บทที่ 6 คนส่วนใหญ่ในโลกล้วนโง่เขลา
ภายในห้องวีไอพีที่หรูหรา
บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารมากมาย โชยกลิ่นหอมน่ารับประทาน
ถังเต๋อจงทำท่าเชิญ "คุณเฉิน เชิญนั่งได้เลย"
เฉินอวี่หาที่ว่างนั่งลงทันที
แต่เพียงแค่ชั่วขณะที่เขานั่งลง สายตาที่ไม่เป็มิตรก็พุ่งมาที่เฉินอวี่
"นายคือคนที่คำนวณว่าพ่อของฉันจะอยู่ได้ไม่นานใช่ไหม?" ชายวัยกลางคนพูดขึ้น ใบหน้าเป็คม ดูมีเกียรติและน่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงความโกรธ
เขาชื่อถังหัวเฉียงเป็พ่อของถังรั่วเซวียนและบริหารบริษัทที่มีมูลค่าในตลาดหลายแสนล้าน
"หัวเฉียง ทำอะไรน่ะ? เสียมารยาท" ถังเต๋อจงแกล้งทำเป็ขมวดคิ้วมองลูกชายตัวเอง แต่ก็ไม่ได้โกรธแต่อย่างใด
เฉินอวี่มองเห็นทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง
เพียงแต่เขาไม่ได้ใส่ใจมันสักเท่าไหร่
"ฉันแค่อยากดูว่า เขามีความสามารถจริงหรือเปล่า?" ถังหัวเฉียงกล่าวเสียงเบา แต่สายตาที่จ้องมองไปยังเฉินอวี่นั้นเต็มไปด้วยความไม่เป็มิตร
เฉินอวี่คีบผักชิ้นหนึ่งใส่ปาก
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ค่อย ๆ เปิดปากพูดขึ้นว่า "แล้วถ้ามีจริงล่ะ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ถังหัวเฉียงก็มองเฉินอวี่ด้วยสายตาเหยียดหยาม
"ถ้าจริง ฉันจะให้โอกาสนายครั้งหนึ่ง"
"พิสูจน์สิ ว่านายรักษาพ่อของฉันได้จริง"
"ให้โอกาสผม?" เฉินอวี่หยุดนิ่งชั่วครู่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเ็า "คุณยังไม่คู่ควร"
ทุกคนที่ได้ยินต่างตะลึงงัน ราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน
โดยเฉพาะถังรั่วเซวียนยิ่งตกตะลึงหนักกว่าใคร
เด็กหนุ่มที่ไร้ทั้งอำนาจและบารมีคนนี้ กล้าพูดจาอวดดีต่อหน้าพ่อของเธอได้อย่างไรกัน
คนที่กล้าได้ขนาดนี้ ยังไม่เคยมีมาก่อนสักคน
ถังเต๋อจงไม่ได้ตอบโต้อะไร
แท้จริงแล้วทั้งหมดนี้คือแผนที่เขาเตรียมไว้เพื่อส่งลูกชายมาหยั่งเชิงว่าเฉินอวี่มีความสามารถในการรักษาเขาจริง ๆ หรือไม่
หากไร้ความสามารถ เขาก็จะยึดทุกอย่างที่เคยให้เฉินอวี่คืนมาทั้งหมด
ใบหน้าของถังหัวเฉียงมืดหม่นลงในทันที เหมือนน้ำนิ่งที่ปกคลุมด้วยเมฆดำ "เป็แค่เด็กหนุ่มไร้อำนาจไร้บารมี กล้าดียังไงมาบอกว่าฉันว่าไม่คู่ควร คิดว่าตัวเองเป็ใครกัน?"
เขาคุ้นชินกับการอยู่เหนือผู้อื่น เมื่อถูกเฉินอวี่ท้าทาย จึงรู้สึกเหมือนถูกดูิ่อย่างรุนแรง
เมื่อถังรั่วเซวียนเห็นสีหน้าของพ่อก็รู้ทันทีว่าเฉินอวี่ซวยแน่
"นายไม่กลัวตายหรือไง? ยังไม่รีบขอโทษพ่อฉันอีกเหรอ?" เธอไม่เคยมีความรู้สึกดี ๆ กับเฉินอวี่อยู่แล้ว
โดยเฉพาะคำพูดโอ้อวดไร้สาระที่เขาพูดออกมา ยิ่งทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก
"เมื่อไม่เชื่อแล้ว จะตามหาผมทำไมกัน?" พูดจบ เฉินอวี่ก็หยิบแก้วเหล้าขึ้นมาดื่มจนหมดในจังหวะเดียว
ถังหัวเฉียงเย้ยหยันพร้อมเสียงหัวเราะเ็า "แค่จะพิสูจน์ยังไม่กล้า แกคงแค่แสร้งทำเป็ลึกลับและบังเอิญเดาถูกแค่นั้นน่ะสิ"
พิสูจน์?
เฉินอวี่รู้สึกขบขันขึ้นมา
"คำพูดของผม เฉินอวี่นั้น พูดแล้วย่อมทำได้เสมอ เมื่อไม่เชื่อก็ตามใจ" เฉินอวี่กล่าวอย่างสงบเย็น
"ถ้าอย่างนั้นแปลว่าคงสิ้นวาสนากันแค่นี้สินะ" ถังเต๋อจงผิดหวังอย่างมาก เขาถอนหายใจ
ไม่รู้กี่ปีมาแล้ว ที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นอาการป่วยของเขาออก
เดิมที เขาคิดว่าเฉินอวี่ที่มองเห็นอาการป่วยของเขาได้ในชั่วพริบตา น่าจะมีฝีมือ
เพราะเหตุนี้ เขาจึงรู้สึกตื่นเต้นอยู่นานทีเดียว
แต่ในตอนนี้...
เฉินอวี่ที่แม้แต่จะยืนยันก็ยังไม่กล้า
คิดดูแล้ว น่าจะเพราะบังเอิญเดาถูกเท่านั้น
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกผิดหวังไม่น้อย
"ทิ้งบัตรไว้ซะ เงินที่ใช้ไปแล้วถือเป็ค่าเดินทางแล้วกัน รีบออกไปให้พ้นหน้าฉันได้แล้ว ก่อนที่จะมีคนมาลากแกออกไป!" ถังหัวเฉียงะโด้วยความโกรธ
ในเวลาเดียวกัน บรรดาบอดี้การ์ดนอกประตูก็พากันบุกเข้ามา พวกเขาล้อมเฉินอวี่ไว้ตรงกลาง แล้วเปิดทางออกเป็เชิงไล่
"ยังไม่รีบออกไปอีก?" ถังหัวเฉียงยกมือชี้ไปที่ประตูอย่างเผด็จการ
เฉินอวี่ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ ไม่มีความลังเลใจแม้แต่น้อย เขาวางบัตรธนาคารทิ้งไว้ทันที
เขามองนาฬิกาเล็กน้อยแล้วพูดทิ้งท้าย "เดี๋ยวพวกคุณจะต้องมาขอร้องผม"
“ขอร้อง?” ถังหัวเฉียงราวกับได้ยินเื่ตลกขบขันที่สุดในโลก เขายิ้มอย่างเหยียดหยามแล้วพูดว่า "ยังหลับไม่ตื่นหรือไง? คนอย่างแกน่ะเหรอที่ฉันต้องขอร้อง? ฝันกลางวันไปเถอะ"
เฉินอวี่ไม่แยแส หันหลังจากไป
"พ่อ ดีนะที่พ่อคิดวิธีนี้ขึ้นมาทดสอบ ไม่อย่างนั้นเราอาจถูกหลอกจริง ๆ ก็ได้" ถังหัวเฉียงพูด
"ตอนนั้นคิดว่าเขามองแวบเดียวก็รู้ว่าฉันป่วยเป็อะไร ฉันนึกว่าเขามีความสามารถจริง ๆ แต่ตอนนี้คิดดูแล้ว คงเป็แค่การบังเอิญเดาถูกเท่านั้น" ถังเต๋อจงส่ายหัวด้วยความผิดหวัง พร้อมถอนหายใจ
"คุณปู่ ไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ ถ้าหนูเจอเขาอีก จะต้องสั่งสอนเขาให้หายอวดดีเลย" ถังรั่วเซวียนกำหมัดเล็ก ๆ ของตัวเองแน่น เมื่อนึกถึงใบหน้าเรียบเฉยที่ชอบทำตัวเหนือโลกของเฉินอวี่ ก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดกว่าเดิม
แต่แล้วในขณะนั้น...
ถังหัวเฉียงและถังรั่วเซวียนก็ได้ยินเสียงไออย่างรุนแรงดังขึ้น
ทั้งสองหันไปมองตามเสียง และเห็นว่าถังเต๋อจงกำลังไอและกระอักเืสีดำก้อนใหญ่ออกมาจากปาก
"คุณปู่ คุณปู่ เป็อะไรไปเหรอคะ?!"
ถังรั่วเซวียนใกลัวจนหน้าซีด รีบคว้ากระดาษทิชชูมาช่วยถังเต๋อจงเช็ดเืที่ไหลออกมา
ทันใดนั้น ถังเต๋อจงก็ล้มฟุบลง แล้วก็หมดสติไปต่อหน้าต่อตา
"คุณปู่!!"
"คุณปู่ คุณปู่เป็อะไรกันแน่ อย่าทำให้หนูกลัวสิคะ!"
ใบหน้าอันงดงามของถังรั่วเซวียนซีดเผือดในทันที
"เร็ว! รีบไปเอารถแล้วพาเขาไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด!" ถังหัวเฉียงที่รู้สึกตัวได้ก่อนใคร ะโสั่งอย่างเร่งด่วน
บอดี้การ์ดหลายคนที่รออยู่นอกประตูได้ยินเสียงก็รีบวิ่งเข้ามา พากันอุ้มถังเต๋อจงขึ้นรถ มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาล
...
ในขณะที่คนของตระกูลถังพาถังเต๋อจงเดินทางไปโรงพยาบาล
ณ บริเวณก่อสร้างที่อยู่ไม่ไกลจากคฤหาสน์ใบไม้แดง
บนลานก่อสร้างที่สูงกว่าสองร้อยเมตร มีเฉินอวี่ยืนนิ่งอยู่ที่นั่น มือทั้งสองสอดอยู่ในกระเป๋า เขาทอดสายตามองไปไกล
ลมแรงพัดปลิวเสื้อผ้าดังสะบัด ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องลงมา ร่างกายของเขาดูราวกับถูกห่อหุ้มด้วยรัศมีสุกสกาว ดุจดั่งเทพเ้า
เมื่อเห็นเหตุการณ์ดั่งกล่าว เฉินอวี่ก็ค่อย ๆ เอ่ยประโยคสั้น ๆ ขึ้นมา
"คนในโลกนี้ส่วนใหญ่โง่เขลา แต่กลับคิดว่าตัวเองฉลาด"
ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือของเฉินอวี่ก็สั่นเบา ๆ
เฉินอวี่หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วมองดูข้อมูลผู้โทรเข้าบนหน้าจอ
ลุงเฉิง
เฉินอวี่รับสาย จากหูฟังก็ดังขึ้นเป็เสียงชายที่ทุ้มหนักและคุ้นเคย
"เสี่ยวอวี่* [1] ตอนนี้อยู่ที่ไหน?"
เมื่อได้ยินเสียงนั้น จิตใจที่สงบนิ่งดั่งบึงน้ำโบราณของเฉินอวี่ก็เกิดระลอกคลื่นเล็กน้อยขึ้นมา
คนที่อยู่อีกปลายสายโทรศัพท์ชื่อเจิ้งเฉวียนเฉิงเป็พี่น้องสนิทที่พ่อของตนเองเล่นด้วยกันมาั้แ่เด็ก ใกล้ชิดกันราวกับพี่น้องแท้ ๆ
"ลุงเฉิง ผมอยู่ในเขตเมืองครับ" เฉินอวี่พูดพร้อมกับใบหน้าที่เผยแสดงความอ่อนโยนขึ้นมาเล็กน้อย
ในความทรงจำของเฉินอวี่เมื่อครั้งที่แม่ล้มป่วย เขาต้องออกไปยืมเงินจากทุกที่เพราะค่ารักษาพยาบาลที่สูงลิ่ว
ตอนนั้นบริษัทของลุงเฉิงเองก็มีปัญหาด้านการเงิน แม้แต่เงินหนึ่งล้านหยวนก็ยังหาไม่ได้
แม้จะเป็เช่นนั้น เมื่อเจิ้งเฉวียนเฉิงทราบข่าวว่าแม่ของเฉินอวี่เกิดเหตุ ก็ยังควักเงินสามแสนหยวนออกมาช่วยเหลืออยู่ดี
ในใจของเฉินอวี่ ลุงเฉิงมีฐานะเทียบเท่าครอบครัว และเป็หนึ่งในคนที่เขาเคารพนับถือที่สุด
เจิ้งเฉวียนเฉิงที่อยู่ปลายสายพูดด้วยความเกรงใจว่า "เป็เื่แบบนี้นะ เสี่ยวอวี่ เจิ้งจื่อเซวียนไปร่วมงานรวมรุ่นที่ KTV ต้องกลับดึกเลย ลุงกลัวเธอกลับบ้านคนเดียวไม่ปลอดภัย พอจะรบกวนให้ช่วยส่งเธอกลับบ้านได้ไหม ถ้าจริง ๆ ไม่สะดวกก็ไม่เป็ไรนะ"
เฉินอวี่ยิ้มแล้วพูดว่า "ลุงเฉิง วางใจได้เลย ผมจะส่งเจิ้งจื่อเซวียนกลับบ้านอย่างปลอดภัยแน่นอน"
การส่งผู้หญิงคนหนึ่งกลับบ้าน ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไรสักหน่อย
อีกทั้งคืนนี้เขาก็ไม่มีธุระอะไร จึงตอบรับทันที
“แล้วทางตระกูลฉินเขาจะไม่ว่าอะไรเหรอ?” เจิ้งเฉวียนเฉิงถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง
"หย่ากันแล้วครับ" เฉินอวี่ตอบ
อีกฝั่งของสายนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วก็เปล่งเสียงหัวเราะอย่างเปิดเผย "งั้นก็ดีเลยตระกูลฉินก็ไม่ใช่คนดีอะไรอยู่แล้ว เสี่ยวอวี่ วางใจได้เลย คราวหน้าลุงแนะนำสาวดี ๆ ให้ นายยังแค่ยี่สิบสาม ยังมีโอกาสอีกเยอะ"
"งั้นวางสายก่อนนะครับ ส่งที่อยู่มาให้ผมได้เลย ผมจะรีบไป"
หลังจากวางสายเฉินอวี่ก็กระโจนลงจากความสูงร้อยเมตร เงาร่างของเขาหายลับไปในความมืดมิดของราตรี
...
ด้านนอกห้องวีไอพี 666 ของหาวอวี่ เคทีวี
มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ อายุราว ๆ ยี่สิบสองถึงยี่สิบสามปี
เธอไม่แต่งหน้า ทว่าใบหน้างดงามละเอียดอ่อน สดใสหวานน่ารัก ผูกผมเป็หางม้า สวมชุดกีฬาเรียบง่าย ซึ่งเผยให้เรือนร่างที่ได้สัดส่วนอย่างชัดเจน
แต่ทว่า บนใบหน้าอันสวยงามของเธอนั้นกลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ข้าง ๆ เธอมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ รูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดสูทสไตล์เจเคขนาดสั้น ผมยาวถึงเอว ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์
เมื่อเห็นว่าเจิ้งจื่อเซวียนมีสีหน้าไม่พอใจ เธอจึงถามว่า "จื่อเซวียน เป็อะไรไป ใครทำให้เธอไม่พอใจเหรอ?"
เจิ้งจื่อเซวียนส่ายหัว แสดงความไม่พอใจอย่างเต็มที่ "พ่อของฉันให้คนมาส่งฉันกลับบ้าน พูดทำนองว่ากลัวฉันกลับบ้านคนเดียวตอนกลางคืนจะไม่ปลอดภัย ฉันโตแล้วขนาดนี้ยังจะมาคอยควบคุมอีก แถมจะส่งคนมารับทั้งที ดันส่งคนที่ฉันไม่อยากเจอมาอีก"
"เฮ้ย จะกลัวอะไร เื่ที่หลังก็ให้ตัวเองตอนนั้นวุ่นวาย เธอสบายใจได้เลย ตอนนั้นมีพวกเราอยู่ด้วยหลายคน ใครที่เธอไม่อยากเจอ พวกเราจะช่วยไล่ออกไปเอง ไปเลย เข้าไปมันกัน" โดยไม่รอให้เจิ้งจื่อเซวียนทันตั้งตัว จงมู่หย่าก็คว้ามือเธอลากเข้าไปในทันที
* [1] เสี่ยว (小) แปลว่า ‘เล็ก’ เมื่อนำมาวางหน้าชื่อเล่นหรือชื่อตัวละคร จะเป็การสร้างชื่อเล่นที่แสดงถึงความเอ็นดู ความสนิทสนม หรือใช้เรียกผู้ที่มีอายุน้อยกว่ามาก ๆ