เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 มังกรตระหนกพิโรธ เก้าชั้นฟ้าเปี่ยมวายุคลั่งและอสนีบาต

            “ฟู่ว...”

            ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เซียวเฉินหลั่งเหงื่อดุจสายฝนและหอบหายใจ

            กุมกระบี่ยาวกึ่งเอนนอนอยู่บนพื้น อ้าปากหอบหายใจเหมือนสูญเสียพลังทั้งหมดในร่างแม้แต่เขาที่บรรลุนิรวาณขั้นสามแล้วก็ยังทนรับไม่ไหว

            หนักเกินไปแล้ว

            แต่เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ เซียวเฉินดีขึ้นเยอะ

            อย่างน้อยก็ยังถือขยับไหว

            ผ่านไปครู่หนึ่ง เซียวเฉินก็ฝึกกระบี่ต่อ เป็นเช่นนี้ติดกันสามวัน เขาออกแรงเกินขีดจำกัดทุกวันวันที่สองพึ่งพาความสามารถในการฟื้นฟูอันแข็งแกร่งของคัมภีร์หงสาบรรพกาลนิรวาณวันต่อมาพลังชีวิตเต็มเปี่ยมดุจมังกรพยัคฆ์ปรับตัวให้เข้ากับน้ำหนักของเบิกฟ้าอย่างต่อเนื่อง

            หนึ่งเดือนต่อมา เซียวเฉินก็ปรับตัวเข้ากับมันได้

            เรื่องนี้ทำให้เซียวเฉินแตกตื่นยินดี

            เซียวเฉินรับรู้ถึงกระบี่ในมือ เขารู้สึกเหมือนประสบความสำเร็จจากนั้นก็ใช้เบิกฟ้าร่ายรำกระบวนท่าแรกในคัมภีร์กระบี่ทัณฑ์สวรรค์อานุภาพบรรลุถึงขั้นทำให้คนหวาดกลัว

            หากบอกว่าเซียวเฉินในอดีตสามารถเปล่งอานุภาพคัมภีร์กระบี่ทัณฑ์สวรรค์ได้สี่ส่วนเซียวเฉินในปัจจุบันสามารถเปล่งอานุภาพออกมาได้แปดส่วน เรียกได้ว่าพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

            เห็นร่องรอยในลานเรือน เซียวเฉินก็สงบใจไม่ได้เป็นเวลานาน

            “นี่คืออานุภาพของเบิกฟ้าหรือ...”

            เซียวเฉินส่งเสียงพึมพำ แววตาปีติยินดี

            เขาเก็บสิ่งล้ำค่าได้

            จากนั้น เซียวเฉินก็เคลื่อนคัมภีร์กระบี่ทัณฑ์สวรรค์จากในห้วงการรับรู้มาเตรียมฝึกกระบวนท่าที่สองทันที

            “มังกรตระหนกพิโรธ เก้าชั้นฟ้าเปี่ยมวายุคลั่งและอสนีบาต...”

            เซียวเฉินเอ่ยช้าๆ ช่างเป็นนามอันอหังการยิ่ง กระบวนท่าแรกเรียกว่าใบไม้ร่วงพันสารท ประกายวาบห่านป่าตื่น เก่าแก่อย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้จะหรูหราแต่กลับซ่อนเจตนาสังหารไว้ ส่วนกระบวนท่าที่สองกลับตรงกันข้าม แข็งแกร่งอหังการใช้ความรุนแรงสยบความรุนแรง

            เจ้าอ่อนแอข้าแข็งแกร่ง เจ้าแข็งแกร่งข้าแกร่งกร้าวยิ่งกว่า!

            เซียวเฉินสงบอารมณ์ จากนั้นเริ่มอ่านรายละเอียด เมื่ออ่านจนถึงช่วงสุดท้ายเขาก็ถูกกระบวนท่าในคัมภีร์กระบี่ทัณฑ์สวรรค์ดึงดูดอย่างลึกล้ำจนอยากอ่านต่อแต่กลับพบว่าระดับขั้นของตนเองไม่เพียงพอที่จะอ่านกระบวนท่าที่สาม

            เช่นนั้น กระบวนท่าที่สามต้องเป็นระดับขั้นใด?

            ขั้นตานฟ้าเก้าชั้นฟ้า? หรือขั้นเสวียนฟ้า?

            คัมภีร์กระบี่ทัณฑ์สวรรค์ในสมองของเซียวเฉินค่อยๆหายไปหลังรอยอักษรเลือนราง เซียวเฉินได้สติ กระบวนท่าเมื่อครู่ใช้เบิกฟ้าได้

            ขณะที่เซียวเฉินกำลังฝึกกระบวนท่าที่สองอยู่นั้น เขาถึงกับมีความรู้สึกว่าโลหิตภายในร่างพลุ่งพล่านแม้แต่พลังเสวียนก็ควบคุมไม่อยู่และคิดจะหลุดพ้นออกมาอีกทั้งเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ากระบวนท่าที่สองยากขึ้น

            เซียวเฉินใช้วิชากระบี่กระบวนท่าที่สองไม่ต่ำกว่าร้อยครั้งติดต่อกันห้าวันแต่เขามักจะรู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่าง เป็นเช่นนี้อยู่ห้าวัน จากนั้นก็อีกห้าวันสิบห้าวันให้หลัง ในที่สุดเขาก็เข้าใจวิชากระบี่กระบวนท่าที่สองทั้งหมด

            ออกกระบี่ดั่งมังกรคำราม ควบคุมวายุและอัสนีแห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้า!

            ตามการฝึกวิชาอย่างลืมตัวตนของเซียวเฉินเวลาที่เขาเก็บตัวก็ผ่านไปสองเดือนกว่า แต่เขาเสมือนลืมเลือนวันเวลาจมดิ่งในการฝึกวิชายุทธอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

            สามเดือนต่อมา ความสามารถของเซียวเฉินก็บรรลุแปดชั้นฟ้าระดับสูงสุดและย่างสู่เก้าชั้นฟ้าครึ่งก้าว

            เขาที่เป็นเช่นนี้ เกิดระลอกคลื่นในใจนับพันชั้น

            เซียวเฉินเข้าสู่มรรคาบู๊ฝึกวิชาหนึ่งปีเลื่อนจากขั้นฐานจิตสี่ชั้นฟ้ามาเป็นขั้นตานฟ้าแปดชั้นฟ้าระดับสูงสุดไม่มีใครรู้ว่าเขาใช้ความพยายามไปมากมายเพียงใด

            รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของตนเองก็อดยิ้มไม่ได้

            ผ่านการขัดเกลาตนเองหนึ่งปีเซียวเฉินยิ่งเติบใหญ่และสงบนิ่งอย่างเห็นได้ชัดให้ความรู้สึกเหมือนกระบี่ล้ำค่าซ่อนคมแต่เมื่อออกจากฝักต้องดื่มโลหิตแสดงความแหลมคมแต่กลับเข้าใจแอบซ่อน

            “ท่านแม่ ท่านเห็นแล้วสินะ ลูกเติบใหญ่แล้ว ไม่ใช่เด็กน้อยเช่นในอดีตอีกลูกจะดูแลตนเองให้ดี พกพาความคาดหวังของท่านเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป...”

            เซียวเฉินก้าวออกจากประตู เดินออกไปข้างนอก

            “เชี่ยนเอ๋อร์ จี๋เสวี่ย” เซียวเฉินส่งเสียงเรียกนอกประตู ใบหน้ามีรอยยิ้มคนทั้งสองเดินออกมาจากหอสุ่ยเยวี่ย เมื่อเห็นเซียวเฉินต่างก็พากันยิ้ม

            “ถูกกักบริเวณสินะ ใครใช้ให้เจ้าเถียงกับผู้อาวุโสสามล่ะ” จี๋เสวี่ยตำหนิแต่ตอนนี้เซียวเฉินได้รับอิสระคืนมาแล้ว นางก็รู้สึกดีใจแทนเขา

            มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์มองเซียวเฉินโดยไม่ได้เอ่ยวาจาแต่ในดวงตากลับรู้สึกโล่งอก ก่อนหน้านี้นางเป็นกังวลแทนเขาอยู่นาน

            “เจ้าหมอนี่ ช่างทำให้คนเป็นห่วงจริงๆ”

            เซียวเฉินยิ้มมองมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ กล่าวว่า “เชี่ยนเอ๋อร์ เจ้ายังจำประโยคที่ข้าเคยพูดได้หรือไม่?”

            มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์มองเซียวเฉินแล้วอึ้งงัน

            จากนั้นสายตาเลื่อนลง จับนิ่งอยู่บนกระบี่ในมือของเซียวเฉิน

            “เจ้าทำได้แล้วหรือ?”

            มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ตกใจสุดขีด คิดไม่ถึงว่าเขาจะทำได้

            “เมื่อข้าหยิบกระบี่เล่มนี้ขึ้นมา นั่นคือเวลาที่ข้าเซียวเฉินท้าสู้ซูเฉินเทียน...”

            คำพูดประโยคนี้ดังก้องอยู่ในใจของมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์

            นี่เจ้าจะท้าสู้ซูเฉินเทียนหรือ...

            “เซียวเฉิน เจ้า...”

            ข้าส่งเทียบท้าสู้แล้ว แค่แลกเปลี่ยนความรู้ ไม่ได้ตัดสินเป็นตายข้ามาหาพวกเจ้าเพื่อจะให้พวกเจ้าไปเป็นเพื่อนข้า

            คนทั้งสามมาถึงตรงเวที เซียวเฉินก้าวขึ้นเวทีประลอง

            ทอดสายตามองไปไกล

            ซูเฉินเทียน ระยะห่างระหว่างข้ากับเจ้ามีมากเพียงใดกันแน่

            เห็นเซียวเฉินก้าวขึ้นเวที ทุกคนต่างชะงักฝีเท้าหยุดมองบางครั้งบางคราวยังส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์

            “เซียวเฉินจะท้าสู้กับใคร”

            “เจ้าคนไม่มีตาคนใดล่วงเกินเจ้าบ้านี่ วอนตายเสียแล้ว...”

            “นั่นสิ หรือลืมไปแล้วว่าซือถูอู่ตายอย่างไร?”

            “เขาคือเจ้าบ้าการต่อสู้แบบเต็มสิบไม่หักนะ”

            ตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เงาร่างในชุดสีขาวสายหนึ่งพลิ้วมาดุจเซียนขี่สายลมใบหน้าหล่อเหลาและท่วงท่าเหนือโลกีย์ทำให้ทุกคนมีสีหน้าตกใจสุดขีด

            ส่วนคนที่วิพากษ์วิจารณ์พลันเงียบกริบ

            จากนั้นเปลี่ยนจุดยืนแบบร้อยแปดสิบองศา

            “เซียวเฉินไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ ถึงกับกล้าท้าสู้เขา!”

            “นั่นสิ ข้าว่าเซียวเฉินคงเสียสติจริงๆ”

            “ข้าว่าเซียวเฉินวิปลาส ถึงกับท้าสู้เขา อีกสักครู่ หากเซียวเฉินไม่ถูกอัดลงมาข้าไม่ขอแซ่สวี!”

            ส่วนสีหน้าของมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์และจี๋เสวี่ยก็นิ่งอึ้งอย่างเห็นได้ชัด

            เนื่องจากเด็กหนุ่มชุดขาวคนนั้น คือซูเฉินเทียน

            ผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งสถานศึกษาชางหวง อันดับหนึ่งบนผังชางหวงเป็นการคงอยู่ที่ไร้คนสั่นคลอนมาโดยตลอด

            ในใจของศิษย์สถานศึกษาชางหวง เขากับลั่วเฉินอวี่รวมเรียกว่าดาวคนคู่เจิดจรัสอย่างยิ่ง นับจากซูเฉินเทียนเข้าสถานศึกษามาก็ไร้วี่แววพ่ายแพ้ส่วนลั่วเฉินอวี่เคยแพ้เพียงครั้งเดียว นั่นคือพ่ายในเงื้อมมือของซูเฉินเทียน

            ทว่าวันนี้เซียวเฉินถึงกับท้าสู้ซูเฉินเทียน!

            ข่าวนี้ก่อคลื่นยักษ์สูงเสียดฟ้าในใจของทุกคนทันที

            ซูเฉินเทียนมองเซียวเฉิน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบางๆดุจบ่อน้ำโบราณที่สงบนิ่ง ยิ้มกล่าว “ศิษย์น้องเซียวเฉิน เจ้าจะท้าสู้ข้าหรือ?”

            หลังเซียวเฉินเห็นซูเฉินเทียนก็ตกใจสุดขีด

            “เจ้าคือคนที่แอบดูข้าฝึกกระบี่มิใช่หรือ...”

            ซูเฉินเทียนผงกศีรษะ

            “ข้าเอง วันนั้นมีธุระแล้วผ่านมาเห็นเข้าพอดี รู้สึกว่ายอดเยี่ยมมากจึงมองอยู่ครู่หนึ่ง”

            “ตอนนี้ศิษย์น้องมีพลังขั้นใด?” ซูเฉินเทียนถามด้วยรอยยิ้มเขาไม่ได้มองเซียวเฉินเป็นศัตรู ทว่าเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง

            “ขั้นตานฟ้าแปดชั้นฟ้าระดับสูงสุด ย่างสู่เก้าชั้นฟ้าครึ่งก้าว”

            เซียวเฉินเอ่ย

            ซูเฉินเทียนมองเซียวเฉินแบบตกใจนิดๆ จากนั้นเอ่ย“ข้าว่าเจ้ายังอายุไม่ถึงยี่สิบปีสินะ”

            เซียวเฉินพยักหน้า ยิ้มกล่าว “ยังขาดอีกหนึ่งเดือนสิบหกวันจะอายุสิบแปดปีแล้ว”

            ชิ้ง!

            คำพูดประโยคเดียวของเซียวเฉิน ทำให้คนแตกตื่นไปทั่ว

            อายุไม่ถึงสิบแปดปี ขั้นตานฟ้าแปดชั้นฟ้าระดับสูงสุดมิน่าเซียวเฉินจึงมีความหยิ่งทะนงท้าสู้ซูเฉินเทียน พรสวรรค์เช่นนี้เกรงว่าซูเฉินเทียนและลั่วเฉินอวี่คงหลีกทางให้แทบไม่ทัน ถึงตอนนี้ยังเอาชนะเขาไม่ได้วันหน้าก็อาจจะสู้ชนะ

            “ศิษย์น้องเซียวเฉิน เจ้ามีพรสวรรค์มาก ตอนข้าอายุสิบเก้าปีย่างสู่ขั้นตานฟ้าเก้าชั้นฟ้าระดับสูงสุดหากเทียบด้านพรสวรรค์แล้ว เกรงว่าข้าสู้เจ้าไม่ได้”

            ซูเฉินเทียนเอ่ยช้าๆ ดวงตาฉายแววชื่นชม

    คล้ายกับเรื่องเหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน