กานต์แก้วเป็ผู้หญิงตัวเล็กที่อยู่ไม่สุขเลยสักนิด ผมยาวสีดำขลับของเธอมักถูกรวบลวกๆด้วยหนังยางเส้นเดิม ดวงตากลมคมเข้ม แก้มป่องนิดๆ ปากนิด จมูกหน่อยๆ และผิวเข้มแดด จนดูขัดกับสาวภูไทในหมู่บ้านเกิดอย่างประหลาดเพราะผู้หญิงแถบนั้นส่วนใหญ่มักผิวขาวนวล พูดจาเพราะ เรียบร้อยอ่อนหวานเหมือนผ้าไหมแพรวา แต่กานต์แก้วกลับหัวเราะดัง พูดเก่ง กินสนุกและใช้ชีวิตเหมือนโลกนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว เธอชอบคุยกับคนแปลกหน้า ชอบมองผู้คน ชอบฟังเื่ของคนอื่นและบางครั้งก็แอบตั้งชื่อให้คนที่นั่งอยู่รอบตัวเล่นๆ เวลาว่าง
“ขยับเข้าไปอีกหน่อยคับพี่เบาะสองนั่งสาม เดี๋ยวได้ไปทุกคน” เสียงเด็กรถะโดังลั่นบนรถทัวร์สีเหลืองคันเก่าเธอนั่งเบียดอยู่ริมหน้าต่าง กระเป๋าเป้ใบเดียววางบนตัก ลมร้อนจากหน้าต่างที่เปิดอ้าไว้พัดเส้นผมยาวของเธอปลิวไปหมดบนรถแน่นจนแทบไม่มีที่หายใจ มีทั้งคนยืน เด็กเล็กร้องไห้ แม่อุ้มลูก ลุงเมาเหล้ากลิ่นแรงนักเรียนที่หลับคอพับ และป้าที่พูดโทรศัพท์เสียงดังจนคนทั้งคันได้ยินเื่ลูกสะใภ้ไปพร้อมกันกานต์แก้วนั่งฟังพลางอมยิ้ม ก่อนแอบคิดในใจว่า
“ป้าคนนี้น่าจะเอารางวัลนักเล่าเื่แห่งชาติไปเลยนะ”หญิงสาวหลุดหัวเราะออกมาคนเดียวเบาๆ ผู้ชายที่นั่งข้างๆ หันมามองงงๆ
“เป็หยังน้อหล่า”
“บ่มีหยังดอกลุง”
เธอตอบพร้อมยิ้มกว้างจนตาหยี แล้วหันกลับไปมองวิวข้างทางต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอรถจอดตามป้ายระหว่างทาง พ่อค้าแม่ค้าก็รีบวิ่งขึ้นมาบนรถทันที
“น้ำเย็นๆ จ้า”
“ซาลาเปาร้อนๆ เด้อ”
“ไก่ย่างข้าวเหนี่ยวร้อนๆ จ้า”
เสียงเรียกลูกค้าดังแข่งกันวุ่นวาย คนขายต้องเบียดตัวผ่านผู้โดยสารที่แน่นเต็มทางเดินบางคนเกาะเบาะไว้แทบหล่น
กานต์แก้วมองภาพตรงหน้าแล้วยิ้ม เธอชอบดูชีวิตผู้คนแบบนี้เสมอมันดูวุ่นวาย เหนื่อย แต่ก็เต็มไปด้วยชีวิต เธอนั่งกินซาลาเปาไปมองท้องฟ้า ไปปล่อยอารมย์ลอยไปตามก้อนเมฆและสายลมเธอยิ้มแต่ถ้าใครมองเธออย่างตั้งใจอาจสังเกตเห็นว่าสายตาข้างในนั้น เหงาอยู่นิดๆ ไม่ใช่เหงาเพราะเศร้าแต่เหงาแบบที่คนหนุ่มสาวทุกคนรู้จัก เหงาแบบที่อยู่ท่ามกลางคนเป็ร้อยแต่กลับรู้สึกว่ายังขาดใครสักคน ยังไม่รู้ว่าจะเป็ใครยังไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ แค่รู้ว่ายังไม่มี...
อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ชีวิตของเธอจะเริ่มต้นใหม่จริงๆแล้ว แม้จะต้องจากบ้านมาไกลเกือบสองร้อยกิโลเมตร แต่เธอไม่ได้กลัวนัก เพราะครอบครัวสอนมาั้แ่เด็กว่า“ชีวิตคนเราไม่มีใครเดินแทนกันได้” ถึงบ้านจะไม่ได้ลำบาก แต่พ่อแม่ก็เลี้ยงลูกแบบให้เอาตัวรอดเป็เธอจึงโตมาเป็ผู้หญิงที่เข้มแข็ง อดทน และยิ้มสู้กับทุกอย่างจนเป็นิสัย ต่อให้วันนี้ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่เพียงลำพังเธอก็ยังคิดว่า “เอาน่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป...” เสียงเพลงลูกทุ่งเก่าๆ ดังคลอเบาๆมาจากวิทยุหน้ารถ แดดบ่ายส่องลอดหน้าต่างเข้ามาอุ่นๆ กานต์แก้วขยับตัวพิงกระจก ก่อนค่อยๆหลับลงท่ามกลางความโกลาหลรอบตัว ทั้งเสียงเด็กร้อง เสียงแม่ค้า เสียงคนคุยกัน ไม่มีอะไรทำให้เธอหลับไม่ได้เลย
นี่แหละความสามารถพิเศษของกานต์แก้ว หลายชั่วโมงผ่านไป“ถึงแล้วๆ ลงได้เลยคับ!” เสียงเด็กรถะโปลุกผู้โดยสารดังลั่น กานต์แก้วสะดุ้งตื่นเล็กน้อย ก่อนรีบคว้ากระเป๋าเป้ใบเดิมขึ้นสะพายหญิงสาวก้าวลงจากรถทัวร์ช้าๆ แสงแดดยามเย็นของเมืองใหญ่แห่งใหม่ส่องกระทบใบหน้าเสียงรถรา เสียงแม่ค้าริมทาง กลิ่นอาหาร กลิ่นฝุ่น ทุกอย่างดูแปลกตาไปหมด เธอยืนมองรอบตัวเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“สู้โว้ย!” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบาๆแล้วลากกระเป๋าเดินต่อด้วยรอยยิ้ม โดยไม่รู้เลยว่า การเริ่มต้นชีวิตใหม่ครั้งนี้ กำลังจะพาเธอไปพบกับผู้ชายคนหนึ่ง
ผู้ชายที่ต่อไปจะกลายเป็ทั้งความสุข และาแที่สวยงามที่สุดในชีวิตของเธอ