ตัวข้าไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉี! (我不是齐家的女婿)

    โรคระบาด 5

    “ท่านทำอะไรนะ ตีตัวเองทำไม” ครั้นที่กู้เลี่ยงรุ่ยเงยหน้าขึ้นมอง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เห็นเหล่ยเฟยจี๋ทุบหัวตัวเอง รู้สึกแปลกใจจึงถามออกไป ก่อนจะวางตะกร้าใส่ขู่เถิงที่ล้างน้ำจนสะอาดแล้ววางลงยังโต๊ะตัวยาว น้ำหนักของขู่เถิงคร่าวๆ ก็หลายสิบกงจิน ทำเอาเอวเคล็ดเล็กน้อยเหมือนกัน


    “ข้าไปแล้วนะ ท่านก็พักสักครู่สิ ยังไงก็ยังป้าจางคอยดูให้ ท่านแวบไปครู่เดียว คนไม่ตายเพิ่มหรอก” พูดจบก็ยกตะกร้าแล้วย้ายทั้งหมดมาไว้บนโต๊ะยาวที่มีตะกร้าสมุนไรหลากลายวางเรียงราย ไม่ว่าจะเป็น ขู่เถิง ฉวนซินเหลียน นิงเมิ่ง นิงเมิ่งเฉา โดยมีปริมาณที่แตกต่างกันไป


    “ไปสิ” กู้เลี่ยงรุ่ยพยักหน้า ก่อนจะยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อที่ซึมอยู่ตรงขมับ อากาศหนาวเย็นแท้ๆ แต่มีเหงื่อสะได้ กู้เลี่ยงรุ่ยรู้สึกได้ลึกๆ ว่าวันก่อนเขารู้สึกหายใจติดขัดและปวดหัวเล็กน้อย มาวันนี้ก็รู้สึกตัวรุ่มๆ และกระหายน้ำ กระนั้นก็คิดว่าอาจจะเป็นเพราะไม่ได้พักผ่อน จึงกัดฟันทนและทำงานต่อไป หากว่าเขาหยุดเพราะแค่อาการปวดหัวเล็กน้อย แล้วคนอื่นล่ะจะทำอย่างไร ยังมีคนอีกนับร้อยที่รอการช่วยเหลือจากเขา


    ตอนนั้นเองที่ป้าจางที่รับหน้าที่ควบคุมการปรุงยาตามที่กู้เลี่ยงรุ่ยเขียนสั่งก็มาพร้อมถาดไม้ ด้านหลังยังมีคนหามหม้อและเด็กๆ อีกหลายคนที่ช่วยป้าจางดูแลเรื่องยา


    ป้าจางโบกมือมาก่อนแล้ว “คุณชายกู้ ท่านกินอะไรหรือยังเจ้าค่ะ”


    “ข้าไม่หิวเลยป้าจาง ท่านมาดูนี่หน่อย ข้าเขียนเทียบยาใหม่ให้มารดาของหลินโม่ สองสามวันนี้นางอาการทรุดลงแต่ยังมีหวัง ข้าเลยคิดว่าน่าจะลองปรับยาให้แรงขึ้นอีกหน่อย เพิ่มฉวนซินเหลียนกับสิ่งนี้เข้าไปอีกอีกหน่อย”


    สิ่งนี้ของกู้เลี่ยงรุ่ยคือชะมวง วันก่อนเขาโชคดีเดินไปพบต้นชะมวงเข้า แม้ต้นจะไม่ได้โตเท่าไหร่แต่ก็ใช่ได้ จึงขุดรากของต้นชะมวงมาด้วยต้นหนึ่ง วันนี้หลังจากตรวจดูอาการของหลินม่าย กู้เลี่ยงรุ่ยคิดว่าอาจจะต้องนำชะมวงมาใช้กับนางเพื่อให้อาการไข้สูงของนางลดลง ไม่อย่างนั้นก็เกินจะช่วยไว้ได้แล้ว


    “คุณชาย นี่คือสิ่งใดหรือ ข้าไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนเลย” ป้าจางเป็นหญิงร่างกายแข็งแรงที่คอยช่วยกู้เลี่ยงรุ่ยดูแลคนป่วยมาตลอด หน้าที่ส่งข้าวส่งยาเป็นของป้าจางและเด็กๆ ส่วนหนึ่ง ใบหน้าป้าจางเต็มไปด้วยความสงสัยเมื่อมองดูรากต้นชะมวงที่กู้เลี่ยงรุ่ยหยิบออกมา


    “ข้าไม่รู้ว่ามันชื่อว่าอะไร แต่มีสรรพคุณช่วยในการแก้ไข้ ข้าตามหามาหลายวัน เมื่อวานพบเข้าโดยบังเอิญต้นหนึ่ง วันนี้ไปตรวจแม่นางหลิน เห็นว่านางไข้สูงเกินไป จึงอยากจะใช้เจ้านี้ด้วย” อาการของหลินม่ายทรุดลงทุกวัน นางไอหนักและไข้สูง ยาที่ใช้อยู่ทุกวันไม่ได้ผลกับนาง


    ภายในหมู่บ้านสือซานไม่ค่อยมีชายฉกรรจ์หรือหญิงในวัยรุ่นนัก ด้วยสภาพการณ์ของสังคมที่ทำให้คนวัยทำงานได้ต้องออกไปหานทำที่เมืองใหญ่ หมู่บ้านสือซานอยู่ติดชายแดนรัฐฉี ทั้งกันดารและห่างไกลความเจริญ ในหมู่บ้านจึงมีแค่คนแก่ เด็กและคนป่วยที่ไม่อาจทำงานหนักได้ นี่จึงอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เวลาป่วยแล้วเกิดการสูญเสียอย่างรวดเร็ว เพราะโดยปกติแล้ว คนชรากับเด็กก็มีภูมิต้านทานร่างกายต่ำ แม้ว่าไข้หวัดนกจะเล่นงานทุกคนไม่แยะแยะเพศหรือวัย แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบมากกว่าอยู่แล้ว


    “นี่คือพืชที่ท่านทำสัญญาลักษณ์ไว้ว่าไม่มีชื่อนี่ ท่านไปพบเข้าที่ไหนกัน ทำไมข้าไม่รู้” เหล่ยเฟยจี๋ยื่นหน้ามาพูดในวงสนทนา ทั้งยังหยิบชะมวงไปพินิจดูอย่างสนอกสนใจ


    กู้เลี่ยงรุ่ยหันไปมองอย่างแปลกใจ คิดว่าเหล่ยเฟยจี๋ไปแล้ว เหตุใดยังอยู่ “ท่านไม่ไปพักรึ ข้าจำได้ว่าท่านบอกจะไปนานแล้ว”


    “จริงด้วย งั้นข้าไปก่อนล่ะ คืนให้ท่าน” เหล่ยเฟยจี๋คืนรากชะมวง ก่อนจะค่อยๆ ถอยกายออกไป แต่ไม่ได้ไปไหนไกลนัก เพียงแค่นั่งงีบอยู่ตรงลานต้มยา ตรงส่วนนั่งพักเล็กๆ ที่มีเก้าอี้ไม้วางอยู่ เฝ้ามองคุณชายผู้นั้นพูดคุยกับป้าจางและเริ่มต้นต้มสมุนไพรอย่างใส่ใจให้แม่ของหลินโม่ จนหลับไปเสียเฉยๆ ในหูก็ยังได้ยินบทสนทนาอีกหนึ่งประโยค


    “คุณชาย เอาตามที่ท่านว่าเถอะ ข้าเชื่อใจท่าน สิ่งไหนที่ท่านว่าดี ย่อมต้องดีแน่ๆ”


    ก็จริง...คุณชายผู้นี้ดูฉลาดและรู้ไปเสียทุกอย่าง แม้แต่เรื่องโรคระบาดใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตก็รับมือได้ ในอนาคตต้องได้เป็นคนใหญ่คนโตแน่ๆ เหล่ยเฟยจี๋รู้สึกถึงความอบอุ่นบางเบาที่ค่อยเกิดขึ้นกับตัวเอง ก่อนจะหลับไปจริงๆ




