ประโยคเมื่อครู่คล้ายน้ำเย็นสาดใส่หน้าพวกเขาทุกคนที่อยู่ตรงนั้น
“อะไรนะ?” เกาเย่ถามซ้ำด้วยสีหน้างงฉงน “ผู้อำนวยการไม่ไปร่วมพิธีก่อตั้งรับสมาชิกเข้ากองกำลังทัณฑ์สวรรค์แต่กลับไปเข้าร่วมพิธีเซ็นสัญญาร่วมงานกับนักเรียนหน้าใหม่งั้นเหรอ? แบบนี้มันไม่ไว้หน้ากันชัดๆ”
นี่เป็นการแสดงออกท่าทีรูปแบบหนึ่ง
ท่าทีที่บอกกับทุกคนว่าหมดเวลาของรุ่นเก่าแล้ว สิ่งที่พวกเราสนใจคือคนรุ่นใหม่และศักยภาพที่แฝงอยู่ในตัวของเด็กหน้าใหม่คนนี้ที่อาจจะมีมากกว่าคนรุ่นเก่าด้วยซ้ำ!
วิธีสร้างความกดดันสำหรับการฝึกตนในสมัยก่อน คือการไม่ถ่ายทอดวิชาเวทให้และไม่จัดเตรียมสถานที่ฝึกตนให้ แต่ในปัจจุบันที่ดูเหมือนแบ่งปันเป็นมิตรกันแท้จริงแล้วกลับกดดันยิ่งกว่าสมัยก่อนอีก...
ก็คือการไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฝึกตนได้แจ้งเกิด หรือเข้าถึงทรัพยากร!การลดความสำคัญที่มีต่ออัจฉริยะลง ก็ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของอัจฉริยะได้ด้วยเช่นกัน
ไฟโทสะค่อยๆ ผุดขึ้น ฉู่เจาหนานจ้องมองลวี่ก่านตาง พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเจือแววสังหารอย่างเด่นชัด“จงจำให้ดี”
เขาก้าวเข้าใกล้อีกฝ่ายจนทั้งสองยืนห่างกันไม่ถึงสิบเซ็นฯฉู่เจาหนานพูดเน้นทีละคำ “ฉัน! ไม่! ให้เกียรติ! ไปร่วมงาน! คน... อย่าง... แก!”
สีหน้าของลวี่ก่านตางในตอนนี้แทบดูไม่ได้
“สหายฉู่...” เขากัดฟันแสร้งพูดขึ้นอย่างเห็นใจ สรรพนามเรียกและน้ำเสียงเปลี่ยนไปจากตอนแรกอย่างสิ้นเชิง“การปรากฏตัวของสหายสวี ถือเป็นการแย่งความดีความชอบจากนายไปจากคนที่เคยโดดเด่นยืนหนึ่ง ตอนนี้กลับกลายเป็นมังกรแฝดแห่งมณฑลตีคู่กันไปซะแล้วนายทนได้เหรอ?”
เกาเย่กับหลัวซานเฟิงมองไอ้เตี้ยตาตี่นี่อย่างโมโหเกลียดชัง
ไอ้เด็กนี่... มันช่างกล้าดีจริงๆ
ลวี่ก่านตางมองว่าสีหน้าของพวกเขาเป็นเครื่องหมายแสดงออกความในใจแต่เขาไม่สนใจและยักคิ้วพูดต่อ “สหายสวีจงใจเลือกมณฑลหมิงสุ่ยโดยเฉพาะแบบนี้จะเรียกว่าจงใจตัดหน้านายรึเปล่านะ?”
ฉู่เจาหนานมองอีกฝ่ายอย่างเวทนา แสยะยิ้มเย็นชาเอ่ย “ไสหัวไป”
พูดจบก็เดินหันเข้าลิฟต์อย่างไม่สนใจ
“ทำเป็นเท่ห่าอะไรนักหนาวะ?” มองดูประตูลิฟต์ปิดลงลวี่ก่านตางถุยน้ำลายลงพื้นอย่างแค้นใจ “ฉันไม่เข้าใจแกจริงๆ ว่ากลัวอะไร? ทั้งๆ ที่ผู้อำนวยการก็เอ็นดูแกมาหลายปี หรือกลัวก่อนหน้านี้โดนสหายสวีเตะผ่าหมากมารึไง!”
