บทที่ 13
แถ...
“เ้าสบายดีใช่ไหม? ท่านยุวาจารย์ของข้า”
“ครับท่านเ้าเมือง ข้าสบายดีครับ!ท่านไม่ต้องเรียกข้าแบบนั้นหรอกครับ!”
“ไม่ได้...ไม่ได้ เ้ามีตำแหน่งเป็ยุวาจารย์ข้าก็จำเป็ต้องให้เกียรติเ้าตามสมควร...”
ปราณโค้งคำนับท่านเ้าเมืองแล้วมองดูชายชุดดำสองคน ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าท่านเ้าเมือง พอเห็นรูปร่างก็จำได้ว่าสองคนนี้คือผู้ที่ลอบสังหารและได้ประลองฝีมือเมื่อคืนนี้แต่วันนี้กลับเปิดใบหน้าแสดงให้เห็นถึงความเป็เด็กหนุ่มอายุ 20 กว่าๆ ที่สำคัญทั้งคู่เป็ฝาแฝดกัน!
“อ้อ...เ้าสองคนนี้จู่ๆ ก็มาสารภาพกับข้าว่าเมื่อวานได้ไปลอบทำร้ายเ้า!”ท่านเ้าเมืองเอ่ยบอกทันที ทั้งสองหันมองหน้ายุวาจารย์ แล้วก้มหน้าลงด้วยความสลด
“ว่าไง...ใครเป็คนสั่งให้เ้ากระทำการเยี่ยงนี้?”
“เออ...ทะทะท่านาุโสองครับ!”ตอบแทบจะพร้อมกัน
“หา! เ้าว่ายังไงนะ?” สุเมธาธิบดีถามซ้ำเพราะไม่เชื่อว่าจะเป็ฝีมือของแก่นนคร!
**********
“ฮ่าๆๆๆๆ ป่านนี้คงเป็คนไร้ชื่อไปเสียแล้ว สบายใจข้าเสียจริง” ผู้าุโสองหัวเราะร่วนด้วยความดีใจ ในมือถือแก้วไวน์องุ่นรสเลิศ คุณภาพสูงจากเมืองเลยาเมืองแห่งการผลิตไวน์และส่งออกไวน์ชั้นเลิศแห่งอาณาจักรไชยคราม!
“แบบนี้ก็น่าดีใจแทนทุกๆคนจะได้ไม่ต้องไปฝืนเรียนกับไอ้เ้าเด็กยากจนคนนั้น!” รัตนาภรณ์ยิ้มอย่างดีใจไม่แพ้สามี
“ท่านสมุหเสนาแก่นนครครับ!ท่านเ้าเมืองเรียกประชุมด่วนครับ!”
“นั่นไง! ไม่ทันขาดคำของเ้า เราก็ได้ข่าวดีฮ่าๆๆๆ คงจะแจ้งว่าไม่ต้องให้ลูกๆ เรียนกับไอ้ยุวาจารย์แล้ว...งั้นเราสองคนต้องทำนิ่งๆสลดเศร้าใจกันเสียหน่อย จะได้ดูน่าเชื่อถือ”
สองสามี-ภริยา หัวเราะด้วยความสุขใจจากนั้นาุโสองก็วางแก้วไวน์ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนที่จะพยักหน้ากับภริยาแม่นายรัตนาภรณ์ ที่เดินมาเกาะแขนผู้เป็สามีในใจของทั้งคู่กระหยิ่มยิ้มย่อง งานนี้สำเร็จ เหมือนยกูเาออกจากอก!
**********
สมุหเสนาแก่นนครพร้อมภริยาเดินเข้ามายังห้องโถงใหญ่ ในขณะนี้มีบรรดามหาอำมาตย์นั่งล้อมวงตามตำแหน่งเก้าอี้ตัวสุดท้ายด้านขวามือ เป็ตำแหน่งที่ปรากฏขึ้นมาใหม่ เด็กชายตัวน้อยนั่งเรียบร้อย‘ไอ้เ้าเด็กปราณ...ทำไมมันยังไม่ตาย?’
กลางโถงใหญ่ชายชุดดำ 2 คน นั่งคุกเข่าสองข้างอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ท่านเ้าเมืองท่านผู้าุโสองพร้อมภริยานั่งลงสบตากันเล็กน้อย สีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ว่าไงท่านสมุหเสนาแก่นนคร เมื่อคืนฝันดีไหม?” สุเมธาธิบดีถามแดกดันทำเอาแก่นนครอึ้งไปพักหนึ่ง
แก่นนครเหลือบมองรัตนาภรณ์แล้วน้อมตัวตอบสียงอึกอักเล็กน้อยจู่ๆ เหงื่อก็ซึมออกมา “เออ...ก็ไม่ได้ฝันอะไรทั้งนั้นหรอกครับ! อา...ว่าแต่วันนี้เรียกประชุมโดยพร้อมกันทั้งหมดมีอะไรหรือครับ?”
สุเมธาธิบดีสูดหายใจลึกเพื่อสกัดกั้นความรู้สึก แล้วตอบราบเรียบ “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก...ท่านรู้จักสองคนนี้ไหม?” ท่านเ้าเมืองชี้มายังชายชุดดำสองคน
าุโสองนิ่งเงียบไปพักนึง‘ซวยแล้วสิ ทำไมมันอยู่ตรงนี้ได้ หรือมันเสียท่าให้ไอ้เ้าเด็กปราณนั่น บ้าน่า!ไม่น่าจะเป็ไปได้’ แล้วเอ่อตอบ “เออ...ไม่รู้จักเลยครับ!”
“สองคนนี้เขาบอกว่ารู้จักท่านเป็อย่างดี...เมื่อคืนท่านมอบหมายงานพิเศษให้เขาทำ!”
“มันจะเป็อย่างนั้นไปได้อย่างไร? ข้าไม่เคยรู้จัก...แล้วมันจะมาพูดว่ารู้จักข้า...ใครๆก็อ้างว่ารู้จักข้ากันได้ทั้งนั้น ก็ข้าเป็ถึงสมุหเสนาแห่งเมืองเชียงคลองใครหน้าไหนจะไม่รู้จักกัน ...แต่ว่าข้าไม่รู้จักมันสองคนแน่ๆ” แก่นนครรีบยกเหตุผลในทันที
แฝดชุดดำหันมองาุโสองด้วยแววตาโกรธแค้นหนึ่งในนั้นกล่าวขึ้นมา “ท่านไม่รู้จักพวกข้าจริงๆ หรือ? ท่านสมหุเสนาแก่นนคร!”
สมุหเสนาแก่นนครลุกขึ้นยืนชี้หน้าชายทั้งสองด้วยความเดือดดาล “เ้าพูดเื่อะไร? ข้าไม่เห็นรู้เื่...อย่ามาใส่ความข้านะ...ข้าก็หลับของข้าสบายๆอย่ามากล่าวหาชุ่ยๆ แบบนี้ เ้าจะมีความผิด”
“คนที่ใช้ข้าทั้งสองคนมาโดยตลอด...ก็คือท่านนั่นแหละ!” อีกคนกล่าวด้วยเสียงดังฟังชัดชี้หน้าท่านาุโสองกลับไป
แก่นนครชี้หน้ากลับส่งเสียงดังด้วยความเกรี้ยวกราด “บัดซบแท้ๆ ! เ้าเป็ใคร? กล้าดียังไงมาใส่ความข้า...ข้าไม่เคยใช้เ้าสองคนให้ไปทำร้ายใครที่ไหน...แล้วมากล่าวใส่ร้ายข้าแบบนี้ได้ยังไง?”
“หา!!!...ท่านว่ายังไงนะ? พูดใหม่อีกทีสิ?” สุเมธาธิบดีได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้ง หันมองทันที
แก่นนครดวงตาหลุกหลิกแล้วเอ่ยพูด พยายามให้พรั่งพรูไร้พิรุธ “ก็แน่นอนอยู่แล้วท่านเ้าเมือง!ข้าไม่เคยใช้ใครให้ไปทำร้ายผู้คน แล้วจู่ๆมันจะมาโทษข้าว่าข้าใช้พวกมันไปทำร้ายคนอื่น...ข้ายอมไม่ได้!!!”
ท่านเ้าเมืองลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาหาท่านาุโสอง “แล้วท่านรู้ได้ยังไง?...ว่าสองคนนี่กำลังกล่าวหาว่าท่านใช้เขาไปทำร้ายคนอื่น?”
“เออ...” สมุหเสนาร่างท้วมสีหน้าไม่สู้ดีเหลือบมองภริยาเพื่อหวังจะให้พูดช่วยอะไรบ้าง
“เออ...ท่านเ้าเมืองคะ...ท่านก็รู้นี่ว่าสามีของข้า ใครๆ ก็รู้จักทั้งนั้นการที่จะมีคนร้ายมากล่าวใส่ร้ายสามีข้า มันก็สามารถพูดได้ทั้งนั้นมัน้าทำลายชื่อเสียง...ยังไงข้าไม่ยอมท่านเ้าเมืองต้องจัดการเื่นี้อย่างเด็ดขาด!”
ท่านเ้าเมืองย้ำคำพูดต่างๆเพื่อจับความพลาดของแก่นนคร “เขายังไม่ได้พูดอะไร…และก็ยังไม่ได้กล่าวหาอะไรท่านด้วยซ้ำ!...ทำไมท่านถึงเอ่ยเื่ทำร้ายคนล่ะ?”
ท่านมหาเสนาพิมุขมนตรีเอ่ยแทรกด้วยเสียงเนิบช้า“ท่านสมุหเสนา!ข้ากล้ายืนยันด้วยเกียรติของผู้าุโสี่แห่งเมืองเชียงคลอง...ข้าและทุกคนเพิ่งมาถึงก่อนหน้าท่านไม่กี่เพลาก็เห็นชายสองคนนี้นั่งคุกเข่าต่อหน้าท่านเ้าเมืองยังไม่ได้พูดอะไรออกมาสักประโยค!” บรรดาอำมาตย์ในห้องต่างก็ออกเสียงสนับสนุน พิมุขมนตรีเอ่ยต่อ“แล้วท่านก็พูดออกมาเองมิใช่หรือว่า...ไม่ได้ใช้ให้ไปทำร้ายใคร!นั่นก็แสดงว่าท่านคิดจะทำร้ายใครอยู่อย่างนั้นหรือ?”
แก่นนครเริ่มจะจนมุมมากขึ้น “ก็...เออ...ท่านาุโสี่...ท่านก็ว่าไป...คนที่มีความผิดส่วนมากก็เื่ทำร้ายคนมานั่งในโถงนี้ ก็น่าจะเป็เื่คอขาดบาดตายมิใช่หรือ? ไม่อย่างนั้นจะนำตัวขึ้นมาทำไม?ให้พวกผู้คุมกฎสอบสวนเองไม่ดีกว่าหรือ? แบบนี้ข้า...ข้าก็เดาเอาได้!” าุโสองพยายามจะแก้ตัว แต่ก็ยิ่งวกวนในคำพูดของตัวเอง
“แล้วอาการที่ท่านใเมื่อเห็นยุวาจารย์น้อยของเรา นั่งอยู่นี่ประชุมด้วยท่านจะบอกว่ายังไง?” ท่านเ้าเมืองจี้ถาม
“ก็...ก็ข้าสงสัยนี่ว่าเ้าปราณ....เอ้ย! ยุวาจารย์ไม่น่าจะมีหน้าที่มาประชุมอะไรกับพวกเรา...แล้วมานั่งตรงนี้ข้าก็ต้องสงสัยเป็ธรรมดา มันผิดตรงไหนล่ะ? ท่านเ้าเมือง!”
ครุยุทธ์ผู้ลอบสังหารเอ่ยแทรกขึ้นมาบ้าง“ก็เมื่อวานตอนบ่ายๆ ท่านไปพบเราสองคน บอกให้ไปจัดการกับเ้ายุวาจารย์เด็กที่นั่งอยู่ตรงนั้นจะได้ไม่ต้องให้มันมาสอนลูกหลานของบรรดาอำมาตย์...ข้าก็ทำตามคำสั่งท่านทุกประการ...”
อีกคนสนับสนุนเสียงดัง“ใช่แล้ว! ระดับครุยุทธ์ของข้าสองคน การจะฆ่าพวกท่านในไม่กี่อึดใจเป็เื่ง่ายยิ่งนัก...ถ้าไม่ติดที่เป็คำสั่งของชายผู้นั้น!”
ปราณหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ‘ที่ข้ารอดตายมาได้ เพราะมีคนคอยช่วยชีวิตข้าหรือเนี่ย? เขาเป็ใครกัน?’ ยุวาจารย์น้อยค่อยๆเดินเข้ามาหาครุยุทธ์คู่แฝด! “พี่ชายทั้งสองข้าขอถามท่าน...ชายที่ท่านว่าเป็ใคร?”
“เทพยุทธ์ครุฑพ่าห์!”
“หา!! เทพยุทธ์ครุฑพ่าห์”
คนทั้งห้องพูดแทบจะพร้อมกัน เบิกตาโตอ้าปากค้าง เพราะเมืองเชียงคลองเป็เพียงเมืองเล็กๆที่ไม่เคยได้รับความสนใจจากทางการมาอย่างยาวนาน
เหตุเพราะไม่เคยมีนักฌานยุทธ์ถือกำเนิดจากหมู่บ้านแห่งนี้มาก่อนเมื่อไม่มีนักฌานยุทธ์จึงไม่ใช่สถานที่สำคัญที่ทางการจะจัดสรรงบประมาณให้เมืองเชียงคลองเกิดการพัฒนาและย่อมจะไม่มีนักฌานยุทธ์คนไหนให้ความสำคัญกับเมืองเชียงคลอง
การได้ยินชื่อนักฌานยุทธ์ระดับตำนานในเมืองเชียงคลองโดยเฉพาะกับหมู่บ้านเล็กๆ อย่างพยัคฆ์คำรามด้วยแล้วจึงสร้างความประหลาดใจให้กับบรรดาขุนนางมหาอำมาตย์เป็อย่างมาก
แฝดคนหนึ่งกล่าวขึ้น “ก็ใช่น่ะสิ!ที่เรามาก็เพราะได้รับปากกับท่านเทพยุทธ์ครุฑพ่าห์ว่าจะมาสารภาพความผิดแลกกับการที่พวกข้าไม่ต้องตาย มิเช่นนั้นพวกข้าจะมาทำไม?”
แก่นนครได้จังหวะการใช้คารมกลิ้งกลอกเอาตัวรอด “ฮ่าๆๆๆๆ เื่เหลวไหลทั้งเพ คนชั่ว คนโกง ถ้ามันจะใส่ร้ายใครมันก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ เ้าสองคนอย่าได้สร้างเื่เท็จโดยเฉพาะเื่การลอบฆ่าท่านยุวาจารย์ของเรา แล้วผลักความชั่วเ่าั้มาให้ข้าโดยเฉพาะการที่เ้ายิ่งอ้างถึงชื่อคนในตำนาน ที่ไม่เคยมีใครเห็นตัวจริงมันยิ่งไม่น่าเชื่อเข้าไปใหญ่ ฮ่าๆๆๆๆ”
“เ้า...ร้ายยิ่งนัก!!!” ครุยุทธ์นักฆ่าทั้งสองคนนั่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทำอะไรไม่ได้แม้ว่าก่อนหน้านี้จะสารภาพต่อหน้าท่านเ้าเมืองแล้วก็ตาม
แก่นนครแสดงท่าทีกระฟัดกระเฟียดไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด “เ้าสองคนเอาชื่อใครก็ไม่รู้มาแอบอ้าง...แล้วก็มาซัดทอดว่าข้าสั่งให้เ้าไปสังหารท่านยุวาจารย์... จะบ้ากันไปใหญ่แล้วใครมันจะทำเื่ราวแบบนั้นกัน...เ้าสองคน้าอะไรกันแน่? ถึงได้พยายามทำลายชื่อเสียงที่ข้าสั่งสมมา...เ้าสองคนกล่าวโทษข้าแล้วไหนหลักฐานล่ะ? หลักฐานตรงไหนที่แสดงว่าข้ากระทำแบบนั้นจริง?”
แฝดผู้พี่ลุกขึ้นยืนเตรียมชักมีดออกมา หมายพุ่งเข้าปลิดชีพาุโสอง“หืยยยยย...ไอ้คนชั่ว คนแบบนี้อย่าอยู่เลย”
“เดี๋ยวก่อน!...หยุดก่อนครับ!” เสียงห้ามเล็กๆจากเด็กน้อย ทำให้คนทั้งห้องหันมามอง
“ข้าจะปลิดชีพไอ้คนที่สั่งให้ไปสังหารเ้า...เ้ายังจะนิ่งเฉยหรือยังไง?”
“ข้าเข้าใจครับ! แต่ก็อย่างที่ท่านาุโสองบอกท่านพี่สองคนไม่มีหลักฐานใดๆ มาอ้าง การที่จะพูดว่าท่านาุโสองเป็คนสั่งการใครๆ ก็พูดได้ทั้งนั้นแหละครับ! จะเป็ความจริงแค่ไหนท่านพี่และาุโสองย่อมจะรู้แก่ใจดี แต่พวกเราในที่นี้ ไม่มีใครเห็นความเป็จริง”
“แต่มันเป็คนสั่งให้ข้าสองคน ลงมือสังหารเ้าเมื่อคืนนะ!เ้าไม่โกรธมันบ้างหรือไง?”
“แล้วคนที่ยืนคุยกับทุกท่านตรงนี้เป็ข้ายุวาจารย์ปราณมิใช่หรือ? ข้ายังมีลมหายใจต่อให้คำสั่งนั้นจะจริงหรือไม่?เื่นี้ก็ต้องสืบหาหลักฐานกันต่อไปแต่ข้ายังมีชีวิตอยู่ไม่ว่าการสังหารจะจริงหรือไม่ ข้าก็ยืนอยู่ในโถงแห่งนี้แล้วนั่นหมายความว่าการลอบสังหารไม่ได้เกิดขึ้น!”
ท่านอำมาตย์ทั้งหลายได้ยินปราณกล่าวเช่นนั้นจึงยิ่งแสดงแววตาเอ็นดูเขาทันทีความรู้สึกในใจที่คิดจะปฏิเสธการสอนลูกหลานของยุวาจารย์น้อยผู้นี้ไม่มีแล้วแต่กลับยิ่งกระหายให้ลูกหลานได้เรียนรู้ระบบความคิดและพฤติกรรมของเขาเหมาะสมกับตำแหน่งยุวาจารย์โดยแท้จริง!
ท่านเ้าเมืองมองมาทางยุวาจารย์ยิ้มชื่นชม‘เด็กน้อยคนนี้ มีความคิดยิ่งใหญ่มาก ไม่อาฆาต ไม่พยาบาท ทั้งๆที่แววตาของเขาก็แสดงออกว่าและเชื่อว่าคนสั่งฆ่าเป็ผู้าุโสองแต่เขากลับไม่แสดงท่าทีจะเอาความใดๆ ทั้งสิ้นช่างเป็เด็กที่อ่านความคิดไม่ออกจริงๆในอนาคตเขาจะเป็ผู้ที่ทำให้เมืองของเรายิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน’
ส่วนาุโสี่เดินมานั่งที่เก้าอี้มองปราณด้วยความชื่นชมแบบไร้ข้อกังขาใดๆ ‘แม้เป็เพียงเด็กสามัญชนไม่ได้มียศถาใดๆ ยังมีความคิดความอ่านที่ยิ่งใหญ่สง่างามถึงเพียงนี้นับเป็บุญของเมืองเชียงคลองแท้ๆ ที่เจอมหาบุรุษอายุน้อยเช่นนี้น่าเสียดายที่ข้าอายุมากแล้ว มิเช่นนั้นคงอาจจะทันเห็นความเปลี่ยนแปลงในอนาคต’
จะยกเว้นก็แต่าุโสองที่แม้จะยิ้มแต่ก็เป็ยิ้มฝืนความรู้สึกสุดๆ ‘หึ!อย่าคิดว่าการพูดโน้มน้าวทำเป็คนดีแบบนี้จะทำให้ข้าเปลี่ยนใจ...ตราบใดที่เ้ายังไม่ตาย ข้าไม่มีทางเป็สุข’