    ยามอู่ ร่างที่นอนหลับอยู่ตรงเก้าอี้ก็ตื่นขึ้น ผ้าห่มเลื่อนหลุดลงไปจากร่าง ความหนาวเย็นเข้าจู่โจมทันที เหล่ยเฟยจี๋ขยี้ดวงตาเล็กน้อยอย่างเกียจคร้านก่อนจะหันไปมองรอบๆ แล้วพบว่าที่หน้าเตามีร่างสูงโปร่งในชุดสีเขียวมะกอกกำลังนั่งตัดขู่เถิงออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่รู้ว่าตัดมานานแค่ไหนแล้ว แต่ก็คงนานพอสมควรจนได้ขู่เถิงเป็นกองหย่อมๆ ขนาดนั้น รอบข้างก็มีป้าจางและเด็กสองสามคนนั่งทำงานกันคนละอย่าง แต่ไม่ว่ายังไง สายตาของเหล่ยเฟยจี๋ก็มักจะวนไปหาชายสวมชุดเขียวมะกอกผู้นั้น


    ยังคงเป็นคุณชายกู้ผู้นั้น


    เหล่ยเฟยจี๋เผลอตัวนั่งมองอีกแล้ว ทั้งยังรู้สึกอย่างจริงจังว่าทำไมคุณชายผู้นี้ถึงได้น่ามองนัก ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าปิดปากจนเห็นแค่ดวงตาก็ยังน่ามอง น่ามองจนเจ็บใจไปหมด


    “ตื่นแล้วก็มาช่วยกันคนละไม้คนละมือสิเฟยจี๋ คุณชายกู้ไม่ได้พักเพราะเจ้ามาตั้งนานแล้ว มาสับเปลี่ยนคุณชายกู้เถอะ” ป้าจางพูดขึ้นมาพร้อมทั้งคนยาในหม้อ กลิ่นของสมุนไพรอบอวลไปทั่วบริเวณ กลิ่นนั้นแค่ได้กลิ่นก็รู้เลยว่ารสชาติขมแบบสุดๆ แน่ แต่ยังไงก็ดี ยาขมๆ นี้แหละที่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้


    “เหล่ยเฟยจี๋เองก็เหนื่อยมาหลายวันแล้วเช่นกัน ข้าไม่เหนื่อยหรอก ยังมีแรงพอทำไหวจนเสร็จ” กู้เลี่ยงรุ่ยได้ยินป้าจางพูดก็เงยหน้าขึ้นมาตอบเสียงนุ่ม เมื่อครู่เหล่ยเฟยจี๋เหมือนจะเหน็ดเหนื่อยมากจนหลับไปทั้งยังนั้น กู้เลี่ยงรุ่ยยังต้องหยิบผ้าห่มมาให้อีกฝ่ายเพราะกลัวจะหนาวตายสะก่อน อีกฝ่ายก็ไม่หื้อไม่อือ นั่งหลับมาสองชั่วยามเต็มๆ แล้ว เห็นอย่างนี้กู้เลี่ยงรุ่ยก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ เหล่ยเฟยจี๋ทำงานหนักมากเพราะเขาสั่งงานไม่หยุด เหมือนตัวเองเป็นหัวหน้าจอมเผด็จการไปแล้ว อีกฝ่ายบ่นไม่เคยหยุดก็จริงแต่ก็ลงมือทำเช่นกัน


    “ท่านยังไม่ได้พักเลยรึ” เหล่ยเฟยจี๋มือกำผ้าห่มแน่น ก่อนจะเดินออกมาหาคนอื่นๆ ในลาน ป้าจางคนหม้อใบใหญ่ไฟลุกโหม การคนยาต้องทำตลอดเวลาและทวนเข็มนาฬิกาด้วย ทัพพีไม้ด้ามใหญ่ต้องใช้สองมือจับแล้วคนให้ดี ความสามารถี่ต้องใช้ความอดทนนี้ มีป้าจางคนเดียวที่ทำไหว ส่วนเด็กคนอื่นๆ ตำฉวนซินเหลียนบ้าง ผ่านิงเมิ่งบ้าง หั่นนิงเมิ่งเฉาบ้าง ทุกคนอยู่ในชุดอาภรณ์ใหม่ ใบหน้าสดใสและเหมือนได้พักมาบ้างแล้วยกเว้นคนผู้หนึ่งที่อยู่ในชุดมะกอกสีเขียว ใบหน้าดูเหนื่อยล้าแต่ก็ยังฝืนทนหั่นขู่เถิงต่อไปเป็นชิ้นบางๆ ทว่าใต้ดวงตาคู่นั้นมีรอยคล้ำจากการอดนอนเป็นปื้นรอบดวงตา


    “ใกล้แล้วล่ะ เสร็จตรงนี้ก็ว่าจะไปพัก” กู้เลี่ยงรุ่ยตอบยิ้มๆ การอดหลับอดนอนถือได้ว่าเป็นพรสวรรค์ของเธอแต่ชาติก่อน การทำงานไม่เป็นเวลาและต้องทำงานออกแบบตัวละครในเกมส์ทำให้เผลอทำงานยาวตลอด บางครั้งงานด่วนงานเร่งก็ไม่กินไม่นอน ทำตัวเหมือนเครื่องจักรแล้วทำงานต่อจนเสร็จ ฝึกฝนมานานนับหลายปีก็เริ่มชิน เท่านี้นับว่าสบายมาก ยังไงตอนนี้ก็ดีกว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนโน่นที่ต้องอดหลับอดนอนไปถ่ายพลังปราณให้ฉีอ๋อง แบบนั้นเหน็ดเหนื่อยกว่าเยอะ พอคิดถึงฉีอ๋องขึ้นมาก็แอบชะงักไปบ้าง ทั้งยังคิดว่าอยู่ดีๆ มาคิดถึงคนผู้นั้นทำไม


    หยุดเลยๆ ห้ามไปคิดถึงคนแบบนั้นนะ เหนื่อยจนเพี้ยนหรือไง!


    “เมื่อไหร่ล่ะ ท่านจะทำเสร็จเมื่อไหร่ เสร็จตรงนี้แล้ว แต่เดียวก็ต้องไปทำอย่างอื่นอีก ครู่เดียวก็เช้า ครู่เดียวก็ยาหมด ครู่เดียวก็ต้องไปดูคนป่วย ท่านจะเสร็จงานเมื่อไหร่ล่ะ” ตลอดสามวันมานี้ นี้คือกิจวัตรประจำวันของคุณชายกู้ ไม่รู้ว่าเอาเวลาไหนนอนเอาเวลาไหนกิน แต่เท่าที่เหล่ยเฟยจี๋เห็น คนผู้นี้ทำโน่นทำนี่ตลอด ไม่สิ จริงๆ ก็มีเวลาที่คนผู้นี้จะพักอยู่เหมือนกัน แต่ก็ต้องมีคนนั่นคนนี่มาหา ให้แก้ปัญหาสารพัดอย่าง สุดท้ายก็ไม่ได้นอน ช่างทำให้ผู้คนหงุดหงิดจริงๆ


    “นั้นสิคุณชายกู้ ท่านไม่นอนมาสามวันแล้ว ข้าเองก็เป็นห่วง เกรงว่าท่านจะล้มป่วยไปอีกคนหนึ่ง เอาเช่นนี้ดีมั๊ยคุณชาย ท่านไปพักสักหน่อย อย่างน้อยก็สักสองชั่วยาม ระหว่างนี้ข้าจะคอยดูแลแทนท่านเอง” ป้าจางเองก็อยากจะให้คุณชายกู้ไปพักสักหน่อยเช่นกัน เมื่อสามวันก่อนทุกอย่างในหมู่บ้านวุ่นวายและไม่เป็นระบบระเบียบ ต้องอาศัยการช่วยเหลือและชี้แนะของคุณชายกู้ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ล้วนต้องให้คุณชายกู้ตัดสิน ตั้งแต่เรื่องอาหารการกินไปจนถึงเรื่องการรักษา ทุกอย่างมีคุณชายกู้คอยจัดการ มาวันนี้ทุกอย่างดีขึ้นบ้าง คนป่วยไม่เพิ่ม และคนอาการทรงตัวมากขึ้น นับได้ว่าดีขึ้นแล้วหาเทียบกับวันแรกๆ


    “ไปเถอะเจ้าค่ะคุณชายกู้ ท่านต้องพักสักหน่อยไม่งั้นจะไม่มีแรงมาช่วยคนนะเจ้าค่ะ ท่านเคยบอกข้าเองว่าต้องแข็งแรงและปลอดภัยถึงจะช่วยคนอื่นได้” แม่นางน้อยที่เคยได้ทำงานร่วมกับกู้เลี่ยงรุ่ยกล่าว วันแรกที่เริ่มดูแลผู้ป่วย นางเองก็ฝืนตัวไม่หลับไม่นอน แต่คุณชายกู้เดินมาบอกให้นางไปพัก พร้อมกับคำกล่าวข้างต้น


    กู้เลี่ยงรุ่ยคิดเล็กน้อย เขาเตรียมสมุนไพรไว้แล้ว ทุกอย่างแค่ให้ป้าจางต้มใส่หม้อแล้วส่งให้คนป่วยในยามเช้าก่อนอาหาร ทุกอย่างในหมู่บ้านเป็นระบบแล้ว ทุกคนเข้าใจสถานการณ์และไม่ทำตัวเป็นปัญหาใดๆ อีกทั้งกู้เลี่ยงรุ่ยเองก็ไม่ได้นอนมานานมากแล้วจริงๆ ร่างกายเขายังไงก็เป็นคน ต้องพักผ่อนบ้าง ไม่งั้นคงจะล้มไปจริงๆ “เช่นนั้นข้าจะไปพักสักหน่อย ต้องรบกวนป้าจางแล้ว”


    “ไม่เลยๆ คุณชายกู้ ท่านไปพักเถอะ ข้าให้คนเตรียมบ้านไว้แล้ว เป็นห้องของลูกชายข้าเอง ท่านไม่ต้องเกรงใจ เฟยจี๋ เจ้าพาคุณชายกู้ไปพักหน่อย แล้วค่อยกลับมาต้มยาที่นี้” ป้าจางกล่าว


    กู้เลี่ยงรุ่ยประสานมือคาราวะ “รบกวนแล้ว”


    “มาเถอะคุณชายกู้ ข้าจะพาท่านไป” เหล่ยเฟยจี๋เดินนำ ในมือมีโคมไฟทำเองพอส่องแสงไม่ให้เดินไปสะดุดนั่นนี่ โดยมีคุณชายเดินตามมาห่างๆ เพราะเหมือนจะเหม่อมองฟ้า เห็นอย่างนั้นเหล่ยเฟยจี๋ก็หยุดเท้าลง


    กู้เลี่ยงรุ่ยเดินอกมาสู่ด้านนอก อากาศหนาวเหน็บจนต้องแอบห่อไหล่เล็กน้อย ตอนนั้นเองที่เผลอมองขึ้นไปบนฟ้า เพื่อพบกับความมหัศจรรย์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน บนท้องฟ้ากว้างใหญ่ไพศาลมีดวงดาวเปล่งแสงสว่างไสวละลานตา ทั้งดวงเล็กดวงน้อย ดวงที่ส่องแสงสว่างกว่าดวงอื่นและดาวที่แสงหม่นเล็กน้อย ทว่าอย่างไรก็น่ามองไปหมด มองจากที่นี้สามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้เลย ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าท้องฟ้าของในโลกนั้นโลกที่เธอจากมา จะเชื่อมโยงกันมั๊ย กู้เลี่ยงรุ่ยเงยมองขึ้นไปครู่หนึ่ง ไม่ทันระวังเท้าไปสะดุดกับก้อนหินเข้า อารามตกใจจนเซแซดๆ ชั่ววินาทีนั้นกูเลี่ยงรุ่ยร้องสบถในใจเมื่อร่างกายเอนไปข้างหน้า ชั่วอึดใจเดียวก็จะหน้าจูบลงกับพื้นแล้ว แต่มีร่างหนึ่งมารับไว้ก่อนซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเหล่ยเฟยจี๋นั้นเอง


    ราวกับในนิยายแหนะ เอ๊ะ! ก็นี่มันนิยายนี่หว่า