“ไอ้พวกไร้ประโยชน์!” เนินอกเขากระเพื่อมขึ้นลงและก้าวเข้าไปในลิฟต์อีกตัว
พวกไร้ประโยชน์... ก็คือไร้ประโยชน์! รุ่นที่แล้วแม่งไม่มีใครเข้าตาสักคน!แต่ละคนทำตัวกระจอกเป็นหนู!
ภายในลิฟต์ เกาเย่กัดฟันเอ่ย “ลูกพี่ฉู่ผู้อำนวยการทำแบบนี้ไม่เหมาะสมจริงๆ ! ลูกพี่สวีเป็นผู้ชนะรุ่นที่แล้ว!บรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางอย่างรวดเร็ว แถมยังเปิดประสาทสัมผัสได้แล้วคนตาบอดยังมองออกเลยว่าเขามีศักยภาพโดดเด่น! เขาเกือบจะบรรลุระดับกลางได้ตอนอยู่ในสนามประลองหนึ่งในใต้หล้า!ถ้าไม่ถูก...”
ฉู่เจาหนานถลึงตาใส่อีกฝ่ายเปาเย่เหมือนฉุดคิดขึ้นได้ว่าคนที่ขัดขว้างการเลื่อนขั้นของสวีหยางอี้เป็นใคร...จึงรีบเฉไฉเปลี่ยนเรื่องเท่าที “เขาเป็นลูกคนที่เท่าไหร่นะ? ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย”
“แค่เขาเก่งเปรียบเท่าลูกพี่ฉู่ ฉันก็ยอมก้มหัวให้เขาแล้ว!”หลัวซานเฟิงกัดฟันพูด “แค่เขาเตะฉันกระเด็นตอนนั้น ฉันก็ยอมแล้ว! ไม่ใช่สิตอนนั้นฉันประมาทเขาไปหน่อย อย่างเขาเนี่ยะนะ? ตอนนั้นฉันไม่ได้เอาจริงเฉยๆแหะๆ”
แววตาเกาเย่แลดูลุ่มลึกลง“พวกเขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ของรุ่นพวกเราแล้วจะไปรู้ได้อย่างไรพวกเขาคิดว่าลมพัดลูกพี่สวีออกมาจากภูเขาศพทะเลเลือดรึไง!”
ฉู่เจาหนานเงียบงัน ไรฟันขบกันแน่น
สารเลว... แกจะเริ่มลงมือจัดการเขาแล้วสินะ
มีเพียงฉู่เจาหนานเท่านั้นที่รู้เรื่องคำสั่งสังหารของฝู่หยุนเจินเหริน...เจินเหรินต้องการสังหารสวีหยางอี้หลังจากนั้นตัวเองก็เดินผิวปากอย่างสบายอารมณ์ต่อไป...แต่ว่าสวีหยางอี้เป็นบุคคลมีชื่อเสียงระดับหนึ่ง จึงเป็นเรื่องตึงมือสำหรับพวกเขาพอสมควรหากลงมือผลีผลามไม่ไตร่ตรอง ก็อาจเกิดปัญหากับศาลผู้ฝึกตนได้และจุดชนวนเป็นศึกระหว่างจินตันเจินเหรินในที่สุด... ดังนั้นฝู่หยุนเจินเหรินจึงยังไม่กล้าลงมือด้วยตัวเอง
ดังนั้น อีกฝ่ายจึงอดทนรอโอกาส โอกาสที่สามารถฆ่าสวีหยางอี้ให้ตายภายในครั้งเดียว
เมื่อสวีหยางอี้ออกฌาน... ก็ต้องรับทำภารกิจ... และเมื่อเริ่มทำภารกิจเชียนเริ่นในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการอวี้หลินเว่ยสาขามณฑลหมิงสุ่ยจึงมีส่วนเข้ามาเอี่ยวเรื่องนี้สถานที่ที่จะจัดการสวีหยางอี้อย่างเงียบๆ มีมากมาย... การที่เชียนเริ่นฉีกหน้าสวีหยางอี้ในวันนี้ จึงเป็นสัญญาณแรกของการเปิดศึกไปโดยปริยาย
แม้แต่ชื่อของสวีหยางอี้... ก็ไม่เหลือทิ้งไว้ให้จดจำ
เขาต้องการให้สวีหยางอี้ หายไปจากโลกนี้อย่างสมบูรณ์และไร้ร่องรอย
เขาต้องการให้ตายไปในแบบที่ปฏิกิริยาทั้งโลกผู้ฝึกตนคิดว่าเป็นเรื่องปกติก็แค่ ‘อ่อ หัวหน้ากองกำลังเสียชีวิตในหน้าที่อีกคน เอาล่ะ ทุกคนกินข้าวต่อ’ ...ไม่ใช่ตายในแบบที่ทุกคนตั้งข้อสงสัย ‘เกิดอะไรขึ้น? หัวหน้ากองกำลังทัณฑ์สวรรค์งั้นเหรอ?นี่เป็นไปได้อย่างไร!’
...
“เขาไม่มางั้นเหรอ?” ในเวลาเดียวกันภายในห้องพักผ่อนข้างห้องโถง เสียงของเชียนเริ่นในชุดสูทลอยขึ้นในมือคลึงสร้อยประคำจากเมล็ดผลท้อเล่นสายตามองลวี่ก่านตางที่นั่งชั้นเขาด้านหน้าพร้อมเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ใช่ครับผู้อำนวยการ เขาไม่เพียงปฏิเสธอย่างหนักแน่นและยังแสดงให้เห็นว่าจะไปไหนอย่างชัดเจน ท่านผู้อำนวยการครับ คนๆ นี้ไร้การควบคุมครับ”
เชียนเริ่นจ้องมองลวี่ก่านตางที่นั่งก้มหน้าอยู่พลางคลี่ยิ้มเล็กน้อย“งั้นเหรอ?”
ลวี่ก่านตางไม่เอ่ยตอบ
เขารู้สึกอิจฉา!
ทำไมกัน! ก็แค่เป็นผู้ชนะรุ่นก่อนที่จบก่อนตัวเองห้าปีทำไมเหล่าคนมีหน้ามีหน้าต่างไปร่วมงานของเขา? เขามีสิทธิ์อะไรได้รับการตอบแทนแบบนี้?
พิธีเซ็นสัญญาร่วมงานของอีกฝ่ายได้หินวิญญาณหลายสิบตันมันมีสิทธิ์อะไรได้เยอะขนาดนั้น?
ผู้ชนะงั้นเหรอ? ตัวเองก็เป็นผู้ชนะเหมือน! แค่มันเกิดก่อนไม่กี่ปีเอง!ลองจับมาอยู่รุ่นเดียวกันขึ้นมา ฉันจะทำให้อีกฝ่ายก้มมาเลียรองเท้าฉันให้ดู
ขณะลวี่ก่านตางกำลังอิจฉาอยู่ในใจ เสียงของเชียนเริ่นก็ดังขึ้น“จงจำเอาไว้...”
“ในที่แห่งนี้ ฉันเป็นใหญ่ ฉันเป็นหัวหน้าใหญ่”
“นายกระหายอำนาจ ฉันให้ได้ นายอยากได้ทรัพยากร ฉันมีให้”เชียนเริ่นเอนหลังพิงเก้าอี้ “ในเวลาเดียวกัน ฉันก็คุกคามนายได้เช่นกัน”
“แต่ว่า”
“นายเคยบอกฉันว่าสวีหยางอี้เป็นพวกหมาหวงก้างนั่งครองตำแหน่งโดยไม่ยอมทำงานบอกฉันว่าเขาเป็นพวกพึ่งโชคอาศัยดวง ดังนั้นนายจึงมาขอโอกาสพิสูจน์ตัวเองกับฉันฉันก็ให้นาย นายต้องการให้อวี้หลินเว่ยเป็นหน้าเป็นตาเสริมบารมีในพิธีเซ็นสัญญาร่วมงาน ฉันก็สนองให้นาย”
เชียนเริ่นมองตาลวี่ก่านตางด้วยสายตาไร้ความรู้สึก“ฉันตอบรับคำขอทุกอย่างของนาย พิธีเซ็นสัญญาร่วมงาน ฉันใช้เส้นสายของฉันชวนสื่อต่างๆในโลกผู้ฝึกตนมาร่วมงานทั้งยังช่วยนายเช่าห้องโถงแถลงงานที่ยิ่งใหญ่หรูหรายิ่งกว่าพิธีก่อตั้งกองกำลังบนชั้นสองไม่รู้กี่เท่า...ถ้าหากนายยังไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองขอ นายจะสำเหนียกมองตัวเองว่าอย่างไร?”
“ท่านอาวุโสครับ” ดวงตาของลวี่ก่านตางสะท้อนความกระหายในพลังอำนาจและทรัพยากรฝึกตนออกมาอย่างล้นหลาม“ผู้ฝึกตนรุ่นผมล้วนแต่ดิ้นรนต่อสู้กับชะตาชีวิตของตัวเองไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรและเส้นสายพวกเราต่างทะเยอทะยานไขว่คว้ามันมาตัวกำลังของตัวเอง!ผู้ฝึกตนที่เอาแต่ฝึกตนไม่สนใจหน้าท่าการงานของตัวเองเหมือนกลัวการแข่งขันแย่งชิงนั่งเสวยสุขรอยศลาภมาประเคนแบบนี้มันมีสิทธิ์อะไรได้สิทธิ์ประโยชน์สูงส่งลิบลิ่วขนาดนั้น!”
“ถ้าตัวผมสู้แม้แต่คนแบบที่ตัวเองพูดมาไม่ได้กระผมยินดีรับโทษด้วยความเต็มใจครับ!”
เชียนเริ่นมองเขาสักพักก่อนปัดมือขึ้น “จำคำพูดตัวเองให้ดีแล้วกัน”
...
“ติ๊กต่อง...” ในเวลาเดียวกัน เสียงลิฟต์ดังขึ้นฉู่เจาหนานเดินออกจากลิฟต์ สายตาพลันกราดมองงานพิธีก่อตั้งกองกำลังทันที!
“นี่ นี่เป็นงานพิธีจริงๆ เหรอ?” เกาเย่มองห้องโถงอย่างตื่นตะลึงเขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง “นี่ลูกพี่สวีกำลังล้อพวกเราเล่นอยู่ใช่ไหมเนี่ย?!”
“เมื่อก่อน... เขาเป็นคนประหยัดขนาดนี้เชียวเหรอ?”
สถานที่...ไม่กว้าง แถมยัง... เงียบเหงา
ไม่มีโบราณวัตถุสุดอลังการวางประดับตกแต่งไม่มีชาดีผลไม้มงคลต้อนรับแขกเหรื่อ มีเพียงชาเย็นๆ และแขกที่เป็นนักข่าวและแขกที่พวกเขาไม่รู้จักสิบกว่าคน
เรียบง่าย... เกินไปแล้ว!
ไฟโทสะปะทุขึ้นในใจฉู่เจาหนานอย่างไม่รู้ตัว... ไม่มีเงินงั้นเหรอ?ไม่น่าใช่ ตอนนี้กองกำลังทัณฑ์สวรรค์มั่งคั่งจะตาย!เรื่องเงินไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับสวีหยางอี้ในตอนนี้!
ภายในใจฉู่เจาหนานนึกสงสัยสวีหยางอี้ ...หรือจริงๆแล้วเขาไม่ว่าพิธีก่อตั้งรับสมาชิกเข้ากองอย่างเป็นทางการนี้มันสำคัญแค่ไหน?แล้วเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง?
“อ้าว มากันแล้วเหรอ?” สวีหยางอี้มองเห็นพวกเขาทันที“สหายสองสามท่านนี้ นายยังจำได้ใช่ไหม?”
ฉู่เจาหนานอดกลั้นความโมโหไว้ในใจและเดินมาต่อหน้าแขกของสวีหยางอี้อย่างใจเย็น มองดูก็เห็นว่าเป็นทูจิ้วกับเซียงติงเขาพยายามกดเสียงพูดกับสวีหยางอี้ “นี่นายทำอะไรอยู่? ทำไมไม่ใส่ใจเรื่องนี้หน่อย?นายรู้รึเปล่าด้านล่างมีงานอะไร!”
ทว่าทูจิ้วได้ยิน ครั้งจึงเข้าร่วมวงพูดคุย “เกิดอะไรขึ้น? ข้างล่างมีงานอะไรงั้นเหรอ?”
“ไม่มีอะไรครับ” ฉู่เจาหนานกัดฟันตอบเฉไฉ“มีเด็กเมื่อวานซืนจัดพิธีเซ็นสัญญา แล้วผู้อำนวยการเชียนเริ่นไปร่วมงานครับ”
“อะไรนะ?!” ติงเซียงเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ“นี่เขาทำอะไรของเขา? กำลังจะบอกกับทุกคนว่าศักยภาพของสวีหยางอี้สู้เด็กคนนั้นไม่ได้งั้นเหรอ?กำลังบอกผ่านสื่อว่ากองกำลังทัณฑ์สวรรค์ของสหายสวีหยางอี้เป็นแค่เรื่องตลกงั้นเหรอ?”
“ฉันก็เพิ่งรู้เหมือนกัน” สวีหยางอี้คลี่ยิ้มเรียบนิ่ง“แต่ร้อนรนใจกันไปทำไม”
“นายไม่หงุดหงิด!” ฉู่เจาหนานก้าวขึ้นมา “แต่ฉันหงุดหงิด!”
“พิธีนี้ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาให้นักเรียนรุ่น 16 ของพวกเรา!นายสั่งขนของพวกนี้ออกไปสะ เดี๋ยวภายในหนึ่งชั่วโมงฉันจะจัดแต่งห้องนี้ให้หรูหราอลังการกว่าด้านล่างให้เอง!”ฉู่เจาหนานพูดขึ้นอย่างรับไม่ได้
“ไม่จำเป็น” ทูจิ้วรีบพูดขึ้นทันที “รุ่นพี่ขั้นจู้จีไปร่วมงาน...ถือว่าได้หน้าได้ตาไปเต็มๆแต่นักเรียนหน้าใหม่คนนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาฉันแม้แต่น้อย”
“แจ้งคำสั่งฉันออกไป” เขามองไปที่ผู้ช่วยด้านหลัง“นำหินวิญญาณระดับกลางมาสองร้อยก้อน วันนี้ใครมาร่วมงานได้รับกลับบ้านหนึ่งก้อน”
“ทุกท่านคะ” ระหว่างนั้นเอง เลขาฯ ผู้หญิงคนหนึ่งก็คลี่ยิ้มเดินเข้ามา
เธอเดินเนิบนาบและสง่างามยิ่งราวกับเดินอยู่บนเมฆสูงและไม่กล้าก้มหน้าลงไปมองคนธรรมดาเบื้องล่าง
ตบะอยู่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้น แต่เธอเป็นเลขาฯ คนที่สามของเชียนเริ่น
“ท่านผู้อำนวยการให้ดิฉันมาแจ้งยังทุกท่าน หลังจากนี้อีกหนึ่งชั่วโมงพิธีเซ็นสัญญาร่วมงานของลวี่ก่านตางกับพิธีก่อตั้งรับสมาชิกเข้ากองกำลังของหัวหน้าสวีจะเริ่มขึ้นในเวลาเดียวกันค่ะอ่อ... ดูเหมือนหัวหน้าสวียังเตรียมตัวไม่พร้อมใช่ไหมคะ? ทำไมคนถึงมีน้อยขนาดนี้?”เธอแสร้งตกใจ แต่ก็แอบหัวเราะอย่างเย้ยหยัน“ตอนนี้ด้านล่างคนแห่กันมาเป็นภูเขาเหล่ากอเลยค่ะ... เอ่อ ถ้าตรงไหนให้ช่วยก็บอกได้ทุกเมื่อนะคะ”
“พิธีก่อตั้งรับสมาชิกเข้ากองกำลังถือเป็นเรื่องใหญ่นะคะ...แนวคิดที่ว่าสุราดีไม่กลัวตรอกลึก หรือของดีอยู่ที่ไหน ผู้แห่ไปที่นั่นมันล้าหลังและใช้ไม่ได้ในยุคสมัยนี้แล้วค่ะทรัพยากรและค่าใช้จ่ายที่จะดูแลกองกำลังทัณฑ์สวรรค์หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับพิธีในวันนี้นะคะ ขืนแขกร่วมงานยังน้อยขนาดนี้หัวหน้าสวีน่าจะลองคิดเรื่อง ‘จ้างคนมาร่วมงาน’ ดูนะคะทำให้ที่นี่ดูคนแน่นขึ้นมาบ้างก็ยังดี”
การแสดงออกแบบนี้เชียนเริ่นกำลังสื่อสารไปยังทุกคนว่าตัวเขาให้ความสำคัญกับคลื่นลูกใหม่และไม่ได้มองสวีหยางอี้อยู่ในสายตา รวมไปถึงกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ด้วย!ดังนั้นเขาจึงไปร่วมพิธีเซ็นสัญญากับผู้ฝึกตนหน้าใหม่และปฏิเสธมาร่วมพิธีก่อตั้งกองกำลังของผู้ฝึกตนหน้าเก่า
เธอเข้าใจความคิดของเจ้านายตัวเองเป็นอย่างดี ดังนั้นตัวเองไม่จำเป็นต้องพูดดีกับหัวหน้าสวีที่ถูกตัดหางปล่อยวัดคนนี้
“เธอกล้าดียังไงมาพูดแบบนี้?!” น้ำเสียงเพิ่งสิ้นสุดลงเกาเย่กับหลัวซานเฟิงก็พูดขึ้นอย่างโมโห
และแล้วพวกเขาก็หยุดเพราะถูกมือหนึ่งห้ามเอาไว้
สวีหยางอี้ยกมือขวาห้าม ส่วนมือซ้ายถือแก้วชา คลี่ยิ้มจ้องมองเลขาฯของเชียนเริ่น
“รบกวนฝากไปบอกเจ้านายของเธอด้วยแล้วกัน... สวรรค์เป็นผู้คัดสรรผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่รอด ผู้อ่อนแอย่อมถูกคัดออก ใครดีใครอยู่ ใครแพ้ใครถอยต่อ...ต่อให้ใส่ชุดใหม่เอี่ยมอ่อง หากไม่ใช่คนยืนหยัดหัวเราะเป็นคนสุดท้ายก็ย่อมไม่ใช่ผู้โดดเด่นตัวจริง”
“ได้ค่ะ” เลขาฯ คำนับเล็กน้อยพอเป็นพิธี “จริงค่ะถ้าไม่ใช่ผู้ฝึกตนที่โดดเด่นตัวจริง แล้วจะคู่ควรกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไรตำแหน่งลาภยศที่ได้มาเพราะโชคดวงและความบังเอิญ ก็ไม่ต่างอะไรจากภาพมายาหรือแสงจันทร์ที่สะท้อนลงบนคลองน้ำเน่า”
สวีหยางอี้คลี่ยิ้มผายมือส่ง “งั้นก็... เชิญ”
เมื่อเลขาฯ เดินออกไป ฉู่เจาหนานถลึงตาใส่สวีหยางอี้ทันที“ไม่เจอกันหลายปี นับวันนายยิ่ง...”
“ยิ่งอะไร?” สวีหยางอี้วางแก้วชาลง
ฉู่เจาหนานแค่นเสียงหึ ไม่เอ่ยตอบ
“วางใจเถอะ...” สวีหยางอี้หุบยิ้ม ดวงตาฉายแววเย็น“ฉันจะทำให้ทุกคนรู้ซึ่งเองว่าคนที่ยืนหยัดหัวเราะเป็นคนสุดท้ายเป็นใคร”
เขาหัวหน้าไปมองมู่ตันที่กำลังกุลีกุจออยู่ “เตรียมแจ้งไปยังทุกคนอีกครึ่งชั่วโมงพร้อมเปิดพิธีก่อตั้งกองกำลังอย่างเป็นทางการ”
“ห๊ะ?” มู่ตันตกตะลึง
“ก็ในเมื่อเขาไม่ไว้หน้าฉัน ทำไมฉันต้องไว้หน้าเขาด้วย?” สวีหยางอี้แสยะยิ้มอย่างเย็นชา “คิดจะลบฉันออกไปจากสื่องั้นเหรอ? ฉันจะทำให้นายได้เห็นเองว่าทรัพยากรของยุคสมัยนี้ หากฉันคนนี้ต้องการต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีอย่างเขา ก็ขวางทางฉันไม่ได้”