จารึกที่ 204 : สหายหน้าเงิน : การเจรจาการค้ากับคุณชายเฟิง
ยามรัตติกาลเข้าปกคลุมแผ่นดินจนมืดมิด ท้องฟ้าไร้ซึ่งแสงดาว มีเพียงเมฆาสีเทาหม่นที่ลอยเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า สายลมเย็นเยียบพัดผ่านยอดไม้ในป่าไผ่ชานนครหลวง บังเกิดเสียงเสียดสีกันดังกราวราวกับเสียงกระซิบของภูตผี
ท่ามกลางความเงียบสงัดเหนือท้องนภา เงาดำทะมึนสายหนึ่งพุ่งทะยานแหวกอากาศด้วยความเร็วที่ตาเปล่าแทบมองไม่ทัน มันมิใช่วิหคอสูร และมิใช่ผู้ฝึกตนที่เหาะเหินด้วยกระบี่วิเศษ ทว่ามันคือ ‘เจ้าสัว’ พยนต์เทวะ 神机 (เสินจี) ใน ‘ร่างราชันย์อเวจี’!
ร่างสูงหนึ่งจ้างที่อัดแน่นไปด้วยมวลกล้ามเนื้อโลหะสะท้อนแสงจันทร์สลัว ปีกโลหะหกแฉกที่กางสยายอยู่เบื้องหลังกระพือขึ้นลงอย่างทรงพลัง ทุกครั้งที่ขยับ ปีกอันคมกริบดุจราชันย์มารจะตัดเฉือนมวลอากาศจนเกิดเสียงหวีดร้องแหลมเล็ก เปลวเพลิงสีแดงฉานในดวงตาสว่างวาบเป็นเส้นสายในความมืด คอยกวาดมองตรวจตราภัยอันตรายเบื้องล่างอย่างไม่ลดละ
ส่วนบนแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของเจ้าสัวนั้น อาเจียนอนหมอบราบแนบชิดติดกับแผ่นโลหะราวกับตุ๊กแก ร่างกายถูกพันธนาการไว้ด้วยเชือกนิรภัยที่ทำจากเอ็นอสูรถึงสามชั้น ซ้ำร้ายบนอาภรณ์สีครามยังแปะทับด้วยยันต์เกราะทองคำ ยันต์วายุซ่อนเร้น และยันต์เต่าศิลา รวมกันแล้วไม่ต่ำกว่าสามสิบแผ่น! มือข้างหนึ่งของเขาคอยกุม ‘ย่าม’ ที่แนบอยู่ข้างเอวไว้แน่น ราวกับกลัวว่าสายลมที่พัดกระหน่ำจะไปกระทบกระเทือนร่างเล็กๆ ของแมงมุมน้อยที่กำลังบาดเจ็บและจำศีลอยู่ภายใน
"เจ้าสัว... บินให้มันนิ่มๆ หน่อยสิโว้ย! แล้วก็ลดระดับลงมาอีกนิดนึง ขืนบินสูงปรี๊ดดึงดูดสายตาชาวบ้านแบบนี้ เดี๋ยวก็โดนพวกยอดฝีมือเฒ่าๆ ที่ตื่นมาเข้าเฝ้าตอนดึกสอยร่วงหรอก ข้าไม่อยากเสียค่าซ่อมปีกให้แกหรอกนะ!" อาเจียบ่นอุบอิบ แม้จะสวมเกราะยันต์หนาเตอะ แต่ความกลัวตายก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในกมลสันดานของมหาเศรษฐีผู้นี้
(เจ้าจะปอดแหกเกินไปแล้ว! ร่างราชันย์อเวจีของพยนต์เจ้ามีความเร็วเทียบเท่าผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำขั้นปลาย ไม่มีผู้ใดในละแวกนี้ตามความเร็วของมันทันหรอก) มู่เฉินที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในห้วงวิญญาณเอ่ยตำหนิอย่างอดรนทนไม่ไหว
"โธ่ ท่านอาจารย์มู่เฉิน ท่านไม่เข้าใจวิถีของพ่อค้าหรอกขอรับ ศัตรูในที่แจ้งน่ะรับมือง่าย แต่ศัตรูในที่ลับน่ะน่ากลัวที่สุด! ตอนนี้ข้าเพิ่งส่งบิลเรียกเก็บเงินประมุขเหลยเซียวไปตั้งเจ็ดล้านศิลาปราณก้อน พวกมันต้องส่งนักฆ่าหอเร้นเงามาลอบกัดข้าแน่ๆ ข้าต้องป้องกันตัวไว้ก่อนสิขอรับ หากข้าตายไป ใครจะใช้สมบัติพวกนั้นเล่า!"
เมื่อเดินทางมาถึงศาลาพักม้าเก่าแก่ที่ซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปในป่าไผ่ทิศอุดรของนครหลวง อาเจียก็สั่งให้เจ้าสัวร่อนลงจอด ทันทีที่เท้าโลหะหนักอึ้งสัมผัสพื้น ลานดินก็ยุบตัวลงไปเป็นรอยเท้าขนาดใหญ่
ภายในศาลาที่สว่างไสวด้วยแสงนวลตาจาก ‘ศิลาแสงจันทร์’ ที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ ปรากฏร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีแดงเพลิงขลิบทอง ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดแฝงไว้ด้วยความสูงศักดิ์ ในมือถือพู่กันด้ามหยกที่เปล่งประกายไอร้อนจางๆ เขาคือ เฟิงอี้หราน แห่งตระกูลเฟิง ศิษย์เอกแห่งสำนักพู่กันเพลิง และเป็น ‘ดาวนำโชคผู้มั่งคั่ง’ ของอาเจีย
เฟิงอี้หรานเงยหน้าขึ้นมองเงาทะมึนที่ร่อนลงมา เมื่อเห็นรูปลักษณ์อันน่าสะพรึงกลัวของร่างราชันย์อเวจี คุณชายเฟิงถึงกับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว พู่กันในมือเกือบจะตวัดโจมตีออกไปตามสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อเห็นใบหน้ากะล่อนที่โผล่ชะโงกออกมาจากด้านหลังพยนต์เทวะ เขาก็ถอนหายใจยาวพลางยกมือขึ้นนวดขมับ
"ข้าว่าแล้วเชียว... ลางสังหรณ์เปลือกตาขวากระตุกตั้งแต่ดวงตะวันตกดิน ไม่มีใครนอกจากเจ้าจริงๆ อาเจีย" เฟิงอี้หรานบ่นพึมพำ "แล้วนั่น... เจ้าไปขุดเอาตัวประหลาดอันใดมาอีก รูปลักษณ์ชั่วร้ายปานนี้ หากคนของหอคุมกฎมาเห็นเข้า เจ้าได้ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกมิจฉาทิฐิแน่"
"ศิษย์พี่เฟิง ท่านกล่าวหนักไปแล้ว! นี่คือเจ้าสัว พยนต์เทวะผู้พิทักษ์ความยุติธรรมและทรัพย์สินของข้าต่างหาก!" อาเจียกระโดดลงจากหลังเจ้าสัว ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปจับมือเฟิงอี้หรานเขย่าอย่างแรง ใบหน้าของเด็กหนุ่มพลันเปลี่ยนโหมดเป็นโศกเศร้ารันทดในเสี้ยววินาที ดวงตาแดงก่ำราวกับสั่งน้ำตาได้
"ฮึก... ศิษย์พี่เฟิง ท่านต้องช่วยข้านะขอรับ! สำนักหมึกวารีของข้าถูกพวกตระกูลเหลยรังแกจนย่อยยับ ผู้อาวุโสเทียนหยวนก็บาดเจ็บ แม้แต่สัตว์เลี้ยงลูกรักของข้าก็บาดเจ็บปางตาย! ตอนนี้ข้าเป็นเพียงเด็กตาดำๆ ที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินมหาศาล ข้าไร้ที่พึ่งพิงแล้วจริงๆ ฮือๆ!"
เฟิงอี้หรานรีบสะบัดมือออกด้วยความขนลุกซู่ "หยุดบีบน้ำตาเดี๋ยวนี้! เจ้าคิดว่าข้าหูหนวกตาบอดหรืออย่างไร ข่าวที่เจ้าใช้ค่ายกลอันใดก็ไม่รู้ ทะลวงมิติไปฉายภาพเหนือนอดเขาอัสนีบาต ซ้ำยังตะโกนด่าทอและทวงหนี้เจ็ดล้านศิลาปราณ ดังก้องไปถึงครึ่งค่อนแคว้น! ทั่วทั้งนครหลวงกำลังสั่นสะเทือนเพราะความหน้าหนาของเจ้า แล้วนี่ยังมีหน้ามาบอกว่าตัวเองเป็นเด็กตาดำๆ ถูกรังแกอีกรึ!"
อาเจียชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะแหะๆ ปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงทิ้งไป "แหม... ข่าวสารสมัยนี้ช่างรวดเร็วนัก แต่ว่านะศิษย์พี่เฟิง เจ็ดล้านศิลาปราณนั่นมันเป็นแค่ตั๋วเงินในอากาศ กว่าพวกตาเฒ่าเหลยเซียวจะยอมคายออกมา ข้ากับสัตว์เลี้ยงคงอดตายพอดี วันนี้ข้าจึงนำ ‘สินค้า’ ชิ้นเอกมาให้ท่านเป็นนายหน้าต่างหากเล่า!"
