเทศสูญญตาที่เคยหลับใหลภายใต้กฎเกณฑ์อันโหดร้าย บัดนี้กำลังจะถูกปั่นป่วนด้วยน้ำมือของคณะวิปลาสที่นำโดยจอมหน้าเงิน! และการสร้าง 'มหาราชรถแห่งสูญตา' ที่จะใช้แหวกมิติกลับไปทวงแค้นวิหารศัสตราสวรรค์และสำนักอัสนีบาต ก็ได้เริ่มวางรากฐานขึ้นแล้วบนกองซากศพของศัตรู!