ศาลาใต้ต้นไม้ใหญ่ คฤหาสน์หลักตระกูลหยาง เวลา 14:30 น.
แสงทินกรแผดจ้าลอดกิ่งก้านหนาทึบลงมาเป็เงาตะคุ่มลัดเลาะต้นไม้ใหญ่ลงมาภายในศาลาหรูหญิงสาวร่างบางยืนนิ่งสนิทปล่อยให้สายลมพัดผ่านพลิ้วไหว เส้นผมสีเงินยวงสยายลู่ลม...ฉายภาพความอ้างว้างที่งดงาม ทันทีที่ลับตาคนหน้ากากเมียรัก ที่เพียรแสดงก็หลุดลอยหายไปในพริบตา
หยางเป่ยยืนพิงเสามองดูชิงหลีด้วยสายตาคมปลาบ"แสดงละครเก่งจริงนะแม่คุณ... เจิ้งยวนคงพร่ำสอนกลเม็ดเด็ดพรายให้มึงมาอย่างดีล่ะสิ?"
"เจิ้งยวนน่ะเหรอคะ?" ชิงหลีลืมตาขึ้นเธอยิ้มเยาะที่มุมปากทว่าั์ตายังคงสงบนิ่งดุจผิวน้ำที่ก้นบึ้งของเหว"แค่เขาไม่ลืมว่ายังมีฉันเป็ลูกสาวอีกคน ก็นับว่าเป็ปาฏิหาริย์แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนมาสอนฉัน"
"หมายความว่า... มันไม่เคยให้ความสำคัญกับมึงเลยสินะ?"ชายหนุ่มที่ยืนกอดอกเอ่ยเสียงทุ้มพร่า
"อย่าทำเป็ไร้เดียงสาหน่อยเลยคุณหยางเป่ย..."เธอหัวเราะฝืดฝืน อย่างสมเพชตัวเอง "ใครๆ ก็รู้ว่าพ่อไม่รักฉัน"เธอเอียงคอมองกลับไปด้วยท่าทางไร้เดียงสาที่จงใจยั่วโทสะ
"หึ!" เขาแค่นหัวเราะในลำคอ "กูรู้...แต่ใครจะรู้ว่ามันอาจลอบสอนมนต์มายา ให้มึงใช้ล่อลวงผู้ชายให้มึงเพื่อแลกกับอำนาจแบบที่เป็อยู่ตอนนี้"เขาไล่สายตาหยามเหยียดมองตามชุดรัดรูปของเธอ "ถ้าไม่แต่งตัวแบบนี้มึงคงไม่มีโอกาสได้มายืนชูคอในตระกูลหยางสินะ"
"ถ้าฉันไม่แต่งแบบนี้...ฉันก็คงไม่มีค่าพอจะให้พ่อเอามาประเคนเพื่อแลกอำนาจกับคุณไงคะ"เสียงของเธอสั่นพร่าเล็กน้อยด้วยความขมขื่นในโชคชะตาที่น่าเวทนา
"มึง! อีโสเภณี...มึงคิดจะลองดีกับกูใช่ไหม!" หยางเป่ยสาวเท้าเข้าประชิดตัวจนไร้ช่องว่างเขาก้มลงกระซิบที่ข้างหูพร้อมพ่นลมหายใจร้อนผ่าวใส่ผิวแก้ม "กับกู...มึงก็แค่อาฆาตพ่อตัวเอง จนยอมเอาตัวเข้าแลกแค่นั้นแหละ" พูดจบ ชายหนุ่มก็ขบฝังคมเขี้ยวลงบนผิวลำคอระหงด้วยแรงอารมณ์จนเกิดรอยฟันชัดเจนแดงก่ำ
"โอ๊ย! คุณเป็หมาหรือไง!"ชิงหลีอุทานด้วยความเจ็บ ยกมือกุมคอตัวเอง กลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตผสมกลิ่นบุหรี่จางๆจากตัวเขาปะทะเข้ากับลมหายใจของเธอจนสติแทบสะดุด
"ถ้ามึงยังยั่วโมโหกูอีกคำเดียวกูจะส่งมึงให้พวกข้างหลังรุมทึ้งมึงซะ!" เขาขู่ฟ่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"โอ้... นี่จะให้ฉันกลายเป็เมียสาธารณะ เพื่อสนองความสะใจของคุณเหรอ?"เธอยิ้มเย้ยหยันประชดประชันอย่างไม่เกรงกลัวพลางก้มหน้าหลบสายตาที่ลุกเป็ไฟ
"ชิงหลี!!" หยางเป่ยโทสะะเิออกมากระชากข้อมือเล็กจนร่างบางถลาเข้ามากระแทกอกแกร่ง ชายหนุ่มเอื้อมฝ่ามือหนาไปบีบกรามมนบังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตา"มึงอยากลองมากใช่ไหม?"
"อื้อ..."ชิงหลีพยายามประท้วงผ่านไรฟันที่ถูกบีบแน่น เธอพยายามสะบัดหน้าหนีแต่แรงมหาศาลกลับตรึงเธอไว้แ่ากลิ่นกายของชายหนุ่มทำให้เธอเริ่มมึนงง
"จำใส่หัวมึงไว้! เวลากูพูดมึงมีหน้าที่แค่ฟังและทำตาม!"เขาพ่นคำสั่งสุดท้ายก่อนจะสะบัดมือออกอย่างแรงจนเธอเซถลาไปกระแทกพนักพิง
ชิงหลีสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกักเก็บลมหายใจให้คงที่ท่ามกลางมวลพายุที่โหมกระหน่ำของคนตัวั์ตรงหน้า
"วันนี้พักที่นี่เดี๋ยวลูกน้องกูจะเอาเสื้อผ้ามาให้... อย่าสร้างปัญหา"เขามองร่างบางที่พยายามทรงตัวให้มั่นคงด้วยความรู้สึกหงุดหงิดที่อธิบายไม่ได้...หงุดหงิดที่เห็นเธอเจ็บแต่ก็หงุดหงิดยิ่งกว่าที่เธอไม่ยอมปริปากร้องขอชีวิตจากเขาเลยสักคำ
ห้องอาหาร คฤหาสน์หลักตระกูลหยาง | เวลา 19:00 น.
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่ำเต็มไปด้วยความครึกครื้นและอบอุ่นตามแบบฉบับตระกูลใหญ่แสงโคมระย้าคริสตัลสาดประกายล้อกับเครื่องแก้วเจียระไนจนเกิดแสงวิบวับหยางเป่ยและชิงหลีเดินโอบไหล่กันกลับเข้ามาด้วยรอยยิ้มจอมปลอมที่ฉาบไว้ได้อย่างไร้ที่ติจนคนในตระกูลต่างพากันกระเซ้าเย้าแหย่เื่ความหวานของคู่แต่งงานใหม่ที่ลอบไปพลอดรักกันในสวนเพื่อหลบเร้นสายตาผู้คน
ทว่า... บทสนทนาที่ดูเหมือนจะไร้สาระกลับเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน เมื่อหัวข้อสนทนาพลิกผันไปสู่บุตรชายคนโตของตระกูล
“พี่ใหญ่ แล้วลูกชายคนโตของพี่หายหัวไปไหนซะล่ะ?วันนี้ไม่มาหรือไง ไม่ั์จะเห็นเงา” หยางซี พี่ชายคนที่สามเอ่ยถามพลางจิบไวน์รสเลิศ
“เฮ้อ... อย่าไปพูดถึงมันเลย มันอกหักน่ะสิ!ถูกสาวสวยที่ไหนไม่รู้สลัดรักทิ้งจนเสียสุนัข” หยางตง พี่ใหญ่ร่ายยาวถึงลูกชายตัวเองด้วยน้ำเสียงระเหี่ยใจ“หลีเจียง แม่ของมันบอกว่าผู้หญิงคนนั้นสวยเซ็กซี่ระดับนางฟ้าเลยนะนั่นเห็นว่าถ้าไม่โดนทิ้งเสียก่อนมันจะพายัยนั่นมาประชันความสวยกับเมียเ้าเป่ยสักหน่อย”
ภายใต้โต๊ะอาหารที่ปูด้วยผ้าลูกไม้เนื้อดี มือเรียวของชิงหลีสั่นระริกอย่างรุนแรงจนเกินจะระงับแววตาสีเทาที่เคยเย็นะเืดุจน้ำแข็งบัดนี้เริ่มสั่นไหวด้วยความวิตกที่ปกปิดไม่มิด
หยางเป่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ััได้ถึงคลื่นความหวาดวิตกที่แผ่ซ่านจากร่างบางที่จู่ๆก็สูญเสียการควบคุมอย่างผิดปกติเขาเหลือบสายตาคมกริบมองใบหน้าของชิงหลีที่ซีดเผือดลงอย่างรวดเร็วก่อนจะเลื่อนสายตาลงไปมองมือที่เธอกำเข้าหากันจนแน่นจนเส้นเืปูดโปน
“เป็อะไรไป...” หยางเป่ยแสร้งเลื่อนมือลงไปบีบกระชับมือบางบนหน้าขาเขาบีบเน้นลงไปแรงๆ เพื่อเรียกสติ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยพายุคำถาม“หรือมึงรู้จักนางฟ้าที่พี่ใหญ่พูดถึง?” เขาเอียงหัวไปกระซิบเสียงลอดไรฟันในระดับที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้ยิน
ชิงหลีพยายามบังคับลมหายใจให้เป็ปกติ ทว่าลำคอพลันตีบตันและแห้งผากจนต้องข่มใจเม้มริมฝีปากเธอหันไปสบตาหยางเป่ยด้วยความตื่นตระหนกที่ยังหลงเหลืออยู่ในแววตา “ปะ...เปล่าค่ะ ฉันแค่รู้สึกไม่ค่อยดีสงสัยอากาศในห้องนี้จะน้อยไปหน่อย”
หยางเป่ยแค่นยิ้มเ็าในใจเขารู้ดีว่าความสั่นเทาของเธอไม่ใช่เพราะขาดอากาศ สัญชาตญาณพยัคฆ์ร้ายกำลังคำรามเตือน...หมากตัวที่เจิ้งยวนส่งมาคนนี้ อาจมีความลับที่ฉาวโฉ่...และคาวคลุ้งยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้เสียอีก!
ห้องนอน บ้านหลักตระกูลหยาง | เวลา 20:20 น.
เมื่อทานอาหารกับเหล่าพี่น้องของหยางเป่ยเสร็จสิ้น หยางเป่ยเดินนำชิงหลีขึ้นมายังปีกตะวันตกของคฤหาสน์เพื่อมุ่งหน้าสู่ห้องนอนส่วนตัวของเขา ชายหนุ่มผลักประตูบานหนาเข้าไป
ชิงหลีเดินตามหลังมาอย่างเงียบเชียบเธอกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราทว่าเรียบกริบกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศแนวไม้ (Woody) ผสมกลิ่นหนัง (Leather) บ่งบอกรสนิยมอันดุดันและสุขุมของเ้าของห้องได้อย่างชัดเจน“ห้องของคุณที่นี่... สวยดีนะคะ”เธอเปรยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบและกลบเกลื่อนความกังวลที่ยังตกค้างมาจากโต๊ะอาหาร ร่างบางเดินไปรื้อถุงเสื้อผ้าที่วางไว้บนโต๊ะหน้าโซฟาตัวยาวเธอหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาตรวจดูไซส์ก่อนจะขมวดคิ้ว “ใครเป็คนซื้อชุดพวกนี้มาหรอคะ?”
“ลูกน้องกู มึงมีปัญหาอะไร”หยางเป่ยตอบเสียงเรียบขณะปลดกระดุมเชิ้ตออกอย่างเฉื่อยชาเผยให้เห็นแผงอกกำยำใต้ร่มผ้า
“มีสิคะ ชุดนอนนี่มันไซส์เล็กเกินไป...ไซส์นี้มันรัดหน้าอกฉันจนหายใจไม่ออก”เธอชูชุดนอนผ้าลื่นแนบเนื้อออกมาด้วยสีหน้าลำบากใจ
“มึงนี่มันเื่มากจริงๆ!” หยางเป่ยเหยียดยิ้มร้ายสายตาคมกริบจ้องมองทรวงอกอวบอิ่มที่ดันเนื้อผ้าชุดเดรสสีเบจตัวเดิมออกมาอย่างจงใจยั่วโมโห“ใส่ไม่ได้ก็ไม่ต้องใส่... เปลือยกายประจานตัวเองไปเสียสิ!”
ชิงหลีสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มกลั้นอารมณ์ไม่ให้เถียงกลับเพราะรู้ดีว่าหากชายหนุ่มตรงหน้าฟิวส์ขาดขึ้นมา เธอจะเจ็บตัวเปล่าๆ “ได้ค่ะ...ไม่ใส่ก็ไม่ใส่”
คำตอบที่นิ่งเฉยกลับทำให้หยางเป่ยรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเพราะเขารู้ดีว่าเธอกำลังใช้ความเงียบประชดประชันเขาอย่างร้ายกาจ
“อีชิงหลี! มึง!!!”หยางเป่ยคำรามลั่นห้องราวกับสัตว์ป่าถูกปั่นประสาท เขาปรี่เข้าหาเธอในพริบตามือหนาคว้าหมับเข้าที่ลำคอขาวระหงพร้อมออกแรงบีบจนแน่น
ชิงหลีรับรู้ได้ถึงรังสีอาฆาตที่พร้อมจะบดขยี้เธอให้แหลกคามือ ั์ตาสีเทาหม่นวูบไหวด้วยสัญชาตญาณระวังภัยทว่าเธอกลับไม่ส่งเสียงร้องขอชีวิตออกมา เพราะเธอรู้ดีว่ายิ่งดิ้นรนคอของเธออาจถูกหักทันที นิ้วเรียวเล็กเอื้อมไปแตะและลูบหลังมือหนา พลางออกแรงรั้งอย่างเบามือท่าทางนั้นไม่ใช่การต่อต้าน แต่มันคือการอ้อนวอนผ่านปลายนิ้วที่สั่นระริกทว่าอ่อนโยนจนน่าใจหายจนหยางเป่ยชะงักไปชั่วครู่ ชิงหลีอาศัยจังหวะนั้นหมุนตัววิ่งเข้าห้องน้ำไปทันที!
หยางเป่ยยืนหัวเสียอยู่กลางห้องเพียงลำพังเขามองตามแผ่นหลังบางที่หายลับไปหลังประตูอย่างรวดเร็ว เส้นเืตรงขมับปูดโปนเต้นเร้าตามจังหวะโทสะที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจภาพจำของเธอในชุดสีแดงไวน์วันจดทะเบียนยังคงตามหลอกหลอนสรีระทุกสัดส่วนที่เขาเพิ่งััผ่านฝ่ามือเมื่อครู่ปลุกกระตุ้นความดิบเถื่อนในกายให้ตื่นตะลึงจนยากจะมอดดับบางทีลูกน้องเขาอาจจะพูดถูก... ชิงหลีมีเสน่ห์ทางเพศที่ล้นปรี่จนน่าหงุดหงิดเสน่ห์ระดับที่ทำให้ผู้ชายทุกคนอยากจะตะครุบเหยื่อสาวไว้ใต้ร่าง...กระทั่งพยัคฆ์ร้ายเช่นเขาก็ไม่ยกเว้น ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดใจพยายามสะกดกั้นความ้าที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างไร้เหตุผล
ระเบียงห้องนอน....
ชายหนุ่มก้าวเดินออกมายังระเบียงกว้างเพื่อระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในกายหยางเป่ยยืนพิงขอบระเบียง สูดหายใจเอาเย็นชื้นกลางคืนเข้าปอด เพื่อให้ใจเย็นลงมือหนึ่งถือสมาร์ทโฟนเครื่องหรูต่อสายตรงหาคนที่เขาสันนิษฐานว่าเป็ต้นเพลิงที่จุดความพยศในตัวเมียป้ายแดงของเขา
เมื่อปลายสายตอบรับสายโทรศัพท์ ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามทันที “ใครเป็คนสอนให้ลูกสาวคุณแต่งตัวร่านยั่วผู้ชายไปทั่วแบบนี้ครับคุณเจิ้ง?” น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลทว่าแฝงรังสีฆ่าฟันเสียจนบรรยากาศที่ระเบียงด้านนอกดูเย็นเยียบลงทันที
เสียงจากปลายสายสั่นระริกด้วยความหวาดวิตกที่ท่วมท้น ( “ผะ...ผมเปล่านะครับคุณหยางเป่ย!ยัยชิงหลีมันเปลี่ยนไปแต่งตัวแบบนั้นั้แ่อยู่มหาวิทยาลัยผมคิดว่าเธอกำลังทำตามเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยซึ่งผมได้ขับไล่เพื่อนของเธอออกไปจากชีวิตของเธอแล้ว และผมก็พยายามห้ามเธอแล้ว...แต่เด็กนั่นมันไม่เคยฟัง!มันหัวรั้น และชอบทำตัวเรียกร้องความสนใจแบบนั้นเอง!” ) เจิ้งยวนรีบรีบละล่ำละลักปฏิเสธพลางผลักไสความผิดพ้นตัวโดยโยนความผิดทั้งหมดไปให้ลูกสาวที่เขาเพิ่งส่งลงขุมนรกด้วยมือของตัวเอง
“ดี... งั้นเดี๋ยวผมจะเป็คนดัดนิสัยให้รู้สำนึกว่าเมื่ออยู่ใต้โอวาทของผม...เธอควรปฏิบัติตัวอย่างไร” หยางเป่ยวางสายอย่างหงุดหงิดพลางแค่นยิ้มสมเพชในใจ
“ช่างเป็สายเืที่รักกันได้น่าสมเพชเหลือเกิน... ตระกูลเจิ้ง...” เขากำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นเขาจ้องมองออกไปในความมืดมิดนอกระเบียงด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ทั้งชิงชังทั้งขยะแขยง แต่ลึกๆกลับมีความกระหายที่จะบดขยี้ผู้หญิงที่ชื่อชิงหลีให้ราบคาบคามือ ‘ถ้าแม้แต่ของพ่อเธอยังไม่รัก... แล้วคนอย่างฉันจำเป็ต้องปรานีเธอไปเพื่ออะไร?’ เหยียดยิ้มอำมหิตเพื่อบดบังความรู้สึกประหลาดที่ก่อตัวที่ขึ้นมาอย่างเงียบเชียบความรู้สึกที่ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่มีใคร้าและเขาคือคนเดียวที่จะมีสิทธิ์ทำลายหรือสถาปนาตนเป็เ้าชีวิตเพียงผู้เดียวของเธอ