หลังจากนางซูกับบุตรชายหญิงจากไปแล้วเย่จื้อเกอก็เอาแต่ร้องไห้จะเล่นขี่ม้า นางตู้ปลอบอย่างไรก็ไม่สำเร็จจึงบอกว่าม้าหนีไปแล้ว
เย่จื้อเฟิงก้มหน้าลงมองเย่จื้อเกอที่ตัวเตี้ยกว่าตนมากด้วยสายตาเ็า แน่นอนว่าเขาจำเื่นี้ได้
เ้าอ้วนน้อยยังไม่รู้ตัวหันกลับไปเรียกนางตู้ “ท่านแม่! รีบเอาแส้มาให้ข้าม้าตัวน้อยไม่เชื่อฟัง ต้องตี!”
เย่ชิงชิงเห็นฉากนี้จึงรีบวิ่งเข้ามานางยื่นมือข้างหนึ่งจับตัวเย่จื้อเฟิงไว้ เพราะเกรงว่าเขาจะพลั้งพลาดเตะอีกฝ่าย
หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กรูปร่างของเย่จื้อเกอด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด หากลงมือทำอะไรไปเกรงว่าจะถูกนำไปเป็ข้ออ้างให้คนกล่าวขวัญอีก
“ท่านป้าตู้ กรุณาดูแลบุตรชายของท่านให้ดีได้หรือไม่เ้าคะ?” เย่ชิงชิงกล่าวเสียงดัง “พี่ชายของข้าไม่ได้โง่งมอีกแล้วเสียใจด้วยที่ไม่สามารถเป็ม้าให้พวกท่านขี่ได้”
พอสิ้นคำพูดผู้คนรอบข้างพลันเข้าใจทันที แม้ว่าจะไม่ได้สนิทสนมกับคนสกุลเย่มากนักแต่ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะปฏิบัติต่อคนในครอบครัวเช่นนี้!
“จะมาทำเหมือนคนสติไม่ดีไม่ใช่คนได้อย่างไร ช่างใจร้ายนัก…” คนปากร้ายบางคนเริ่มพูดจาเสียดสีคนสกุลเย่
“มีอะไรมากไปกว่านั้นอีกเล่า? ไม่เห็นหรือว่าแม่ลูกสามคนนั้นถูกขับไล่ออกมาก่อนหน้านี้คงถูกกดขี่ข่มเหงมากมายนัก!”
“ชิงชิงก็หน้าเสียโฉมไปแล้ว โชคดีที่ซูเหนียงจื่อเก่งกาจมิเช่นนั้นคงอดตายไปแล้ว…”
ยิ่งพูดไปพวกเขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกันผู้เป็บิดามารดาย่อมรับรู้ความยากลำบากในการเลี้ยงดูบุตร จะเป็อย่างไรก็ตามแต่เด็กก็คือเนื้อในกายของตน!
ป้าหวังยิ้มพลางกล่าวว่า“์มีตาจริงๆ! ตอนนี้จื้อเฟิงก็หายดีแล้วใบหน้าของหนูชิงชิงก็ดูสดใสกว่าเมื่อก่อน นี่แหละคือผลของกรรมดี!”
นางตู้มีสีหน้าไม่ค่อยดีนักเมื่อถูกกล่าวหาทว่าเย่จื้อเกอยังคงร้องโวยวายจะเอาม้าของเขากลับคืนมาขณะที่เขาอาละวาดเกลือกกลั้วอยู่บนพื้นหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดที่อยู่ในกระเป๋าของนางก็ร่วงหล่นออกมาทั้งหมด
“นางแอบเก็บไปกินที่บ้าน!”
เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งชี้ไปที่นางตู้อย่างไร้เดียงสานางมากับเย่ฝูหรง และอยู่ใกล้จนเห็นทุกอย่างชัดเจน
ทุกคนย่อมเห็นเช่นเดียวกันไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล ต่างก็ส่งสายตาเย้ยหยันให้บัดนี้ใบหน้าของนางตู้มีสีสันราวกับจานสี พลิกสลับไปมาอย่างกระอักกระอ่วน
นางดึงเย่จื้อเกออย่างแรงก่อนจะเดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่หันกลับมาส่วนเถาอี๋เหนียงก็รู้สึกอับอายเช่นกัน ประกอบกับกินเกือบหมดแล้วจึงพยักหน้าแล้วพาเย่ฝูหรงวิ่งหนีไปพร้อมกัน
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!” เสียงหัวเราะดังระงมไปทั่วฝูงชน
“ดูสิ พวกนางทำตัวอย่างไรกัน!”
นางซูแทบจะหัวเราะทั้งน้ำตาแต่ก่อนมักจะถูกพวกนางเยาะเย้ย บัดนี้เมื่อเห็นพวกนางอับอายเสียบ้างก็รู้สึกโล่งใจและมีความสุข นางได้หลุดพ้นจากคนเ่าั้ มีลูกสาวฉลาดเฉลียวลูกชายก็ไม่ใช่คนเสียสติอีกต่อไป ดูเหมือนสิ่งดีๆ ทั้งหมดในโลกนี้จะมาตกกับนาง
ข่าวลือมาเร็วไปเร็วหลังจากวันนี้เป็ต้นไป ในหมู่บ้านก็ไม่มีใครพูดจาเหลวไหลอีกแล้ว
เมื่อผู้คนในหมู่บ้านไปตลาดในเมืองก็ยังแวะไปเยี่ยมเยียนร้านค้าของพวกนางที่ถนนจิ้นเหมินหากวันใดปากอยากกินหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ด ก็จะมาซื้อที่บ้านไม้ไผ่เล็กๆของพวกนาง นางซูได้รับชื่อเสียงและเป็ที่รู้จักในทางที่ดีส่วนเย่ชิงชิงก็กลายเป็ ‘ลูกของบ้านอื่น’ ในทันที ตัวอย่างเช่น ‘ดูอย่างลูกของบ้านอื่นสิ!ขายหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดได้ พูดจาฉะฉาน เก่งอะไรขนาดนี้ ไม่เหมือนเ้า…’ทำนองนี้...
เวลาผ่านไปรวดเร็วนักบัดนี้ใกล้เข้าสู่่ปลายของฤดูใบไม้ร่วง นางซูจึงต้องยุ่งมากขึ้นนอกจากการทำหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดแล้วยังต้องหาเวลาตัดเย็บเสื้อผ้าให้สองพี่น้องด้วย
แม้ร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปภายนอกจะมีชุดพร้อมขายแต่ราคากลับแพงกว่าครึ่ง การซื้อผ้ามาตัดเย็บเองจึงจะคุ้มค่ากว่าด้วยความกังวลว่าปีหน้าบ้านอาจถูกยึดคืนดังนั้นเงินทุกอีแปะจึงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดโชคดีที่มีเย่จื้อเฟิงเป็ผู้ช่วยที่แข็งขัน จึงช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก
เย่จื้อเฟิงอยู่ใน่กำลังเจริญเติบโตไม่นานก็สูงเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เขาสามารถกินข้าวได้สามชามใหญ่ในแต่ละมื้อพละกำลังก็เพิ่มขึ้นมาก ไม่ผอมแห้งเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ทุกเที่ยงวันเขาจะให้เย่ชิงชิงนั่งพักผ่อนที่โรงน้ำชาส่วนตัวเองจะบังคับรถกลับไปที่หมู่บ้านเถียนซินบรรจุหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดลงในหม้อดินที่ว่างเปล่าแล้วนำอาหารกลับมาที่ถนนจิ้นเหมิน ด้วยวิธีนี้จึงช่วยให้นางซูไม่ต้องเดินทางไปมามีเวลาในการทำหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดมากขึ้น
ในวันนี้เย่ชิงชิงยังนั่งอยู่ที่ชั้นสองของโรงน้ำชา นางนั่งห้อยขาอยู่ริมหน้าต่างเหม่อมองออกไปภายนอกด้วยความเบื่อหน่าย
ในยุคที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือเช่นนี้ทุกวันนางจะนั่งอยู่ที่โรงน้ำชาเป็เวลาหลายชั่วโมง จนสนิทกับพี่ๆเสี่ยวเอ้อร์แล้ว
ทว่าวันนี้กลับแตกต่างออกไปเล็กน้อยเย่ชิงชิงกำลังว่างจัด ทันใดนั้นก็เห็นผู้คนบนถนนด้านล่างเริ่มส่งเสียงอื้ออึงราวกับกำลังล้อมวงดูอะไรบางอย่าง
นางรีบะโลงจากเก้าอี้และวิ่งไปรวมกลุ่มอย่างรวดเร็วสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจคือ หญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ข้างถนนและขายตัวเพื่อนำเงินไปฝังศพบิดาของนาง!
เย่ชิงชิงรู้สึกว่าเื่ราวเช่นนี้น่าสนใจยิ่งนักทว่าผู้คนที่เดินไปมาหยุดดูไม่นานนักก็ละสายตา ด้วยเหตุผลเพียงประการเดียวคือ…
หญิงสาวผู้นั้นค่อนข้างอัปลักษณ์
จะว่าอัปลักษณ์ก็ไม่เชิงนางมีตาสองชั้น จมูกแบน ผมเปียสามเกลียว สวมเสื้อผ้าธรรมดาๆทว่ารูปหน้าโดยรวมมิได้งดงามประณีต ออกจะดูหยาบกระด้างไปสักหน่อย
ป้ายที่ห้อยอยู่ข้างหน้ามีตัวอักษรเขียนด้วยเืว่า‘ขายตัวฝังศพบิดา’ นอกนั้นไม่มีข้อความอื่นใดอีก
แม้รูปลักษณ์จะดูไม่น่ารักแต่หากเป็สาวใช้ที่ต้องทำงานหนัก ไม่ใช่หญิงรับใช้ในบ้าน ก็สามารถทำงานได้ดีเย่ชิงชิงจึงถามว่า “เ้าชื่ออะไร้าเงินเท่าไรไปฝังศพบิดาของเ้า?”