ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 391 : ลอกคราบมิติ

จารึกที่ 391 : ลอกคราบมิติ : เยือนบูรพาท้าวิถีกระบี่


ลมหนาวพัดโชยมาพร้อมกับแสงตะวันสีเทาเงินยวงที่เริ่มอ่อนแสงลง บรรยากาศบนป้อมปราการหมื่นอักขระเต็มไปด้วยความเงียบสงบที่แฝงไว้ด้วยความรัดกุม การตัดสินใจของอาเจียที่จะก้าวออกจากหุบเขาศิลาจารึกเพื่อเป็นฝ่ายรุก มิได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนที่นี่ ทว่ากลับสร้างความเชื่อมั่นว่า พวกเขาไม่ได้กำลังรอความตายอยู่ในกรงขัง


บริเวณขอบระเบียงทิศบูรพา อาเจีย ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน และเฟิงหลิงเอ๋อร์ ยืนรวมตัวกันเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นยืนส่งสหายด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความผูกพันทว่าหนักแน่น


"มิติพับซ้อนของข้า จะเชื่อมต่อกับรอยต่อของค่ายกลคลุมนภาตลอดเวลา" หลินชิงเสวี่ยเอ่ยพลางจัดแจงปกคอเสื้อให้ฉินมู่หลางอย่างแผ่วเบา "หากมีศัตรูใดเล็ดลอดเข้ามา ข้าจะขังพวกมันไว้ในมิติวงกตจนกว่าพวกเจ้าจะกลับมา"


"พฤกษาพิทักษ์ของข้าก็จะคอยเป็นหูเป็นตาให้ชุมชนเบื้องล่าง พวกเจ้าเดินทางไปเยือนหุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับ อย่าได้กังวลถึงแนวหลัง" เย่ปิงอวิ๋นส่งยิ้มอ่อนโยน


อาเจียพยักหน้ารับ "ฝากรากฐานนี้ไว้กับพวกเจ้าด้วย ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น... การออกไปครั้งนี้ เรามิได้ไปเพื่อประกาศสงครามทำลายล้าง ทว่าเราไปเพื่อ 'ชั่งน้ำหนัก' สติปัญญาของโลกเซียน"


ชายหนุ่มหันกลับมาเผชิญหน้ากับม่านผนึกวัฏจักรสีดำทะมึนที่วิหารเทพอนันตกาลกางปิดล้อมหุบเขาไว้


"การจะทะลวงม่านนี้ออกไป หากใช้กำลังฉีกกระชาก มหาราชันย์เซียนที่อยู่บนวิหารเทพย่อมจับสัมผัสความผันผวนได้ทันที" อาเจียอธิบาย ยกพู่กันนิรันดร์ขึ้นระดับสายตา "ข้าจะใช้ 'อักขระลอกคราบมิติ' เพื่อสร้างประตูที่กลมกลืนกับกฎเกณฑ์ของมัน เราจะเดินผ่านออกไปประดุจสายลมที่พัดลอดช่องหน้าต่าง โดยไม่ทิ้งร่องรอยให้สวรรค์รู้ตัว"


อาเจียหลับตาลง รีดเค้นเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า ผสานกับหยาดหมึกหยดแรก ชายหนุ่มตวัดพู่กันนิรันดร์อย่างเชื่องช้าทว่าแม่นยำ เส้นสายสีเทาเงินยวงบางเบาประดุจเส้นด้าย ถูกวาดทาบลงบนผิวม่านผนึกสีดำ


"อักขระบัญญัติสูญตา: ลอกคราบมรรคา!"


เมื่อเส้นสายอักขระบรรจบกันเป็นวงรี พื้นผิวของม่านผนึกวัฏจักรบริเวณนั้นก็เริ่ม 'ละลาย' อย่างเงียบเชียบ มันมิได้แตกออกเป็นรูโหว่ ทว่ามันแปรสภาพเป็นของเหลวหนืดที่เปิดทางให้ผู้คนก้าวผ่าน โดยที่โครงสร้างโดยรวมของม่านผนึกยังคงสมบูรณ์ไร้ที่ติ


"รีบไปเถิด อักขระนี้หลอกตาสวรรค์ได้เพียงชั่วครึ่งก้านธูปเท่านั้น" อาเจียก้าวเท้านำเข้าไปในรอยละลายของมิตินั้น


ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน และเฟิงหลิงเอ๋อร์ ทะยานร่างตามหลังเข้าไปติดๆ ทันทีที่ร่างของคนทั้งสี่พ้นจากเขตม่านผนึก รอยละลายก็ผสานตัวกลับเป็นสีดำทะมึนประดุจกำแพงเหล็กดังเดิม ไร้ซึ่งร่องรอยของการหลบหนี


เบื้องนอกม่านผนึกวัฏจักร โลกเซียนที่พวกเขาไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน แผ่กว้างต้อนรับด้วยทิวทัศน์ของขุนเขาสลับซับซ้อนและทะเลเมฆ ปราณฟ้าดินที่นี่แม้จะไม่บริสุทธิ์เท่าในหุบเขาศิลาจารึก ทว่าก็กว้างใหญ่ไพศาลและเต็มไปด้วยความหลากหลาย


"ฮ่าๆ! ในที่สุดก็ได้สูดอากาศที่ไม่มีกลิ่นอับของตาแก่สวรรค์เสียที!" เฟิงอี้หรานสูดลมหายใจลึก ยืดแขนยืดขาอย่างอารมณ์ดี


เฟิงหลิงเอ๋อร์เบิกเนตรดารา รอยสักกลุ่มดาวรอบดวงตานางหมุนวน นางเพ่งมองไปยังขอบฟ้าทิศบูรพา "อาเจีย... ห่างออกไปสามหมื่นลี้ ข้ามองเห็นปราณกระบี่ที่แหลมคมจนบาดตาพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้าเป็นสาย! มันรวมตัวกันหนาแน่นประดุจป่าดาบ นั่นต้องเป็นที่ตั้งของ 'หุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับ' อย่างแน่นอน"


ฉินมู่หลางหรี่ตาลง สัมผัสได้ถึงคลื่นความถี่ของปราณกระบี่ที่แผ่มาถึงที่นี่ ยอดกระบี่หนุ่มสอดมือแตะด้ามกระบี่หยกเย็นโดยสัญชาตญาณ "ปราณกระบี่แข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส สมกับเป็นขุมกำลังอันดับหนึ่งแห่งแดนบูรพา ทว่า... มันขาดความยืดหยุ่น ราวกับกระบี่ที่ตีมาเพื่อประดับบารมี มากกว่าใช้เพื่อปกป้อง"


อาเจียแย้มยิ้มบางๆ เปิดพัดจีบกระดูกหยกโบกพัดแผ่วเบา "สวรรค์ใช้ประกาศิตโลหิตเทวะตั้งค่าหัวพวกเรา หุบเขากระบี่แห่งนี้ย่อมเป็นแนวหน้าที่จะรับสนองราชโองการ... เราจะเดินทางไปในฐานะ 'ผู้แสวงหามรรคา' เพื่อดูว่า ความหยิ่งยโสของพวกเขานั้น เกิดจากสติปัญญา หรือเกิดจากความโง่เขลาที่ถูกสวรรค์ครอบงำ"


ทั้งสี่คนมิได้ใช้เรือรบเหาะเหินเพื่อดึงดูดสายตา ทว่าพวกเขาใช้วิชาพรางกายและทะยานร่างไปตามแนวเขาด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป เพียงไม่กี่ทิวาราตรี พวกเขาก็เดินทางมาถึงเขตแดนของหุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับ


ทิวทัศน์เบื้องหน้าช่างตระการตาและน่าสะพรึงกลัว


เทือกเขาหินผาสูงชันตั้งตระหง่านเสียดฟ้า รูปทรงของยอดเขาแต่ละลูก ดูคล้ายกับกระบี่ยักษ์ที่เสียบปักลงมาจากสรวงสวรรค์ ปราณกระบี่ที่หนาแน่นลอยอวลอยู่ในอากาศธาตุ ผู้ใดที่จิตใจไม่เข้มแข็ง หากก้าวเข้ามาในอาณาบริเวณนี้ ย่อมถูกปราณกระบี่กรีดเฉือนวิญญาณจนบาดเจ็บ


หน้าประตูทางเข้าหุบเขา มีศิลาจารึกขนาดมหึมาสลักคำว่า 'กระบี่เร้นลับดับสูญ' ตัวอักษรนั้นแฝงเจตจำนงของการสังหารที่รุนแรง ศิษย์สายนอกของสำนักในชุดคลุมสีขาวขอบเงิน ยืนรักษาการณ์อยู่นับร้อยคน แต่ละคนแบกกระบี่เหล็กกล้า แววตาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง


อาเจียและสหายปรากฏตัวขึ้นที่ตีนผาหน้าประตู พวกเขามิได้ปกปิดกลิ่นอาย ทว่าแสร้งทำเป็นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรทั่วไป


"หยุดอยู่ตรงนั้น!" ศิษย์รักษาการณ์ผู้หนึ่งชักกระบี่ขวางทาง น้ำเสียงกระด้าง "ที่นี่คือหุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับ! ผู้ไร้สังกัดและผู้สัญจรทั่วไป ห้ามก้าวล่วงเข้ามาก่อนได้รับอนุญาต! พวกเจ้าเป็นใคร และมีธุระอันใด!"


อาเจียก้าวออกไปเบื้องหน้า ประสานมือคารวะด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความถ่อมตน ทว่าดวงตากลับพราวระยับ "ข้าน้อยและสหาย เป็นเพียงบัณฑิตพเนจรผู้แสวงหาความจริงแห่งมรรคา... ได้ยินชื่อเสียงอันเกรียงไกรของหุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับ ว่าเป็นขุมกำลังอันดับหนึ่งที่ครอบครองวิถีกระบี่ที่ลึกล้ำที่สุด จึงดั้นด้นมาเพื่อขอแลกเปลี่ยนการตีความกับยอดฝีมือแห่งสำนักท่าน"


ศิษย์รักษาการณ์แค่นหัวเราะเยาะ "บัณฑิตพเนจร? แลกเปลี่ยนการตีความ? เจ้าคิดว่าหุบเขากระบี่ของเราเป็นลานสนทนาธรรมของพวกนักพรตปลายแถวหรืออย่างไร! วิถีกระบี่ของเรามีไว้เพื่อสังหารและสนองประกาศิตสวรรค์ ไสหัวไปเสีย ก่อนที่กระบี่ของข้าจะลั่น!"


ฉินมู่หลางขมวดคิ้ว มือซ้ายกำด้ามกระบี่แน่นขึ้น ทว่าอาเจียยกพัดจีบขึ้นกั้นไว้เบาๆ


"วิถีกระบี่มีไว้เพื่อสังหาร..." อาเจียส่ายศีรษะช้าๆ ทอดถอนใจด้วยความเสียดาย "ข้าน้อยนึกว่าสำนักกระบี่อันดับหนึ่ง จะเข้าใจลึกซึ้งไปกว่าการใช้เหล็กทิ่มแทงผู้อื่นเสียอีก หากวิถีของพวกท่านคับแคบเพียงนี้... ข้าน้อยก็คงมาเสียเที่ยว"


"เจ้าว่าอย่างไรนะ!" ศิษย์รักษาการณ์โกรธจัด "บังอาจดูหมิ่นวิถีกระบี่ของเรา! ตายซะเถอะ!"


มันตวัดกระบี่พุ่งเข้าใส่อาเจีย ปราณกระบี่ที่ฝึกฝนมาอย่างดีพุ่งแหวกอากาศธาตุ หมายจะบากหน้าอกของบัณฑิตหนุ่มให้ขาดสะบั้น


อาเจียไม่ได้ขยับหลบ ชายหนุ่มมิได้ใช้ปราณคุ้มกายด้วยซ้ำ ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ปลายกระบี่กำลังจะสัมผัสผิวเสื้อ...


*เคร้ง!*


เสียงโลหะปะทะกันดังกังวาน!


มิใช่อาเจียที่ลงมือ ทว่าคือฉินมู่หลาง ยอดกระบี่หนุ่มมิได้ชักกระบี่หยกเย็นออกจากปลอก เขาเพียงแค่ยกฝักกระบี่ขึ้นมากระแทกที่ด้านข้างของใบกระบี่ศัตรูเบาๆ


ทว่า 'ความเบา' นั้น กลับแฝงไปด้วย 'เจตจำนงแห่งความดับสูญ' ที่ลึกล้ำยิ่งกว่า!


กระบี่เหล็กกล้าของศิษย์รักษาการณ์ สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ก่อนจะปริแตกและร่วงหล่นลงพื้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย! ศิษย์ผู้นั้นถูกแรงสะท้อนกระแทกจนล้มกลิ้งไปกองกับพื้น กระอักเลือดออกมาคำโตด้วยความตื่นตะลึง!


"กระบี่ของพวกเจ้า... มันร้องไห้เพราะความตื้นเขินของผู้ถือ" ฉินมู่หลางเอ่ยเสียงเย็นเยียบ นัยน์ตาทอประกายรังสีอำมหิตสีขาวโพลนที่ทำให้ศิษย์นับร้อยรอบด้านต้องก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว "พวกเจ้าอ้างตนว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทว่ากลับทนทานฝักกระบี่ของข้าไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว ช่างน่าขันนัก"


การลงมือของฉินมู่หลาง มิใช่เพียงการป้องกันตัว ทว่ามันคือการ 'ตบหน้า' สำนักกระบี่อันดับหนึ่งอย่างจัง! เสียงกระบี่หักดังก้องไปถึงยอดเขาเบื้องบน เป็นสัญญาณแห่งการท้าทายที่ไม่อาจเพิกเฉยได้


"บังอาจนัก! ผู้ใดกล้ามาทำลายกระบี่ของศิษย์สำนักข้าถึงหน้าประตู!"


เสียงตวาดก้องกัมปนาทดังกังวานมาจากยอดเขากระบี่ประธาน คลื่นปราณระดับเซียนมนุษย์ขั้นสูงสุดที่แฝงกลิ่นอายกระบี่คมกริบ พุ่งทะยานลงมาประดุจพายุหมุน


เงาร่างของชายชราในชุดคลุมสีขาวขลิบทอง พุ่งทะยานลงมาปรากฏตัวเบื้องหน้ากลุ่มของอาเจีย เขาคือ 'ผู้อาวุโสกระบี่คลั่ง' หนึ่งในผู้อาวุโสระดับสูงของหุบเขา ดวงตาของเขาจ้องมองฉินมู่หลางอย่างกินเลือดกินเนื้อ


"พวกมดปลวกไร้ชื่อ บังอาจมาหยามเกียรติหุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับ! วันนี้ พวกเจ้าต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่!" ผู้อาวุโสกระบี่คลั่งชักกระบี่ใหญ่สีเงินยวงออกจากแผ่นหลัง เตรียมจะฟาดฟัน


ทว่า อาเจียก้าวออกมายืนบังหน้ามู่หลาง ชายหนุ่มคลี่พัดจีบออก โบกพัดเบาๆ ด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความชอบธรรม ทว่าแฝงเล่ห์กลลึกล้ำ


"ผู้อาวุโสโปรดระงับโทสะเถิด..." อาเจียเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "สหายของข้าน้อยมิได้มีเจตนาล่วงเกิน ทว่ากระบี่ของศิษย์ท่าน มันพังทลายลงเพราะ 'ตรรกะ' ของมันอ่อนแอกว่าต่างหาก... หากหุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับ จะสังหารผู้มาเยือนเพียงเพราะตรรกะของพวกท่านสู้ไม่ได้ เช่นนั้น ประกาศิตสวรรค์ที่ยกย่องพวกท่าน คงเป็นเพียงเศษกระดาษเปื้อนหมึกที่ไร้ค่า"


คำพูดของอาเจีย ประดุจการสาดน้ำมันลงบนกองเพลิง ทว่ามันก็เป็นน้ำมันที่ทำให้ผู้อาวุโสกระบี่คลั่งต้องชะงักงัน


การดูหมิ่นวิถีกระบี่ และการดึงประกาศิตสวรรค์มาอ้างอิง ทำให้อาเจียยกระดับการปะทะครั้งนี้ จากการทะเลาะวิวาทหน้าประตู สู่การ 'ประลองปรัชญามรรคา' ที่สำนักระดับทวีปไม่อาจใช้กำลังป่าเถื่อนปิดปากได้ หากไม่อยากเสียหน้าต่อชาวโลกเซียน!


"ประลองตรรกะงั้นหรือ..." ผู้อาวุโสกระบี่คลั่งหรี่ตาลง มองทะลุรอยยิ้มของบัณฑิตหนุ่ม "ดี! ในเมื่อเจ้าอยากลองดี ข้าจะให้พวกเจ้าได้เห็นว่า ตรรกะของกระบี่ที่แท้จริง เป็นเช่นไร! ตามข้าขึ้นมาที่ลานกระบี่พิพากษา!"


อาเจียหุบพัดจีบ แลกเปลี่ยนสายตากับมู่หลาง อี้หราน และหลิงเอ๋อร์ รอยยิ้มของผู้กุมกระดานหมากปรากฏขึ้นอีกครา


ปลาตัวใหญ่ที่สุดในแดนบูรพา ได้งับเหยื่อแห่งความหยิ่งยโสของตนเองเข้าอย่างจัง การเดินทางเพื่อ 'หักล้างพันธมิตร' ของสวรรค์ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วกลางรังของศัตรู!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน