จารึกที่ 174 : ค่ายกลวชิระทองคำ | เนตรบรรพจารึกสะท้านภพ
รุ่งอรุณเบิกฟ้า แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าทิศบูรพา ขับไล่ความมืดมิดของรัตติกาล สายหมอกจางๆ ยังคงปกคลุมลานประลองศิลา สร้างบรรยากาศลึกลับและหนาวเหน็บ
สถานที่: สังเวียนประลองศิลา (สนามที่ 2) ซึ่งเต็มไปด้วยเสาหินโบราณตั้งเรียงรายเป็นวงกต
เสียงกลองศึกดังขึ้นอีกครั้ง ปลุกเร้าความฮึกเหิมของผู้คนนับหมื่นที่มารอชมการประลองรอบที่สอง หลังจากข่าวเรื่องอาเจียล้มยักษ์เหลยเจิ้นแพร่สะพัดไป วันนี้ผู้คนจำนวนมากจึงจับจ้องมาที่สนามของเขาเป็นพิเศษ สายตาเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อดูถูกเหยียดหยามเหมือนวันวาน แต่เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและจับผิด
"คู่ที่สาม... สนามที่ 2!" กรรมการประกาศเสียงก้องกังวาน "ตัวแทนจาก อารามศิลาทองคำ... อัจฉริยะด้านค่ายกลผู้มีกายาเหล็กไหล... หลวงจีนน้อย 'ซือหมิง'!"
บุรุษหนุ่มในชุดจีวรสีเหลืองทองห่มคลุมไหล่ ศีรษะโล้นเลี่ยนสะท้อนแสงตะวัน ใบหน้าเรียบเฉยแต่เปี่ยมด้วยเมตตา (ที่แฝงความดุดัน) เดินขึ้นสู่สังเวียน ท่วงท่าของเขามั่นคงดุจภูผา ในมือถือ "บาตรทองคำ" ที่สลักอักขระป้องกันไว้อย่างแน่นหนา
"และคู่ต่อสู้... ตัวแทนจาก สำนักหมึกวารี... อาเจีย!"
อาเจียเดินขึ้นเวทีพร้อมกับ เจ้าสัว ที่เดินตึงตังตามหลังมา แต่ทว่าทันทีที่เท้าของอาเจียแตะพื้นสังเวียน เขาก็ชะงักกึก
(อาเจีย! ระวัง!) เสียงมู่เฉินเตือนลั่นในห้วงจิต (เจ้าโล้นนี่มันวางยาไว้แล้ว! พื้นที่ทั้งหมดของสนามนี้... เป็นค่ายกล!)
ซือหมิงพนมมือไหว้อย่างนอบน้อม
"อมิตพุทธ... ประสกอาเจีย อาตมาได้ยินกิตติศัพท์เรื่องพยนต์เทวะของท่านมามาก แต่ดูเหมือนว่าวันนี้... ท่านจะไม่มีโอกาสได้เรียกมันออกมาใช้นะ"
"หมายความว่าอย่างไรขอรับ ท่านไต้ซือ?" อาเจียถามหน้าซื่อ ตาปริบๆ
"เพราะเจ้า... ก้าวเข้ามาใน 'ค่ายกลระฆังทองคุ้มกาย' ของอาตมาเรียบร้อยแล้ว!"
วูบ!
สิ้นเสียงของซือหมิง เสาหินรอบสนามทั้งแปดต้นก็ส่องแสงสีทองอร่าม ลำแสงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วโค้งลงมาเชื่อมต่อกันกลายเป็น "ระฆังแสงสีทองขนาดมหึมา" ครอบคลุมทั่วทั้งเวที แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมา ทำให้อาเจียและเจ้าสัวขยับตัวได้ยากลำบากราวกับแบกภูเขาไว้บนบ่า
"นี่คือค่ายกลที่อาตมาวางรากฐานไว้ตั้งแต่เมื่อคืน..." ซือหมิงกล่าวเสียงเรียบ นิ้วมือขยับลูกประคำในมือ "ในค่ายกลนี้ การเชื่อมต่อวิญญาณกับหุ่นเชิดจะถูกตัดขาด และร่างกายจะหนักอึ้งดุจแบกโลก... ยอมแพ้เถิดประสก จะได้ไม่เจ็บตัว"
ผู้คนรอบสนามต่างฮือฮา
"อารามศิลาทองคำเน้นตั้งรับ แต่ค่ายกลนี้มันกับดักชัดๆ!"
"สมแล้วที่เป็น 1 ใน 7 มหาอำนาจ ไม่ธรรมดาเลย!"
อาเจียยืนนิ่งอยู่กลางค่ายกล แสร้งทำหน้าตื่นตระหนก แต่ในใจกลับสงบนิ่งดุจน้ำนิ่ง
"ท่านอาจารย์... ค่ายกลระดับไหนขอรับ?"
(ระดับปฐพีขั้นสูง... เน้นการกักขังและสะท้อนกลับ) มู่เฉินวิเคราะห์ (แต่มันมีจุดบอด... ค่ายกลนี้สร้างจากอักขระที่เรียงตัวกันแน่นหนาเกินไปจนขาดความยืดหยุ่น... หากเจ้าใช้เนตรบรรพจารึกมองหา 'อักขระแกนกลาง' แล้วใช้อักขระสูญตา 'แทรกแซง' เข้าไป... เจ้าก็สามารถเปลี่ยนคำสั่งของมันได้ดั่งใจนึก!)
อาเจียยิ้มมุมปาก เขายกมือขึ้น... ไม่ใช่เพื่อยอมแพ้ แต่เพื่อขยี้ตาเบาๆ
"ท่านไต้ซือ... ท่านบอกว่าข้าไม่มีโอกาสใช้หุ่นเชิดใช่ไหม? ...ถ้าเช่นนั้น ข้าก็คงต้องใช้ 'วิชาหากิน' ของข้าสินะ"
ดวงตาของอาเจียเปลี่ยนไป... จากดวงตาสีดำสนิท กลายเป็นดวงตาที่มีประกายสีทองหมุนวนอยู่ภายใน รูม่านตาขยายออกมองเห็นเส้นสายของพลังปราณนับหมื่นเส้นที่ถักทอเป็นระฆังทองคำ
"เนตรบรรพจารึก"
ในสายตาของอาเจีย เขาเห็น "เส้นชีพจร" ของค่ายกลที่ซือหมิงสร้างขึ้นอย่างชัดเจน... และเขาก็เห็น "ตาน้ำ" ที่เป็นจุดอ่อนด้วย
อาเจียสะบัดปลายเท้าเบาๆ วาดเส้นสายที่มองไม่เห็นลงบนพื้นศิลา ขณะที่ปากก็แกล้งร้องโวยวาย
"โอ๊ย! หนักจังเลย! ข้าหายใจไม่ออกแล้ว! ท่านไต้ซือ เมตตาข้าเถอะ!"
ขณะที่ร้องโอดครวญ เท้าของเขาก้าวเดินไปในทิศทางที่แปลกประหลาด... ซ้ายสาม ก้าวถอยหลังสอง ขวาสี่... ทุกย่างก้าวคือการ "เหยียบ" ลงบนจุดชีพจรของค่ายกลเพื่อ "แทรกแซงกฎเกณฑ์เดิม"
ซือหมิงขมวดคิ้ว "เจ้าเดินเปะปะอะไร? ...จบเกมเสียที! ฝ่ามือวชิระสยบมาร!"
ซือหมิงซัดฝ่ามือออกไป ลำแสงสีทองก่อตัวเป็นรูปฝ่ามือยักษ์พุ่งเข้าใส่อาเจีย
แต่ทว่า...
วิชาผสานอักขระ ระดับ 4 : แปรเปลี่ยนกฎเกณฑ์
อาเจียตวัดปลายเท้าก้าวสุดท้ายลงบน "จุดตาน้ำ" ของค่ายกล พร้อมกับส่งพลังปราณสายเล็กๆ ที่แฝงด้วย "เจตจำนงแห่งความว่างเปล่า" ลงไป
กึก!
ฝ่ามือวชิระที่พุ่งเข้ามา หยุดชะงักห่างจากหน้าอาเจียเพียงฝ่ามือ... ก่อนที่พวกมันจะ "หันกลับ" อย่างกะทันหัน!
"อะไรกัน!?" ซือหมิงร้องเสียงหลง
ฝ่ามือยักษ์และแรงกดดันทั้งหมดในระฆังทอง พุ่งย้อนกลับไปหาผู้ร่ายค่ายกลราวกับบูมเมอแรง!
"กรรมตามสนองเร็วจริงๆ!" อาเจียหัวเราะร่า
"เฮ้ย! เดี๋ยว! ผิดเป้า!" ซือหมิงหน้าซีดเผือด รีบยกบาตรทองคำขึ้นมาป้องกัน แต่แรงสะท้อนกลับนั้นรุนแรงเกินไป
ตูม! ตูม! ตูม!
พลังระเบิดใส่ร่างของซือหมิงอย่างจัง บาตรทองคำบุบเบี้ยว ร่างในชุดจีวรปลิวละลิ่วกระเด็นไปกระแทกเสาหินต้นหนึ่งจนเสาหักโค่นลงมาทับขา
ฝุ่นควันจางลง เผยให้เห็นซือหมิงที่นอนหมดสภาพ ร่างกายมอมแมม จีวรขาดวิ่น ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
อาเจียยืนปรบมือแปะๆ อยู่กลางสังเวียน ค่ายกลระฆังทองค่อยๆ สลายไป
"สาธุ... ท่านไต้ซือ ค่ายกลของท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ นะขอรับ สะท้อนกลับได้รุนแรงสะใจมาก สงสัยท่านจะทำบุญมาน้อยไปหน่อย ผลกรรมเลยตามทันเร็ว"
ผู้ชมนับหมื่นเงียบกริบ... ไม่มีใครดูออกว่าอาเจียทำอะไร พวกเขาเห็นแค่ซือหมิงปล่อยท่าไม้ตาย แล้วท่าไม้ตายก็วิ่งกลับไปหาเจ้าตัวซะงั้น?
"ดวง... มันต้องเป็นดวงแน่ๆ!"
"ใช่! ค่ายกลคงขัดข้องเอง!"
แต่บนอัฒจันทร์ VIP ในเงามืด ราชินีแห่งเงา จีหงเยี่ยน ที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ ยิ้มกว้างกว่าเดิม
"ไม่ใช่ดวง... เขาเปลี่ยนโครงสร้างอักขระของค่ายกลด้วยการเดินเท้า... 'เนตรบรรพจารึก' ที่มองเห็นความจริงของสรรพสิ่ง... เด็กคนนี้อันตรายจริงๆ"
ในสนาม อาเจียเดินเข้าไปหาซือหมิงที่นอนพะงาบๆ แล้วย่อตัวลง
"ท่านไต้ซือ... ท่านแพ้แล้วนะ แต่ไม่ต้องห่วง ข้าไม่เรียกร้องค่าทำขวัญหรอก... แค่ขอยืม 'บาตรทองคำ' ที่บุบนั่นไปศึกษาหน่อยจะได้ไหมขอรับ? พอดีข้าชอบของเก่า"
ซือหมิงน้ำตาไหลพราก พยักหน้าอย่างจำยอม... แพ้ทั้งกระดาน เสียทั้งหน้า แถมยังเสียบาตรทำมาหากิน!
อาเจียลุกขึ้น เก็บเศษบาตรทองคำใส่ถุงย่าม แล้วหันไปโบกมือให้เจ้าสัวที่ยืนเกาหัวแกรกๆ
"ไปกันเถอะเจ้าสัว... งานใหญ่รอเราอยู่คืนพรุ่งนี้"