เทพสงครามมังกรเทวะ

    วันรวมญาติ

    ณ หอกระบี่ดาวตก เฟยหรงได้พาท่านตากับท่านยายของเขากลับมาด้วยเป็นที่เรียบร้อยและแน่นอนว่าหลังจากกลับมาเป่ยอิงอิงก็วิ่งมากอดพวกเขาด้วยความคิดถึงทันใด โดยเฉพาะลูกชายตัวดีของนางที่หายไปหลายเดือนด้วยกัน แต่เมื่อมาเห็นนั้นทุกคนกลับต้องตกใจในพลังของชายหนุ่ม จักรพรรดิเทวะด้วยวัยไม่เพียงเกินสามปีนี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆพวกเขากล้ายืนยันเลยว่าในโลกหล้านี้หรือแม้แต่ในจักรวาลไม่มีใครที่เหนือล้ำไปกว่านี้อีกแล้ว

     

    ในวันนี้เฟยหรงมีความสุขอยู่กับครอบครัวของตนเองทันใดนั้นหญิงสาวสามคนก็เดินออกจากคฤหาสน์ของตระกูลด้วยพลังปราณที่เต้มไปด้วยความแข้งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ พวกนางคือฮั่วหลิงหลิง หมิงเย่ และสุดท้ายคือเฟิงเสวียที่บรรยากาศของพวกนางต้องบอกเลยว่าร้อนแรงอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะฮั่วหลิงหลิง และเฟิงเสวียที่บ่มเพาะเปลวเพลิงสวรรค์และเปลวเพลิงวิหคนั้นพวกนางได้ก้าวเข้าสู่ระดับเทวะเป็นที่เรียบร้อย ส่วนหมิงเย่นั้นด้วยสายเลือดมังกรที่ได้จากจักรพรรดิมังกรหลงเสียวหยาและได้สมบัติของมังกรแสงทำให้นางเองก็เข้าขั้นเทวะเช่นกันและดูเหมือนว่าวิถีกระบี่ของนางจะเกี่ยวข้องกับความเร็วเป็นแน่แท้ส่วนตบะของนางนั้นก็ไม่ได้ยิ่งย่อนไปกว่าอีกสองคนนั่นคือเทวะเช่นเดียวกัน

     

    เฟยหรงรีบพาพวกนางมาคาราวะท่านแม่ ท่านย่า ท่านตา และท่านยาย ท่านยายของเขาในทันทีบรรยากาศในวันนี้เต็มไปด้วยความชื่นมื่นอย่างถึงที่สุด ลูกสะใภ้และหลานสะใภ้ทั้งสามคนนี้ดูเหมือนจะเป็นที่ถูกใจของบรรดาครอบครัวของเฟยหรงมากแต่มันยังไม่หมดเพียงเท่านั้น

     

    วิหคเหมันต์ตัวมหึมาทะลุมิติเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมด้วยการปรากฏตัวของเสวียเหม่ย ปิงเหยา เสี่ยวเซียน เซียนปิงเอ๋อ และจ้าวหลาน โดยที่อ้อมกอดของเสวียเหม่ยและปิงเหยามีเด้กน้อยผมสีแดงกับผมสีฟ้าครามกำลังทำท่าทีดีใจมากๆที่ได้กลับมายังบ้านของตนเอง เฟยหรงเมื่อเห็นเช่นนี้ถึงกับยิ้มเจื่อนๆขึ้นมาในทันที นี่มันวันรวมญาติของเขาหรืออย่างไรพวกนางถึงได้มาพร้อมกับโดยมิได้นัดหมายเช่นนี้

     

    แต่ถึงอย่างนั้นเฟยหรงขึ้นไปรับพวกนางในทันทีโดยเฉพาะเจ้าตัวแสบทั้งสองที่ตอนนี้กระโดดเข้ามาสู่ในอ้อมกอดของเขาเป็นที่เรียบร้อย

     

    เฟยหรงเมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วไม่แคล้วที่จะยกยิ้มอย่างอ่อนโยนและลอยขึ้นไปโอบกอดและหอมแก้มพวกนางไปคนละที ก่อนที่จะนำพวกนางทั้งหมดมาแนะนำให้กับครอบครัวของเขาได้รู้จักอีกครั้ง และแน่นอนการแสดงสีหน้าของเป่ยอวิ้นเอ่อ เป่ยเฉิน และหยุนอู่หลิงเปลี่ยนไปในทันทีที่ได้ยิน พวกเขาทั้งมีนี้มีแต่ความตกตะลึงอย่างช่วยไม่ได้ นางมารเหมันต์ปฐมกาลผู้ยิ่งใหญ่และเก่งกาจเทียบเท่าพวกเขากลับตกเป็นภรรยาของหลานชายของพวกเขาเองเสียอย่างนั้น

     

    ในเวลานี้พวกเขาได้แต่มองเฟยหรงด้วยความตะลึงงันเป่ยเฉินไม่ได้กล่าวอะไร แต่ดูเหมือนท่านย่าและท่านยายของเขาจะระบายยิ้มออกมาและถึงกับยกนิ้วให้ในความกล้านี้ของหลานชายเสียจริงๆที่สามารถไขว่คว้าหญิงงามที่ทรงพลังเช่นนี้มาครองได้

     

    เฟยหรงเมื่อเห็นดังนั้นเขาก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจดูเหมือนว่าในเวลาต่อมาจะไม่มีใครสนใจเขาแม้แต่คนเดียว เหล่าภรรยาของเขาพากันแนะนำตัวและพุดคุยกันอย่างสนุกสนาน ในทางกลับกันเหล่าปู่ ย่า ตา ยาย รวมถึงท่านแม่ของเขาก็ใช้เวลานี้ในการเล่นกับเจ้าตัวแสบทั้งสอง เฟยหรงเมื่อเห็นดังนั้นเขาอดไม่ได้ที่ยกยิ้มและนั่งลงจิบชาเงียบๆอยู่ข้างๆท่านแม่ของเขานั่นเอง

     

    ในเวลานั้นวันครอบครัวที่แสนสุขของเขาก็ได้เริ่มอย่างเป็นทางการเขาไม่อยากจะคิดเลยว่าหากท่านพ่อของเขาออกจากด่านมาเห็นสภาพที่แสนสุขเช่นนี้จะรู้สึกเช่นไร เขาอาจจะดีใจจนแทบบ้าหรือไม่ก็ตกใจจนแทบหัวใจหยุดเต้นนั่นก็อาจจะเป็นไปได้ เฟยหรงแค่คิดก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจดีที่จะเห็นพ่อที่แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวของบ่อน้ำตาแตกสักครา

     

    "ตูม!!"

     

    แต่ยังพูดไม่ทันขาดคำเสียงระเบิดก็ดังขึ้นมาจากส่วนลึกของคฤหาสน์อีกครา พร้อมกับร่างพลังงานขนาดใหญ่มหึมาสีแดงฉานหน้าตาเหมือนเฟยเทียนทุกประการปรากฏกายขึ้นด้านหลังมีปราณกระบี่ขนาดใหญเกิดขึ้นมาลอยวนเวียนร่างพลังงานนั้น ดูแล้วช่างยิ่งใหญ่เหนือคนบรรยาย เฟยเทียนปรากฏกายขึ้นในทันใดพร้อมกับปรากฏการณ์บดทอดสอบแห่งสวรรค์ทัณฑ์อัสนีเก้าสิบสาย

     

    "ว้าว ท่านปู่ตัวใหญ่จัง"เฟิงหยุนเยว่กล่าวอย่างไร้เดียงสา จนทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะเอามือป้องปากพร้อมหัวเราะออกมาแต่มีอยู่คนหนึ่งที่มองไปที่ร่างของเฟยเทียนด้วยความจริงจัง และนั่นไม่ใช่ใครนอกซะจากเป่ยเฉินนั่นเอง

     

    สายฟ้าสวรรค์ผ่าลงมาอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดสายตาของคนในหอกระบี่ดาวตกทุกหมู่เหล่าต่างพากันมองเหตุการณ์นี้เป็นตาเดียว การที่จะได้เห็นการเลื่อนขั้นเป็นมหาเทวะเช่นนี้ไม่ได้มีกันง่ายๆ

     

    เฟยเทียนยืนอยู่ท่ามกลางฟ้าอำนาจรัศมีแห่งกระบี่ของเขาแผ่ออร่าราวกับจะผ่าโลกได้ทั้งใบ เมื่อสายฟ้าผ่าลงมาเมื่อใดกระบี่ลมปราณด้านหลังของเขาจะทำการฟาดฟันจนขาดสบั้นในพริบตา มือกระบี่ทั้งหลายต่างมองภาพนี้ด้วยความตื่นตาตื่นใจ นี่คือวิถีกระบี่ของประมุขของพวกเขาอย่างแน่นอน วิถีกระบี่ที่ฟาดฟันได้ทุกสรรพสิ่งนั่นเอง

     

    "วิถีกระบี่ของท่านพ่อแข้งแกร่งกว่าข้าแล้ว"เฟยหรงยกยิ้ม วิถีกระบี่แห่งการทำลายล้างของเขาอาศัยปราณมังกรที่แข้งแกร่งในการทำลายศัตรู แต่วิถีกระบี่ของเฟยเทียนนั้นแตกต่างกันออกไปมันคือวิถีกระบี่ที่คมกริบราวกับไม่มีอะไรที่วิถีกระบี่นี้จะสบั้นไม่ขาด

     

    "เขากำลังบรรลุขั้นเทพกระบี่!"เป่ยเฉินกล่าวอย่างเรียบเฉย กระบี่ลมปราณด้านหลังของเฟยเทียนกำลังค่อยๆจางลงไปเรื่อยๆแต่แรงกดดันอันคมกริบนั้นยังคงฟาดฟันสายฟ้าอย่างแต่เนื่องแสดงให้เห็นว่าเฟยเทียนตอนนี้กำลังไปถึงขั้นกระบี่แล้ว อีกทั้งขั้นนี้ยังดูพิเศษมากอีกด้วย

     

    "หนึ่งความคิดสบั้นฟ้า"เฟยเทียนกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉย ชายหนุ่มเพียงยืนนิ่งท่ามกลางนภากาศแต่อยู่ดีๆท้องฟ้ากลับโดนผ่าเป้นสองซีกอย่างง่ายดายจนทัณฑ์สวรรค์ทั้งหมดหายไปอย่างรวดเร็ว วิถีกระบี่นี้เห็นได้ชัดเลยว่ามีลมปราณธาตุวายุคลั่งอผสมอยู่ด้วยและนั่นหมายความว่าเขาได้ปลุกสายเลือดของตระกูลหยุนเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

     

    "ท่านพ่อยอมรับสายเลือดในกายแล้ว ช่างดีนัก"เฟยหรงว่ากล่าวด้วยความตกตะลึง เขาเพียงสำผัสได้ถึงกระบี่เท่านั้นแต่สัมผัสไม่ได้ถึงกระบี่ลมปราณแม้แต่น้อย นี่หมายความว่าในขั้นเทพกระบี่นี้มือกระบี่ไม่จำเป็นต้องใช้กระบี่ด้วยซ้ำหรืออาจจะเรียกว่าใช้เพียงความคิดและยึดมั่นในวิถีกระบี่ของตนก็ไม่มีอะไรที่ฟาดฟันไม่ได้นั่นเอง นี่ช่างเป็นอะไรที่วิเศษมากเลยทีเดียว ถึงว่าทำไมมือกระบี่ถึงได้เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมที่เต็มไปด้วยการเข่นฆ่าเช่นนี้ได้

     

    "ฟุ๊บ!"

     

    ในขณะที่ทุกคนล้วนกำลังดีใจในความสำเร็จของเฟยเทียนอยู่นั้น เป่ยเฉินพุ่งทะยานออกไปทำให้ทุกคนตะลึงงันในทันที นี่เขากำลังจะทำอะไรกันแน่ ในช่วงเวลานี้เป่ยอวิ้นเอ่อถึงกับยกยิ้มและส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ สามีของนางคนนี้คิดจะทดสอบลูกเขยงั้นหรือช่างเป็นคนที่ใจร้อนจริงๆจะรอให้เขาพบกันเสียหน่อยก็ไม่ได้

     

    "ท่านเป็นใครกัน ทำไมถึงเข้ามาในหอกระบี่ของข้าได้!!"เฟยเทียนว่ากล่าว เป่ยเฉินไม่ได้สนทนากับเขาแม้แต่วินาทีเดียวพอมาถึงหน้าของชายหนุ่มพลังปราณเทพสมุทรปะทุขึ้นมาในทันใด ภาพร่างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาหมายจะกัดกินชายหนุ่มในทันที

     

    เฟยเทียนเมื่อเห็นดังนี้เขาจะไม่ตื่นตะลึงได้อย่างไร ชายหนุ่มยืนอย่างนิ่งเฉยท่ามกลางการโจมตีครั้งใหญ่ของร่างพลังงานสัตว์ทะเลนับร้อยที่ปรากฏขึ้นทันใดนั้นพวกมันก็ถุกเชือดเฉือนโดยอะไรก็ไม่รุ้จนร่างพลังงานขาดสบั้นไม่มีชิ้นดี

     

    เป่ยเฉินสร้างม่านวารีออกมาในทันที รอยฟันจากกระบี่ที่คมกริบปรากฏที่ม่านพลังวารีของเขาและทำให้เกิดรอยแตกร้าวขนาดใหญ่อย่างง่ายดาย

     

    "อย่างที่คิดเทพกระบี่ยากจะรับมือจริงๆ!"

     

    "เขตแดนสมุทรเทวา!"เป่ยเฉินว่ากล่าวเขตแดนของเขาขยายพื้นที่ไปทั่วบริเวณด้านบนท้องฟ้ามีฝูงสัตว์อสูรทะเลนานาพันแหวกว่ายราวกับมันเป็นสายวารีที่กำลังจับจ้องไปที่เฟยเทียนหมายจะกลืนกิน อีกทั้งด้านร่างยังเต้มไปด้วยปราณกระบี่ที่มากมายเหลือคณานับ

     

    "มาดูกันว่าเจ้าจะรับมือพวกมันได้อย่างไร"เป่ยเฉินว่ากล่าวผสานมือหนึ่งชี้ฟ้าอีกมือชี้ลงดินทันใดนั้นกองทัพสัตว์อสูรทะเลมากมายพุ่งเข้ามาหาเฟยเทียนอย่างบ้าคลั่ง ส่วนด้านล่างก็มีปราณกระบี่วารีมากมายพุ่งเข้ามาเช่นกัน

     

    หากเป็นคนอื่นนั้นคงได้ตายตกไปด้วยความกลัวเป็นแน่แท้ แต่เฟยเทียนนั้นไม่ใช่ตัวเขาผ่านความเป็นความตายมามากมาย เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเจอ

     

    'ข้าจะทำลายทั้งหมดไปทำไมกันในเมื่อทำลายแค่จุดเดียวก็สามารถหนีได้แล้ว'เฟยเทียนยกยิ้ม เขาเพ้งความคิดไปที่จุดๆเดียววิถีกระบี่อันคมกริบฟาดฟันจะสัตว์อสูรทะเลปราณจนเกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ เฟยเทียนพุ่งทะยานออกมาในทันใดและหมายจะโจมตีปิดฉากแต่กลับพบสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ

     

    กระบี่ลมปราณและสัตว์อสูรทะลปราณหันหัวกลับมาหาเขาอย่างรวดเร้วและรอบทิศทางในทันใด ในช่วงระยะเวลานั้นมันรวดเร็วมากซะจนชายหนุ่มปรับความคิดไม่ทันและคิดว่าตนเองต้องตายเป้นแน่แท้ แต่มันกลับพุ่งผ่านหน้าของเขาไปและหายไปในอากาศ จนทำให้เขาถึงกับงุนงงไปเลยทีเดียว

     

    "เจ้าหนุ่ม คุณสมบัติโดยรวมของเจ้าถือว่าผ่าน แต่ต้องจัดลำดับความคิดซะใหม่ เมื่อมีเจตจำนงค์และความคิดเป็นอาวุธก็ควรจะใช้ความคิดให้มากขึ้น การที่เจ้ารับมือกับข้าด้วยวิธีเช่นนี้นับว่าความคิดของเจ้าดีเลิศแล้วแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนคิดเหมือนเจ้า และข้าเป็นหนึ่งในนั้นดังนั้นข้าจึงดักทางเจ้าโดยง่ายอย่างไรละ หากเจ้าไม่ผ่านข้อนี้เจ้าจะเรียกตัวเองว่าเป็นลูกเขยของเทพสมุทรเป่ยเฉินมิได้"เป่ยเฉินกล่าวและหันหลังกลับไปในทันทีทิ้งให้เฟยเทียนยังคงงุนงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่พักใหญ่

     

    ก่อนที่เขาจะกระจ่างแก่ใจเมื่อหันไปในทิศทางที่เป่ยเฉินบินกลับไปนั้นเอง แววตาของชายหนุ่มฉายแววสั่นเคลือในทันใด เป่ยอิงอิงลุกขึ้นและเดินมาด้านหน้าส่งรอยยิ้มมาให้สามีอันเป็นที่รักพร้อมกับรอยยิ้มหวาน

     

    ในเวลานั้นโลกของเฟยเทียนบังเกิดแสงสว่างขึ้นในทันใด เขาพุ่งทยานไปแซงหน้าเป่ยเฉินเข้าสวมกอดเป่ยอิงอิงในทันที เวลานี้ช่างเป็นช่างเป็นเวลาที่หน้ายินดียิ่งนัก ทั้งสองไม่พูดอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียวแต่น้ำตากลับไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย

     

    ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่อยากพูดอะไรแต่พวกเขาดีใจจนพูดอะไรไม่ออกต่างหากยี่สิบกว่าปีที่แยกจากกัน ในเวลานี้ถึงคราได้สิ้นสุดลงไปเสียที

     

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน