หรงฉือกล่าวว่าวิชาแพทย์ของตนนั้นนับว่าไม่เลว แต่เขาก็ไม่เคยเห็นวิธีการช่วยคนที่แปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน
อีกทั้งในสถานการณ์ที่เด็กคนนั้นมีสิ่งของติดคอเมื่อครู่ ต่อให้เป็เขา ก็ใช่ว่าจะสามารถช่วยชีวิตกลับมาได้เสมอไป
ทว่าเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้กลับไม่ได้ใช้อุปกรณ์ใด ๆ เลย แต่สามารถช่วยเด็กคนนั้นให้รอดชีวิตกลับมาได้!
หากวิธีการนี้ถูกเผยแพร่ออกไป เกรงว่าคงช่วยผู้คนได้มากมายมหาศาล!
เมื่อเห็นทุกคนมีท่าทางสงสัย เวินจื่อถงก็รู้ว่าหากไม่อธิบายให้ชัดเจน เกรงว่าจะทำให้ผู้คนระแวงเอาได้ นางจึงกะพริบตาโต ๆ พร้อมทำสีหน้าไร้เดียงสากล่าวว่า
“เมื่อก่อนเคยเห็นในตำราของท่านพ่อเ้าค่ะ ถงเป่าเองก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ วันนี้เป็การทดลองครั้งแรกด้วย โชคดีที่สำเร็จเ้าค่ะ”
ขณะที่พูดอยู่นั้น ใบหน้าเล็ก ๆ ของเวินจื่อถงก็เผยความรู้สึกโล่งอกออกมาเล็กน้อย
ชาวบ้านเมื่อได้ยินดังนั้นจึงเริ่มเข้าใจมากขึ้น
หากจะกล่าวถึงเวินต้าหลาง คนผู้นี้นับว่าเป็คนที่มีความสามารถอยู่บ้าง ทุกคนในหมู่บ้านละแวกนี้ต่างรู้ดีว่าเวินต้าหลางเป็คนฉลาดหลักแหลมและมีความสามารถล้นเหลือ
เพียงแต่เวินต้าหลางไม่ชอบถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์คร่ำครึ ในตอนที่เข้าร่วมการสอบย่วนซื่อ เขากลับเลือกเดินเส้นทางที่แปลกแยก โดยเขียนบทความว่าด้วยการปกครองบ้านเมืองขึ้นมาเอง
ซึ่งแิบางอย่างในบทความการปกครองบ้านเมืองนี้มีความล้ำสมัยเกินไป หรืออาจกล่าวได้ว่าหลุดพ้นจากขนบทางโลกโดยสิ้นเชิง จนทำให้ขุนนางคุมสอบเมื่อได้เห็นแล้วถึงกับโกรธจัด และสั่งห้ามไม่ให้เวินต้าหลางเข้าสอบอีกตลอดชีวิต
เพราะเื่นี้ ทำให้บิดามารดาของเวินต้าหลางโกรธจนล้มป่วยหนัก เนื่องจากในยุคสมัยนี้ การส่งคนหนึ่งคนศึกษาเล่าเรียนนั้นต้องใช้เงินทองมากมายมหาศาล
ในตอนนั้นอาจกล่าวได้ว่าเวินต้าหลางใช้กำลังทรัพย์ทั้งหมดของตระกูลในการเล่าเรียน ย่อมเป็ที่คาดหวังของคนในครอบครัวอย่างยิ่ง
ต่อมาเวินต้าหลางถูกบิดามารดาขับออกจากตระกูล เดิมที้าให้เวินต้าหลางยอมรับผิด แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็ว่า เวินต้าหลางกลับแต่งเข้าบ้านตระกูลฉิน กลายเป็เขยแต่งเข้าบ้านของตระกูลฉินเสียอย่างนั้น
เพราะบุตรชายคนโตของบ้านกลายเป็เขยแต่งเข้าบ้านผู้อื่น จึงทำให้ท่านปู่และท่านย่าของเวินจื่อถงร่างเดิมโกรธจนล้มป่วยอีกครั้ง และครั้งนี้ผ่านไปไม่นานก็สิ้นใจจากไป
อาจเป็เพราะการจากไปของท่านปู่และท่านย่าตระกูลเวิน ทำให้เวินต้าหลางเริ่มมีความรู้สึกผิดขึ้นมาบ้าง ภายหลังจึงคอยช่วยเหลือตระกูลเวินสายรองและสายสาม
เวินต้าหลางผู้นี้เป็คนที่ดื้อรั้นมาั้แ่ยังเยาว์ นอกจากฉินจิ่วเจินแล้ว คงไม่มีใครสามารถควบคุมเขาได้
ดังนั้น เมื่อฉินจิ่วเจินเสียชีวิต เวินต้าหลางจึงดื้อรั้นเป็ครั้งสุดท้าย ทิ้งบุตรชายคนเล็กไว้เื้ั และจากไปโดยไม่ใยดี
เวินจื่อถงเมื่อคิดถึงตรงนี้ ก็รู้สึกหมดคำจะพูดกับท่านพ่อของตนจริง ๆ
หรงฉือเมื่อได้ยินคำอธิบายของเวินจื่อถง ก็นึกว่าบิดาของเวินจื่อถงเป็หมอเช่นกัน แววตาจึงมีความกระตือรือร้นมากขึ้นพลางกล่าวว่า
“ถ้าเช่นนั้นไม่ทราบว่าท่านพ่อของเ้าตอนนี้อยู่ที่ใด? พอจะสอนวิธีการปฐมพยาบาลที่ละเอียดเช่นนี้ให้แก่ข้าได้หรือไม่?”
หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง หรงฉือก็รู้สึกว่าการกระทำของตนไม่ค่อยเหมาะสมนัก เพราะการสืบทอดวิชาแพทย์นั้นมีข้อห้ามมากมาย หากไม่ใช่ลูกศิษย์ที่กราบเข้าสำนัก อีกฝ่ายย่อมไม่ยอมมอบวิชาลับเฉพาะตัวให้ง่าย ๆ !
เมื่อคิดได้ดังนี้ หรงฉือจึงรีบกล่าวอย่างเกรงใจว่า
“หากไม่สะดวก ก็ถือเสียว่าข้าไม่ได้พูดอะไร ต้องขออภัยด้วยจริง ๆ ”
“ท่านพ่อของถงเป่าสิ้นใจไปแล้วเ้าค่ะ พี่ชายคงไม่สามารถพบท่านพ่อของถงเป่าได้หรอกเ้าค่ะ”
ใบหน้าของเวินจื่อถงดูไร้เดียงสา แต่ในใจกลับคิดว่า ต่อให้ท่านไปถึงยมโลกและได้พบกับท่านพ่อของนาง เกรงว่าคงเป็การตายเปล่าเป็แน่...
หรงฉือเมื่อได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจด้วยความเสียดาย ใบหน้ามีความเมตตาสงสารต่อเพื่อนมนุษย์ และกล่าวอย่างจนใจว่า
“เด็กเล็ก ๆ มักเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้บ่อยครั้ง หากข้าสามารถเรียนรู้วิธีนี้และนำไปเผยแพร่ต่อได้ อาจช่วยหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้มากมาย เฮ้อ...”
เวินจื่อถงเห็นความเสียดายและความจริงใจบนใบหน้าของหรงฉือที่ดูไม่เหมือนการเสแสร้ง ประกอบกับเมื่อครู่หรงฉือเพิ่งช่วยชีวิตนางไว้ นางจึงคิดครู่หนึ่งแล้วยิ้มกล่าวว่า
“หากพี่ชายอยากรู้ ถงเป่าสอนท่านได้เ้าค่ะ!”
ดังนั้น เวินจื่อถงจึงไม่ได้ปิดบัง และสอนวิธีการปฐมพยาบาลนี้ให้แก่หรงฉืออย่างละเอียดทุกขั้นตอน
วิธีปฐมพยาบาลไฮม์ลิชนี้แบ่งออกเป็หลายประเภท เช่น วิธีช่วยเด็กอายุต่ำกว่าสามขวบ วิธีช่วยเด็กอายุสามขวบขึ้นไป และรวมถึงวิธีช่วยตนเองเมื่อสิ่งของติดคอด้วย
นอกจากนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่สิ่งของติดคอจะสามารถใช้วิธีปฐมพยาบาลไฮม์ลิชได้
บางคนที่สิ่งของติดคอ แต่หากยังสามารถะโได้ ไอออกมาเป็เสียง หรือยังพูดได้ ก็สามารถปล่อยให้ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของร่างกายกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจเอง โดยไม่จำเป็ต้องใช้วิธีปฐมพยาบาลนี้
แต่หากอีกฝ่ายเป็เหมือนซานเป่าเมื่อครู่ คือไม่สามารถไอออกมาเป็เสียงได้ พูดไม่ได้ หายใจไม่ได้เลย และใบหน้าเริ่มเขียวคล้ำ ในกรณีนี้ควรใช้วิธีปฐมพยาบาลไฮม์ลิชเข้าช่วยเหลือทันที
น้ำเสียงของเวินจื่อถงมีความหวานใสแบบเด็กน้อย นางบรรยายจุดที่ควรระวังทั้งหมดของวิธีปฐมพยาบาลนี้ทีละคำอย่างชัดเจน
หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กนั่งอยู่บนถนนในหมู่บ้านเช่นนี้ คนหนึ่งกล้าสอน คนหนึ่งกล้าฟัง ภาพที่เห็นช่างดูสอดประสานกันอย่างประหลาด
เมื่อเวินจื่อถงพูดจบ นางก็เกาหัวด้วยความเขินอายเล็กน้อย พร้อมส่งเสียงเจื้อยแจ้วว่า
“ไอ้หยา ในตำราที่ถงเป่าเห็นบอกไว้แบบนี้เ้าค่ะ ส่วนเื่อื่นถงเป่าไม่ทราบแล้วเ้าค่ะ!”
หรงฉือเมื่อได้ยินดังนั้นจึงลุกขึ้นจากพื้น ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แล้วประสานมือคำนับถงเป่าอย่างเป็ทางการและกล่าวว่า
“ข้าหรงฉือ ขอรับคำชี้แนะ”
หรงฉือ? ชื่อนี้เพราะจัง
เวินจื่อถงพยักหน้าในใจเบา ๆ แต่ไม่นานนักนางก็เริ่มนึกอะไรออก และมองไปยังหรงฉือด้วยความตกตะลึง
หรงฉือ "???"
คุณพระช่วย!
คนผู้นี้คือหมอเทวดาแห่งแคว้นลั่วเหิงในอนาคต!
ผู้ที่มีวิชาแพทย์เลิศล้ำสามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืน อีกทั้งยังมีแิล้ำสมัย เป็ผู้บุกเบิกวิธีการผ่ากะโหลกเพื่อช่วยชีวิตคน!
ที่สำคัญที่สุดคือ... หรงฉือผู้นี้เป็คนของพระเอกสายยันเดเระ *[1] คนนั้น!
หรงฉือช่วยชีวิตพระเอกยันเดเระไว้หลายครั้ง ต่อมาพระเอกยันเดเระมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง หลังจากหรงฉือวินิจฉัยแล้วจึงตัดสินใจผ่ากะโหลกเพื่อนำสิ่งแปลกปลอมออกให้
พระเอกเป็คนขี้ระแวงมาแต่ไหนแต่ไร ย่อมไม่ยอมตกลง แต่หรงฉือกลับวางยาพระเอก แล้วทำการผ่าตัดตามใจชอบ!
สิ่งแรกที่พระเอกทำหลังจากฟื้นขึ้นมา คือการฆ่าหรงฉือทิ้งทันที!
ตอนที่นางอ่านนิยายต้นฉบับ นางมีความประทับใจต่อหรงฉือมาก เมื่ออ่านถึงตอนนี้ นางรู้สึกว่าพระเอกคนนั้นน่าจะมีอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรง
ไม่นึกเลยว่าตอนนี้จะได้มาพบกับหรงฉือที่นี่!
นี่มันช่าง...
หรงฉือเห็นว่าจู่ ๆ แววตาที่เวินจื่อถงมองตนนั้นมีความร้อนแรงขึ้นมา จึงถามด้วยความแปลกใจว่า
“เอ่อ แม่หนูน้อยมองข้าเช่นนี้ บนตัวข้ามีอะไรแปลกประหลาดหรือ?”
เวินจื่อถงเมื่อได้ยินดังนั้น ก็รีบเก็บซ่อนแววตาที่เหมือนลูกแกะเจอหมาป่าทันที นางยื่นมือน้อย ๆ อวบอ้วนออกไปคว้ามือใหญ่ของหรงฉือไว้ แล้วเงยหน้าส่งยิ้มกว้างกล่าวว่า
“พี่ชายหรงฉือช่วยถงเป่าไว้ ถงเป่าต้องตอบแทนพี่ชายหรงฉือเ้าค่ะ!”
“หืม? ไม่จำเป็หรอก เป็เพียงเื่เล็กน้อยเท่านั้น อีกทั้งวิธีปฐมพยาบาลของแม่หนูน้อยยังทำให้ข้าได้รับความรู้มากมาย ข้าต่างหากที่รู้สึกละอายใจ...”
หรงฉือยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเวินจื่อถงพูดแทรกขึ้นมาอย่างรีบร้อน นางเอียงศีรษะเล็กน้อย ใบหน้าจิ้มลิ้มราวกับตุ๊กตาหยกเผยสีหน้าจริงจังอย่างยิ่งพลางกล่าวว่า
“หากพี่ชายหรงฉือรู้สึกละอายใจจริง ๆ จะยอมตกลงทำตามคำขอเล็ก ๆ ของถงเป่าได้หรือไม่เ้าคะ?”
“หา? เื่นี้... แม่หนูน้อยบอกมาได้เลย”
[1] พระเอกยันเดเระ คือ "คนที่รักอย่างบ้าคลั่งจนเสียสติ" หรือ "รักจนน่ากลัว"