ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 146 มีเวลาสักครู่หรือไม่ ข้ามีบางอย่างอยากจะให้เจ้าดู
ร่างเงาขมุกขมัวหอบหายใจถี่หอบ พุ่งตัวมาที่ยอดบนสุดของหอคอยสีทอง
ฝ่ามือสัมผัสไปที่ลูกแก้วทรงกลมตรงกลางห้องก่อนจะใช้มันบังคับมิติประดิษฐ์ให้เคลื่อนตัวออกจากเมืองแห่งนี้ทันที
มิติประดิษฐ์เคลื่อนตัวกลับไปในทิศทางเดิมที่จากมาด้วยความเร็วสูงสุด ร่างกึ่งวิญญาณไม่เสียเวลามากำหนดทิศทางใหม่ด้วยซ้ำ เขาเพียงต้องการจะหนีออกจากเมืองแห่งนี้ให้ได้เร็วที่สุด
ใครจะไปรู้เล่าว่าวิธีการของเหล่าอีโวลจะมีความซับซ้อนแปลกประหลาดมากแค่ไหน และเขาไม่ยากจะลองเสี่ยงดูด้วย หากอีกฝ่ายมีวิธีตรวจหามิติประดิษฐ์ที่แทรกตัวอยู่ในความว่างเปล่า เมื่อนั้นจินก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะต้องยอมสูญเสียอะไรไปบ้างเพื่อให้ตัวเองหนีรอดจากเงื้อมมือของคนทั้งคู่
เมื่อออกนอกเขตเมืองเป็นผลสำเร็จ ร่างกึ่งวิญญาณก็ค่อยๆ ตั้งพิกัดเป้าหมายใหม่ให้มุ่งหน้าตรงไปยังทิศใต้ของเขต B ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของเมือง B-24 ที่ตระกูลพีไรซ์หลบภัยอยู่ในขณะนี้
ครั้งล่าสุดที่บรรพบุรุษอย่างเขาติดต่อกับคนในตระกูลก็ผ่านมาเป็นสิบวันแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่
ร่างเงาขมุกขมัวตั้งค่ากำหนดทิศทางให้สอดคล้องกับแผนที่ที่อยู่ในมือ แม้ลักษณะของภูมิประเทศในความเป็นจริงจะแตกต่างไปจากแผนที่ฉบับทำมืออยู่บ้าง แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยอ้างอิงทิศทางที่ถูกต้อง และสามารถปรับตำแหน่งเพิ่มเติมได้เมื่อเข้าใกล้สถานที่เป้าหมาย
จินง่วนอยู่กับแผงควบคุมพักใหญ่ก่อนทุกอย่างจะลงตัว ร่างเงาขมุกขมัวจึงมีเวลาตรวจสอบหน้าต่างระบบของตนเองอีกครั้ง
[เตือนภัย! ค่ายกลป้องกันตระกูลถูกทำลาย โปรดเร่งจัดการภัยร้ายต่อฐานที่มั่นหลักโดยเร็วที่สุด]
[ประกาศ เนื่องจากความเหมาะสมของเขตตระกูลที่ผู้ใช้ได้ตั้งเอาไว้มีมาตรฐานต่ำกว่าที่ระบบกำหนด โปรดเร่งดำเนินการแก้ไขปรับปรุงให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน ไม่เช่นนั้นระบบจะทำการลบพื้นที่ดังกล่าวออกจากการเป็นฐานที่มั่นหลัก]
[เตือนภัย! เขตตระกูลถูกบุกรุก โปรดรีบจัดการผู้บุกรุกโดยเร็วที่สุด]
จินอ่านข้อความจากระบบที่ค้างอยู่ในกล่องข้อความ ดูเหมือนว่าจากเหตุการณ์เมื่อครู่ เขาจะเร่งร้อนรีบหนีออกมากจนไม่มีเวลาสนใจประกาศแจ้งเตือนจากระบบเลยแม้แต่น้อย หากไม่เปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดู ก็คงไม่ทราบว่าภายในกล่องข้อความมีประกาศจากระบบค้างเอาไว้
ทั้งสามข้อความเป็นประกาศเตือนภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของเขาผนวกรวมเข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
มีสองข้อความที่เป็นการแจ้งเตือนเฉยๆ และอีกหนึ่งข้อความที่บังคับบทลงโทษหากทำตามที่ระบบกำหนดไม่สำเร็จ
มันเริ่มจากการที่จินสั่งการให้โกเลมหินและซากศพชุดทองช่วยกันขนถ่ายทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ตระกูลหวงหลงครอบครองมาเก็บไว้ในมิติประดิษฐ์แห่งนี้ ไหนจะยังรื้อค้นศาลบรรพชนซึ่งเป็นที่สิงสถิตของตนเองจนเละเทะไปหมดอีก
มาตรฐานที่ระบบตั้งเอาไว้จึงตกต่ำลง เขตของตระกูลในตอนนี้ไม่ตรงตามความต้องการของระบบมากพอ ผนวกกับค่ายกลที่ถูกกองกำลังภายในเมืองบุกเข้าทำลาย ทั้งหมดจึงเป็นเหตุให้ระบบบรรพบุรุษประกาศเตือนว่าจะถอดถอนสถานที่แห่งนี้ออกจากการเป็นฐานที่มั่นหลักของจิน
แน่นอนบทลงโทษส่วนใหญ่ย่อมไม่ใช่เรื่องดี ทว่ากับกรณีของจินตอนนี้ แม้จะไม่ถึงขั้นพูดว่าเป็นการให้รางวัล แต่ก็นับว่าตรงกับความต้องการของจินอยู่ไม่น้อย
ตอนนี้เมือง C-04 กำลังจะเกิดสงคราม เขาไม่อาจแน่ใจได้ว่ามันจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันตามมาอีกมากเท่าไหร่ แต่ก็มีโอกาสน้อยมากที่กองทัพสัตว์อสูรจะสามารถทำลายล้างเมือง C-04 จนราบเป็นหน้ากลองเหมือนกับเมืองขนาดเล็กเช่นเมืองปากัส และนั่นจะทำให้เขาต้องคอยเป็นกังวลกับการรักษาอาณาเขตที่เป็นของตนเองเอาไว้ ซึ่งจินในตอนนี้ยังไม่พร้อมเท่าไหร่นัก
การที่ระบบสร้างบทลงโทษโดยการจะลบพื้นที่แห่งนี้ออกจากการเป็นฐานที่มั่นหลักจึงเหมือนเป็นการช่วยเหลือแผนการขั้นต่อไปของตระกูลพีไรซ์พอดี สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาใหม่ ย้อนคืนสู่ดินแดนแรกเริ่ม ลงหลักปักฐานสร้างคฤหาสน์หลังใหม่ให้ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเดิม
'สมบัติพวกนี้คงจะพอสร้างตระกูลพีไรซ์ขึ้นมาใหม่ได้ไม่ยาก' จินมองไปยังภาพหนึ่งที่ฉายอยู่บนหน้าจอแก้ว มันเป็นภาพที่แสดงให้เห็นพื้นที่นอกหอคอย
กองสมบัติยังคงทับถมอยู่บนพื้นโดยไม่ได้มีใครไปจัดระเบียบอะไรกับมัน วางทิ้งไว้เช่นนั้นราวกับของไร้ค่าไร้ราคา โดยมีโกเลมหินสองตัวและซากศพอีกหนึ่งตนยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ โดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน เพราะยังไม่ได้รับคำสั่งอะไรเพิ่มเติมจากผู้เป็นนาย
จริงๆ นอกจากทรัพย์สมบัติพวกนี้แล้ว จินยังคงมีสมบัติที่ฝังเอาไว้ในป่าตะวันตกของเมืองปากัสด้วย แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาดีในการไปเอามันมา จินเชื่อมั่นว่าภายในป่าแห่งนั้นจะต้องมีสัตว์อสูรทรงพลังซุกซ่อนตัวอยู่อีกแน่ การเข้าไปในช่วงนี้มีแต่จะเป็นอันตราย
แล้วอีกอย่างคือทรัพย์สมบัติที่ได้มาจากตระกูลหวงหลงก็มีมากเกินกว่าตระกูลบัตส์ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า การกลับไปเอาสมบัติที่ฝังเอาไว้จึงทั้งเสียเวลาและเสี่ยงอันตรายโดยใช่เหตุ
จินส่งผ่านคำสั่งให้โกเลมหินและซากศพชุดทองช่วยกันจัดแจงสมบัติที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นให้มันเป็นระเบียบสมกับเป็นของล้ำค่าหน่อย จากนั้นจึงอนุญาตให้ทั้งสามไปพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย ซึ่งจริงๆ การพักผ่อนของพวกมันก็คือการยืนอยู่นิ่งๆ นั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นหินมีชีวิตหรือศพมีชีวิตพวกมันล้วนไม่มีความรู้สึกใดๆ เหมือนอย่างมนุษย์
มิติประดิษฐ์เคลื่อนตัวมุ่งหน้าผ่านที่ราบและเนินเขามากมาย ทะลุผ่านช่องว่างมิติไปโดยสะดวก สิ่งกีดขวางใดๆ ไม่นับเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปนานหลายชั่วโมงในที่สุดจินและฐานที่มั่นแห่งที่สองก็เคลื่อนที่เข้าสู่เขต B ด้วยความราบรื่น ไม่นานก็มาถึงจุดหมายปลายทางที่เจ้าตัววางเอาไว้ ใช้เวลาทั้งสิ้นไปเกือบหนึ่งวัน
มิติประดิษฐ์เคลื่อนตัวช้าลงมาก จินใช้ความสามารถในการตรวจสอบ กระจายคลื่นออกไปยังพื้นที่โดยรอบ พยายามตามหาคฤหาสน์ที่ทางเจ้าเมืองจัดหาให้กับตระกูลพีไรซ์ และในที่สุดเขาก็เจอ
คฤหาสน์ที่ดูดีได้มาตรฐานตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดกะทัดรัดแต่ใช้มันได้อย่างคุ้มค่า ห่างจากจวนเจ้าเมืองเพียงไม่กี่มุมตึก แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของเจ้าเมืองที่มีต่อตระกูลพีไรซ์ หากมีเรื่องอะไรก็สามารถติดต่อจวนเจ้าเมืองได้ไม่ยากเย็น
จินเคลื่อนมิติประดิษฐ์เข้าไปด้านในช้าๆ ตรวจดูความเป็นไปของสมาชิกตระกูลพีไรซ์ ผู้อาวุโสเหลียนจง เหล่าสัตว์อสูรที่อยู่ในความดูแลของเคน รวมถึงแขกที่เข้าพักอย่างองค์ชายวาริสและองค์หญิงวีนัสซึ่งเคยร่วมเดินทางเป็นเพื่อนกันเมื่อคราวก่อน จินเองก็แอบแปลกใจอยู่เหมือนกันที่เห็นทั้งสองคนยังอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ว่าทั้งคู่ต้องการจะลี้ภัยไปยังอาณาจักรฮาฟแลนดิสหรอกหรือ?
จินไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก เอาไว้ถามไถ่จากมาคัสในภายหลังก็ยังไม่สาย
มิติประดิษฐ์กระจายการตรวจสอบจนพบห้องของมาคัส จินไม่รอช้ารีบมุ่งหน้าไปที่นั่นทันที
จินตั้งพิกัดปรับตำแหน่งของช่องทางเข้าออกมิติให้คงที่ ก่อนจะสำรวจสิ่งต่างๆ ภายในห้อง ดูเหมือนว่ามาคัสจะแต่งตัวดูโก้เป็นพิเศษวันนี้ ในมือถือเอกสารหลายอย่าง เหมือนเตรียมตัวจะออกเดินทางไปคุยธุรกิจใหญ่อย่างไรอย่างนั้น
ร่างวิญญาณขมุกขมัวดูภาพจากหน้าจอเหนือแผงควบคุม อดที่จะย่นคิ้วเข้าหากันไม่ได้ มาคัสกำลังจะไปที่ไหน? ดูจากการแต่งตัวและอาการประหม่าของอีกฝ่าย เหมือนจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ไม่รอช้า ตั้งคำสั่งเปิดประตูมิติภายในห้องแห่งนี้ทันที เมื่อมีคำถามเกิดขึ้นในใจ เขาก็ต้องได้รับคำตอบ
รอยแยกเล็กๆ เกิดขึ้นกลางอากาศ มันบางเบามากราวกับเส้นผม หากไม่สังเกตดีๆ ก็แทบจะมองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ แต่เหตุการณ์ต่อจากนั้นกลับทำให้คนภายในห้องต้องตื่นตะลึง
ครืด
รอยแยกฉีกกระชากออกจนกลายเป็นหลุมสีดำขนาดหนึ่งเมตร จากนั้นจึงปรับรูปร่างให้ดูคล้ายบานประตูมากขึ้น ก่อนที่ร่างเงาขมุกขมัวจะก้าวออกมาช้าๆ
“เฮือก!” ชายผมสีดอกเลาสูดลมหายใจเข้าพร้อมกับผงะถอยไปจนติดโต๊ะไม้ที่อยู่ด้านหลัง สายตาเบิกกว้างด้วยความตกใจกับสิ่งที่ไม่คาดคิด
เมื่อตั้งสติขึ้นมาได้ ชายในชุดคลุมสีเทาขนาดพอดีตัวก็รวบรวมพลังไปทั่วร่างเตรียมรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ทันที
สายตาของทั้งคู่ประสานกัน หนึ่งแฝงแววประหลาดใจเล็กๆ อีกหนึ่งเต็มไปด้วยความตื่นตกใจ
“เป็นข้าเอง ขอโทษที่เข้ามาอย่างกะทันหัน หากจะให้เปิดประตูมิติด้านนอกคงรบกวนผู้คนภายในตระกูลมากจนเกินไป” ร่างเงาขมุกขมัวโบกมือไปด้านหน้าเล็กน้อยเป็นการขอโทษอีกฝ่าย
ท่ายืนของจินตอนนี้ดูสง่าผ่าเผย ยืนอย่างมั่นคงแม้จะอยู่ในร่างเงาที่มีรูปร่างไม่ชัดเจน ผิดกับตอนที่ไปปรากฏตัวในสำนักจันทรานิรันดร์ลิบลับ
ร่างในชุดเทายืนแข็งค้างอยู่หลายอึดใจ หรี่ตาเล็กจ้องมองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตากว้าง เผยอปากออกเล็กน้อย
“ท่านบรรพบุรุษ!?” มาคัสค่อยๆ ลดพลังงานที่ไหลเวียนลง ก่อนจะนำมือข้างที่ไม่ได้ถือเอกสารทาบไว้ที่อก พร้อมกับถอนหายใจออกมา “ฟู่ว ทำเอาข้าตกอกตกใจไปหมด”
หลังจากสลัดความตกใจออกไปได้ มาคัสก็เหมือนจะนึกได้ว่าคนที่อยู่เบื้องหน้านั้นมีความสำคัญเช่นไร รีบประสานมือไว้เบื้องหน้าแล้วโค้งแผ่นหลังของตนเองลงทันที “คารวะบรรพบุรุษ! ยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบท่าน”
“อืม ยินดีเช่นกัน...เป็นครั้งแรกเลยสินะที่พวกเราได้พบกัน หากไม่นับในห้วงแห่งความฝัน” ร่างขมุกขมัวพยักหน้ารับ ก่อนจะพูดคุยอย่างเป็นกันเอง
“ขอรับ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้พบกันจริงๆ” มาคัสจ้องมองร่างที่มองเท่าไหร่ก็ไม่อาจมองได้ชัดนั้นด้วยความฉงนใจ แม้จะเคยได้ยินที่บรรดาแขกจากราชวงศ์และที่คาลอสเล่าให้ฟังบ้างแล้ว แต่เมื่อมาเห็นเองก็อดพิศวงไม่ได้
“ว่าแต่เจ้ากำลังจะไปไหนรึ? มีเรื่องอะไรที่ข้ายังไม่รู้หรือไม่?” หลังจากทักทายกันเล็กน้อย จินก็ยิงคำถามเข้าประเด็นทันที
อีกฝ่ายเองก็ดูเหมือนจะคิดอะไรออก และผุดยิ้มออกมาด้วยความยินดียามมองกลับไปที่จินอีกครั้ง
“จากครั้งที่แล้วที่ข้าได้พูดคุยกับบรรพบุรุษ ก็เป็นแรงผลักดันให้ข้าสู้ต่อไป และหลายๆ คนภายในตระกูลก็อยากให้ตั้งคฤหาสน์ของพวกเราขึ้นมาใหม่ รวมถึงฟื้นธุรกิจที่ล่มสลายไปให้กลับมาโดยเร็วที่สุด ซึ่งไหนๆ เราก็มีสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่นี่อยู่แล้ว ลงหลักปักฐานที่นี่ไปเลยก็คงไม่ได้เลวร้ายอะไร”
“แต่ด้วยสภาพทางการเงินที่ไม่ค่อยดีนัก ข้าจึงต้องไปเจรจาต่อรองกับท่านเจ้าเมืองดู หากจำเป็นก็อาจจะต้องยอมให้อีกฝ่ายเข้ามามีผลประโยชน์ร่วมกับธุรกิจของตระกูล ซึ่งมันมีโอกาสที่จะไปได้ดีอยู่แล้ว และไม่มีใครจะปฏิเสธโอกาสดีๆ เช่นนี้ได้ นี่เป็นวิธีเดียวที่เราจะฟื้นคืนตระกูลกลับมาได้เร็วที่สุด”
มาคัสกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม เขายอมโดนแล่เนื้อเถือหนัง เพื่อให้ทุกอย่างยังไปได้ต่อ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ที่ตระกูลพีไรซ์จะฟื้นกลับคืนมาเหมือนเก่า
จินมองหน้ามาคัสนิ่งๆ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ภายในใจ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ดูเหมือนว่าข้าจะมาถูกเวลาพอดี... มีเวลาสักครู่หรือไม่ ข้ามีบางอย่างอยากจะให้เจ้าได้ดู”