ทางด้านนิกายมารโลหิตหลังจากขาดการติดต่อกับถั่วป้าพร้อมกับมีข่าวลือปรากฏออกมาว่าพวกถั่วป้าทั้งหมดได้ตายไปแล้ว นี่ทำให้ผู้นำนิกายมารโลหิตโกรธอย่างมากถึงขั้นอยากจะเดินทางไปทำลายนิกายบุปผา
“บัดซบ มู่หลินมันกล้าดียังไงมาสังหารคนของข้า” ผู้นำนิกายโกรธอย่างมาก
“จากข่าวที่ได้รับมา มู่หลินนั้นไม่ใช่คนที่สังหารแต่เป็เด็กคนหนึ่งที่พึ่งปรากฎตัวและได้รับตำแหน่งผู้าุโหอโอสถ ชายหนุ่มคนนั้นมีนามว่าฉางเฟิงมีพลังอยู่ระดับิญญาขั้นที่ 1”
“ข้าไม่สนว่ามันจะมีพลังระดับใหนแต่มันกล้าทำลายแผนของข้าเพราะงั้นพวกเ้าจงไปคิดแผนการในการสังหารมันให้เร็วที่สุด”
“อีกไม่นานก็จะถึงงานเทศกาลชมบุปผาซึ่งนอกจากการชื่นชมความงามของบุปผาแล้วยังมีการประลองดื่มสุราและประลองต่อสู้อีกด้วย พวกเราสามารถใช้โอกาสนี้ในการฉีกหน้าพวกมันและสังหารเ้าฉางเฟิงนั่นได้”
“แต่จะทำยังไงเ้านั่นคือผู้าุโแน่นอนว่ามันไม่ได้เข้าร่วมการประลองแน่”
“ไม่ยากพวกเราก็เล่นงานศิษย์ของพวกมันให้หมดจากนั้นค่อยท้าทายพวกผู้าุโยังไงละ”
“ก็ดีเหมือนกัน ด้วยกำลังคนของพวกมันตอนนี้ไม่มีศิษย์คนใหนเทียบกับศิษย์ของพวกเราได้อยู่แล้ว”
“ดี ถ้างั้นไปรีบเตรียมการซะ จำไว้ต้องฆ่าเ้านั่นให้ได้” ผู้นำนิกายกล่าว
ในเงามืดไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่กลับมีกิ้งก่าสีดำสนิทจ้องมองดูคนทั้งหมดด้วยแววตาที่เ็า
“กล้าคิดสังหารนายน้อยของข้าดูท่าข้าต้องสั่งสอนพวกมันสักหน่อยแล้ว” เสี่ยวเฮ่ยกล่าวเสียงเย็น
หลังจากที่บรรดาผู้าุโพากันออกไปกันหมดแล้วผู้นำนิกายก็นั่งอยู่คนเดียว ทันใดนั้นเองกลับมีจิตสังหารปรากฏ ผู้นำนิกายหน้าถอดสีและรีบสร้างม่านพลังปกป้องร่างกายทันที
“ใคร!!!!!!!!!!” ผู้นำนิกายคำราม
แต่กลับไร้เสียง แต่ถึงแบบนั้นผู้นำนิกายกลับรู้สึกถึงสายตาที่น่าหวาดกลัว มันคือสายตาของนักล่าที่มองมายังเหยื่อ ลิ้นของเสี่ยวเฮ่ยพุ่งออกมาเหมือนกับหอกที่แหลมคม
“ไม่!!!!!!!!!!” ผู้นำนิกายไม่สามารถขยับตัวเองได้และถูกลิ้นของเสี่ยวเฮ่ยตัดแขนขวาไปในทันที
“คิดร้ายต่อนายน้อยของข้าวันนี้จะแค่เตือน” เสี่ยวเฮ่ยคิดในใจก่อนจะตรงไปยังคลังสมบัติของนิกายมารโลหิตต่อ
“เกิดอะไรขึ้น!!!.....ท่านผู้นำนิกาย!!!!” ผู้าุโที่ััได้ถึงคลื่นพลังของผู้นำนิกายจึงรีบกลับมาและพบว่าผู้นำนิกายนอนจมกองเือยู่ แขนข้างหนึ่งถูกจัดขาดและยังได้รับาเ็มากอีกด้วย
“ใครกันที่ลงมือ!!!!” เหล่าผู้าุโพากันหวาดกลัวทันที
ผู้นำนิกายมารโลหิตเป็ถึงระดับราชันขั้นที่ 9 เป็คนที่แข็งแกร่งเป็อันดับต้นๆของอาณาจักรกลับถูกทำร้ายลงในถิ่นของตนเองนั่นหมายความว่าคนที่ลงมืออย่างน้อยก็ระดับจักรพรรดิ
“ข้าไม่รู้ว่าใครแต่ที่รู้คือเมื่อมันมองมาที่ข้าตัวของข้าก็ไม่สามารถขยับได้เลย” ผู้นำนิกายโลหิตหวาดกลัวอย่างมาก
“พวกเราไปทำให้ใครขุ่นเคืองไว้งั้นเหรอถึงได้ถูกเล่นงานแบบนี้” เหล่าผู้าุโกล่าว
“ตูม!!!!!!!!!!!!”
“เกิดอะไรขึ้นอีก!!!!” เหล่าผู้าุโพากันหน้าเปลี่ยนสี
“แย่แล้วผู้าุโ คลังสมบัติของนิกายถูกทำลายไปแล้ว” เสียงของศิษย์ดังขึ้น
“อัก!!!!!!” ผู้นำนิกายมารโลหิตโกรธจนกระอักเืและหมดสติทันที
เสี่ยวเฮ่ยนั้นไม่ได้มีความสามารถเหมือนกับเสี่ยวจินในเื่ขโมยของเพราะงั้นเสี่ยวเฮ่ยจึงทำลายค่ายกลลงด้วยพลังของตนเองจากนั้นก็กวาดสมบัติไปทั้งหมดก่อนจะะเิคลังสมบัติทิ้ง
“ใครกันที่มันกล้ามาหาเื่นิกายมารโลหิตของข้า” เสียงคำรามด้วยความโกรธดังขึ้น
ชายชราคนหนึ่งปรากฏตัวออกมาพร้อมกับแผ่กลิ่นอายจักรพรรดิออกมา เพียงแต่ไม่ว่าชายชราจะตรวจสอบยังไงก็หาไม่พบคนลงมือราวกับว่าคนๆนั้นหายไปแล้วหรือไม่มีตัวตนั้แ่แรก
“สั่งการลงไปให้ตรวจสอบคนในนิกายให้หมดหาคนลงมือมาให้ได้” บรรพชนของนิกายมารโลหิตคำรามด้วยความโกรธ
อีกด้าน ทางฉางเฟิงก็ได้แก้ปัญหาให้กับเหล่าศิษย์พร้อมกับหาทักษะที่เหมาะสมให้ ตอนนี้ด้วยความช่วยเหลือของเม็ดยาคุณภาพสุดยอดแน่นอนว่าการบ่มเพาะของเหล่าศิษย์พัฒนาอย่างก้าวะโ
“อีกสามเดือนก็จะถึงวันเทศกาศชมบุปผาแล้วทรัพยากรดูเหมือนจะไม่พอ” ฉางเฟิงกล่าว
“นายน้อยข้ากลับมาแล้ว” แต่ในตอนนั้นเสี่ยวเฮ่ยก็กลับมาพอดี
“เป็อย่างไรบ้าง ได้ข้อมูลดีๆมาหรือไม่”
“แน่นอน ข้าได้บันทึกข้อมูลทั้งหมดเอาไว้ในหยกนี้แล้ว และข้ายังได้ของติดไม่ติดมือมาด้วย” เสี่ยวเฮ่ยส่งแหวนมิติหลายวงให้กับฉางเฟิง
“นี่มัน เ้าปล้นพวกมันมางั้นเหรอ” ฉางเฟิงตกตะลึง
เสี่ยวเฮ่ยยกยิ้มชั่วร้าย เมื่อเห็นดังนั้นฉางเฟิงก็เข้าใจได้ทั้งหมดและยิ้มชั่วร้ายออกมาเช่นกัน สำหรับศัตรูไม่จำเป็ต้องไปสงสารแม้แต่น้อย
“เ้าทำได้ดีมากจริงๆเสี่ยวเฮ่ย คราวหลังเ้าก็ไม่จัดการพวกมันแบบนี้แหละดี” ฉางเฟิงหัวเราะ
คลังสมบัติของนิกายนิกายหนึ่งหาใช่น้อยๆมันคือทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่นิกายบุปผาเทียบไม่ติด ฉางเฟิงได้เริ่มขัดเกลาเหล่าศิษย์อีกครั้ง
แต่สำหรับตัวฉางเฟิงแล้วการกลั่นศิลาปราณให้กลายเป็ปราณโกลาหลนั้นยากเย็นอย่างมากเพราะการจะได้รับพลังปราณโกลาหลสักน้อยนิดก็เสียศิลาปราณไปหลายร้อยก้อนแล้วเรียกได้ว่าสิ้นเปลือกอย่างมากจำเป็ต้องมีเม็ดยาที่ทรงพลังในการช่วยเหลือยิ่งมีสมุนไพรโกลาหลยิ่งมีค่าต่อฉางเฟิงมาก
ขณะที่นิกายโลหิตประสบกับการสูญเสียใหญ่หลวงทำให้นิกายบุปผาไม่เจอกับปัญหาอะไรเลย พวกเทพธิดาสี่ฤดูแม้จะยังไม่ทะลวงระดับพลังแต่พื้นฐานกระบี่ของพวกนางก็ดีมากขึ้นแถมยังร่ายรำเพลงกระบี่ได้งงดงามกว่าเดิม
เหล่าศิษย์ที่ฉางเฟิงสั่งสอนก็พัฒนาได้เร็วมาก จากบางคนที่อยู่ระดับกายาภายในเวลาแค่เดือนเดียวก็มาถึงระดับก่อเกิดหรือหลอมรวมได้
เรียกได้ว่าพร์ของศิษย์เหล่าได้นี้ถูกฉางเฟิงขัดเกลาอย่างไร้ที่ติ ขณะที่ฉางเฟิงกำลังนั่งศึกษาทักษะของตนเองอยู่นั้นมู่เฟยเสวี่ยก็ปรากฎตัว
“ท่านผู้นำนิกายมีธุระอะไรกับข้างั้นเหรอ” ฉางเฟิงกล่าว
“ตอนนี้ข้าพอจะรู้ความสัมพันธ์ของเ้ากับพี่สาวของข้าแล้วดังนั้นข้าจึงอยากจะมาเดือนเ้า ตามจริงรัชทายาทของราชวงศ์จงเย่นั้นตกหลุมรักพี่สาวของข้าอยู่และในงานเทศกาลเขาได้ส่งจดหมายมาบอกว่าจะมาสู่ขอพี่สาวของข้าและเพื่อเป็การแลกเปลี่ยนทางราชวงศ์จะปกป้องพวกเราจากอีกสามนิกาย” มู่เฟยเสวี่ยกล่าว
“แล้วเ้าตอบกลับไปยังไง” ฉางเฟิงไม่ได้หันมามองนางและยังนั่งอ่านตำราต่อ
“แน่นอนว่ายังไม่ได้ตอบ ข้า้ายืนยันจากตัวเ้าก่อนว่าเ้าสามารถปกป้องนางได้หรือไม่ ถ้าทำได้ข้าจะตอบปฏิเสธไปแต่ถ้าเ้าทำไม่ได้ข้าจะให้พี่สาวของข้าแต่งงานกับรัชทายาท” มู่เฟยเสวี่ยกล่าว
“แล้วเ้าอยากจะพิสูจน์หรือไม่ว่าข้าทำได้หรือเปล่า” ฉางเฟิงเปิดตำราลงและหันไปมองมู่เฟยเสวี่ย
กลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งก่อตัวเป็ปราณกระบี่ ลมปราณก่อรูปเป็กระบี่เล่มหนึ่งและแผ่กลิ่นอายสังหารสูงเสียดฟ้าออกมา
“เ้าถึงกับบรรลุจิตกระบี่แล้ว” มู่เฟยเสวี่ยกล่าว
“หาใช่แค่จิตกระบี่ แต่ข้าบรรลุจิตดาบ หอก มีดและหมัดทั้งหมดแล้วต่างหาก” ฉางเฟิงกล่าวเสร็จก็ปลดปล่อยจิตทั้งหมดออกมา
จากนั้นฉางเฟิงก็โจมตีออกไป คมกระบี่ ดาบ หอก มีด และหมัดพุ่งทะยานออกไปจนยอดเขาด้านหลังของถูกพลังของฉางเฟิงทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่