บทที่ 27 มุกงามถูกฝุ่นปิดบัง
หลี่ลี่เริ่มฝึกฝนวิชา “รุ้งพิสุทธิ์ฝ่าสุริยัน” ั้แ่คืนนั้น วิชาฝึกฝนพลังภายในนี้เหมาะแก่การฝึกฝนในตอนกลางวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ถูกแดดเผาตอนเที่ยงวัน ส่วนตอนกลางคืนนั้นฝึกฝนได้ยากยิ่งนัก การดูดซับพลังปราณก็เชื่องช้าลงมาก
ทว่าวิธีการฝึกฝนของหลี่ลี่นั้นแตกต่างจากผู้อื่นโดยสิ้นเชิง อันที่จริงแล้วเขานำพลังจากศิลาเทวาลัยมาฝึกฝนโดยตรง เรียกได้ว่าง่ายดายราวกับขนมเค้กที่ร่วงลงมาจากฟ้า
จนกระทั่งรุ่งเช้าวันรุ่งขึ้น เสียงไก่ขันดังสะท้าน เขาก็ทะลวงผ่านระดับการแปรผันกระดูก มาถึงระดับที่ห้าของวิถีแปรผันิญญายุทธ์นั่นคือ การแปรผันกายเนื้อ
ในตอนนี้ กระดูกทั่วร่างของเขาแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่า ดุจดั่งหินแข็งแกร่ง ดาบกระบี่ธรรมดาไม่อาจเทียบแข็งแกร่งเท่ากระดูกของเขาได้
เขาไม่ต้องใช้พลังปราณ เพียงแค่พลังหมัดของเขาก็สามารถทำให้ดาบกระบี่ธรรมดาแตกละเอียดได้ แม้แต่คนธรรมดาที่คิดจะฆ่าเขาก็ไม่อาจทำได้
นี่คือผลลัพธ์อันใหญ่หลวงของความแตกต่างในระดับขั้น และเป็สาเหตุที่เขาสังหาร เหอวั่น โดยไม่มีใครสงสัยเขาแม้แต่น้อย
ความแตกต่างเพียงระดับเดียว ในความคิดของคนทั่วไป นั่นคือความแตกต่างระหว่างฟ้ากับดิน แม้แต่คิดจะลอบโจมตีก็ไม่อาจทำได้สำเร็จ ถึงแม้จะยืนให้เ้าฆ่าตรง ๆ ก็ยังไม่ตาย
หลี่ลี่ไปกินข้าวเช้าที่โรงอาหาร เตรียมตัวที่จะไปทำงานรับใช้ที่ เขาทางเหนือหลังจากกินข้าวเสร็จ
ขณะที่เขากินข้าวอยู่คนเดียว เขาก็ได้ยินนักเรียนกลุ่มหนึ่งกำลังสนทนากันอยู่ไม่ไกล
“พวกเ้ารู้หรือไม่? สำนักล่างมีอสูรร้ายปรากฏตัวขึ้น แถมยังเอาชนะศิษย์พี่ได้ ทั้งที่เป็แค่ศิษย์ใหม่ ลู่หย่งเล่อ เ้ารู้จักหรือไม่? เ้าเด็กนั่นเอาชนะศิษย์พี่ที่เคยอยู่ห้องเดียวกับเ้า ห้องที่แข็งแกร่งที่สุดของกลุ่มที่ห้า พวกเขาส่งคนไปทั้งห้อง ผลคือแพ้ยับเยิน ฮ่าฮ่า”
“อะไรนะ? มีเื่เช่นนี้ด้วยหรือ?” ลู่หย่งเล่อตบโต๊ะอย่างโมโห
ลู่หย่งเล่อรูปร่างไม่สูงใหญ่ หน้าตาคมคาย ดวงตาเป็ประกาย เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็คนเฉลียวฉลาดเป็เลิศ เขาเอื้อมมือไปคว้าคอเสื้อนักเรียนคนที่พูดพลางหัวเราะ “หวังเฮ่า สิ่งที่เ้าพูดเป็ความจริงหรือ?”
หวังเฮ่าใจนสะดุ้ง “แน่นอนว่าเป็เื่จริง ข้าจะหลอกเ้าไปทำไม? เื่นี้ตอนนี้ใครในสำนักล่างบ้างไม่รู้? อีกไม่กี่วันข่าวนี้ก็คงแพร่สะพัดไปทั่วสำนักกลางเป็แน่ นี่มันข่าวใหญ่ ศิษย์ใหม่กล้าต่อยศิษย์พี่ แม้แต่ปี้ชิงหลวน ลู่เส้าเฟิง สวีฉางซาน สามอัจฉริยะที่ได้รับเลือกให้บันทึกไว้ในตำราก็ไม่เคยทำเื่อุกอาจเช่นนี้มาก่อน!”
“ฮึ่ม หากเ้าเด็กนั่นเก่งกาจอย่างที่เ้าว่า เขาก็คงเป็ถึงการแปรผันิญญายุทธ์ระดับสามแล้วสินะ? ไม่ช้าก็เร็วก็คงต้องขึ้นไปรายงานตัวที่สำนักกลาง รอตอนนั้นเถอะ ข้าจะจัดการมันเอง! กล้ามากนักที่มาสร้างความอัปยศให้กับเพื่อนร่วมกลุ่มของข้า คงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ ว่าแต่ เ้าเด็กนั่นชื่ออะไร?” ลู่หย่งเล่อถามอย่างเกรี้ยวกราด
“ได้ยินมาว่าชื่อ หลี่ลี่ ข้าว่าเ้าเด็กนี่คงไม่กล้าขึ้นไปสำนักกลางหรอก เพราะรู้ว่าขึ้นไปก็คงไม่ได้ผลประโยชน์อะไร ข้าเดาว่าเ้าเด็กนี่คงต้องปล่อยให้เื่เงียบไปสักสองปีก่อน ถึงจะกล้าขึ้นไป!” หวังเฮ่าคุยโวอย่างภาคภูมิใจ
ลู่หย่งเล่อได้ยินดังนั้นก็โกรธจนแทบคลั่ง ไม่กินข้าวต่อแล้ว สูดลมหายใจเข้าอย่างเ็าแล้วเดินจากไป
หลี่ลี่ได้ยินคนพูดถึงเขาอยู่เรื่อย ๆ จึงรีบกินข้าวให้เสร็จแล้วแอบหนีไป
โชคดีที่เขามารายงานตัวได้ไม่นาน คนที่รู้จักเขายังมีน้อย ในตอนนี้เขาไม่อยากมีเื่กับคนพวกนี้ การฝึกฝนอย่างสงบต่างหากคือสิ่งที่สำคัญ
จากนั้นเขาก็เดินลงจากเขาสำนักกลาง มุ่งหน้าไปยังเขาทางเหนือ
เมื่อเดินมาถึงเชิงเขาทางเหนือ เขาก็ได้กลิ่นแปลก ๆ โชยมาแต่ไกล หลี่ลี่ขมวดคิ้ว เดินตรงไปยังปศุสัตว์ที่เชิงเขาทางเหนือ
สตรีวัยกลางคนร่างท้วมคนหนึ่ง ท่าทางหยิ่งผยอง เดินออกมาต้อนรับหลี่ลี่
นางผู้นี้โบ๊ะแป้งบนใบหน้าหนาเตอะจนดูเหมือนจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ มือของนางถือป้ายประจำตัวของหลี่ลี่ไว้ ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองหลี่ลี่ด้วยแววตาเหยียดหยาม “ข้าคือผู้ดูแลที่นี่ ชื่อ เหลิงเหมย เ้าเป็ศิษย์ใหม่ที่มารับใช้ใช่หรือไม่? บอกเอาไว้ก่อนเลยนะ มาถึงที่นี่แล้ว ทุกอย่างต้องฟังข้า อย่าคิดว่าเ้าเป็ศิษย์สำนักกลางแล้วจะถือตัว เพราะในสายตาของข้า พวกเ้าก็แค่มดปลวก ข้าอยากจะขยี้พวกเ้าอย่างไรก็ได้ พวกเ้าไม่มีทางขัดขืนได้หรอก เอาล่ะ ข้าก็ไม่รังแกศิษย์อ่อนแออย่างเ้าหรอก ให้โอกาสเ้าเลือก เ้าอยากจะทำงานรับใช้อะไรล่ะ?”
หลี่ลี่ถูกดูถูกอย่างรุนแรง ครุ่นคิดในใจว่ายังสามารถเลือกได้อีกหรือ? เขาถามด้วยความสงสัย “ไม่ทราบว่ามีงานรับใช้อะไรบ้างขอรับ?”
เหลิงเหมยสตรีวัยกลางคน ยื่นมืออ้วน ๆ ออกมา “งานรับใช้มีให้เลือกมากมาย...” แล้วเธอก็ไม่พูดอะไรอีก
เขาเข้าใจในทันที เขาแสร้งยิ้มเจื่อน ๆ “อ้อ ที่แท้ก็มีธรรมเนียมเช่นนี้อยู่ด้วย น่าเสียดาย ข้าน้อยรีบร้อนมาสำนักกลางจนลืมพกเงินติดตัวมาเลย อ๊ะ ถูกพวกศิษย์ สำนักล่าง ... เื่น่าเศร้า ไม่พูดแล้วดีกว่า”
เพราะไม่ใช่คนที่จะยอมเสียเงินให้กับหญิงชั่วผู้นี้เพียงเพื่อจะได้ทำงานรับใช้ง่าย ๆ นิสัยของเขาค่อนข้างตรงไปตรงมา ในอดีตเขาต้องจำยอมเพราะต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น แต่ตอนนี้เขามีความแข็งแกร่งแล้ว จึงไม่้าทนต่อความอยุติธรรมที่ไม่จำเป็อีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นสีหน้าของหญิงผู้นี้ช่างน่ารังเกียจนัก เขาไม่อยากส่งเสริมความอวดดีของนาง
“เ้า? ยาจกอย่างเ้า ยังฝันหวานว่าจะได้เรียนต่อในสำนักอย่างนั้นหรือ? อย่าเพ้อฝันไปเลย เ้าเป็แค่เด็กกำพร้า ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีครอบครัวคอยสนับสนุน การที่เ้ามาสำนักกลางได้ ถือว่าเป็บุญวาสนาของเ้าแล้ว เ้ารู้หรือไม่ว่าการฝึกฝนนั้นสิ้นเปลืองมาก? ข้าว่าเด็กกำพร้าอย่างเ้า อย่าไปเสียเวลาฝึกฝนเลย ออกจากสำนักกลางไปเสียแต่เนิ่น ๆ ดีกว่า”
เหลิงเหมยไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ ก็พลิกหน้ามือเป็หลังมือทันที นางต่อว่าหลี่ลี่อย่างรุนแรง
หลี่ลี่ส่งเสียง “ฮึ” ในลำคอ “ท่านอาจารย์ ข้ามาที่นี่เพื่อทำงานรับใช้ รีบจัดการงานให้เรียบร้อยเถอะ ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังท่านสั่งสอน” สีหน้าของเขาดูบึ้งตึงอย่างมาก เขาขัดจังหวะสตรีผู้นั้น ที่ยังคงด่าทอไม่หยุด
“เ้า? เ้ากล้าขัดคอข้าหรือ? ดี ดีมาก...”
เหลิงเหมยโกรธจนเนื้อบนใบหน้าสั่น เหยียดหยิบแผ่นไม้ไผ่ที่เขียนภารกิจรับใช้ขึ้นมา โยนให้หลี่ลี่
เขารับมา หันหลังเดินออกไป ทิ้งให้เหลิงเหมยยืนกัดฟันกรอดแช่งด่าอยู่ข้างหลัง
ในเมื่อนางดูถูกเขา เขาก็ไม่จำเป็ต้องทำดีกับนาง อย่างไรเสีย ผู้ดูแลที่เขาทางเหนือ นอกจากตอนที่ต้องมาทำงานรับใช้แล้ว ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน ไม่เห็นจำเป็ต้องสนใจ
แม้แต่อาจารย์ผู้สอนที่สำนักกลางก็ยังไม่มีใครอวดดีเช่นนี้ หากศิษย์ไม่ได้รับความสำคัญจากอาจารย์ อย่างมากก็แค่เรียนรู้ด้วยตนเอง การฝึกฝนขึ้นอยู่กับความพยายามของตนเอง อาจารย์ไม่สามารถฝึกฝนแทนศิษย์ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันขนาดนั้น ไม่รู้ว่าเหลิงเหมยผู้นี้ทำตัวอวดดีไปเพื่ออะไร
หลี่ลี่เดินขึ้นเขาไปตามที่อยู่ที่เขียนไว้บนแผ่นไม้ไผ่ ระหว่างทางมีทหารยามตรวจตราอยู่ เมื่อเห็นภารกิจของเขา ก็ยิ้มออกมา “เ้าไปทำให้ผู้ดูแลเหลิง ไม่พอใจหรือ? ถึงได้โดนใช้งานสกปรกแบบนี้ หากเ้าทำไม่ได้ ก็ลงเขาไปขอโทษนาง มอบหินิญญา ให้นางสักหน่อย งานรับใช้ก็ถือว่าเสร็จสิ้น”
เด็กหนุ่มขอบคุณทหารยาม แล้วมุ่งหน้าไปยังทุ่งม้า เขาต้องทำงานที่นี่
เมื่อเข้าไปในทุ่งม้า หญิงชราอายุราวหกสิบกว่าปี เห็นเขา มองแผ่นไม้ไผ่ แล้วหัวเราะอย่างประหลาด “หนุ่มน้อย สี่ห้าปีมานี้ ไม่มีใครมาที่นี่เลยนะ เ้าไปทำให้ท่านผู้ยิ่งใหญ่ท่านใดไม่พอใจหรือ?”
หลี่ลี่ยิ้ม “ข้าแค่ทำงานรับใช้เท่านั้นเอง จะไปทำให้ใครไม่พอใจได้อย่างไร? คุณยาย หรือว่างานรับใช้นี้มันยากมาก?”
“แน่นอนสิ เ้าต้องรับผิดชอบเก็บ ทองคำ จากบ่อม้าหมายเลขสาม ไป ข้าจะพาเ้าไปดูว่า ทองคำ ที่ว่าคืออะไร!” หญิงชราจ้องมองหลี่ลี่ด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ
ในขณะนั้นเอง เด็กสาวอายุราวสิบสี่สิบห้าปี เดินเข้ามา ซบอยู่ด้านหลังหญิงชรา ดวงตากลมโต จ้องมองหลี่ลี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เขายิ้มให้เด็กสาว เด็กสาวหน้าแดงก่ำ ทำท่าทางเขินอาย รีบซ่อนตัวอยู่ในอ้อมแขนของหญิงชราทันที