อาเจียกวาดมือไปด้านหลัง ห่อผ้าใบใหญ่ที่เจ้าสัวแบกมาก็ตกลงพื้น อาเจียคลายปมออก เผยให้เห็น ‘กระบี่เพลิงวายุบรรพกาล’ ที่เพิ่งผ่านการผสานวิชาลับมาหมาดๆ
ทันทีที่ตัวกระบี่ปรากฏสู่สายตา กลิ่นอายของสายลมอันเกรี้ยวกราดและเปลวเพลิงอันร้อนระอุก็แผ่ซ่านออกมาพร้อมกัน ใบดาบสีดำสนิทที่มีริ้วสีแดงเพลิงพาดผ่าน ดูลึกลับและเปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้าง ทว่าสิ่งที่ทำให้เฟิงอี้หรานเบิกตากว้างจนแทบถลน คือความสมดุลอันน่าเหลือเชื่อของพลังทั้งสองสาย!
"นี่มัน... เป็นไปได้อย่างไร!" เฟิงอี้หรานก้าวเข้าไปใกล้ ลูบคลำใบดาบด้วยมือที่สั่นเทา "อักขระเพลิง 炎 (เหยียน) และแก่นปราณวายุ... ธาตุทั้งสองนี้ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง หากนำมาหลอมรวมในภาชนะเดียวกันโดยไม่มีสื่อกลางระดับเซียนคอยระงับ ย่อมต้องเกิดการปะทะและระเบิดเป็นจุณ! แต่กระบี่เล่มนี้... โครงสร้างอักขระกลับหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ไร้ซึ่งรอยต่อ ไร้ซึ่งการต่อต้าน! นี่มันขัดกับหลักการของวิถีอักขระในโลกเซียนอย่างสิ้นเชิง!"
เฟิงอี้หรานในฐานะศิษย์เอกแห่งสำนักพู่กันเพลิง ย่อมมีความรู้เรื่องยันต์และจารึกอย่างลึกซึ้ง เขาพยายามเพ่งมองหา 'สื่อกลาง' ที่ควบคุมพลังนี้ แต่กลับมองไม่เห็นสิ่งใดเลย นอกจากสัมผัสถึงความ ‘เงียบงัน’ อันลึกล้ำที่แฝงอยู่ในแกนกลางของตัวกระบี่ มันคือพลังอำนาจลึกลับบางอย่างที่เข้าไปบิดเบือนกฎเกณฑ์ความขัดแย้งของธาตุ เปลี่ยนแปลงมันจากภายในอย่างเบ็ดเสร็จ!
"หึๆ ตกใจล่ะสิ" อาเจียยืดอกอย่างภาคภูมิใจ แม้ในใจจะยังคงรู้สึกปวดแปลบที่เส้นชีพจรจากการทนรับผลสะท้อน "นี่คือวิชาลับเฉพาะของข้า! กว่าข้าจะหลอมมันได้ ข้าต้องผลาญศิลาเพลิงโลกันตร์ไปตั้งเท่าไหร่ แถมยังกระอักเลือดแทบตาย! ท่านพี่เฟิง กระบี่เล่มนี้ แม้โครงสร้างเดิมจะเป็นเพียงระดับวิเศษขั้นกลาง แต่ด้วยการผสานอักขระของข้า พลังทำลายล้างของมันสามารถฟาดฟันศัสตราระดับสูงให้บิ่นได้สบายๆ! หากท่านนำไปปล่อยในลานประมูลเร้นเงาของนครหลวง ข้ามั่นใจว่าพวกเศรษฐีหน้าโง่... เอ้ย! พวกยอดฝีมือ จะต้องแย่งกันเสนอราคาจนหอประมูลถล่มแน่!"
เฟิงอี้หรานสูดหายใจลึก พยายามระงับความตื่นเต้น "ศัสตราระดับนี้ ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลในยุทธภพแน่ แต่หากคนรู้ว่าเป็นของเจ้า เจ้าอาจตกเป็นเป้าหมายของการแย่งชิงได้"
"เพราะเหตุนี้ข้าถึงต้องพึ่งท่านอย่างไรเล่า!" อาเจียตบไหล่สหายรัก "ท่านเอาไปประมูลในนามนิรนามหรือในนามของตระกูลเฟิงก็ได้ ส่วนผลกำไร... เราแบ่งกัน! ข้าเก้าส่วน ท่านหนึ่งส่วน เป็นอย่างไร ยุติธรรมดีใช่หรือไม่!"
"ยุติธรรมมารดาเจ้าสิ!" เฟิงอี้หรานปัดมืออาเจียออกอย่างฉุนเฉียว "ข้าต้องเป็นคนเอาหน้าไปเสี่ยง ต้องใช้เส้นสายของตระกูลเฟิงจัดการเรื่องยุ่งยาก และต้องคอยปิดบังตัวตนให้เจ้า แต่เจ้าจะให้ข้าแค่หนึ่งส่วน? ฝันไปเถอะ! อย่างน้อยต้องหกต่อสี่ ข้าสี่ เจ้าหก!"
"ศิษย์พี่เฟิง ท่านช่างหน้าเลือด! ข้าต้องทุ่มเททั้งแรงกาย แรงปราณ จนกระอักเลือดกว่าจะได้กระบี่เล่มนี้มา ท่านแค่เดินเอาไปส่งให้ลานประมูล จะเอาตั้งสี่ส่วน? ไม่ได้ๆ แปดต่อสอง ขยับไม่ได้แล้ว!"
"เจ็ดต่อสาม! ขาดตัว! หากเจ้าไม่ยอม ข้าจะเดินกลับไปนอน และปล่อยให้เจ้าแบกมันไปขายเองที่แผงลอยข้างถนน!" เฟิงอี้หรานยื่นคำขาด แววตาเด็ดเดี่ยวไม่ยอมเสียเปรียบ
อาเจียกัดฟันกรอด แสร้งทำสีหน้าปวดร้าวราวกับถูกเชือดเนื้อ "ตกลง! เจ็ดต่อสามก็เจ็ดต่อสาม!... แต่ว่า! เพื่อเป็นหลักประกันความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสหาย ท่านต้องจ่าย ‘มัดจำล่วงหน้า’ ให้ข้าก่อน หนึ่งหมื่นศิลาปราณระดับกลาง! ข้าจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ไปซื้อโอสถระดับปฐพีมารักษาสัตว์เลี้ยงของข้าเป็นการด่วน!"
"เจ้า... เจ้ามันปีศาจสูบเลือด!" เฟิงอี้หรานด่าทอ แต่เมื่อก้มลงมองกระบี่เพลิงวายุบรรพกาลในมือ เขาก็รู้ว่าผลกำไรที่จะได้จากศัสตราระดับนวัตกรรมชิ้นนี้ ย่อมมากกว่าเงินมัดจำหลายสิบเท่า คุณชายเฟิงจำใจล้วงเอาถุงจักรวาลในแขนเสื้อออกมา โยนให้อาเจียอย่างกระแทกกระทั้น
อาเจียรับถุงจักรวาลมาเปิดดู เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณบริสุทธิ์ของศิลาปราณนับหมื่นก้อนที่อัดแน่นอยู่ภายใน รอยยิ้มกว้างจนถึงใบหูก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที อาการบาดเจ็บภายในและผลสะท้อนที่เคยปวดหนึบ พลันหายเป็นปลิดทิ้งราวกับได้ยาวิเศษ เขาตบย่ามข้างเอวเบาๆ ราวกับจะบอกแมงมุมน้อยว่า ‘ข้าได้ค่าหยูกยาของเจ้ามาแล้วนะ’
"ขอบพระคุณคุณชายเฟิงผู้ใจบุญ! ท่านคือพี่น้องร่วมสาบานของข้าอย่างแท้จริง!" อาเจียเก็บถุงเงินเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระโดดกลับขึ้นไปบนหลังของเจ้าสัว "อีกสามวัน ข้าจะมารอฟังข่าวดีที่นี่นะขอรับ รบกวนท่านปั่นราคาให้ทะลุเพดานไปเลยนะ! ไปล่ะ!"
ไม่รอให้เฟิงอี้หรานได้บ่นด่าหรือเปลี่ยนใจ อาเจียก็ตบหลังคอพยนต์เทวะเบาๆ ปีกโลหะหกแฉกกระพือขึ้นอีกครั้ง ร่างราชันย์อเวจีพุ่งทะยานทะลุเพดานเมฆหมอก กลับสู่หุบเขาพันอักขระอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เฟิงอี้หรานยืนกอดกระบี่วิเศษอยู่กลางป่าไผ่เพียงลำพัง
"สวรรค์... ข้าไปเป็นสหายกับตัวตะกละเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน" เฟิงอี้หรานส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ทว่าเมื่อเขามองลงไปยังกระบี่ในมือ ริมฝีปากของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของพ่อค้าผู้เฉียบแหลม
"แต่ก็เอาเถอะ... พรุ่งนี้ ลานประมูลเร้นเงาของนครหลวง จะต้องลุกเป็นไฟด้วยศัสตราเล่มนี้อย่างแน่นอน!"
กงล้อแห่งการค้าและการแย่งชิงได้เริ่มหมุนแล้ว อาเจียอาจจะคิดเพียงแค่หาเงินมารักษาสัตว์เลี้ยง แต่เขาหารู้ไม่ว่า กระบี่เล่มนี้จะกลายเป็นตัวจุดชนวนให้เหล่ามหาอำนาจในเมืองหลวงต้องเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง!