ไม่นานนักเมอร์ลินนำเด็กน้อยร่อนลงบริเวณก่อนถึงหมู่บ้านนั้นเขานั้นไม่ต้องการให้คนในหมู่บ้านแตกตื่นกับการมาของเขาเพราะการที่คนผู้หนึ่งสามารถบินได้นั้นย่อมไม่ใช่เรื่องที่ธรรมดา
หากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในพลังธาตุแล้วเขาคนนั้นก็จะต้องเป็นจอมเวทย์ผู้หนึ่งถึงจะสามารถลอยตัวบนอากาศได้
หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านทั่วไปมันตั้งอยู่กลางป่าที่เป็นเส้นทางสัญจรทั้งหมู่บ้านมีบ้านเรือนอยู่ประมาณไม่เกิน 60 หลังคาเรือนได้
บรรยากาศภายในหมู่บ้านแห่งนี้ค่อนข้างเงียบ อาจจะเป็นเพราะหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ในเขตชายแดนระหว่างศาสนจักรแห่งแสงและอาณาจักรอารากอน
ร้านค้าในหมู่บ้านนั้นไม่ค่อยเปิดมากนักแถมบนถนนยังมีผู้คนสัญจรเป็นจำนวนน้อยอีกต่างหากกล่าวได้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้ช่างเงียบเหงาเหลือเกิน
เมอร์ลินพยุงตัวเด็กคนนั้นด้วยมือข้างหนึ่งถึงแม้จะเรียกว่าเด็ก แต่เด็กคนนี้ก็มีรูปร่างที่โตกว่าเขาเสียอีก
รูปลักษณ์ของเมอร์ลินในตอนนี้นั้นดูเหมือนเด็กอายุ10ขวบปี การบรรลุขอบเขตก่อลำต้นนั้นเป็นทั้งของดีและข้อเสียเพราะหากบรรลุในอายุที่น้อยเกินไปร่างกายของเขานั้นจะเหมือนกับหยุดเจริญเติบโต
ในขอบเขตก่อลำต้น เมอร์ลินต้องรออีก 5ปีถึงจะสามารถมีร่างกายเจริญเติบโตขึ้นอีก 1 ปีแม้ตอนนี้เขาจะมีอายุ 12 ปี แต่ร่างกายของเขานั้นก็ยังหยุดอยู่ที่10 ปีเท่านั้น
เมื่อเดินไปตามถนนไปเรื่อยๆ เมอร์ลินก็พบกับร้านบาร์แห่งหนึ่ง มันเป็นร้านที่ไร้ชื่อซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นร้านบาร์เพียงแห่งเดียวของหมู่บ้าน ชาวบ้านแถวนี้จึงรู้จักกันดีมันจึงไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อ
เมอร์ลินพาเจ้าเด็กน้อยคนนี้เข้าไปในร้านทันที
มันมีความเป็นไปได้ว่าคนในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้จะรู้จักเด็กน้อยคนนี้
กรุ้งกริ่ง กรุ้งกริ่ง
เสียงกระดิ่งดังขึ้นเมื่อเมอร์ลินพลักประตูร้านเข้าไป
ชายแก่คนหนึ่งซึ่งยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ก็โผล่หน้าออกมาเขานั้นยิ้มแย้มเมื่อรู้ว่าลูกค้ากำลังมาใช้บริการและเตรียมออกมาต้อนรับอย่างดี
"สวัสดีคุณลูกค้า ไม่ทราบต้องกา ...อ้าว! เด็กงั้นหรอ พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่"
ท่าทีของเจ้าของร้านนั้นเปลี่ยนไปในทันทีเมื่อเห็นเด็กทั้งสองคน
ใบหน้าของเมอร์ลินแสดงความขุ่นเคืองออกมาเล็กน้อยหลังจากเห็นท่าทางของเจ้าของร้านเขาทิ้งร่างเด็กน้อยไว้กับเก้าอี้ในร้าน แล้วเอ่ยถาม
"ข้ามีเรื่องอยากจะสอบถาม"
เจ้าของร้านยิ้มเหยียดออกมาแล้วพูดว่า
"เหอะ ... เจ้าเด็กน้อยที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมาวิ่งเล่นออกไปจากร้านของข้าซะ ก่อนที่ข้าจะโยนเจ้าออกไป”
ชายแก่เจ้าของร้านกอดอกแล้วพูดออกมาอย่างเสียงดัง
“นี่คือการต้อนรับลูกค้าของเจ้า?” เมอร์ลินเริ่มที่จะมีอารมณ์ แม้จะเจอกันครั้งแรกแต่เขาก็ไม่อาจสุภาพกับคนเช่นนี้ได้
"ฮา ฮา ฮา อย่ามาทำให้ข้าตลกหน่อยเลยเด็กอย่างเจ้านี่หรือจะเป็นลูกค้าของข้า ไปตามผู้ปกครองของเจ้ามาก่อนเจ้าถึงจะมีสิทธิเป็นลูกค้าของข้า”
เจ้าของร้านเห็นว่าเมอร์ลินเป็นเพียงเด็กน้อยคะเนจากสายตาน่าจะมีอายุไม่เกิน 10 ขวบไม่ต้องคาดเดาให้ป่วยการ เด็กอย่างนี้ไม่น่าจะมีเงินมาจ่ายบริการของเขา
หากจะพูดว่าเด็กคนนี้เป็นชนชั้นสูงแต่ข้างกายของเขาก็ไม่มีผู้ติดตามเจ้าของร้านจึงฟันธงได้ว่า ลูกค้าตรงหน้าเขานี้ไม่มีเงินจ่ายเขาอย่างแน่นอน
เด็กน้อยถอนหายใจออกมา เขากำลังควบคุมอารมณ์ของเขาไม่ให้ขุ่นเคืองไปมากกว่านี้
การดูถูกไม่ใช่อารมณ์ที่มนุษย์คนไหนจะสามารถรับมือกับมันได้ง่ายๆแม้ว่าเมอร์ลินจะเคยมีฐานะเป็นคนรับใช้ แต่นั่นก็เพราะสถานการณ์ที่แตกต่างกันเขาในตอนนี้นั้นต่างออกไป ด้วยฝีมือและฐานะของเขาในตอนนี้นั้นทำให้ศักดิ์ศรีของเขาได้ฟื้นกลับคืนมาแล้ว
ความหยิ่งทะนงของเมอร์ลินจึงไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถลบมันไปได้ง่ายๆ
ปัง!
เงินจำนวนหนึ่งหมื่นเซนี่ถูกควักออกมาวางบนโต๊ะอย่างรุนแรงด้วยเงินจำนวนนี้นั้นเพียงพอที่จะสามารถดื่มกินของในร้านได้อย่างสบาย
เมอร์ลินเหลือบตามองเจ้าของร้านและเอ่ยอย่างเหนื่อยหน่าย
"เอาล่ะ แล้วทีนี้เจ้าจะมีเวลาคุยกับข้าได้หรือยัง?"
เจ้าของร้านเมื่อเห็นเงินจำนวนมากที่กองอยู่ตรงหน้าก็ทำให้ดวงตาเขาเปล่งประกายขึ้นมาในทันทีท่าทีของเขานั้นเปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
"โอ้ คุณลูกค้าไม่ทราบว่าท่านต้องการอะไรข้านั้นยินดีที่จะให้บริการท่านอย่างเต็มที่"
นิสัยคนนั้นเปลี่ยนได้เพราะเงิน เจ้าของร้านแทบจะพลิกกลับเปลี่ยนท่าทางจากหน้ามือเป็นหลังมือแน่นอนว่าเด็กตรงหน้าเขานี้เป็นลูกค้ากระเป๋าหนัก โดยทั่วไปแล้วหากทำการใช้จ่ายค่าอาหารแบบอิ่มสำราญราคานั้นไม่เกิน 600เซนี่ แต่เด็กตรงหน้าเขานี้กลับวางเงินหนึ่งหมื่นเซนี่อย่างง่ายได้
ในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่กลางป่าเช่นนี้การค้าขายย่อมฝืดเคืองแล้วยิ่งสถานการณ์ของหมู่บ้านเป็นเช่นนี้แล้วด้วยในหนึ่งปีที่ผ่านมาแทบจะไม่ค่อยมีลูกค้าเข้าร้านเลยเสียด้วยซ้ำ
“ข้าต้องการถามว่าเจ้ารู้จักเด็กคนนี้ไหม?”
เจ้าของร้านแสดงสีหน้างุนงงเขานั้นลืมที่จะสังเกตเด็กอีกคนที่ถูกพามาด้วย
"เด็กคนนี้มอมแมมเหลือเกิน ขอข้ามองหน้าเขาชัดๆสักหน่อย เผื่อว่าข้าจะรู้จักเขา”
เจ้าของร้านเดินเข้าใกล้เด็กน้อยที่ฟุบอยู่กับโต๊ะเขาใช้มือของเขาเขี่ยผมที่ปกบนใบหน้าออก เพื่อให้เห็นใบหน้าได้ชัดเจน
“นี่มัน! ... แย่แล้ว! เจ้านี่คือเจราลเด็กที่อยู่ท้ายหมู่บ้านแย่แน่ ข้าต้องแย่แน่ๆ เขาติดเชื้อโรคติดต่อ เขาเป็นโรคไข้ผลึก"
เจ้าของร้านผงะออกมาจากเด็กน้อยเจราลอย่างตกใจท่าทีของเขานั้นรนรานเป็นอย่างยิ่ง เขานั้นแทบทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยคนนี้คือเจราล
แย่แล้ว! เชื้อโรคกำลังเข้าสู่ร้านของเขา
"ข้าต้องขออภัย นำเงินของท่านกลับไปซะ แล้วพาเจ้าเด็กนี่ออกไปจากร้านของข้าให้ไว"
เหตุที่หมู่บ้านแห่งนี้เงียบเหงานั่นก็เพราะโรคติดต่อหากมีคนรู้ว่ามีคนติดเชื้อมาอยู่ที่ร้านของเขา ร้านนี้ต้องขายไม่ได้แน่ๆ แม้เงินจำนวนนี้จะมากแต่เขาก็ไม่อยากเสี่ยงที่จะรับมัน
"เดี๋ยวก่อน!" เมอร์ลินมองการกระทำของเจ้าของร้านอย่างฉงนเขาอยากทราบว่าทำไมเจ้าของร้านถึงต้องกลัวจนรนรานเช่นนี้
"ได้โปรดอย่าแตะต้องตัวข้า ท่านได้สัมผัสถูกตัวของเจราล ไม่แน่ว่าท่านอาจจะติดเชื้อโรคไข้ผลึกไปแล้วก็เป็นได้"
เจ้าของร้านรีบวิ่งเข้าไปหลบอยู่หลังเคาน์เตอร์เขาต้องการเว้นระยะห่างเมอร์ลินและเจราลให้มากที่สุด นั่นเพราะเขามีความกลัวที่จะติดโรคชนิดนี้เป็นอย่างมาก
เมอร์ลินถอนหายใจออกมาและเดินเข้าไปตรวจดูอาการของเจราลคราแรกเขานึกว่าเด็กน้อยคนนี้ตกใจสัตว์อสูรจนเป็นลมหมดสติ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่อย่างที่เขาคิดสาเหตุที่เด็กคนนี้หมดสติไปอาจจะเป็นเพราะอาการของโรคติดต่อ
ในอดีตของเขาในช่วงชีวิตหนึ่งเขานั้นเคยประกอบอาชีพเป็นหมอรักษาคนเขาจึงมีพื้นฐานด้านการแพทย์อยู่บ้าง เขานั้นไม่กลัวโรคติดใดๆ นั่นเป็นเพราะเขาเป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ขั้นก่อลำต้นร่างกายของเขานั้นถูกชำระสร้างใหม่ให้กลายเป็นร่างของผู้ที่อยู่เหนือมนุษย์ พิษหรือโรคภัยของมนุษย์ธรรมดาจึงไม่มีผลกับเขาเว้นเสียแต่ว่าพิษหรือโรคนั้นจะมาจากผู้ฝึกตนที่ใช้ปราณเซียน
เมื่อเมอร์ลินทำการเบิกตรวจดูม่านตาของเจราลเขาก็พบกับสิ่งผิดปกติ น้ำตาของเจราลนั้นบางส่วนมันได้กลายไปเป็นผลึกและเมื่อสังเกตในตุ่มหนองเขาก็พบว่าในน้ำหนองเหล่านี้นั้นบางส่วนก็เริ่มที่จะกลายเป็นผลึกเช่นเดียวกัน
“มิน่าล่ะ ชาวบ้านถึงเรียกชื่อโรคนี้ว่าไข้ผลึก”
แล้วจู่ๆข้อมูลของเลเมเกทันก็แล่นเข้ามาในหัวของเขา
“ผลึกวิญญาณชีพ” ผลึกนี้มีลักษณะคล้ายกับวิญญาณซากภูติ คือลักษณะของปรสิตวิญญาณ พวกมันมักจะดูดกลืนพลังชีวิตของมนุษย์เป็นอาหารซึ่งต่างจากวิญญาณซากภูติซึ่งเป็นปรสิตวิญญาณเช่นกัน แต่วิญญาณซากภูตินั้นจะใช้หลอมรวมและดูดกลืนพลังเวทย์ซึ่งจะไม่แตะต้องพลังชีวิตของมนุษย์
ดังนั้นแล้วสำหรับมนุษย์ปรสิตที่เป็นผลึกวิญญาณชีพนั้นน่าหวาดกลัวเป็นอย่างมากหากโชคดีมนุษย์ผู้นั้นอาจจะตายจากไปแต่หากโชคร้ายมนุษย์ผู้นั้นอาจจะมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่อยู่ในร่างของผลึกตราบจนสิ้นอายุขัย
ในอดีตมีคนกลุ่มหนึ่งทำการรวบรวมผลึกวิญญาณชีพได้ในจำนวนมากพวกเขานั้นได้เปลี่ยนผลึกวิญญาณชีพเหล่านั้นให้เป็นผลึกแห่งชีวิต ผลึกที่ทรงอำนาจมหาศาล มันสามารถบัลดาลพลังที่เกินจินตนาการให้กับผู้ที่ครอบครอง
ว่ากันว่าผลึกแห่งชีวิตนั้นสามารถทำได้ถึงกับชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้มันจึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “ผลึกปาฏิหาริย์”
ผลึกปาฏิหาริย์ชนิดนี้จึงถือเป็นผลึกที่นำมาซึ่งความตายของมนุษย์นับจำนวนไม่ถ้วนเมื่อใดที่มันปรากฏขึ้นในแผ่นดินการนองเลือดจะต้องเกิดขึ้นผู้คนทั้งหมดจะทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ครอบครองมัน
ในขณะที่เมอร์ลินกำลังตกอยู่ในภวังค์ ในทันใดนั้นเองก็มีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาในร้าน เมื่อพิจารณาจากการแต่งตัวแล้ว พวกเขาคงเป็นคนของทางการ ในจำนวนนั้นมีทั้งทหารและนักเวทย์รวมอยู่ด้วย
หมู่บ้านแห่งนี้ประสบภัยโรคติดต่อคนของทางการจึงถูกส่งมาจัดการกับปัญหานี้
"เจ้าของร้าน เจ้าจงรีบไปแจ้งต่อหัวหน้าหมู่บ้านให้นำคนของหมู่บ้านทั้งหมดไปรวมกันที่ลานหมู่บ้าน”
หนึ่งในคนกลุ่มนั้นกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงของผู้มีอำนาจ
ชายผู้สวมชุดเกราะลวดลายกรีฟฟอน กลิ่นอายของเขานั้นเต็มไปด้วยอำนาจของผู้นำคาดว่าเขาน่าจะเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้
"ฮึ ... รำคาญสายตาของข้าเสียจริงๆ”ชายที่คาดว่าเป็นผู้นำนั้นมองเหยียบไปที่เมอร์ลินและเจราล
“ทหารเอาตัวเจ้าเด็กสกปรกพวกนี้ออกไป แค่ถูกส่งมาทำงานนี้ก็แย่พออยู่แล้วรีบนำพวกมันไปรวมกับชาวบ้านเร็ว" ชายผู้เป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้สั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความไม่พอใจ
ด้วยพลังของดวงตาเลเมเกทัน เมอร์ลินสามารถตรวจสอบได้ว่าชายผู้วางท่าทีใหญ่โตตรงหน้านี้มีพลังอยู่ในระดับตอนปลายของขั้นนักเวทย์ เขาเป็นผู้ใช้เวทมนต์ระดับสูงอีกคนหนึ่งที่เมอร์ลินเคยพบ เขามีฝีมือที่สูงกว่าเจ้ามิลาสจอมวิปลาส
เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา พวกเขาจึงทำตามคำสั่งทันที
แต่ก่อนที่พวกเขาจะลงมือเมอร์ลินก็ได้พูดขึ้น
“ไม่ต้อง พวกข้าสองคนออกไปเองได้”
เมอร์ลินไม่ต้องการที่จะสร้างปัญหาในตอนนี้เขาต้องการชมดูละครในฉากนี้ เขาต้องการดูว่าคนของทางการนั้นจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร
เมอร์ลินพยุงเจราลให้ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากร้านอย่างว่าง่าย
เหล่าทหารเมื่อเห็นดังนั้นพวกเขาจึงปล่อยให้เมอร์ลินจากไปโดยดีเพราะพวกเขานั้นสังเกตเห็นสภาพของเจราลที่น่าสงสัยว่าจะเป็นผู้ป่วยโรคติดต่อแน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่ต้องการที่จะสัมผัสหรือแตะต้องกับผู้ติดเชื้อการที่เด็กน้อยสองคนจากไปเองจึงเป็นสิ่งที่ดี
ไม่นานทุกคนในหมู่บ้านก็ถูกนำมารวมกันไว้ที่ลานกว้างของหมู่บ้านกลุ่มของผู้ป่วยและคนที่ยังไม่ติดเชื้อนั้นถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
เมอร์ลินสังเกตเห็นผู้ป่วยที่ติดโรคไข้ผลึกอาการหนักถึงขั้นแขนขาและส่วนหนึ่งของร่างกายถูกไข้ผลึกกัดกินจนกลายเป็นผลึกเป็นก้อนๆใบหน้าของพวกเขาแสดงซึ่งความเจ็บปวดและน่าเวทนา
ลักษณะของโรคชนิดนี้เมื่อติดเชื้อผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา มีอาการปวดหัวตัวร้อนและปวดเมื่อยตามร่างกายแต่เมื่อเวลาผ่านไปอาการปวดเมื่อยนั้นจะกลายเป็นความเจ็บปวดในส่วนที่เจ็บปวดมากที่สุดคือส่วนที่ชิ้นเนื้อของพวกเขาได้เริ่มกลายไปเป็นผลึกแล้ว
บางคนที่ทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็ถึงกับชิงฆ่าตัวตายแต่ทว่าบางคนก็ไม่มีโอกาสนั้นเมื่อไข้ผลึกนั้นได้ลุกลามอย่างรวดเร็วจนร่างทั้งร่างกลายเป็นผลึกเมื่อเป็นเช่นนั้นคนผู้นั้นจะเจ็บปวดทรมานเสียยิ่งกว่าตายเพราะเขาต้องทนอยู่ในร่างผลึกที่ขยับไม่ได้ไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัยของเขาหรือจนกว่าจะมีผู้ทำลายผนึกนั้น
กลุ่มคนของทางการที่นำมาด้วยชายคนที่สวมชุดเกราะกริฟฟอนเดินขบวนมายังลานกว้างอย่างผู้มีอำนาจ
"ผู้ใดคือหัวหน้าหมู่บ้านของที่นี่" ทหารคนหนึ่งตะโกนออกมา
"ข้าเซดันเป็นหัวหน้าหมู่บ้านของที่นี่ ในฐานะของผู้นำของที่นี่ข้าขอขอบคุณพวกท่านทุกคนที่เสียสละมาช่วยเหลือหมู่บ้านของพวกเรา"หัวหน้าหมู่บ้านพูดออกไปอย่างตื้นตัน เพราะในยามนี้หมู่บ้านอยู่ในช่วงวิกฤต
ผู้คนจำนวนหลายคนทยอยย้ายออกไปจากหมู่บ้านเพราะกลัวโรคไข้ผลึกเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังคงอาศัยอยู่ พวกเขาล้วนเป็นคนที่ติดโรคและคนที่ยังยึดติดกับหมู่บ้านบางส่วนเพียงเท่านั้น
อีกไม่นานหมู่บ้านแห่งนี้คงกลายเป็นหมู่บ้านร้างกลางฝืนป่าแห่งนี้
“ท่านผู้นี้คือลอร์ดเอ็กเซลบารอนแห่งเซเซน่า” ทหารคนนั้นเอ่ยแนะนำหัวหน้าของพวกเขาให้ชาวบ้านได้รับรู้
ลอร์ดเอ็กเซลนั้นก้าวออกมาด้านหน้าด้วยท่าทีที่เกียจคร้านบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขานั้นไม่เต็มใจที่จะมาทำภารกิจนี้
"นักปรุงยา รีบๆตรวจอาการของพวกเขาได้แล้ว" ลอร์ดเอ็กเซลไม่แม้ที่จะกวาดตามองพวกชาวบ้านด้วยซ้ำเขาเพียงสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาอย่างเฉยชาเท่านั้น น้ำเสียงของเขานั้นเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย
ได้ยินคำสั่งของลอร์ดเอ็กเซลเหล่านักปรุงยาก็เริ่มทำงานของพวกเขาทันทีการตรวจของนักปรุงยานั้นเต็มไปด้วยความระมัดระวังเพราะถึงแม้พวกเขาจะเป็นผู้รักษาที่ยอดเยี่ยมเพียงใดก็ไม่อาจจะประมาทกับโรคไข้ผลึกได้
พวกเขาตรวจทั้งคนปกติและคนป่วยพวกเขาเกรงว่าจะมีผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการแฝงอยู่พวกเขาทำแม้กระทั่งนำน้ำหนองและชิ้นเนื้อบางส่วนเพื่อนำมาทำการวินิจฉัย
เจราลเด็กน้อยที่เมอร์ลินช่วยไว้นั้นได้สติขึ้นมาในเวลานั้นสายตาของเขากวาดมองไปทั้งลานกว้าง ไม่นานนักสายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความไหววูบเมื่อเขาพบกับมารดาของเขาที่ถูกนำมารวมกันที่ลานกว้างแห่งนี้ด้วย
เด็กน้อยเจราลตะเกียดตะกายรุดไปตำแหน่งที่มารดาของเขาอยู่ทันที
สาเหตุที่เจราลออกไปเสี่ยงชีวิตในป่าคงเป็นเพราะผู้หญิงที่ป่วยด้วยโรคไข้ผลึกด้านหน้านี้
เมื่อเห็นดังนั้นเมอร์ลินพอจะคาดเดาได้ว่าเจราลกำลังจะทำอะไรเขานั้นไม่ได้ห้ามปรามใดๆ เพียงแต่มองแล้วปล่อยให้เจราลทำตามที่ต้องการ
ผ่านไปถึงครึ่งวันการวินิจฉัยโรคของเหล่านักปรุงยาก็เสร็จสิ้นสีหน้าของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความหนักใจ หลายคนมีท่าทีที่ไม่ดีนักเมื่อเจอกับโรคไข้ผลึกพวกเขานั้นยากที่จะเผยรอยยิ้มออกมา
เหล่านักปรุงยาเข้าไปปรึกษากับลอร์ดเอ็กเซลด้วยท่าทีที่เคร่งเครียด
ผ่านไปนับชั่วโมง เสียงถกเถียงนั้นดังออกมาอย่างต่อเนื่อง
ทันใดนั้นลอร์ดเอ็กเซลและเหล่าผู้ติดตามก็เดินออกมาจากที่พัก นั่นแปลว่าพวกเขาได้ข้อยุติกับเรื่องนี้แล้ว
ไม่มีคำพูดออกมาจากปากของลอร์ดเอ็กเซล เขาเพียงชูมือข้างหนึ่งขึ้นแล้วพลักออกไปด้านหน้าเป็นการส่งสัญญาณ
ไม่นานนักเหล่าทหารทั้งหมดก็เข้ากรูล้อมทุกคนในหมู่บ้านด้วยการล้อมนี้ชาวบ้านยากซึ่งจะเล็ดลอดออกไปได้
"มันอาจจะเป็นเรื่องที่โหดร้ายสำหรับพวกเจ้าแต่เพื่ออาณาจักรของเรา จงอย่าโทษข้าเลย พวกเจ้าทุกคนนั้นจงเสียสละเพื่อส่วนรวม”ลอร์ดเอ็กเซลหยุดครู่หนึ่งเพื่อจ้องมองชาวบ้าน และเอ่ยต่อ “พวกเจ้าทุกคนที่อยู่ที่นี่จะไม่มีใครรอดไปได้ทั้งนั้น ทหารจัดการพวกเขาซะ"
เมื่อสิ้นคำสั่งของเอ็กเซล คนในหมู่บ้นก็เหมือนดั่งถูกสายฟ้าฟาดลงยังร่างลานกว้างนั้นเต็มไปด้วยความแตกตื่นพร้อมกับเสียงร่ำไห้ดังระงมขึ้น หลายคนถูกทหารทุบตีให้มาอยู่รวมกัน
เหล่านักปรุงยาไม่สามารถมองภาพเบื้องหน้าได้พวกเขาทำได้เพียงแต่หันหน้าไปยังทิศทางอื่นเพื่อหลบสายตาอันน่าเวทนาของคนในหมู่บ้าน
แน่นอนว่าผลการประชุมที่เสร็จสิ้นไปนั้นคือการตัดสินให้พวกเขาตาย
ไม่นานนักชาวบ้านทุกคนถูกต้อนให้มาอยู่รวมกัน
ลอร์ดเอ็กเซลนั้นต้องการที่จะเผาพวกเขาทุกคนทั้งเป็นเพื่อไม่ให้โรคนี้แพร่กระจายออกไป
มันคือการป้องกันโรคระบาดที่ดีที่สุดในเวลานี้เพราะด้วยความเห็นของนักปรุงยาทั้งหมด โรคไข้ผลึกนี้ยากที่จะรักษาและพวกเขาก็ไม่มั่นใจว่าหนึ่งในกลุ่มคนปกตินั้นจะมีผู้ติดโรคที่ยังไม่แสดงอาการอีกหรือไม่
ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงต้องกำจัดชาวบ้านทั้งหมดเพื่อกันไม่ให้โรคไข้ผลึกนี้แผ่กระจายออกไปในวงกว้างและสร้างความเสียหายแก่อาณาจักรแห่งนี้
บอลเพลิงถูกจุดขึ้นมาบนมือของทหารทุกนายกระทั่งลอร์ดเอ็กเซลเองยังต้องลงมือ พวกเขาต้องการทำลายโรคไข้ผลึกนี้ให้สิ้นซาก
แต่ทว่าครานั้นเอง เด็กน้อยผู้สาวชุดคลุมสีขาวก็ลุกขึ้นและเดินออกมาจากกลุ่มของชาวบ้าน
การปรากฏตัวของเขานั้นสร้างความประหลาดใจแก่คนทั้งหมดเป็นอย่างมากเพราะการเดินของเขานั้นหาใช่การเหยียบลงบนพื้นดินธรรมดาแต่เด็กน้อยนั้นกำลังเหยียบย่างบนอากาศ
ทุกๆ ย่างก้าวของเขานั้นกำลังก้าวเดินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
การเดินของเขานั้นราวกับกำลังเดินบนบันไดที่มั่นคง
ไม่นานเด็กน้อยเสื้อคลุมสีขาวก็หยุดเดินเขานั้นกวาดสายตาลงมาเบื้องล่างอย่างผู้ทรงอำนาจ
เพียงแค่กวาดตามองทุกคนก็ประสบกับแรงกดดันประหลาดที่แผ่ออกมาจากตัวของเด็กน้อยแม้แต่ลอร์ดเอ็กเซลก็ไม่อาจต้านความรู้สึกนี้ได้
ความเงียบนั้นปกคลุมอยู่นานในที่สุดเมอร์ลินก็เริ่มลงมือ
สายตาและการแสดงออกของเขานั้นเต็มไปด้วยอำนาจของผู้ยิ่งใหญ่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความลึกลับนั้นมองไปยังลอร์ดเอ็กเซลและเอ่ย
"การจัดการปัญหาของพวกเจ้านั้นช่างทำให้ข้าผิดหวังการทำงานอันไร้ประสิทธิภาพนี้ข้านั้นไม่อาจยอมรับได้ หากวันนี้ข้ายังอยู่ที่นี่... ตรงนี้..." เมอร์ลินมองอย่างเหยียดหยามและเอ่ยต่อ"ข้านั้นจะไม่ให้คนในหมู่บ้านต้องตาย"
คำกล่าวสั้นๆ ของเด็กน้อยนั้นแทบจะทำให้ทุกคนถูกแช่แข็งแม้ถ้อยคำนั้นจะเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสแต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้มีคุณสมบัติที่จะทำมัน
กลิ่นอายที่สัมผัสได้จากเด็กน้อยนั้นทำให้เหล่าทหารทั้งหมดไม่กล้าแม้แต่จะหายใจดัง