ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 77 ข้าไม่ได้เจาะจงใคร ที่นั่งอยู่ตรงนี้ล้วนแต่เป็นขยะ!

            การลงทุนในมู่เฉินและการช่วยเหลือมหาเทพโอสถให้ทวงคืนหอวิญญาณโอสถล้วนให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่มู่เสินฉวน

            ไม่เพียงแต่ทำให้พลังฝีมือของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเท่านั้นยังฝึกฝนปราณเซียนได้อีกด้วย

            ในภายภาคหน้าตระกูลมู่ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องโอสถระดับสูงอีกต่อไปนับเป็นสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

            จากนี้ไปคือการเริ่มลงมือบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ุแห่งชีวิตและจุดไฟศักดิ์สิทธิ์

            หลังจากมู่เสินฉวนผ่านการเปลี่ยนแปลงจากการชำระล้างปราณเซียนเก้าสายร่างกายของเขาก็เปล่งประกายไร้ที่ติ รากฐานแห่งเต๋ามั่นคงอย่างหาที่เปรียบมิได้การทะลวงสู่ระดับต่อไปจึงเป็นไปอย่างราบรื่น

            ทันใดนั้นจิตใจของเขาก็เคลื่อนไหวสื่อสารกับต้นโพธิ์โบราณที่ตระหง่านอยู่ในทะเลจิตสำนึก

            ในชั่วพริบตากระแสกลิ่นอายแห่งวิถีที่เข้มข้นก็แผ่ไปทั่วห้องลับ

            มู่เสินฉวนเข้าสู่สภาวะแห่งการหยั่งรู้ในไม่ช้าพลังในร่างหมุนวนและสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องปราณแห่งความโกลาหลสีดำสนิทก็ไหลออกมาจากทุกอณูและห่อหุ้มตัวเขาไว้ทั้งหมด

            หัวใจสำคัญของการเลื่อนขั้นเป็นผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์คือต้องเปลี่ยนพลังแห่งวิถีที่ตนควบคุมให้กลายเป็นวิถีแห่งเต๋า จุดไฟศักดิ์สิทธิ์ควบรวมจิตวิญญาณเข้าสู่ขอบเขตตำหนักม่วง และก้าวสู่วิถีใหม่!

            แต่ไฟศักดิ์สิทธิ์ที่จุดขึ้นก็จะดับลงในช่วงบั้นปลายชีวิตของผู้ฝึกตน

            เมื่อไฟศักดิ์สิทธิ์ดับลงก็เท่ากับว่าไฟแห่งชีวิตดับลงด้วยเช่นกัน

            มีเพียงการหยั่งรู้ความจริงแห่งวิถีและการจุดไฟศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริงเท่านั้นที่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตระดับเอกะ!

            ผู้ฝึกตนในระดับนี้แม้จะอยู่ในกองกำลังชั้นนำของดินแดนตะวันออก ก็ยังเป็นผู้แข็งแกร่งเพียงหนึ่งเหนือกว่าผู้คนนับหมื่น เป็นคนที่ไร้ผู้ใดเทียบได้เป็นรองก็แค่จ้าวสำนักแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น!

            ไม่นานนัก

            มู่เสินฉวนก็เริ่มแปรเปลี่ยนถ้ำสวรรค์ที่กว้างใหญ่นั้นยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ...

            ...

            แดนใต้ เมืองหลี่ตู

            เมืองใหญ่แห่งนี้มีพื้นที่โดยรอบหลายพันลี้ติดต่อกับสำนักเต๋าศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ๆ นับสิบแห่ง

            ผู้ฝึกตนสัญจรไปมาไม่ขาดสายมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง และในช่วงไม่กี่วันนี้ก็ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ

            เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากนิกายใหญ่ๆต่างพากันออกจากด่านฝึกตน และมารวมตัวกันที่เมืองหลี่ตูเพื่อฟังปาฐกถาวิถีซึ่งเป็นงานใหญ่ของพื้นที่โดยรอบ

            แสงทิพย์สายแล้วสายเล่าร่วงหล่นจากฟากฟ้าลงสู่เมืองหลี่ตู

            “ดูสิ!นั่นคือธิดาเซียนอวี่เตี๋ยแห่งสำนักหลิงเซียว”

            “ผู้ฝึกตนระดับถ้ำสวรรค์วัยยี่สิบกว่าปี!”

            “สง่างามราวกับเทพธิดา!”

            ผู้ฝึกตนจำนวนมากจ้องมองหญิงสาวที่ค่อยๆร่อนลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบนด้วยดวงตาที่เปล่งประกายเจิดจ้า

            ธิดาเซียนอวี่เตี๋ยสวมชุดยาวสีขาวเรียบง่ายชายกระโปรงพลิ้วไหวไปตามสายลม ผิวของนางเปล่งปลั่ง ส่องประกายอ่อนโยนราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาจากสวรรค์ชั้นเก้า รูปลักษณ์งดงามเหนือโลกชวนให้ผู้พบเห็นต้องตะลึงงัน

            แล้วแสงทิพย์อีกสายก็ร่วงหล่นลงมา

            “แม้แต่สำนักเมฆาโลหิตก็ยังมา!”

            “นั่นคือบุตรชายแท้ๆของเจ้าสำนักเมฆาโลหิต ผู้คนขนานนามว่าคุณชายเมฆาโลหิตน้อย”

            “กล่าวกันว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่ระดับถ้ำสวรรค์ขั้นที่ห้าแล้วพลังต่อสู้แกร่งมาก”

            “หากยังหนุ่มกว่านี้อีกสักหน่อยบางทีอาจประมือกับอัจฉริยะชั้นนำแห่งแดนใต้ได้!”

            ผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่จำรูปร่างที่ห่อหุ้มอยู่ในแสงทิพย์นั้นได้กล่าวอย่างหนักแน่น

            คุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตมีอายุพอๆกับธิดาเซียนอวี่เตี๋ยเป็นอัจฉริยะผู้โด่งดังแห่งสำนักใหญ่ในบริเวณโดยรอบ

            เขามีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา สวมมงกุฎสีชาดคิ้วขมวดเล็กน้อยด้วยความหยิ่งผยอง สายตาที่จ้องมองไปรอบๆ หาได้มีสิ่งใดสนใจไม่

            ไม่มีผู้ฝึกตนใดเข้าตาเขาเลยมีเพียงธิดาเซียนอวี่เตี๋ยผู้มีรูปร่างหน้าตางดงามเท่านั้นที่เขาจะยิ้มและคารวะให้

            ซู่!

            วูบ!

            แสงทิพย์ปรากฏขึ้นบนฟากฟ้าอย่างต่อเนื่องบุคคลสำคัญต่างทยอยกันลงมา ทำให้ภายในเมืองหลี่ตูกลับมาคึกคักอีกครั้งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจของผู้คนที่เฝ้าชมดังไม่ขาดสาย

            แต่สิ่งที่ไม่มีใครสังเกตเห็นคือมีเด็กหนุ่มอายุราวสิบสองสิบสามปีก้าวอย่างมั่นคงเข้ามาในเมืองช้าๆ

            "หืม?"

            “การประลองอัจฉริยะ?”

            มู่ฮ่าวมีพลังจิตที่แข็งแกร่งในชั่วพริบตาก็ค้นพบเสียงกระซิบกระซาบของผู้ฝึกตนจำนวนมากได้

            เขาพลันเกิดความสนใจขึ้นมาก่อนจะเดินไปทางที่ผู้คนรวมตัวกันทันที

            ณ ตอนนี้ในเรือนหลังเล็กที่สูงหลายสิบจั้งมีการจัดวางสุราในถ้วยทองคำ ผลไม้สีแดงและชาวิญญาณอย่างหรูหรา

            อัจฉริยะรุ่นเยาว์หลายสิบคนที่มาจากสำนักต่างๆยกจอกดื่มร่วมกัน และเสวนาเกี่ยวกับวิถีอย่างเปิดเผย ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆต่างก็รับฟังอย่างตั้งใจด้วยดวงตาเป็นประกาย

            ไม่นานนักอัจฉริยะจากสำนักมหาเทพปีศาจผู้ทรงพลังก็พูดขึ้นมาว่า“ไม่รู้ว่าพวกเจ้าเคยได้ยินหรือไม่ ว่าบุตรสวรรค์แห่งราชวงศ์เจียงเจียงหวนอวี่ ได้สิ้นชีพไปเมื่อไม่นานมานี้”

            “กล่าวกันว่าเขาเสียชีวิตด้วยน้ำมือของคนสำนักบูชาจันทร์ผู้นำระดับสูงของตระกูลเจียงโกรธจนต้องส่งตัวผู้แข็งแกร่งระดับเอกะหลายคนออกมา”

            "เรื่องนี้พอได้ยินมาบ้าง"

            “เจียงหวนอวี่ผู้นี้แข็งแกร่งจริงๆก่อนหน้านี้ข้าเคยพบเขามาบ้างตอนนั้นเขามีพลังฝีมือในระดับถ้ำสวรรค์ขั้นที่แปดแล้วเมื่อเทียบกับทายาทจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์บางแห่ง ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน”

            "น่าเสียดายที่อายุยังน้อยก็จากไปเสียแล้ว"ธิดาเซียนอวี่เตี๋ยถอนหายใจเบาๆราวกับเสียงเม็ดฝนที่ร่วงเผาะไพเราะจับใจ

            “ใช่แล้ว” อัจฉริยะจำนวนมากพยักหน้าเห็นด้วย

            และในขณะนี้คุณชายแห่งเมฆาโลหิตที่อยู่ด้านข้างได้ยินนางและคนอื่นชมเชยผู้อื่นสีหน้าก็เผยให้เห็นถึงความไม่แยแส แล้วกล่าวว่า

            “พรสวรรค์แข็งแกร่งก็ไร้ประโยชน์ยังมิทันได้ต่อสู้เพื่อเส้นทางจักรพรรดิ ก็จากไปเสียก่อนแล้ว นับว่าไม่มีอะไร”

            “ต้นไม้ที่สวยงามอยู่ในป่าย่อมถูกลมพัดทำลาย”

            “วงศ์ตระกูลเจียงมักจะหยิ่งผยองอยู่เสมอชะตากรรมกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนั้น!”

            “คนตายคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องพูดถึง”

            เมื่อพูดคำพูดเหล่านี้ ทุกคนก็ตกตะลึง

            แม้แต่ผู้ทรงพลังที่อยู่เบื้องหลังคุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตก็ยังเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็วรีบส่งเสียงผ่านจิตไปว่า "คุณชาย ระวังคำพูด!"

            “หึ กลัวอะไร!”

            “ข้าแค่พูดความจริงเท่านั้น!”

            คุณชายน้อยจากสำนักเมฆาโลหิตแค่นเสียงเย็นชาเขาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดูถูกและกล่าวว่า “อัจฉริยะที่ยังไม่เติบโตสุดท้ายก็เป็นแค่บันไดให้คนอื่นเหยียบเท่านั้น”

            ผู้ฝึกตนอัจฉริยะจำนวนมากมองหน้ากันไปมาแม้แต่ธิดาเซียนอวี่เตี๋ยก็ยังขมวดคิ้ว

            พวกเขารู้มานานแล้วว่าคุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตนั้นหยิ่งยโสแต่ไม่คิดว่าเขาจะกล้าถึงเพียงนี้

            ถึงกับกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์วงศ์ตระกูลเจียงต่อหน้าธารกำนัล!

            ในไม่ช้า ก็มีคนตาดีออกมาพูดไกล่เกลี่ย“เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ยังมีเรื่องใหญ่ที่สั่นสะเทือนแดนใต้หัวหน้าตระกูลเล็กๆที่มาจากราชวงศ์ต้าเยี่ยนได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันด้วยพลังระดับธรรมกายแต่กลับสังหารผู้อาวุโสในระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ในหอวิญญาณโอสถไปสิบกว่าคน!”

            "ในนั้นยังมีผู้ฝึกตนในระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ขั้นเจ็ดที่มีพลังต่อสู้สุดยอดด้วยแล้ว"

            “มีผู้เดาว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเจ็ดต้องห้าม!ไหนจะควบคุมเคล็ดวิชาลับสุดยอดบางอย่างอีก!”

            หลังจากฟังจบ อัจฉริยะจำนวนมากก็พยักหน้าเห็นได้ว่าพวกเขาเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว

            หอวิญญาณโอสถเป็นสำนักปรุงโอสถขนาดใหญ่ของดินแดนใต้

            แม้ว่าพลังต่อสู้ของนักปรุงโอสถจะไม่เท่ากับผู้ฝึกตนทั่วไปแต่ระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ขั้นที่เจ็ดจะอ่อนแอไปกว่านี้ได้อย่างไรเพราะนั่นก็เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ขั้นที่หกแล้ว!

            ระดับธรรมกายสังหารผู้ฝึกฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ขั้นที่หกพลังต่อสู้ของผู้ฝึกตนขอบเขตเจ็ดต้องห้ามไม่ใช่เรื่องลมปากแน่นอน!

            "ฮ่าๆ!"

            “เรื่องนี้พวกท่านก็เชื่อด้วยหรือ?”

            "ส่วนใหญ่ก็เป็นการพูดปากต่อปาก"

            “ราชวงศ์เล็กๆ? ดินแดนเล็กๆจะมีผู้มีพลังในระดับธรรมกายหรือไม่ก็ยังไม่รู้เลยสังหารผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์สิบกว่าคนเนี่ยนะ ช่างน่าขัน!”

            คุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตเยาะเย้ยเหมือนไม่เชื่อว่านี่เป็นความจริง

            หัวหน้าตระกูลเล็กๆ คนหนึ่งอย่างน้อยก็ต้องมีอายุเกินร้อยปี

            ร่างกายเนื้อหนังและกระดูกล้วนถูกหล่อหลอมขึ้นรูปไปแล้วยากที่จะสร้างขึ้นใหม่ได้

            เป็นไปไม่ได้ที่จะมีพลังต่อสู้ในระดับเจ็ดพันธนาการ

            แม้เป็นเขาเองก็ทำได้เพียงก้าวข้ามระดับเล็กๆ สองสามขั้นเท่านั้น!

            "แต่ว่า...ข่าวนี้เหมือนจะมาจากปากของศิษย์ของหอวิญญาณโอสถโดยตรงจะเป็นเรื่องเท็จได้เยี่ยงไร?"

            “มีคนจำนวนมากอยู่ในที่เกิดเหตุได้ประจักษ์ด้วยตาตัวเอง!”

            ในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหวออกมาโต้คุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิต

            “หึกลุ่มผู้ฝึกตนที่เอาแต่ปรุงโอสถในหอวิญญาณโอสถจะเข้าใจอะไรเกี่ยวกับพลังต่อสู้ของขอบเขตเจ็ดต้องห้าม!”

            “ข้าขอถามหน่อยในที่นี้ทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์เคยมีใครมีพลังต่อสู้เหนือกว่าสามพันธนาการหรือไม่?”

            คุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตลุกขึ้นยืนสายตาที่คมกริบกวาดไปทั่วทั้งบริเวณ

            เมื่อเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ได้ยินต่างก็ส่ายหน้าไม่พูดอะไร

            แม้แต่ธิดาเซียนอวี่เตี๋ยก็ยังกะพริบตามองมาอย่างครุ่นคิด

            แน่นอนว่าข่าวนี้มันเกินไปจริงๆ

            ขนาดผู้ที่แข็งแกร่งเช่นนางหากต้องการก้าวเข้าสู่พลังต่อสู้ในสามพันธนาการก็ยังต้องกระตุ้นเคล็ดวิชาลับที่แข็งแกร่งที่สุดจึงจะทำได้ในระยะเวลาอันสั้น

            ส่วนระดับเจ็ดพันธนาการนั้นยิ่งไม่ต้องคิดถึง

            หัวหน้าตระกูลเล็กๆคนหนึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้ กระทั่งมองไปทั่วดินแดนตะวันออกผู้ฝึกตนแห่งราชวงศ์และอัจฉริยะนับไม่ถ้วนไม่มีใครกล้าพูดว่ามีพลังต่อสู้ในระดับเจ็ดพันธนาการ!

            คุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตที่ดูจะพอใจกับสถานการณ์ในปัจจุบันเหยียดยิ้มเล็กน้อย

            “เช่นนั้นแล้วพวกท่านจะเพิ่มพูนความทะเยอทะยานให้คนอื่นและลดทอนศักดิ์ศรีของตนเองไปไย”

            “อัจฉริยะอย่างพวกเราหากเกิดในสำนักวิถีแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และตระกูลโบราณก็ไม่แน่ว่าจะอ่อนแอกว่าบุคคลระดับเอกะเหล่านั้นสักเท่าไรเชียว!”

            “คุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตพูดมีเหตุผล!”

            “พวกเราเหล่าผู้ฝึกตนไม่ได้อ่อนแอกว่าใคร!”

            "มา!"

            “ยกจอกดื่มร่วมกันเคารพคุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตหนึ่งจอก!”

            ผู้ฝึกตนหนุ่มคนนั้นคลายความหม่นหมองในใจยกจอกทองคำชวนทุกคน และดื่มอย่างสุขสบายใจ

            ทันใดนั้นอัจฉริยะรุ่นเยาว์หลายสิบคนก็ลุกขึ้นดื่มร่วมกันทว่ามู่ฮ่าวที่อยู่ในกลุ่มคนกลับขมวดคิ้ว

            ในช่วงเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาได้เดินทางไปทั่วดินแดนใต้ได้ยินเรื่องราวของหอวิญญาณโอสถเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

            เขาไม่เคยสงสัยในความแข็งแกร่งของผู้นำตระกูลเลย

            เลือดที่ท่านมู่ใช้สร้างรากฐานแห่งวิถีให้เขามีพลังมากกว่าพลังชีวิตของโอสถวิญญาณบางชนิด พลังปราณก็เทียบได้กับเจียวเซี่ยง

            ผู้นำตระกูลสามารถก็นำโอสถศักดิ์สิทธิ์กับเส้นชีพจรแห่งมังกรสวรรค์มาชำระร่างกายเนื้อหนังให้เขาได้จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร?

            เรื่องที่เล่าลือกันจะต้องเป็นเรื่องจริง!

            แต่มู่ฮ่าวหาได้สนใจที่จะโต้เถียงกับพวกเขาทำได้เพียงแค่ส่ายหน้าถอนหายใจกับความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า“ข้านึกว่าเป็นการชุมนุมอัจฉริยะ ที่แท้ก็แค่กลุ่มกบในกะลาคุยโวโอ้อวดกันไปมา น่าเบื่อจริงๆ”

            พูดจบ เขาก็หันหลังเดินออกจากกลุ่มคน

            ทว่าวาจาของเขากลับถูกคุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตได้ยินเต็มสองหูเขาที่ฉุนกึกจึงชี้ไปที่ร่างของเด็กหนุ่มซึ่งกำลังเดินจากไป แล้วตะโกนว่า“ไอ้หนู หยุดนะ!”

            “เมื่อครู่เจ้าพูดอะไร?”

            “กล้าพูดอีกครั้งหรือไม่?”

            เมื่อสิ้นเสียงพูดเหล่าอัจฉริยะหลายสิบคนที่อยู่ในนั้นก็เบนสายตาไปยังมู่ฮ่าวด้วยความไม่เข้าใจ

            มู่ฮ่าวหยุดฝีเท้าเหลือบมองไปที่ใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธของคุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งว่า “ข้าบอกว่าพวกเจ้าเป็นเพียงหมู่กบในกะลาจะกล่าวถกกันไปไย”

            “เจ้าบังอาจ!!!”

            “แกร่งกล้าอันใดหรือถึงกล้าเหยียดหยามพวกข้านับกว่าสิบ?"

            "ฮึ่ม! ก็แค่เด็กเมื่อวานซืนขนยังไม่ขึ้นเต็มตัว จะไปรู้อะไร?"

            "สหายเอ๋ย ข้าว่าพอเถิดอย่าถือสาเด็กเมื่อวานซืนเลย"

            ธิดาเซียนอวี่เตี๋ยยกมือขึ้นห้ามปรามไม่อยากถือสาหาความกับเด็กน้อยให้มากความ

            "เด็กเมื่อวานซืน..."

            มู่ฮ่าวขุ่นเคืองยิ่งนักร่างพลันวูบไหวแล้วกล่าวว่า

            "ข้าไม่ชอบฉายานี้"

            "พวกเขาเรียกข้าว่าสุดยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์!"

            "..."

            "สุดยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ฮ่าๆ!"

            "เด็กคนนี้ยิ่งพูดยิ่งเหลวไหลคิดว่าตนเป็นจักรพรรดิกลับชาติมาเกิดหรือ?"

            "ถึงขั้นสุดยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์แต่ละยุคแต่ละสมัยมีสักกี่คนที่คู่ควรกับฉายานี้!!"

            "อย่ามาขายขี้หน้าต่อหน้าพวกข้าเลยไปให้พ้น!!"

            หนุ่มน้อยรูปงามผู้หนึ่งถากถางพร้อมหัวเราะก้อง

            แม้แต่ธิดาเซียนอวี่เตี๋ยก็ยังขุ่นเคืองเล็กน้อยนางไม่เคยพบพานผู้ใดที่โอหังถึงเพียงนี้มาก่อนแม้แต่คุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตก็ยังมิอาจเทียบ!

            มู่ฮ่าวขมวดคิ้ว ดวงตาเย็นเยียบลงทีละน้อยพลันบังเกิดแสงกล้าเจิดจ้าแผ่ซ่าน

            ครืน!

            หนุ่มน้อยผู้นั้นราวกับถูกพลังที่มองไม่เห็นกระแทกอย่างรุนแรงพลันสำรอกโลหิตออกมาคำใหญ่ ร่างราวกับว่าวที่สายขาด ร่วงลงสู่พื้นอย่างแรง

            "เป็นไปได้อย่างไร!?"

            "เขาทำอะไร แค่เพียงพริบตาเองนะ!"

            เหล่าผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตะลึงงันดวงตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ

            มู่ฮ่าวที่ปราศจากอารมณ์กล่าวเสียงแผ่ว

            "ด้วยวัยเช่นพวกเจ้าพลังบ่มเพาะกลับแตะแค่ระดับถ้ำสวรรค์พวกเจ้าคู่ควรที่จะเรียกว่าอัจฉริยะได้อย่างไร?"

            "ลมปราณก็กระจัดกระจาย วิชาก็ดาษดื่นพลังจิตยิ่งแล้วใหญ่"

            "สิ่งที่น่าขันคือกลับคิดว่าตนเองเทียบเคียงอัจฉริยะได้"

            "หากข้าได้ประมือกับอัจฉริยะคนอื่น ณที่แห่งนี้ แค่ยืนให้มั่นพวกเจ้ายังทำไม่ได้กระมัง!"

            "แล้วจะไม่ใช่กบน้อยในกะลาหรือไร?"

            ถ้อยคำแผ่วเบานั้นกลับเปรียบดั่งฝ่ามือที่หวดลงมาอย่างแรงตบลงบนหน้าทุกคนอย่างแรง

            ใบหน้าของเหล่าผู้ฝึกตนนับสิบพลันเขียวคล้ำกัดฟันจ้องเขม็งไปยังมู่ฮ่าว

            "ไอ้เด็กเหลือขอกล้าดีอย่างไรมาหยามข้า!"

            "รนหาที่ตาย!"

            ด้วยความยโสโอหังของคุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตจะทนรับความอัปยศนี้ได้อย่างไร เขาพลันระเบิดพลังเทพออกมาฝ่ามือใหญ่ตบไปยังเบื้องหน้าอย่างรุนแรง!

            "พวกขยะน่าเบื่อ"

            มู่ฮ่าวกล่าวเสียงแผ่วใบหน้ายังคงเรียบเฉยดุจน้ำ ทว่าหว่างคิ้วกลับเปล่งประกายแสงเรืองรอง

            ชั่วพริบตาคลื่นพลังเทพที่น่าหวาดหวั่นก็แผ่ซ่านจากร่าง ซัดไปยังทุกสารทิศจนอากาศโดยรอบยังต้องสั่นสะเทือนอย่างแรง!

            ตุ้บ!

            ร่างของคุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตกลับถูกกดหมอบลงกับพื้นแทบจะในทันที!

            "อ๊าก! ข้าจะสังหารเจ้า!"

            คุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตคลุ้มคลั่งดวงตาแดงก่ำราวปีศาจคำราม

            การถูกเด็กน้อยอายุเพียงสิบสองสิบสามปีกดให้หมอบลงต่อหน้าผู้คนมากมายนี่มันช่างปวดร้าวเกินทน

            แต่ไม่ว่าเขาจะดิ้นรนเพียงใดกลับมิอาจเงยศีรษะขึ้นได้ ทำได้เพียงหมอบลงตรงนั้นแต่โดยดี

            เหล่าผู้ฝึกตนที่เฝ้าชมอยู่ด้านล่างเรือนไม้พลันเผยสีหน้าตื่นตะลึง

            เด็กหนุ่มผู้นี้คือเทพเซียนมาจากแห่งหนใดกัน?

            เพียงพลังจิตก็กดผู้ฝึกตนระดับถ้ำสวรรค์ขั้นห้าให้ทำอะไรไม่ได้!

            นี่ไม่จริงใช่ไหม?

            ระ…หรือว่าเขาจะเป็นสุดยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์จริงๆ?

            "สังหารข้า?"

            "ผู้ฝึกตนระดับเช่นเจ้ายังไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะสิ้นชีพด้วยมือข้า"

            มู่ฮ่าวส่ายหน้าพลันสิ้นความสนใจหันหลังกระโดดลงจากหลังคา แล้วค่อยๆ เดินไปยังนอกเมืองหลี่ตู

            จนกระทั่งผ่านไปกว่าครึ่งก้านธูป

            พลังจิตที่กดข่มคุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตจึงค่อยๆจางหายไป พลันบังเกิดเสียงคำรามบ้าคลั่งกึกก้องที่ดังมาจากในเมือง!

            เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์บนเรือนไม้นั้นต่างก็มีดวงตาที่หม่นแสงลง และพากันก้มหน้าอย่างเงียบเชียบมิอาจเทียบเคียงกับความองอาจเมื่อยามที่เหยียบย่างเข้าเมืองมาครั้งแรกได้อีกต่อไป!

            ร่างของเด็กหนุ่มนั้นดุจฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนอยู่ในใจของพวกเขา

            ราวกับวิถีกำลังจะแตกสลายไปทีละน้อย

            พวกเขาเงียบงันและขับเคลื่อนแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้าเบื้องบนอย่างเงียบเชียบ

            หลี่ตู…เมืองจัดงานชุมนุมกลับกลายเป็นเพียงเรื่องขบขัน!

            ดวงตาคุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตลุกไหม้ด้วยเพลิงโทสะเขาหอบหายใจดัง แล้วหันไปมองยังผู้คุ้มกันระดับธรรมกายที่อยู่เบื้องหลังตนก่อนก่นด่าด้วยความเกรี้ยวกราด

            "เมื่อครู่เหตุใดจึงไม่ออกมือ?"

            "เอาแต่มองผู้อื่นหยามข้า!"

            ผู้คุ้มกันผู้นั้นพลันซีดเผือดรีบค้อมกายกล่าว "คุณชายน้อยข้าน้อยมิบังอาจ!"

            "แต่…พรสวรรค์ของเด็กผู้นั้นช่างน่าตกตะลึงเกรงว่าเบื้องหลังคงมีตระกูลใหญ่โตหนุนหลังอยู่"

            "เกรงว่าเรื่องนี้จะนำพาภัยพิบัติมาสู่สำนักเรา!"

            “เช่นนั้น…”

            คุณชายน้อยแห่งสำนักเมฆาโลหิตกำลังเดือดดาลจะทนฟังเรื่องไร้สาระเหล่านี้ได้อย่างไร 

            เขาคำรามบ้าคลั่ง"ไปให้พ้น ข้าไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น!"

            "ข้าต้องการให้มันตาย!"

            "หากเจ้าไม่ไป เมื่อกลับถึงตำหนักเจ้าก็ตายอยู่ดี!"

            เมื่อผู้คุ้มกันผู้นั้นได้ยินเขาใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จึงรับคำทันที

            "ก็ได้ขอรับ ข้าจะไป!"

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน