หลังจากพูดจาข่มขู่แม่ดอกบัวขาวออกไปเจิ้งเย่วซินก็ถูกมารดาเอ่ยปากตำหนิอยู่ไม่น้อย จนนางต้องยินยอมให้เจิ้งเย่วหลันติดตามมาด้วยมารดาของนางจึงได้ยินยอมลดท่าทีของมารดาใหญ่ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ลงได้ ในใจของเจิ้งเย่วซินย่อมรู้ดีว่าการที่เฉิงเยียนพร่ำบ่นนางก็เพราะไม่้าให้นางถูกผู้อื่นต่อนินทาว่าร้ายว่านางมีจิตใจคับแคบต่อน้องสาวต่างมารดาของตน แต่เจิ้งเย่วซินก็ยังอดเผยท่าทีไม่ชอบใจต่อเจิ้งเย่วหลันมิได้ สุดท้ายนางก็ต้องท่องถ้อยคำที่ปี้เถ้าและปี้ชิงมักจะได้ยินอยู่เสมอใน่นี้ก็คือ
“ไม่เป็ไรข้าคือนางร้ายมืออาชีพ” นางท่องวนเวียนอยู่เช่นนั้นจนจิตใจสามารถสงบลงได้แล้วจึงได้ปั้นหน้าฉีกยิ้มต้อนรับแม่ดอกบัวขาวตัวน้อยขึ้นรถม้ามาด้วยกันแต่โดยดี
“จากกันคราวนี้ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จะได้พบกันอีก ข้าหวังว่าหมัวมัวจะดูแลตนเองให้ดีแล้วอย่าลืมส่งข่าวมาให้ข้าบ้างนะเ้าคะ” เจิ้งเย่วซินเอ่ยกับชุยหมัวมัวด้วยความเคารพและเป็ห่วงจากใจจริง หลังจากอยู่ร่วมกันมาได้ไม่นานนางก็รู้สึกผูกพันต่อสตรีสูงวัยผู้นี้ไม่น้อยเลย
“คุณหนูใหญ่ไม่ต้องเป็ห่วงข้านะเ้าคะ ท่านอ๋องหกส่งคนไปตรวจตราและต่อเติมบ้านให้ข้าเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังส่งคนงานและสาวใช้ไปปรนนิบัติข้าอยู่ไม่น้อย เงินทองของข้าก็มีใช้ไม่ขาดมือแล้วยังมีเงินทองที่ทั้งตระกูลเฉิงและเ้ามอบให้แก่ข้าอีก ข้าย่อมมีชีวิตในบั้นปลายที่ดีมากอย่างแน่นอน” ชุยหมัวมัวเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม นางมองออกว่าถ้อยคำเมื่อครู่นี้ออกมาจากความรู้สึกเป็ห่วงจากใจจริงของเจิ้งเย่วซิน
ตามความรู้สึกของชุยหมัวมัว สาวน้อยตรงหน้านี้แม้ภายนอกจะดูเรียบร้อยอ่อนหวาน แต่ภายในกลับมีความสุขุมลุ่มลึกมีบุคลิกอันซับซ้อนที่แม้แต่หมัวมัวที่เคยอยู่ร่วมกับเหล่าสตรีมากเล่ห์ทั้งหลายในวังมานานก็ยังไม่สามารถคาดเดาความคิดที่แท้จริงของเจิ้งเย่วซินได้ แต่เมื่อครู่นี้ความจริงใจที่ฉายชัดออกมาทางแววตาของเจิ้งเย่วซินกลับไม่สามารถหลุดรอดจากสายตาอันคมกริบของชุยหมัวมัวไปได้ นางจึงรู้สึกว่าสตรีผู้นี้แท้จริงแล้วในยามที่ถอดหน้ากากเสแสร้งแกล้งทำออกกลับดูน่าชิดใกล้เสียยิ่งกว่าท่าทีเรียบร้อยอ่อนหวานที่นางเสแสร้งแกล้งทำออกมาเสียอีก
“ท่านอ๋องหก! ไม่ทราบว่าท่านอ๋องที่ชุยหมัวมัวเอ่ยถึงใช่ตวนอ๋องผู้เป็คู่หมั้นของพี่หญิงใหญ่ของข้าใช่หรือไม่เ้าคะ” เจิ้งเย่วหลันเอ่ยถามขึ้นมาด้วยท่าทีสนอกสนใจ เจิ้งเย่วซินมองท่าทีแกล้งไร้เดียงสาของคนตรงหน้าแล้วก็ทำได้แค่เพียงแอบยิ้มเยาะเย้ยอยู่ในใจ
“ใช่แล้วเ้าค่ะคุณหนูรอง ท่านอ๋องที่ข้าเอ่ยถึงก็คือตวนอ๋องเซียวหยวนไท่ผู้เป็คู่หมายของคุณหนูใหญ่เ้าค่ะ” เมื่อชุยหมัวมัวตอบเช่นนี้เจิ้งเย่วหลันก็พลันโพล่งถ้อยคำที่ไม่น่าฟังเท่าใดนักออกมาในทันที
“ที่แท้ท่านก็มีสายสัมพันธ์อันดีกับท่านอ๋องถึงขั้นนี้นี่เอง ตระกูลเฉิงจึงได้ออกหน้าไปเชื้อเชิญให้ท่านมาคอยอบรมมารยาทให้กับพี่หญิง นี่คงเพราะ้าให้ท่านช่วยผูกสัมพันธ์ระหว่างพี่หญิงใหญ่กับท่านอ๋องกระมังเ้าคะ” ถ้อยคำของเจิ้งเย่วหลันทำให้ทั้งเจิ้งเย่วซินและชุยหมัวมัวต่างพากันขมวดคิ้ว
“เจิ้งเย่วหลัน คำพูดเมื่อครู่นี้ของเ้าหากจะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินข้า ข้าย่อมไม่มีทางเชื่อแน่ เคราะห์ดีที่ในยามนี้มีเพียงคนกันเองบนรถม้า” เจิ้งเย่วซินเอ่ยพลางตวัดสายตามองสาวใช้ที่ติดตามมาคอยปรนนิบัติบนรถม้าด้วยสายตาเย็นเยียบ เห็นพวกนางรีบก้มหน้าด้วยท่าทีสำรวมแล้วจึงได้เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เน้นหนักเสียจนจิตใจของเจิ้งเย่วหลันอดสั่นไหวไม่ได้
“ชุยหมัวมัวมาช่วยสอนกิริยามารยาทของเชื้อพระวงศ์ให้ข้าเพียงเท่านั้นไม่ได้มีเจตนาอื่นใดต่อกันทั้งสิ้น ทางที่ดีก่อนที่เ้าจะพูดหรือทำอันใดเ้าควรจะระลึกและจดจำเอาไว้ว่าข้าคือพี่สาวของเ้า หากชื่อเสียงของข้ามัวหมองเ้าในฐานะน้องสาวต่างมารดาของข้าย่อมไม่สามารถหลุดพ้นจากความมัวหมองนั้นไปได้ ในทางกลับกันหากชื่อเสียงของเ้ามัวหมองตัวของข้าเองก็ย่อมต้องพลายฟ้าพลอยฝนไปกับเ้าด้วย เพราะฉะนั้นเ้าควรระมัดระวังตนเองให้มากกว่านี้ จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามหากชื่อเสียงของคุณหนูตระกูลเจิ้งต้องมัวหมองลงไปเพราะเ้า ข้าแน่ใจว่าไม่ใช่แค่เพียงข้าจะจัดการเ้า แม้กระทั่งท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ใหญ่ย่อมไม่มีทางปล่อยให้เ้าและอี๋เหนียงของเ้าอย่างแน่นอน” หลังจากเจิ้งเย่วซินเอ่ยจบสาวน้อยตรงหน้าก็พลันมีสีหน้าซีดเซียวลงไปในทันที นางรีบหันไปมองชุยหมัวมัวด้วยแววตาที่น่าเวทนาและสงสาร ซึ่งคนที่มองผู้คนได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นชุยหมัวมัวย่อมไม่สนใจที่จะปลอบโยนคุณหนูที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนางแม้แต่น้อยอยู่แล้ว
“ทำให้หมัวมัวต้องได้เห็นเื่น่าละอายของข้าแล้ว น้องสาวของข้าผู้นี้ยังต้องได้รับการอบรมอีกไม่น้อย หวังว่าท่านจะไม่ถือสาที่ข้ามาดุด่านางต่อหน้าท่านเช่นนี้นะเ้าคะ” เจิ้งเย่วซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงขออภัยชุยหมัวมัวรีบส่ายหน้าให้นางในทันที
“จะเกรงใจอันใดกันเล่าเ้าคะ ข้าคือคนที่สอนกิริยามารยาทให้กับคุณหนูด้วยตนเองย่อมรู้ว่าเนื้อแท้แล้วคุณหนูเป็คนเช่นใด ตัวข้าได้พักอาศัยภายในจวนตระกูลเจิ้งอยู่นานนับเดือน ข้าย่อมต้องรู้จักนิสัยของผู้คนในนั้นได้เป็อย่างดีอยู่แล้ว” ชุยหมัวมัวเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม แต่เจิ้งเย่วหลันกลับมีสีหน้าแดงก่ำด้วยไม่พอใจ ถึงแม้ว่าฐานะของนางในยามนี้ไม่อาจจะเทียบกับเจิ้งเย่วซินได้ แต่การที่นางถูกหมัวมัวาุโที่มาจากในวังพูดจากระทบกระเทียบเช่นนี้ย่อมทำให้จิตใจของนางรุ่มร้อนขึ้นเป็ธรรมดา เพียงแต่ด้วยคำพูดก่อนหน้านี้ของเจิ้งเย่วซินทำให้นางไม่อาจจะออกหน้าแก้ตัวใดๆ ได้มากกว่านี้นอกจากจำต้องนอบน้อมและขออภัยเพียงเท่านั้น
“เมื่อครู่นี้เป็ข้าที่คิดน้อยจนเกินไป จึงได้พูดจาล่วงเกินพวกท่านโดยไม่รู้ตัว ต้องขออภัยด้วยนะเ้าคะ” ได้ยินเจิ้งเย่วหลันยินยอมขออภัยง่ายๆ เช่นนี้เจิ้งเย่วซินจึงได้ยินยอมปล่อยนางไป ถึงอย่างไรการมาทะเลาะเบาะแว้งกับน้องสาวต่างมารดาของตนต่อหน้าชุยหมัวมัวเช่นนี้ย่อมไม่เกิดผลดีต่อตัวนางในภายภาคหน้า ยิ่งได้รู้ว่าชุยหมัวมัวรู้จักและมีสายสัมพันธ์ที่ดีกลับเซียวหยวนไท่แล้ว เจิ้งเย่วซินก็ไม่คิดจะเปิดเผยความขัดแย้งในเรือนของตนให้ผู้อื่นได้รับรู้มากไปกว่านี้
“ช่างเถิดต่อไปจะพูดจะจาอันใดออกมา ก็ช่วยคิดให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย” เจิ้งเย่วซินเอ่ยกับน้องสาวแล้วจึงได้หันไปพูดคุยกับชุยหมัวมัวต่อด้วยน้ำเสียงขออภัย
“นางยังเด็กจึงคิดน้อยไปหน่อย ขอหมัวมัวอย่าได้ถือสานางเลยนะเ้าคะ” เมื่อเจิ้งเย่วซินเอ่ยจบรภม้าก็ถึงศาลานอกเมืองพอดี นางจึงได้เอ่ยอำลากับชุยหมัวมัวอีกครั้งด้วยความอาลัยเพียงแต่ครั้งนี้ความสนิทสนมอย่างจริงใจที่เคยมีกลับจางหายไปเสียแล้ว ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้สิ่งที่เจิ้งเย่วซินทนรับไม่ได้มากที่สุดก็คือความสัมพันธ์ที่ยุ่งยากและซับซ้อน ในเมื่อชุยหมัวมัวคือคนที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับตวนอ๋อง นั่นย่อมหมายความว่าการที่นางเข้ามาสอนมารยาทที่จวนราชครูก็เพราะมีเป้าหมายอื่นร่วมด้วย ยามนี้ในใจของเจิ้งเย่วซินกลับกำลังครุ่นคิดถึงเซียวหยวนไท่ คู่หมั้นที่แม้แต่ในความทรงจำของร่างเดิมก็ยังไม่มีผู้นั้น เขาเป็คนเช่นไรกันแน่กล้าส่งคนของตนมาสอดส่องนางจนถึงจวน แต่ตัวตนของเขานางกลับได้รู้จากข่าวลือของผู้คนภายนอกเพียงเท่านั้น กฎระเบียบของคนในยุคนี้ช่างไม่ยุติธรรมต่อสตรีเอาเสียเลย ก่อนออกเรือนเชื่อฟังบิดา หลังออกเรือนเชื่อฟังสามี แต่สามีที่ต้องเชื่อฟังกลับเป็คนที่บิดาจัดหามาให้ นี่มิเท่ากับว่าชีวิตทั้งชีวิตต้องถูกควบคุมโดยผู้อื่นอยู่ตลอดหรอกหรือ เห็นทีว่านางจะอยู่นิ่งๆดังเช่นที่ผ่านมามิได้แล้ว แทนที่จะรอให้ผู้อื่นมาควบคุมชีวิต มิสู้นางพยายามดิ้นรนหาหนทางให้ตนเองมีชีวิตที่มีความสุขที่สุดไม่ดีกว่าหรือ คิดได้ดังนั้นเจิ้งเย่ววินจึงได้วางแผนหาหนทางให้กับตนเองในทันที
'รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง' ก่อนอื่นนางคงต้องหาหนทางสืบเสาะเื่ราวของว่าที่สามีของตนให้มากกว่านี้ หากเขาเลวร้ายจนเกินที่จะอยู่ร่วมได้จริงๆ นางก็จะได้หาหนทางยกเลิกการแต่งงานในครั้งนี้ไปเสีย