ตอนที่ 85 อาจจะเป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ ภาพเหตุการณ์ในอนาคตที่เยวี่ยหมิงคงเคยเผชิญ
เยวี่ยหมิงคงมิใช่คนธรรมดา แม้ความคิดหลากหลายแล่นผ่านจิตใจอย่างรวดเร็ว ทว่าใบหน้างดงามไร้ที่ติของนางยังคงสงบนิ่ง ราวกับมิมีสิ่งใดผิดปกติ
“ฉางเกอ เหตุใดเจ้าจึงพูดเช่นนี้ หากคิดจะถอนหมั้น มิใช่ว่าเป็นเจ้าที่ควรจะเป็นฝ่ายที่คิดจะถอนหมั้นกับข้าหรือ อย่างไรเสีย เจ้าเองก็ดูเหมือนจะมิได้ชื่นชอบข้านักอยู่แล้ว”
นางเอียงศีรษะเล็กน้อย พลันหันไปมองกู้ฉางเกอ ดวงตาคู่นั้นฉายชัดไปด้วยแววเว้าวอนเล็กน้อย ท่าทีดูราวกับน้อยออกน้อยใจเขา
การกระทำนี้ของนาง แม้เรียบง่าย ทว่ากลับเพิ่มเสน่ห์อันน่าหลงใหลอย่างประหลาด
ผู้ใดจะคาดคิดว่า องค์หญิงผู้ทรงบารมี ผู้เป็นรัชทายาทแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน ผู้ซึ่งแผ่รัศมีอันเยือกเย็นดุจจักรพรรดินี้ กลับเผยท่าทีที่อ่อนโยนและดูน่าสงสารเช่นนี้ออกมา
กู้ฉางเกอหาได้แปลกใจไม่ เขายังคงยิ้มแย้มอย่างเป็นธรรมชาติและกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า “ข้าก็แค่พูดไปเท่านั้น มิเห็นจะต้องจริงจังอันใดนัก”
“ทว่าข้ากลับคิดว่าเจ้าคงจะเกลียดข้ายิ่งกว่าเดิมเสียอีก”
เยวี่ยหมิงคงก้มหน้าลงเล็กน้อย น้ำเสียงฟังดูเศร้าสร้อย
นางพยายามรักษาท่าทีเช่นเดิมที่เคยแสดงต่อหน้ากู้ฉางเกอ
ในชาติก่อน เมื่ออยู่ใกล้เขา นางมักแสร้งทำตัวนอบน้อมและพยายามทำให้เขาพึงพอใจ
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้มากลับเป็นเพียงความเย็นชาของเขาเท่านั้น
แม้ตอนนี้นางจะกลับมาเกิดใหม่ ทว่าเพื่อมิให้เขาเห็นความผิดปกติ นางจึงตั้งใจรักษาท่าทีเช่นเดิมไว้
อ่อนน้อม ระมัดระวัง และรักเขาจนลึกสุดหัวใจ
ยิ่งไปกว่านั้น เยวี่ยหมิงคงเริ่มตระหนักว่า กู้ฉางเกออาจจะเป็นเช่นเดียวกับนาง นั่นคือเป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่จากอนาคต
มิเช่นนั้นแล้ว เขาคงจะมิกล่าวคำที่ดูเหมือนจะหยั่งเชิงนางเช่นนี้
เพราะเหตุนี้ นางจึงระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น เพราะนางรู้ว่า ว่าที่สามีของนางผู้นี้น่ากลัวเพียงใด
หากนางยังมิแน่ใจในสถานการณ์ การเผยความจริงว่าตนเองเกิดใหม่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เลวร้ายเกินคาด
ในชาติก่อน เขาเคยสังหารนางมาแล้วครั้งหนึ่ง
และในชาตินี้ นางมั่นใจว่ากู้ฉางเกอจะมีวิธีการที่ซับซ้อนและน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
เยวี่ยหมิงคงปรับอารมณ์ให้สงบลง และพยายามบังคับใจให้ตนเองเยือกเย็น
นางรู้ดีว่าต่อจากนี้ ตนจะต้องระมัดระวังตัวให้มากยิ่งขึ้น
เพราะในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา การกระทำของนางต่างไปจากชาติที่แล้วโดยสิ้นเชิง
กู้ฉางเกอเองก็เป็นผู้ที่ฉลาดเฉลียว มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาอาจสังเกตเห็นถึงความผิดปกตินี้ และนี่อาจเป็นเหตุผลที่เขาตั้งใจเอ่ยคำถามหยั่งเชิงนางขึ้นมา
ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีที่อ่อนโยนของเขาในตอนนี้ นางมั่นใจว่าเป็นการเสแสร้งเพื่อหลอกลวงนาง
ส่วนเป้าหมายของเขานั้น…แน่นอนว่าคือการทดสอบอันใดบางอย่างจากตัวนาง
มิเช่นนั้นจะอธิบายการเปลี่ยนแปลงของเขาที่แตกต่างไปจากชาติก่อนโดยสิ้นเชิงเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า
“หมิงคง…ข้าสังเกตเห็นว่าในช่วงนี้ เจ้าดูเปลี่ยนไปมากทีเดียว”
คำพูดของกู้ฉางเกอยิ่งทำให้เยวี่ยหมิงคงหัวใจสั่นไหว นางเห็นสายตาของเขาจับจ้องมาที่นาง รอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความหมายที่นางคาดเดามิออก
สิ่งนี้ทำให้นางเริ่มรู้สึกประหม่า
หรือว่าเขาจะล่วงรู้ถึงบางสิ่งเกี่ยวกับตัวนางเข้าแล้ว
การกลับมาเกิดใหม่คือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาง นางจะมิมีทางเปิดเผยออกไปได้เด็ดขาด
“ฉางเกอ…เจ้าพูดเรื่องใดกัน ข้าจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ ทว่าเจ้านั้น…เมื่อก่อนกลับมิเคยอ่อนโยนกับข้าเช่นนี้เลย แล้วเจ้าเป็นอันใดไปหรือ”
เยวี่ยหมิงคงแสร้งแสดงสีหน้าสงสัยในระดับที่พอเหมาะ นัยน์ตาเรียวยาวจับจ้องไปยังกู้ฉางเกอ คล้ายกับต้องการมองทะลุเขาให้ได้
เวลานี้ ทุกอย่างคือการแสดง และนางต้องแสดงให้แนบเนียนที่สุด
จะปล่อยให้เขาเห็นช่องโหว่มิได้เด็ดขาด
ในใจของเยวี่ยหมิงคงเต็มไปด้วยความกังวล
นางตระหนักได้ว่า แม้นางจะเป็นรัชทายาทแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน ผู้ควบคุมชะตากรรมของสิ่งมีชีวิตมากมาย ทว่าเมื่อยืนอยู่ต่อหน้ากู้ฉางเกอ นางกลับขาดความมั่นใจอย่างสิ้นเชิง
มิว่าสิ่งใด ดูเหมือนเขาจะเหนือกว่านางเสมอ
“ข้ายอมรับว่าในอดีต ที่ข้าเคยปฏิบัติต่อเจ้านั้น…นับว่าเกินไปจริงๆ”
“ทว่าต่อจากนี้ไป ข้าจะมิทำเช่นนั้นอีกแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ กู้ฉางเกอถอนหายใจเล็กน้อย สีหน้าฉายแววสำนึกผิดและความเสียใจออกมา
“ฉางเกอ…เจ้า…เจ้าพูดจริงหรือ”
คำพูดเหล่านี้ทำให้เยวี่ยหมิงคงตกตะลึงไปชั่วขณะ นัยน์ตาคู่งามเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงที่เอ่ยออกมายังสั่นไหว
หากเขาเป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่เช่นเดียวกับนาง คำพูดนี้หมายความว่าเขารู้สึกผิดต่อนางจริงๆ หรือ
นางแทบมิอยากจะเชื่อว่า คำพูดแสดงความสำนึกผิดจะหลุดออกจากปากของกู้ฉางเกอ ผู้ที่มีจิตใจเย็นชาและไร้หัวใจอย่างสิ้นเชิง
สิ่งนี้ทำให้นางเริ่มสับสนอย่างยิ่ง
หากคำพูดนี้เป็นความจริง นางควรจะยกโทษให้เขาหรือไม่
มิได้! มิอาจปล่อยให้เขาหลุดพ้นไปได้ง่ายๆ!
ในชาติก่อน เขาเคยทำให้นางเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ท้ายที่สุดยังลงมือสังหารนางอย่างโหดร้าย
นางจะให้อภัยเขาเพียงเพราะถ้อยคำเพียงมิกี่คำมิได้เด็ดขาด!
กู้ฉางเกอ…เขาช่างเป็นตัวทำลายล้างของนางโดยแท้
มิใช่! มิถูกต้อง! ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด!
คำพูดนี้…มันต้องเป็นการหยั่งเชิงของเขาแน่ๆ!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เยวี่ยหมิงคงพลันรู้สึกตัว ร่างกายของนางชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็น
เล่ห์เหลี่ยมและจิตใจที่ลึกลับของกู้ฉางเกอยังคงน่ากลัวและมิอาจหยั่งถึงได้เช่นเดิม
หากตอนนี้นางแสดงท่าทีผิดปกติออกไป เขาต้องจับพิรุธได้อย่างแน่นอน
ทันใดนั้น เยวี่ยหมิงคงเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความปิติยินดี ก่อนจะเผยสีหน้าอันเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจและกล่าวว่า
“ฉางเกอ…เจ้าพูดจริงหรือ เจ้าจะมิเย็นชาใส่ข้าเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วหรือ นี่มันช่างดีเหลือเกิน! ข้ารู้ว่าในที่สุดข้าก็ทำให้เจ้าใจอ่อนลงได้!”
“ข้าเคยหลอกเจ้าเมื่อใด ข้าย่อมพูดจริงอยู่แล้ว”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มบางที่มิเคยจางไปจากใบหน้า พลางค่อยๆ ดึงเยวี่ยหมิงคงเข้ามาในอ้อมแขน และลูบไล้เรือนผมอันงดงามของนางเบาๆ
เขารู้สึกได้ว่า ร่างกายของนางเกร็งแข็งไปชั่วขณะ
ทว่ากู้ฉางเกอกลับมิได้ใส่ใจ สีหน้าของเขาฉายแววความครุ่นคิดที่แฝงไว้ด้วยความหมายบางอย่าง
ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้
มินานนัก เยวี่ยหมิงคงพลันหลับตาลงและพิงตัวเข้ากับอ้อมอกของเขา
สิ่งที่นางปรารถนาอย่างแรงกล้าในชาติก่อน ในชาตินี้กลับเกิดขึ้นอย่างง่ายดายเสียจนแทบมิน่าเชื่อ
แม้นางจะรู้ดีว่านี่อาจเป็นเพียงการแสดงของกู้ฉางเกอ ทว่านางก็กลับยังคงปรารถนาให้ช่วงเวลานี้หยุดลงตลอดกาล
“หมิงคง…เจ้ามิมีเรื่องใดที่อยากจะบอกกล่าวข้าบ้างหรือ”
น้ำเสียงของกู้ฉางเกอดังขึ้น ทะลุความเงียบของบรรยากาศ
เยวี่ยหมิงคงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายศีรษะ
ในเวลานี้ นางยิ่งมิอาจเผยพิรุธใดๆ ออกมาได้เด็ดขาด
กู้ฉางเกอเพียงยิ้มบางเบา มิได้กล่าวอันใดอีก
ในเวลานี้ เขาเข้าใจต้นสายปลายเหตุของเยวี่ยหมิงคงได้มากขึ้น
แม้ว่านางได้พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปิดบังความเปลี่ยนแปลง และแสร้งแสดงท่าทีเช่นเดียวกับในอดีต
ทว่าสิ่งที่มิอาจปกปิดได้คือกลิ่นอายของอำนาจและบารมี
นอกจากนี้ ยังมีร่องรอยเล็กน้อยที่เผยให้เห็น เช่นสีหน้าตื่นตระหนกชั่ววูบของนาง เมื่อเขาถามถึงความเปลี่ยนแปลงก่อนหน้านี้
ด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งของเขา เขาสามารถจับสังเกตสิ่งเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน
ในแง่ของเล่ห์เหลี่ยม นางยังมิแก่กล้ามากพอที่จะเล่นละครต่อหน้าเขา
ทว่าสิ่งที่กู้ฉางเกอยังมิอาจเข้าใจได้คือ เหตุใดคู่หมั้นของเขาผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่จากอนาคตผู้นี้จึงกลายเป็นศัตรูคู่แค้น และยืนอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับเขาไปได้
เขาทอดทิ้งนางในชาติก่อนหรือ หรือเขาทรยศหักหลังนาง หรือว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกัน
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกงุนงง เขามิได้เลวร้ายถึงขั้นไร้จิตใจถึงเพียงนั้น
อีกทั้งเขายังมิอาจรู้ว่าในอนาคตเยวี่ยหมิงคงได้เผชิญกันสิ่งใดมาบ้าง เนื่องด้วยหากเอ่ยถามออกไปตรงๆ แล้ว นางย่อมมิมีทางบอกกล่าวเรื่องราวอันเป็นความลับที่สุดนี้ของตนเองออกมา
นางที่กลับมาชาติมาเกิดใหม่จากอนาคต ย่อมรู้ดีถึงเล่ห์เหลี่ยมและพลังอำนาจของเขา ดังนั้นนางจึงเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าและมิไว้ใจเขาโดยง่าย
บางที นางอาจรู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นผู้สืบทอดพลังมาร
ทว่าสิ่งที่กู้ฉางเกอมิอาจคาดเดาได้ก็คือ ในอนาคตที่เยวี่ยหมิงคงได้ประสบนั้น เป็นตัวเขาที่มิได้ควบคุมร่างกายด้วยตนเอง ทว่าเป็นด้านมืดแห่งจิตมารที่กำลังครอบงำร่างกายเขาอยู่
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงยังมิแน่ใจว่าควรจะจัดการกับเยวี่ยหมิงคงอย่างไรดี
ทางที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ แสร้งทำเหมือนเขามิรู้ว่านางกลับมาเกิดใหม่ และพยายามค้นหาความจริงจากนางให้ได้
การกลับชาติมาเกิดใหม่…นี่นับว่าเป็นสูตรโกงชัดๆ
โดยเฉพาะในแดนสวรรค์นี้ การที่นางสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าทั้งหมดได้ ก็เหมือนกับการมีดวงตาเห็นอนาคต
ด้วยเหตุนี้ การเอาชนะพี่น้องทั้งหมดเพื่อครองตำแหน่งรัชทายาทแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน จึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งสำหรับนาง
“ฉางเกอ เจ้าคิดจะกอดข้าไปอีกนานเพียงใดกัน”
เยวี่ยหมิงคงที่บัดนี้สงบใจลงแล้ว เอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะเขินอายเล็กน้อย ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความโกรธเคือง
นางรู้สึกว่ากู้ฉางเกอกำลังหยอกล้อนางเล่น เพียงเพื่อดูปฏิกิริยาที่อาจจะหลุดออกมาของนาง
นอกจากนี้ นางยังมั่นใจว่ากู้ฉางเกอนั้นเป็นเช่นเดียวกับนาง นั่นคือผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่จากอนาคต
อ้อมกอดที่ปราศจากความจริงใจเช่นนี้ มิมีสิ่งใดให้นางรู้สึกอาลัยอาวรณ์นัก
“แน่นอนว่า…ข้าจะกอดให้นานเท่าที่อยากกอด”
กู้ฉางเกอยิ้มเล็กน้อย เมื่อเขารู้ที่มาที่ไปของเยวี่ยหมิงคง ความกังวลในใจก็ลดลงมิน้อย
อีกทั้งเขายังสังเกตเห็นว่า การกระทำของเขาในตอนนี้เป็นสิ่งที่เยวี่ยหมิงคงมิคาดคิดมาก่อน มิเช่นนั้น นางคงมิแสดงออกถึงความตกตะลึงเช่นนี้
ซึ่งหมายความว่า อนาคตที่นางเคยเผชิญมา ช่างแตกต่างจากปัจจุบันนี้โดยสิ้นเชิง
เยวี่ยหมิงคงมิได้คาดหวังว่ากู้ฉางเกอจะตอบเช่นนี้ นางที่ตั้งใจจะแกะตัวออกจากอ้อมกอดเขาเบาๆ กลับยอมปล่อยให้เป็นไปตามใจเขา
แม้ในใจจะยังถือว่าเขาเป็นศัตรู ทว่าเขาก็ยังคงเป็นว่าที่สามีในอนาคตของนาง
อย่างไรก็ตาม นางยังคงแสร้งทำสีหน้าขวยเขินและยินดี พร้อมกล่าวด้วยเสียงเบาๆ ว่า “ฉางเกอ เหตุใดเจ้าถึงดีกับข้าเช่นนี้”
นางเองก็อยากรู้ว่า กู้ฉางเกอจะเสแสร้งทำเช่นนี้ไปได้อีกนานเพียงใด
“ที่ว่าดีกับเจ้าคือสิ่งใดหรือ”
เพียงแค่ข้าอ่อนโยนกับเจ้าเล็กน้อยนี่ก็ถือว่าดีมากแล้วหรือ แล้วในชาติก่อนข้าปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไรกัน…ถึงขั้นดุด่าและทำร้ายลงมือหรือไม่
เมื่อคิดเช่นนี้ กู้ฉางเกอก็ถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางพร้อมกล่าวว่า “เจ้าคือว่าที่ภรรยาของข้า การดีกับเจ้าย่อมเป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยวี่ยหมิงคงถึงกับชะงัก นัยน์ตาของนางเริ่มแดงก่ำ ความรู้สึกโศกเศร้าถาโถมเข้ามาในใจ
ว่าที่ภรรยาหรือ
ในชาติก่อน เขาเคยเห็นนางเป็นว่าที่ภรรยาจริงๆ หรือ
เขามิได้มองนางเช่นนั้นเลย เขาเห็นนางเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้งานและโยนทิ้งเมื่อหมดประโยชน์เท่านั้น
แม้กระทั่งในคืนแต่งงาน เขายังลงมือสังหารนางอย่างไร้ความปรานี
“หมิงคง เจ้าเป็นอะไรไปหรือ ท่าทางเจ้าดูแปลกไปนัก ทั้งนัยน์ตากลับยังดูแดงก่ำเล็กน้อยด้วย”
กู้ฉางเกอเอ่ยถามด้วยความสงสัย สีหน้าของเขาสะท้อนความประหลาดใจ
หรือคำพูดของเขาจะไปกระทบความเจ็บปวดบางอย่างในใจของนาง
ชั่วขณะนั้น เขามิรู้จะเอ่ยสิ่งใดต่อ ก่อนจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ชักจะยุ่งยากเกินกว่าที่คาดคิดไว้
“ร่างกายของข้ารู้สึกมิค่อยสบายนัก…ต้องขออภัยด้วย หมิงคงคงจะต้องขอตัวกลับก่อน…”
เยวี่ยหมิงคงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะสะบัดตัวหลุดจากอ้อมกอดของกู้ฉางเกอ แล้วแปรเปลี่ยนร่างเป็นสายรุ้งพุ่งหายไปในทันที
ในขณะนั้น นางรู้ดีว่าคงยากที่จะปิดบังความจริงต่อไปได้อีก เพราะกู้ฉางเกอคงล่วงรู้ความลับของนางแล้ว
มิเช่นนั้น เขาคงมิเอ่ยคำใดที่ราวกับเป็นการหยามเกียรตินางเช่นนั้น
และในมิช้า เขาย่อมต้องหาวิธีจัดการกับนางอย่างแน่นอน
กู้ฉางเกอมองดูแผ่นหลังของเยวี่ยหมิงคงที่จากไปอย่างรวดเร็ว เขามิได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มนั้นกลับกลายเป็นเรียบเฉยดังเดิม
ในขณะนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้น
“ติ๊ง! ตรวจพบผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตนามเยวี่ยหมิงคง ผู้เป็นจักรพรรดินีผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ เหตุการณ์ความรักอันไร้ค่าดุจฝุ่นผงธุลี ความเกลียดชังกลับฝังแน่นสลักลึกถึงกระดูก”
“ภารกิจของระบบมีดังนี้”
“ภารกิจที่หนึ่ง สังหารผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิต โดยมีรางวัลเป็นแต้มวาสนา 5,000 แต้ม แต้มชะตาสวรรค์ 25,000 แต้ม พร้อมทั้งยังมีรางวัลพิเศษเพิ่มเติม”
“ภารกิจที่สอง พิชิตใจผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิต โดยมีรางวัลเป็นแต้มวาสนา 5,000 แต้ม แต้มชะตาสวรรค์ 25,000 แต้ม พร้อมทั้งยังมีรางวัลพิเศษเพิ่มเติม”
“ภารกิจทั้งสองนี้มีความแตกต่างกันหรือไม่” กู้ฉางเกอเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ขึ้นอยู่กับภารกิจที่นายท่านเลือก นายท่านจะได้รับความช่วยเหลือจากระบบในรูปแบบที่แตกต่างกัน รวมถึงยังได้รับรางวัลพิเศษที่แตกต่างกันด้วย” ระบบตอบกลับ
“ข้าเลือกภารกิจที่สอง” กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นโดยมิลังเล
การเลือกสังหารนางนั้นเป็นสิ่งที่มิอาจลงมือทำได้จริง
“ติ๊ง! นายท่านเลือกภารกิจที่สอง ระบบจะมอบความช่วยเหลือเป็นภาพเหตุการณ์ในอนาคตที่เยวี่ยหมิงคงเคยเผชิญให้กับนายท่าน”
เมื่อเสียงแจ้งเตือนของระบบสิ้นสุดลง ภาพเบื้องหน้าของกู้ฉางเกอพลันพร่ามัว ก่อนจะเผยภาพที่เขามิคาดคิด
ในพระราชวังอันโอ่อ่า
เปลวแสงแห่งเทียนแดงชาดสั่นไหว เงาจันทร์สะท้อนเป็นลวดลายบนพื้นกระเบื้อง
สตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเตียงสีแดงสด ร่างของนางประดับด้วยชุดอาภรณ์เจ้าสาวอันงดงามประหนึ่งเทพธิดาจากสรวงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ประดับด้วยมงกุฎหงส์บนศีรษะ อีกทั้งอัญมณีอันเลอค่า รายล้อมไปด้วยเส้นสายไข่มุกงามและหยกพิสุทธิ์
นี่คือคืนวันวิวาห์หรือ
กู้ฉางเกอมองเห็นตัวเขาในภาพนั้นกำลังเดินเข้าสู่ห้องหอ
ความรู้สึกมิสบายใจบางอย่างก่อตัวขึ้นในจิตใจ
มือของเขายกขึ้น เพื่อเปิดผ้าคลุมหน้าโปร่งสีแดงสดนั้นออก
“ท่านสามี…”
ถ้อยคำอันอ่อนหวานดังขึ้น สตรีในชุดเจ้าสาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยน
ทว่าเพียงครู่เดียว ใบหน้าของนางพลันฉายแววตื่นตระหนก และมิอยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น
ฉึก!
เสียงหนึ่งดังขึ้น ก่อนโลหิตจะสาดกระเซ็นจนภาพทั้งหมดกลายเป็นสีแดงอันพร่ามัว…